[Webboard ] [ Guestbook ] [ ICQ#5260184 ] [Photo Album]

ติมอร์ตะวันออกการต่อสู้ที่ผ่านมาจนทำให้เกิดการเลือกตั้ง

............... ติมอร์ตะวันออก อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ ๓,๗๐๐ กิโลเมตร โดยเป็นครึ่งทางด้านตะวันออกของเกาะติมอร์ที่อยู่ทางตอนใต้ของอินโดนีเซีย มีพื้นที่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ ๘ ถึง ๙ แสนคน ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิค มีชนเผ่าและภาษาของกลุ่มตนเองกว่า ๑๒ กลุ่ม ภาษาเตตุนเป็นภาษาที่คนติมอร์กว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ สามารถพูดได้ ติมอร์ตะวันออกเคยตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสมานานกว่า ๔๐๐ ปี โดยที่โปรตุเกสไม่ได้ทำการพัฒนาทางโครงสร้าง พื้นฐานให้ติมอร์ตะวันออกมากนัก แต่ทำการครอบงำประชาชนด้วยการ ปกครอง การสอนศาสนา และการแต่งงาน ในช่วงปี ๒๕๑๗ - ๒๕๑๘ โปรตุเกสมีปัญหาภายในประเทศ จึงดำเนินการที่จะปลดปล่อยติมอร์ตะวันออกให้เป็นเอกราชโดยการลงประชามติ ในขณะนั้นได้มีพรรคการเมืองที่สำคัญเกิดขึ้น จำนวน ๓ พรรค คือ พรรคยูดีที มีแนวทางในการอยู่ร่วมกับโปรตุเกส, พรรค เฟรติลิน มีแนวทางสังคมนิยม ต้องการแยกตัวเป็นเอกราช และพรรคอโพเดติ มีนโยบายในการรวมชาติกับอินโดนีเซีย โดยมีอินโดนีเซียให้การหนุนหลัง
.......... ผลการเลือกตั้ง พรรคเฟรติลินได้รับชัยชนะ ทางอินโดนีเซียเห็นว่า การดำเนินการทางการเมืองไม่อาจบรรลุผลตามที่ต้องการได้ จึงได้จัดตั้งกองบัญชาการพิเศษ ขึ้นมาเพื่อสนับสนุน พรรคยูดีที ในการก่อความวุ่นวาย ปัญหาภายในอีกอย่างหนึ่ง คือพรรคเฟรติลินเองแม้ว่าจะมีอำนาจที่ชอบธรรมในการปกครองแต่ไม่มีขีดความสามารถในการบริหารบ้านเมือง พรรคเฟรติลินจึงพยายามขอความช่วยเหลือจากโปรตุเกสแต่ไม่เป็นผล และยังมาประสบปัญหาจากการแทรกซึมและบ่อนทำลายจากอินโดนีเซีย พรรคเฟรติลินจึงได้แก้เกมส์ด้วยการประกาศเอกราช เพื่อจะได้ร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติได้ อย่างไรก็ตามอินโดนีเซียได้แก้เกมส์ทันทีในวันรุ่งขึ้น ด้วยการประกาศสนธิสัญญาบาลิโบ ซึ่งเป็นประกาศที่เป็นการร้องขอจากพรรคยูดีทีและอาโพเดติ ให้อินโดนีเซียเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสงครามกลางเมือง ซึ่งมีประชาชนถูกสังหารมากกว่า ๒,๐๐๐ คน โดยทางอินโดนีเซียมีความพร้อมอยู่แล้วและสามารถถือเป็นสาเหตุให้อินโดนีเซียใช้เป็นข้ออ้างในการใช้กำลังบุกเข้ามาเพื่อรักษาความสงบได้ ในการดำเนินการดังกล่าวนั้น ประเทศเพื่อนบ้านหรือมหาอำนาจต่าง ๆ มิได้ให้ความสนใจมากนัก เนื่องจาก เกรงใจอินโดนีเซีย ผลประโยชน์ระหว่างประเทศ ตลอดจนอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของลัทธิคอมมิวนิสต์
..........การบุกยึดติมอร์ตะวันออกของอินโดนีเซีย ได้เริ่มในวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๑๘ ด้วยการยิงปืนเรือถล่มเมืองดิลีที่เป็นเมืองหลวง และส่งหน่วยทหารเข้าไปตามตำบลสำคัญต่าง ๆ ในช่วงเวลาสี่เดือนทหารอินโดนีเซียกว่าสามหมื่นห้าพันนายได้เข้าไปยังติมอร์ตะวันออก โดยที่ฝ่ายติดอาวุธของพรรคเฟรติลินที่เรียกว่าฟาลินติลมีกำลังพลประมาณสองหมื่นคน ซึ่งกว่าครึ่งไม่มีความรู้ทางทหารหรืออาวุธที่จะทำการต่อสู้ได้ดีนัก จำต้องถอยเข้าไปต่อสู้ใบริเวณพื้นที่ป่าเขาซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะซึ่งยากแก่การกวาดล้าง จนอินโดนีเซียได้เปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ด้วยการโจมตีทิ้งระเบิดทางอากาศ และทำการโอบทางดิ่งจนสามารถสังหารผู้นำทางทหารของฟาลินติลได้ ในวันสิ้นปี ๒๕๒๒ ซึ่งทำให้การต่อสู้ทางอาวุธของฟาลินติลอ่อนกำลังลง แต่ยังคงสามารถอยู่ได้ในป่าเขา ในช่วงปีแรกที่อินโดนีเซียบุกติมอร์ตะวันออก เชื่อกันว่ามีการเสียชีวิตของประชาชนและฟาลินติลประมาณหกหมื่นถึงหนึ่งแสนคน ยุทธศาสตร์ในการปกครองของอินโดนีเซีย ทำด้วยการดึงคนลงมาจากที่อยู่เดิม ที่ห่างไกลความเจริญ มารวมกันเป็นชุมชน เพื่อสะดวกในการพัฒนา และง่ายในการควบคุม แต่ปัญหาที่ตามมาคือ การที่กลุ่มชนไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ที่อินโดนีเซียคิดว่าดีกว่าได้ นิคมต่าง ๆ จึงกลายเป็นปัญหาและกลายเป็นหลุมศพของชาวติมอร์แทน ในการปราบปรามกองกำลังฟาลินติล อินโดนีเซีย ได้รับสมัครชาวติมอร์ให้มาเป็นกำลังกึ่งทหารในการร่วมในการปราบปรามฟาลินติล โดยให้เป็นหน่วยนำในการเข้าหาเป้าหมาย กองกำลังฟาลินติลแม้จะถูกทำลายเกือบหมดสภาพแต่ยังสามารถดำรงอยู่ได้ภายใต้การนำของคนใหม่ คือ นาย ซานานา กุสเมา ด้วยการรบแบบกองโจร การปราบปรามของอินโดนีเซียก็ยังคงใช้มาตรการที่รุนแรงตอบโต้มาโดยตลอด ในการเคลื่อนไหวในการต่อสู้บนท้องถนนของชาวติมอร์ยังคงดำเนินการต่อ โดยในปี ๒๕๓๔ ได้มีการจัดการชุมนุม และได้กลายเป็นชนวนให้เกิดการสังหารหมู่ประชาชนกลางเมืองดิลีกว่า ๒๐๐ คน ซึ่งแม้ไม่สามารถทำให้อินโดนีเซียถอนตัวออกจากติมอร์ได้ แต่ก็ทำให้โลกได้เริ่มหันมาให้ความสนใจในปัญหาติมอร์ตะวันออกมากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต โดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติ ได้จัดการประชุมเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาด้วยการหาทางออกให้ แต่ก็ยังไม่มีผลในการปฎิบัติที่เป็นรูปธรรมตามมา การปกครองแบบกึ่งอาณานิคมยังคงดำเนินการต่อไป โดยมีการจัดให้ทหารเข้ามาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดติมอร์ตะวันออก ซึ่งทำงานในด้านกฎหมายและการปกครองไปด้วย การที่อินโดนีเซียส่งทหารและยุทโธปกรณ์เข้ามาเป็นจำนวนมาก ก็มีความมุ่งหวังที่จะปราบปรามกองกำลังฟาลินติลให้หมดสิ้นและไม่ให้เป็นอุปสรรคขัดขวางในการรวมประเทศได้ ซึ่งจะส่งผลให้ในส่วนอื่น ๆ ของประเทศที่มีความคิดที่จะแยกตัวได้ใช้เวลาใคร่ครวญมากขึ้น แต่ดูเหมือนเจตนารมณ์ดังกล่าวไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ เพราะไม่สามารถเอาชนะจิตใจของคนติมอร์ได้ และไม่สามารถทำให้นานาชาติยอมรับได้ หลังจากที่ทางอินโดนีเซียได้ประกาศผนวกเอาติมอร์ตะวันออกเป็นจังหวัดที่ ยี่สิบเจ็ด ก็ได้ทุ่มเทเงินจำนวนมหาศาลในการสร้างถนนลาดยาง สะพาน โรงพยาบาล โรงเรียน หน่วยงานราชการ ไปในทุกหมู่บ้าน ซึ่งโปรตุเกสไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชาวติมอร์โดยตรง และเป็นประโยชน์แฝงทางยุทธศาสตร์ในการครอบงำติมอร์ตะวันออกของอินโดนีเซียด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาทางวัตถุนั้นไม่สามารถทำให้ขบวนการรวมชาติที่อินโดนีเซียทำได้ผลตามที่ต้องการ จากทรัพยากรที่มีอยู่ในติมอร์ตะวันออก ทำให้คนอินโดนีเซียหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการเข้ามาเป็นข้าราชการ ในการปกครอง การเข้ามาครอบงำทางเศรษฐกิจ และทางวัฒนธรรม จนทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่า การถาโถมของวัฒนธรรม ซึ่งอินโดนีเซียเชื่อว่าเป็นการพัฒนาที่นำความเจริญมาสู่คนที่ล้าหลัง กองทัพอินโดนีเซียได้ใช้ยุทธศาสตร์ในการปราบปรามพวกฟาลินติล ด้วยการเกณฑ์ชาวติมอร์ที่ยากจน เข้ามาเป็นทหารด้วยการตั้งกองพันทหารติมอร์ตะวันออก โดยมีภารกิจในการเป็นส่วนระวังป้องกันให้แก่กองทัพอินโดนิเซียในการตามล่าฟาลินติล โดยเกณฑ์คนติมอร์ตะวันออกจำนวนนับหมื่นคน อีกหน่วยงานหนึ่งที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาในปี ๒๕๑๙ ก็คือทหารบ้านหรือที่เรารู้จักกันในนามมิลิเทีย ซึ่งประกอบด้วยประชาชนในท้องถิ่นล้วน ๆ โดยมีหน้าที่หลัก ในการรายงานพฤติกรรมของเพื่อนบ้าน สำหรับอีกสองหน่วยที่ถูกจัดตั้งตามมาในปี ๒๕๓๙ คือกลุ่มนินจา ที่มีหน้าที่เป็นหน่วยไล่ล่ากลุ่มที่ต่อต้านอินโดนีเซีย และหน่วยสุดท้ายเป็นกลุ่มที่ถูกจัดตั้งมาเพื่องานทางด้านการข่าวโดยเฉพาะเพื่อสนับสนุนให้กับหน่วยรบพิเศษของอินโดนีเซีย ซึ่งได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่ประชาชนจำนวนมาก โดยที่ในระหว่างการเข้ายึดครองของอินโดนีเซีย ได้มีชาวติมอร์จำนวนมากที่ได้พยายามหลบหนีด้วยวิธีการต่าง ๆ ออกนอกประเทศ จนทำให้ประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริกาเริ่มเข้ามาสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในติมอร์มากขึ้น
...........พลังที่ทำให้การต่อต้านของชาวติมอร์ตะวันออกประสบความสำเร็จ
..........การต่อต้านทางอาวุธ แม้ว่ากองกำลังฟาลินติลจะถูกทำลายจนเกือบหมด แต่จากภายใต้การนำของ นาย ซานานา กุสเมา ซึ่งได้ทำการจัดตั้งหน่วยรบจรยุทธ ขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๔ การสนับสนุนของประชาชน ต่อกองกำลังดังกล่าวจึงเป็นปึกแผ่นมากยิ่งขึ้น โดยที่มีกลุ่มใต้ดิน ให้การสนับสนุนอย่างลับ ๆ จึงทำให้สามารถยืนหยัดต่อสู้ต้านทานกับกองทัพที่ทันสมัยได้เป็นเวลานาน และไม่เหน็ดเหนื่อย
..........ความไม่ลดละของประชาชน นับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญสูงสุดในการได้มาซึ่งชัยชนะ การไม่ยอมแพ้ต่อผู้ รุกราน การยอมแลกต่อการสูญเสียแม้แต่ชีวิต การใช้ความชำนาญของพื้นที่ในการต่อสู้แม้ว่าจะไม่มีอาวุธที่ทันสมัย ก็สามารถทำให้คนติมอร์สามารถมีชีวิตรอดและคอยรังควาญผู้รุกรานได้อย่างไม่หยุดหย่อน
..........ความเป็นผู้นำและสภาการต่อสู้แห่งชาติ การผสมผสานการต่อสู้กันระหว่างการเมืองและการทหาร ในชัยภูมิที่เป็นป่าเขา ของฟาลินติล การเป็นผู้นำของฟาลินติลผู้นำคนเดิม และ นายซานานา กุสเมา ได้สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่สมาชิกได้เป็นอย่างดี การจัดตั้งสภาต่อต้านแห่งชาติขึ้น ทำให้มีการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นของพรรคการเมือง และมีการจัดระบบการสนับสนุนของขบวนการใต้ดินได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าภายหลัง นายซานานา กุสเมา จะถูกจับตัวได้ แต่ขบวนการในการ ต่อสู้ก็ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะระบบได้สร้างตัวแทนมาสานงานต่อได้อย่างต่อเนื่อง
..........ขบวนการใต้ดิน เป็นหน่วยงานที่มีการจัดตั้งทั่วทั้งติมอร์ตะวันออก โดยมีการทำงานทั้งทางด้านการข่าว การสนับสนุนการปฏิบัติของฟาลินติล ตลอดจนการจัดการในการเดินขบวนในตัวเมือง รวมทั้งแผนงานในการเชื่อมต่อในการรับการสนับสนุนจากนานาชาติ
..........การไม่กระทำการแบบก่อการร้าย การต่อสู้ของฟาลินติลนั้น กระทำต่อเป้าหมายที่เป็นทหารเท่านั้น ตลอดระยะเวลาในการต่อสู้จึงเห็นได้ว่าจะไม่มีพลเรือนของอินโดนีเซียถูกสังหารแม้แต่คนเดียว รวมถึงไม่มีการกระทำแบบการก่อการร้าย เช่น การจับตัวประกัน การวางระเบิด
..........แนวร่วมทางการทูต นาย โฮเซ รามอส ฮอร์ตา ผู้ซึ่งหนีออกจากติมอร์ ตอ.ตลอดระยะเวลา ๒๐ ปี ยังคงพยายามดำเนินการทางการทูตให้ประชาคมโลกได้รับทราบอยู่ตลอดเวลา
..........ชาวติมอร์ ตอ.โพ้นทะเล ชาวติมอร์ ตอ.โพ้นทะเล ที่ได้รับการศึกษาจากประเทศต่าง ๆ เช่น ออสเตรเลีย, อินโดนีเซีย ยังคงรวมตัวกันโดยเฉพาะนักศึกษาที่อยู่ต่างประเทศนั้นได้จัดตั้งสมาคมชาวติมอร์ ตอ. ในการต่อต้านการยึดครองของต่างชาติ
..........ศาสนาคริสต์ของชาวติมอร์ การที่บิชอปในติมอร์ ได้เพียรพยายามเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชนในติมอร์ ตอ.อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ บิชอป คาร์ลอส เบโล จนทำให้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ จึงมีอิทธิพลต่อการต่อสู้ของชาวติมอร์ ตอ. และได้จุดประกายความสนใจให้แก่ประชาคมโลก
..........การดำเนินการในระดับนานาชาติ

................. การดำเนินการของสหประชาชาติ ซึ่งได้กำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาติมอร์ ตอ. ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ที่ให้อินโดนีเซียถอนกำลังออกจากติมอร์ ตอ. แต่ก็ยังไม่มีผลในการปฏิบัตินัก ซึ่งได้มีความพยายามแก้ไขปัญหาในการฆาตกรรมหมู่ ในปี ๒๕๓๕ และความพยายามอีกหลาย ๆ ครั้ง
..........รัฐบาลทางตะวันตก ในการบุกยึดติมอร์ ตอ.ในปี ๒๕๑๘ นั้น รัฐบาลตะวันตกทั้งหลายโดยเฉพาะอเมริกันได้แต่เพิกเฉย โดยที่ไม่มีการขัดขวางใด ๆ เนื่องจากมีผลประโยชน์อยู่ในอินโดนีเซียอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ การค้าขาย รวมทั้งการค้าอาวุธ
..........น้ำมันดิบในทะเลติมอร์ จากการค้นพบน้ำมันดิบในในทะเลติมอร์ ทำให้มีปัญหาในการแบ่งผลประโยชน์เกิดขึ้นระหว่างโปรตุเกส ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย ซึ่งมีผลกระทบทางด้านการเมืองตลอดมาในเป็นเอกราชของติมอร์
..........ออสเตรเลีย ความสัมพันธ์ของออสเตรเลียที่มีต่อติมอร์ มีมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ชาวติมอร์ให้การสนับสนุนหน่วยคอมมานโดของออสเตรเลียในการต่อต้านญี่ปุ่นร่วมกัน และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ออสเตรเลียได้มีการรวบรวมข้อมูลของติมอร์ตะวันออกอย่างจริงจัง ตั้งแต่การเข้ายึดครองของอินโดนีเซีย ยิ่งทำให้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยในช่วงแรกออสเตรเลียมิได้แสดงท่าทีขัดขวางใด ๆ ต่ออินโดนีเซีย เนื่องจากยังคงมีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะในเรื่องน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตาม จากการเปลี่ยนไปของสถานการณ์ และกระแสในเรื่องสิทธิมนุษยชนรุนแรงขึ้น จึงทำให้นโยบายในการสนับสนุนอินโดนีเซียในการบุกยึดติมอร์ตะวันออก เปลี่ยนแปลงไป
..........โปรตุเกส โปรตุเกสยังคงมีอิทธิพลทางด้านจิตใจต่อชาวติมอร์ตะวันออก สูงอยู่มาก จากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและการผสมข้ามเผ่าพันธุ์ ถึงแม้ว่าในช่วงปี ๒๕๑๘ ที่ติมอร์ตะวันออกต้องการเป็นเอกราชจากโปรตุเกส ซึ่งในขณะนั้นมีปัญหาภายในของโปรตุเกสเองด้วย แต่ในระยะเวลาต่อมาไม่ว่าสภาผู้แทน สื่อมวลชน ก็ยังคงให้ความสนใจและให้การสนับสนุนโดยทางอ้อมต่อติมอร์ตะวันออกอย่างสม่ำเสมอ
..........องค์กรเอกชนและนานาชาติ องค์กรเอกชนที่นับว่าเป็นส่วนหลักก็ว่าได้ในการหนุนหลังการเคลื่อนไหวของติมอร์ตะวันออก เพื่อให้โลกได้รับรู้ เนื่องจากหลังจากที่ติมอร์ตะวันออกถูกยึดครองเมื่อปี ๒๕๑๘ ติมอร์ตะวันออกก็ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเกือบจะสิ้นเชิง องค์กรเอกชนจึงได้ก่อตัวขึ้นเพื่อผลักดันนานาชาติไม่ให้ลืมติมอร์ตะวันออกตลอดระยะเวลากว่า ๒๐ ปี โดยมีเป้าหมายชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการเน้นย้ำถึงการรุกรานของอินโดนีเซีย หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน วิธีการนำเสนอนั้นได้แก่ ภาพยนตร์ ภาพ หรืออินเตอร์เนท
..........กลุ่มประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย ซึ่งกลายเป็นแนวร่วมไปโดยบังเอิญ เนื่องจากในขณะนั้นได้มีคลื่นเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างรุนแรงต่อประธานาธิบดี ซูฮาร์โต จนทำให้อินโดนีเซียเองเกิดความอ่อนแอภายในประเทศ ซึ่งนักศึกษาชาวติมอร์ตะวันออกในอินโดนีเซีย ก็ได้เข้าร่วมในการชุมนุมครั้งนี้ด้วย
..........รางวัลโนเบล รางวัลโนเบล ที่มอบในนาม นาย รามอส ฮอร์ตา และบิชอป เบโล ในปี ๒๕๓๗ นับว่าเป็นหลักประกันเป็นอย่างดีต่อการต่อสู้ที่ถูกต้องของชาวติมอร์ตะวันออก ซึ่งส่งผลให้นานาชาติมีท่าทีที่ต่อต้านการกระทำของอินโดนีเซียมากยิ่งขึ้น
ข้อมูลนี้ได้จัดทำขึ้นเมื่อ 7 ก.ค. 43 โดยท่านเข้ามาอ่านป็นคนที่ CounterSee who's visiting this page.
เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน
ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
ท่านสามารถส่งข้อมูลหรือความคิดของท่านมาที่ benjapol99@yahoo.com หรือกล่าวติชมได้ที่ บันทึกสมุดเยี่ยม
กรุณาแสดงความคิดเห็นเพื่อการถกแถลงของท่านได้ที่ กระดานเสวนา Home of Thai Cyber Military
ถ้าท่านติดตั้งโปรแกรม ICQ ท่านสามารถส่งเวบนี้ไปยังเพื่อนของท่านที่อยู่ใน Contact list ใน ICQ ด้วยการคลิกที่ชื่อเพื่อนท่านใน Contact list แล้วเลือก Web Page address (URL) หน้าต่างใหม่จะเปิดขึ้นมา ดูว่าตรงกับชื่อ address ในเบราเซอร์ แล้วกด Send ได้เลย
ท่านสามารถส่งข้อความหาผมโดยตรงได้การพิมพ์ลงในช่องด้านล่างเรียบร้อย แล้วกด Send ได้เลยครับ
ICQ PeopleSpace Directory
View My Page

Page an ICQ User

กลับสู่หน้าหลัก กลับสู่หน้าหลัก