[Webboard
] [ Guestbook
]
[ ICQ#5260184
]
[Photo Album]
Rule of Engagement ( กฎการปะทะ กฎการปฏิบัติการ กฎการใช้กำลัง ) คืออะไร และสำคัญอย่างไร
..............
ผมเองเคยถูกถามด้วยอยู่บ่อย ๆ ว่า Rule of Engagement หรือที่ผมจะขอเรียกต่อไปนี้ว่ากฎการใช้กำลัง ว่ามันคืออะไรบางคนอาจจะนึกว่าเป็นชื่อหนังที่เข้าฉายในโรงใหญ่รวมทั้งวีดีโอเถื่อนที่มีขายอยู่ทั่วไปเมื่อสามมีสี่ดือนที่ผ่านมาไปโน่น เพราะที่เป็นทหารมาหลายปีก็ไม่เคยได้ยินว่าไอ้เจ้า กฎการใช้กำลังนี้ จะเอาไปใช้ตอนไหน หรือเอาไปใช้ทำไม อันที่จริงตัวผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันคืออะไรกันแน่จนกระทั่งไปทำงานที่ติมอร์ตะวันออก เพราะตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เดินทางไปปรับสภาพที่เมืองทาวส์วิว ออสเตรเลีย ทางทหารออสเตรเลียก็จะทำการฝึกกฎการใช้กำลัง ให้เป็นลำดับแรก ๆ ซึ่งตอนนั้นก็นั่งดูการสาธิตตัวอย่างอยู่สามสี่ตัวอย่าง เช่น เขาจะเอาคนมาสมมุติว่าเป็นพลเรือนฝ่ายตรงข้าม แล้วรุมล้อมการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ในมือก็ถือขวดบรรจุน้ำมันที่มีผ้าต่อที่ปากขวดทำเป็นชนวนสำหรับจุดไฟ หรือที่เราอาจจะเคยได้ยินว่า โมโลตอฟ ซึ่งเป็นอาวุธที่ประชาชนชาวรัสเซียใช้เป็นอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลรัสเซียสมัยก่อน ซึ่งผู้อธิบายก็จะอธิบายว่าถ้าประชาชนฝ่ายตรงข้ามถือเฉยๆ ไม่ได้จุดไฟ ห้ามยิง เนื่องจากไม่รู้ว่าข้างในขวดจะเป็นน้ำมันหรือไม่ และเขายังไม่มีเจตนาจะทำร้ายเรา เราจะสามารถยิงได้ก็ต่อเมื่อเขาจะเอาไฟไปจุดที่ผ้าที่ทำเป็นชนวนของขวด ซึ่งแม้ว่าเราจะรู้ที่หลังว่าในขวดอาจจะเป็นน้ำที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงที่จะทำอันตรายเราได้ ซึ่งผมเองก็สงสัยว่าทำไมจะต้องรอปานนั้นในเมื่อเขาเป็นฝ่ายตรงข้ามเราแม้ว่าจะเป็นประชาชน ก็ยิงไปเลยทำไมต้องรอให้เขาเริ่มก่อนซึ่งถ้าคนของเราตายใครจะรับผิดชอบ แต่ก็ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ เนื่องจากกลัวจะเสล่อถ้าถามไป ( กลัวเสียฟอร์ม )
..............หลังจากที่ได้ทำงานในติมอร์ก็เริ่มเข้าใจเพิ่มขึ้นและสามารถประมวลได้ว่าสิ่งที่เรียกว่า กฎการใช้กำลัง นั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วโดยที่มีสาเหตุจากการปฏบัติการทางทหารในประวัติศาสตร์ของชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะคนผิวขาวที่ออกล่าอาณานิคมมานับหลายร้อยปี โดยที่ประเทศนั้นได้มีนโยบายและการแสวงหาผลประโยชน์ของชาติที่ชัดเจน แล้วก็ใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อเป็นการตอบสนองผลประโยชน์ของชาติ เช่น ใช้การค้าขาย การสอนศาสนา การให้การรักษาพยาบาล วิธีทางการทูต การล้างสมองด้วยการสอนหนังสือ วิธีการที่ปรับตัวเองให้เป็นพวกเดียวกันคนท้องถิ่น การช่วยเหลือด้วยการให้อาหาร และที่ขาดไม่ได้ก็คือการใช้กำลังทหาร ซึ่งผมขออธิบายวิธีการใช้กำลังทหารอย่างเดียวนะครับ สำหรับวิธีการอื่น ๆ คงให้คนอื่นเขาอธิบายบ้าง นะครับ วิธีการที่จะใช้กำลังทหารเพื่อออกมานอกประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะการที่จะเอาคนเป็นหมื่นเป็นแสนเดินทางเป็นพัน ๆ กิโลเมตรข้ามน้ำข้ามทะเลเป็นแรมเดือนโดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าจะดินแดนที่เขาจะไปนั้นอยู่ที่ไหนแล้วอะไรที่เขาจะเจอ เขาจะได้มีลมหายใจได้กลับมาดูหน้าพ่อแม่ลูกเมียอีกหรือไม่ และถ้าตายเรื่องเอาศพกลับก็ลืมไปได้เลย ซึ่ง คนที่เต็มใจเดินทางไปน่าจะมีมากนัก และที่ยากไปกว่านั้นคือะไม่ใช่ต้องทำให้คนเหล่านั้นเข้าใจเท่านั้น แต่ต้องอธิบายให้ญาติพี่น้องเขาเห็นดีด้วยที่จะส่งลูกหรือสามีเขาเดินทางไป รวมทั้งอธิบายให้คนที่ไม่ได้ไปด้วยว่าเขาต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อที่จะเอาผลผลิตหรือเงินไปเลี้ยงพวกที่ไปเป็นทหาร แต่ก็มีประเทศที่ทำได้ซึ่งผมสรุปวิธีการที่เคยมีการใช้คือ อย่างแรกก็คือการโฆษณาชวนเชื่อให้คนในประเทศเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามคือผู้ร้ายที่ต้องทำลายเพราะไม่เช่นนั้นผู้ร้ายนั้นจะมาทำร้ายคนในประเทศรวมถึงคนที่เรารัก ต่อมาก็คือการเอาผลประโยชน์เข้าล่อไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทองและที่ดิน ซึ่งอาจจะหมายรวมถึงเหรียญตราคำยกย่องเชิดชูให้อยู่ในประวัติศาสตร์ อย่างที่สามคือการหลอกหรือไม่บอกความจริงทั้งหมดว่าจะเกิดอะะไรขึ้นบ้างสำหรับทหารหนุ่ม ๆ อย่างที่สี่ที่คิดว่าน่าเป็นสิ่งที่ภูมิใจก็คือการที่คนคนนั้นมีความต้องการที่จะไปเองโดยไม่มีข้อแม้อะไรต่อรองซึ่งตรงนี้นี่ ต้องเรียกคน583ประเภทนี้เองว่าเป็นคนกล้าหรือบ้าก็สุดแล้วแต่ สำหรับสุดท้ายเมื่อวิธีการทั้งหลายไม่ได้ผลก็ต้องทำการเกณฑ์หรือก็คือการบังคับนั่นเอง
...............เอาหล่ะมาตัดบทถึงตอนที่ได้คนมาเป็นทหารนับหมื่นนับแสนซึ่งเดินทางมายังดินที่ถูกกำหนดให้เรียกว่าดินแดนศัตรูที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและอันตรายแล้ว และสิ่งที่ทหารทุกคนได้รับมาฟรี ๆ จากรัฐบาลก็คือ License to kill หรือรหัส 007 ซึ่งหมายความว่าจะฆ่าใครก็ได้โดยที่ไม่มีใครเอาความผิดทางกฎหมาย ได้ หรืออาจจะเรียกว่าวิสามัญฆาตกรรมก็พอได้ ซึ่งสิ่งที่เกิดในอดีตก็คือการฆ่าคนแบบล้างเผ่าพันธ์อันเกิดจากความเชื่อในสิ่งที่รัฐบาลสอนมาหรือความเชื่อทางศาสนา การฆ่าด้วยความกลัว การฆ่าด้วยความสนุกหรือสันดานดิบ ยกตัวอย่างเช่น การสังหารอินเดียแดงในทวีปอเมริกาของชาวผิวขาวจากเดิม 20 ล้านคนเมื่อห้าร้อยปีก่อนเหลือไม่ถึงล้านคนในปัจจุบัน การสังหารชาวอบอริจินทั้งเกาะทาสมาเนีย ที่อยู่ตอนใต้ของออสเตรเลีย การสังหารคนยิวนับล้านคนของเยอรมัน การสังหารชาวญี่ปุ่นนับแสนคนด้วยระเบิดปรมาณู การฆ่าล้างหมู่บ้านที่มายลาย เวียดนามของสหรัฐ ฯ และทหารพม่าฆ่าประชาชนไทยในศึกบางระจัน (เอ มันจะเกี่ยวกันไหมเนี่ย) รวมถึงเหตุการณ์จลาจลที่ใช้ทหารเข้าปราบปรามไม่ว่าของจีนหรือของพม่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเหตุการณ์อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งต่อมากระแสโลกได้เปลี่ยนไปโดยที่เริ่มมีการเปิดโปงพฤติกรรมที่ถูกเรียกต่อมาว่าเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน อย่างกว้างขวาง และทำให้สังคมโลกที่มีการเชื่อมต่อสื่อสารอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมรับพฤติกรรมของประเทศนั้น รัฐบาลแต่ละประเทศจึงได้หาหนทางแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการฆ่าแบบล้างเผ่าพันธ์โดยที่ไม่มีเหตุผลอีก จึงได้กำหนดออกมาเป็นกฎการใช้กำลัง เพื่อไม่ให้มีการใช้กำลังหรืออาวุธที่ไม่สมเหตุผล แต่ ไม่จำกัดสิทธิในการป้องกันตนเอง โดยมีฐานความคิดในการกำหนดกฎการใช้กำลัง จากผลประโยชน์ของชาติที่กำหนดมาจากฝ่ายการเมือง การปฏิบัติภารกิจของทหาร และกฎหมาย ที่ได้กำหนดไว้
............โดยทั่วไป กฎการใช้กำลังดังกล่าวจะมีประมาณ 20 กว่าข้อ ซึ่งอาจจะไม่ได้กำหนดลงไปในรายละเอียดมากนัก เช่น อนุญาตให้ใช้กำลังตั้งแต่ระดับปกติจนถึงการใช้กำลังที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ เพื่อป้องกันตนเองหรือเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ของฝ่ายเรา ต่อการกระทำที่เป็นปรปักษ์หรือตั้งใจเป็นปรปักษ์, ห้ามมิให้เล็งอาวุธไปที่บุคคลใด ๆ โดยไม่แยกแยะ , การปลดอาวุธของบุคคลหรือกลุ่มเมื่อได้รับคำสั่งหรือกำกับดูแล โดยผู้บัญชาการกองกำลังสามารถกระทำได้ เป็นต้น ซึ่งทหารทุกคนจะต้องทำความเข้าใจ เพิ่มเติมในกรณีเฉพาะและทำการฝึกก่อนออกปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งจะต้องมีเอกสารดังกล่าวติดตัวตลอดเวลาในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในการปฏิบัติหน้าที่ที่อยู่ในระหว่างหน้าสิ่วหน้าขวานซึ่งอาจจะไม่มีเวลามาตีความว่าสถานการณ์นั้น ๆ จะตรงกับกฎการใช้กำลังในข้อใดหรือโทรศัพท์กลับไปอธิบายแก่นายทหารพระธรรมนูญหรือผู้บังคับบัญชาของตน ก็คงต้องเป็นการตัดสินใจเอาเองของคน ๆ คนนั้นหรือผู้บังคับบัญชาสูงสุดที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นเอง ซึ่งอาจจะต้องกลับมาขึ้นศาลทหารหลังจากนั้นก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามการที่ผู้บังคับบัญชาของทหารและทหารทุกคนมีความเข้าใจและได้ทำการฝึกกฎการใช้กำลังมาก่อนแล้ว เมื่ออยู่ในสถานการณ์ก็น่าจะสามารถใช้เวลาในการตัดสินใจในการปฏิบัติอะไรลงไปได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องมากกว่าคนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องกฎการใช้กำลังมาก่อนซึ่งจะไม่ต้องมาเสียใจภายหลังว่าอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลหรือปฎิบัติภารกิจเพื่อชาติแล้วยังต้องมา
ข้อมูลนี้ได้จัดทำขึ้นเมื่อ 30 ม.ค.44 
เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน
ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า
Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
ท่านสามารถส่งข้อมูลหรือความคิดของท่านมาที่
benjapol99@yahoo.com
หรือกล่าวติชมได้ที่
บันทึกสมุดเยี่ยม
กรุณาแสดงความคิดเห็นเพื่อการถกแถลงของท่านได้ที่
กระดานเสวนา Home of Thai Cyber Military
ถ้าท่านติดตั้งโปรแกรม ICQ ท่านสามารถส่งเวบนี้ไปยังเพื่อนของท่านที่อยู่ใน Contact list ใน ICQ ด้วยการคลิกที่ชื่อเพื่อนท่านใน Contact list แล้วเลือก Web Page address (URL) หน้าต่างใหม่จะเปิดขึ้นมา ดูว่าตรงกับชื่อ address ในเบราเซอร์ แล้วกด Send ได้เลย
ท่านสามารถส่งข้อความหาผมโดยตรงได้การพิมพ์ลงในช่องด้านล่างเรียบร้อย แล้วกด Send ได้เลยครับ
กลับสู่หน้าหลัก
กลับสู่หน้าหลัก