[Webboard ] [ Guestbook ] [ ICQ#5260184 ] [Photo Album]

ความรัก ความเชื่อ ความฝัน ศรัทธา ประเทศชาติและภารกิจ การที่จะทำให้สำเร็จยากยิ่งพอกับการลืมเลือน

............... ผมเองเป็นคนชอบดูหนังแล้วก็อ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ๆ ครับ ซึ่งคิดว่าคงจะเหมือนกับหลายๆ ท่านที่มาอ่านบทความนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมไม่แน่ใจว่าผมจะเหมือนกับท่านบ้างหรือไม่ก็ ก็คือในบางบทบางตอนของหนังหรือหนังสือ เวลาอ่านแล้วมีความทราบซึ้งจนบางครั้งกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ และแม้ว่าจะผ่านตาไปเพียงครั้งเดียวหรือเวลาที่ผ่านมานานแสนนานภาพหรือความรู้สึกนั้นก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปด้วยเลย ซึ่งผมเองคิดว่ามีหลาย ๆ ตอนที่มีอิทธิพลให้ผมตัดสินใจมารับราชการทหารแบบทุกวันนี้นะครับ เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ผมได้อ่านและได้ดูมาก่อนนะครับ

............ความทรงจำแรกของผมสมัยเป็นเด็ก ๆ ดูหนังกลางแปลงเมื่อประมาณปี 2517 ได้ ก็คือหนังเรื่องสิบหกอินทรีเหล็ก ก็เป็นเรื่องราวของทหารเยอรมันในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง 16 คน ที่ถูกเลือกให้เป็นหน่วยกล้าตายด้วยปลอมตัวเป็นทหารอังกฤษ โดดร่มเข้าไปดักรอเพื่อลอบสังหาร วินสตัน เชอร์ชิล ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่ง เชอร์ชิล มีแผนจะมาแวะ แต่ด้วยความรักในการเป็นทหารเยอรมันก็เลยใส่เครื่องแบบเยอรมันไว้ข้างในชุดทหารอังกฤษ ปัญหามาเกิดขึ้นก็คือในช่วงที่กำลังฝึกกันเองในหมู่บ้านระหว่างการรอ เชอร์ชิล นั้นเด็กที่มายืนดูการฝึกดันตกลงไปในบ่อน้ำที่มีกังหันน้ำหมุนอยู่ ทหารเยอรมันคนหนึ่งในทีมก็เลยกระโดดลงไปช่วย การช่วยชีวิตเด็กสำเร็จ แต่ทหารที่ลงไปช่วยนั้นถูกกังหันฟันจนตาย ซึ่งทำให้ชาวบ้านที่มาดูการฝึกเห็นชุดทหารเยอรมันที่สวมอยู่ข้างใน ก่อนที่แผนจะแตกก็เลยต้องมีการจับตัวประกันมาไว้ที่โบสถ์ แต่ทางพันธมิตรก็ทราบจนได้และได้ทำการเปลี่ยนแผนให้เชอร์ชิลไปยังหมู่บ้านอื่น และได่ส่งกำลังรถถังมาเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะตัวทหารเยอรมันทั้งสิบหกคนนี้ แต่ภารกิจของทหารเยอรมันยังไม่สำเร็จ ซึ่งทหารเยอรมันที่เหลือประมาณเจ็ดแปดคน รวมทั้งหัวหน้า ที่ได้ยึดโบสถ์ไว้เป็น ที่มั่นแข็งแรงก็ได้ปรึกษาหารือกัน แล้วลูกน้องในทีมก็บอกว่าพวกเขาเจ็ดคนจะขออยู่ต่อสู้ยันกับกองพันรถถังของพันธมิตรเอาไว้โดยขอให้หัวหน้าได้เล็ดลอดออกไปทางด้านอุโมงค์ลับ เพื่อไปทำการสังหารเชอร์ชิล ที่ได้ไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง ให้สำเร็จตามที่ภารกิจที่ได้รับมา โดยไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขา หัวหน้าทีมได้พูดกับลูกน้องด้วยประโยคสั้น ๆ ก่อนจะเล็ดลอดออกไปซึ่งเป็นคำที่ผมจำไม่ลืมเลยคือ " ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจกับท่าน " การต่อสู้ของคนเจ็ดคนสามารถบรรลุผลที่พวกเขาต้องการคือ หัวหน้าของเขามีเวลาเพียงพอที่เข้าไปลอบสังหารเชอร์ชิลได้สำเร็จก่อนที่จะถูกฆ่าตาย (ตอนหลังหนังมาเฉลยว่าเชอร์ชิลที่ถูกสังหารนั้นเป้นตัวปลอมที่อังกฤษเอาไว้ลวง) สำหรับทหารทั้งเจ็ดคนนั้นก็ได้ต่อสู้ยืนหยัดไม่ยอมถอยจนตายกันหมดทุกคนในโบสถ์แห่งนั้น

.............เรื่องที่สองเป็นเรื่องที่เขาให้อ่านเวลาเรียนภาษาอังกฤษตอนปี 2522 สมัยเรียนเตรียมทหารเป็นเรื่องราวการชิงตัวประกันเรื่องแรก ๆ ของโลก ก็ในสมัยสงครามโลกนั่นแหละแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เรื่องราวก็มีอยู่ว่าในระหว่างท้าย ๆ ของสงครามโลกฝ่ายอักษะซึ่งมีเยอรมันกับอิตาลี เป็นแกนหลักก็เริ่มที่จะพ่ายแพ้เพิ่มมากขึ้นในทุกสมรภูมิ จนในที่สุกอิตาลีก็ถูกบุกยึดได้ มุสโสลินี ผู้นำของอิตาลีถูกจับตัวได้และถูกฝ่ายพันธมิตรนำไปขังไว้บนยอดเขาที่ไม่มีทางขึ้น ถ้าจะขึ้นจะต้องใช้กระเช้าชักรอกขึ้นไปเพื่อป้องกันไม่ให้มีใครมาแย่งตัวคืนไปได้ ฮิตเลอร์ท่านผู้นำของเยอรมันซึ่งเป็นเพื่อนรักกับมุสโสลินีทราบเรื่องดังกล่าว จึงได้ออกคำสั่งให้นายทหารเอสเอสมือหนึ่งที่ชื่อ พันเอกสกอร์ซินี่ ให้ทำการวางแผนเพื่อชิงตัวมุสโสลินีที่ถูกขังอยู่บนยอดเขาออกมาให้ได้ ถ้าเป็นท่านท่านลองคิดวิธีการเล่น ๆ นะครับว่าจะทำอย่างไรในยุคสงครามโลกครั้งที่สองและในสถานการณืสิ่งแวดล้อมแบบนัน ซึ่งพันเอกสกอร์ซินี่ได้มีวิธีการของเขาคือ จัดทีมเพื่อบุกเข้าชิงตัวมุสโสลินี ด้วยการใช้เครื่องร่อนผูกติดกับเครื่องบินจำนวนหลายสิบลำ แล้วให้เครื่องบินลากจูงข้ามแดนไปยังอิตาลีในตอนกลางคืน เมื่อถึงระยะที่ต้องการก็ตัดเชือกออก แล้วปล่อยให้เครื่องร่อนร่อนในความมืดซึ่งพรางได้ทั้งการเห็นและการได้ยินของฝ่ายที่เฝ้าตัวมุสโสลินีอยู่ ซึ่งพวกนี้ก็ไม่คาดคิดว่าจะมีการจู่โจมแบบที่เรียกว่าเหมือนกับการฆ่าตัวตายแบบนี้มาก่อนลง การร่อนลงของเครื่องร่อนมีการสูญเสียหลายลำเนื่องจากเป็นการร่อนลงในพื้นที่ที่ไม่เคยทราบภูมิประเทศมาก่อนและความมืด ทำให้ทหารเอสเอสในทีมตายไปหลายคน สำหรับพันเอกสกอร์ซินี่ ไม่ได้รับอันตรายและได้รวบรวมทหารที่รอดชีวิตบุกเข้าไป ในอาคารและกวาดล้างพวกต่อต้านที่ควบคุมตัวจนหมด จนเข้าไปจนถึงห้องของมุสโสลินีถูกคุมขังอยู่ เมื่อเข้าไปถึง สกอร์ซินี่ ได้บอกแก่มุสโสลินีว่า " ท่านผู้นำให้ผมมาพาท่านออกไปเพื่อไปนำประเทศอิตาลีในการเอาชนะสงรามครับผม" ซึ่งมุสโสลินีได้กล่าวตอบว่า " ผมรู้ดีว่าท่านผู้นำจะต้องช่วยผมให้ออกไปจนได้" หลังจากนั้นก็ได้พามุสโสลินีขึ้นเครื่องบินที่มารับกลับไปพบฮิตเลอร์ได้ตามคำสั่ง

............เรื่องที่สามคือเรื่องคามิกาเซ่ อ่านจากหนังสือแปลที่ตั้งชื่อว่าบินเพชรฆาต เมื่อตอนอยู่เตรียมทหารปีสองครับ เรื่องราวก็เป็นเรื่องการปฏิบัติการฆ่าตัวตายของนักบินทหารเรือญี่ปุ่นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ขั้นแรกก็ขอเล่าต้นกำเนิดของคามิกาเซ่ก่อนนะครับ ในสมัยเจงกิสข่านเมื่อหลายพันปีก่อน ซึ่งได้ทำการยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเซียและบางส่วนของยุโรปไว้ได้ด้วยการทำสงคราม ก็ได้มีความคิดที่จะบุกข้ามช่องแคบเกาหลีปัจจุบันเพื่อข้ามไปตีญี่ปุ่น โดยได้ใช้เรือในการที่จะทำการบุกข้ามไปแต่ทุกครั้งที่ทำการบุกข้ามช่องแคบก็ได้เกิดพายุพัดจนกองเรือของเจงกีสข่านไม่สามารถข้ามไปยังเกาะญี่ปุ่นได้สำเร็จ หลายครั้งหลายคราแล้วก็ยอมแพ้ไปเองญี่ปุ่นจึงไม่ถูกเจงกีสข่านยึดครอง ชาวญี่ปุ่นจึงได้ตั้งชื่อพายุที่ช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากการโจมตีนี้ว่า คามิกาเซ่ ซึ่งแปลเป็นไทยว่าลมเทพเจ้า ก่อนจะเข้าเรื่องก็ขออกนอกเรื่องนิดหนึ่งตรงเกร็ดที่หลังจากเจงกีสข่านไม่สามารถข้ามไปญี่ปุ่นได้ก็หมดเสบียงอาหาร ก็เลยจำต้องฆ่าม้าเพื่อมาเป้นอาหารของกำลังพลโดยใช้โล่ที่เอามาด้วยเป้นกะทะในการย่างเนื้อม้าจนกลายมาเป้นตำนานของเนื้อย่างเกาหลีในที่สุดจบเกร็ดย่อย คราวนี้กลับมาสงครามโลกครั้งที่สองใหม่ ในช่วงท้ายของการสู้รบในมหาสมุทรแปซิฟิคระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐซึ่งในช่วงปี ๒๔๘๗ สหรัฐตั้งตัวได้เริ่มตีโต้กลับ และได้เสริมกำลังเรือรบ เรือบรรทุกเครื่องบิน และเครื่องบินทิ้งระเบิดจำนวนมาก ในการบินจากฐานบินลอยน้ำเพื่อมาทิ้งระเบิดในกรุงโตเกียวทุกวัน ซึ่งแม่ทัพญี่ปุ่นทางแปซิฟิคได้พิจารณาแล้วว่าอาวุธและยุทธวิธีในการรบที่ใช้อยู่นั้นคงไม่สามารถจะเอาชนะมหาอำนาจอย่างสหัฐได้ จึงได้คิดยุทธวิธีในการต่อสู้กับกองทัพเรือสหรัฐขึ้นมาใหม่ด้วยการใช้ฝูงบินที่บรรทุกลูกระเบิดขนาดใหญ่ โดยบินไปพร้อม ๆ กันครั้งละนับร้อยลำโดยที่มีเครื่องบินคุ้มกันไปให้เพื่อป้องกันเครื่องบินสกัดกั้นของสหรัฐ และเมื่อบินถึงหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐเครื่องบินระเบิดนี้ก็จะพุ่งฝ่ากระสุนปืนต่อสู้อากาศยานบนเรือเพื่อบินลงสู่ปล่องเรือหรือบริเวณเครื่องยนต์หรือที่ที่เก็บระเบิดเพื่อทำให้เรือเกิดการระเบิดแล้วจมลง ยุทธวิธีนี้ได้มีรหัสที่เรียกว่าคามิกาเซ่ เพราะเชื่อว่านี่คือวิธีเดียวที่จะหยุดยั้งการบุกขึ้นเกาะญี่ปุ่นของสหรัฐได้เหมือนกับที่ลมเทพเจ้าเคยพัดพาขนวนเรือของเจงกีสข่านให้แตกกระจายมาแล้วในอดีต การใช้ยุทธวิธีนี้นั้นเรื่องเครื่องบินและเครื่องมือต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ไม่ยากเท่าไร สิ่งที่ยากก็คือการหาคนที่จะมาเป็นนักบินเพราะตายอย่างเดียว มีทางเลือกคือถ้าไม่เจอกระสุนตายกลางอากาศก็ลงกระแทกเรือหรือตกทะเลตาย ในการคัดเลือกนักบินนั้นว่ายากแล้วแต่ที่ยากกว่านั้นคือการหาหัวหน้านักบินที่จะเป็นลำที่นำทุกคนไปตาย การเลือกสรรของคณะเสนาธิการได้พิจารณาและมาหยุดลงที่ เรือเอก ซูซูกิ ซึ่งมีความเป็นผู้นำ ความสามารถ ประสบการณ์การบินที่เพียบพร้อม เมื่อได้ชื่อแล้วผู้บัญชาการก็ได้เรียกตัว เรือเอกซูซูกิ เข้ามาพบและได้กล่าวถึงสถาการณ์ที่เลวร้ายของญี่ปุ่นและประชาชนที่กำลังเผชิญอยู่ ความจำเป็นในการสร้างกองบินเพชรฆาตคามิกาเซ่ขึ้นมา เมื่อมาถึงตอนนี้ เรือเอกซูซูกิเริ่มร้องไห้ เพราะพอจะทราบว่าเรื่องต่อไปของผู้บัญชาการจะบอกคืออะไร ซึ่งผู้บัญชาการก็ได้บอกว่าถูกแล้วขณะนี้ประเทศชาติต้องการคนเสียสละเพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้เข้ามายึดครองญี่ปุ่นและ ได้มีการพิจารณาแล้วว่าภารกิจนี้มีเพียงเรือเอกซูซูกิเท่านั้นที่จะทำให้ภารกิจนี้สำเร็จแต่การจะปฏิบัติตามหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเรือเอกซูซูกิเองไม่มีคำสั่งและไม่เป้นการบังคับ เรือเอกซูซูกิได้ร้องไห้หนักเข้าไปอีกซึ่งก็ทำให้ผู้บัญชาการร้องไห้ตามไปด้วย หลังจากนั้นเรือเอกซูซูกิก็บอกว่าต้องการเวลาตัดสินใจหนึ่งวันแล้วจะมาให้คำตอบ เรือเอกซูซูกิได้ใช้เวลาหนึ่งวันที่ร้องขอนั้นคิดถึงลูกและภรรยาที่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นที่ตนเองไม่ได้มีโอกาสได้ติดต่อมาเป้นเวลานับปีและคงไม่มีโอกาสได้ติดต่ออีกแล้ว วันรุ่งขึ้นเรือเอกซูซูกิได้เข้าพบกับผู้บัญชาการและได้กล่าวรับที่จะเป็นหัวหน้าหน่วยบินเพชรฆาตนี้ และได้ทำตามสิ่งที่ประเทศชาติต้องการในเวลาต่อมา

................เรื่องที่สี่เป็นเรื่องสงครามโลกที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยผมได้อ่านจากห้องสมุดของโรงเรียนนายร้อยตอนที่เป้นชั้นหนึ่งที่ถูกกักไม่ได้ออกไปไหนกว่าหกเดือนก็เลยมีโอกาสได้อ่านหนังสือของห้องสมุดที่โรงเรียนหมดไปหลายชั้น โดยเรื่องที่จำได้ดีเรื่องหนึ่งคือเรื่องของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ และมียศในขณะนั้นเพียง พลตรี ซึ่งอยู่ในห้วงเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง และไทยยังเป็นกลางอยู่ ก่อนอื่นขอแทรกนิดเพื่อความไม่งงมากไปกว่านี้ก็คือ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สี่เรื่อยมาประเทศที่เข้ามาล่าอาณานิคมในแถวๆ ใกล้บ้านเรานั้นก็มีสองประเทศหลัก ๆ คืออังกฤษและฝรั่งเศส โดยสามารถยึดครองเอาประเทศต่างๆ เข้าเป็นอาณานิคมได้เกือบหมดจะมีเหลือแต่ญี่ปุ่นและประเทศไทยเท่านั้น แต่สำหรับประเทศไทยทางอังกฤษและฝรั่งเศสก็ได้ใช้วิธีการต่าง ๆ เข้ายึดครองดินแดนโดยรอบประเทศไทยปัจุบันไม่ว่าจะเป็นทางเหนือใต้ออกตก โดยเฉพาะทางตะวันออกนั้นได้ยึดเอาฝั่งขวาแม่น้ำโขงและพระตะบองเสียมราฐไป ซึ่งประเทศไทยได้แต่หวานอมขมกลืนเพราะไม่มีพลังอำนาจทางทหารใด ๆ ไปสู้รบปรบมือได้ ทำได้แต่ เพียงยอมเสียดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้
................ เวลาได้ผ่านมาร่วมร้อยปี ร้อยเอกแปลก ขีตะสังขะ หรือจอมพล ป. ในเวลาต่อมาได้เก็บความคิดแค้นนี้ไว้ตลอดเวลา และเมื่อมีโอกาสได้ไปเรียนหลักสูตรทหารปืนใหญ่ที่ฝรั่งเศสว่า ครั้งใดที่ได้บอกกับคนฝรั่งเศสว่ามาจากประเทศสยาม คนฝรั่งเศสมักพูดว่าประเทศสยามเป็นประเทศเห็บประเทศเหาที่หลบอยู่ในส่วนใดของโลกก็ไม่รู้ ซึ่ง ร้อยเอกแปลกมักจะเอาคำ ๆ นี้ มาบอกกับเพื่อนสนิทเสมอ วันหนึ่งจะต้องทำให้พวกฝรั่งเศสเหล่านี้ได้รู้ว่าประเทศสยามไม่ใช่ประเทศเห็บประเทศเหาแบบที่คนฝรั่งเศสคิดและจะต้องทำให้คนพวกนี้ได้รู้สำนึกให้จงได้
................เหตุการณ์ได้ผ่านมาจนร้อยเอกแปลกเป็นพลตรี ป พิบูลสงคราม และเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย และหลังจากที่เกิดกรณีพิพาทอินโดจีน พลตรี ป. นายกรัฐมนตรี ได้รับตำแหน่งผู้บัญการการกองทัพใหญ่ที่คุมกองทัพอีสานและกองทัพบูรพา และได้ทำการบุกข้ามชายแดนขับไล่ฝรั่งเศสออกจากดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงและพระตะบองเสียมราฐออกไปจนหมดสิ้น ซึ่งนับได้ว่าการรบครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ประเทศไทยสามารถรบชนะฝรั่งตาน้ำข้าวได้ด้วยการบัญชาการของลูกชาวสวนทุเรียนเมืองนนทบุรี
................จากคุณงามความดีที่ปรากฏนี้เองรัฐบาลจึงได้ทำเรื่องกราบบังคมทูลขอพระราชทานปูนบำเน็จรางวัลให้แก่พลตรี ป. พิบูลสงคราม ด้วยการขอพระราชทานยศเป็นพลเอก ซึ่งทางสำนักพระราชวังได้ทำหนังสือตอบกลับมาว่า ในการที่ พลตรี ป พิบูลสงครามได้กระทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติด้วยการขับไล่ผู้มารุกรานแผ่นดินให้หมดไปจากแผ่นดินได้นั้น ซึ่งรัฐบาลได้ขอปูนบำเน็จด้วยการขอพระราชทานยศให้เป็นพลเอกนั้น ทางสำนักพระราชวังพิจารณาแล้วว่าการกระทำดังกล่าวนั้นไม่น่าจะเป็นการเหมาะสมที่จะเลื่อนยศให้ตามที่เสนอมา ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสมสำนักพระราชวังจึงได้ถวายพระราชบังคมกราบทูลยศ จอมพล ให้แก่พลตรี ป พิบูลสงครามเพื่อเป็นเกียรติยศและตัวอย่างที่ดีงามของคนไทยสืบไป

..........วันนี้เอาแค่สี่เรื่องก่อนนะครับ ยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากจะเล่าให้ได้ทราบและรับฟังนะครับ ตอนนี้ตีสองแล้ว ทำเป็นเวบอีกว่าจะได้นอนคงเกือบตีสาม เอาไว้ต่อตอนหน้ามั่งดีกว่านะครับ เอาไว้ว่างแล้วจะมาเขียนให้ฟังกันใหม่นะครับ เบื่อไม่เบื่อก็จะเขียนครับ
ข้อมูลนี้ได้จัดทำขึ้นเมื่อ 7 พ.ค.43 โดยท่านเข้ามาอ่านป็นคนที่ CounterSee who's visiting this page.
เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon pinter ที่บาร์ด้านบน
ท่านสามารถส่งข้อมูลหรือความคิดของท่านมาที่ benjapol99@yahoo.com หรือกล่าวติชมได้ที่ บันทึกสมุดเยี่ยม
กรุณาแสดงความคิดเห็นเพื่อการถกแถลงของท่านได้ที่ กระดานเสวนา Home of Thai Cyber Military
ถ้าท่านติดตั้งโปรแกรม ICQ ท่านสามารถส่งเวบนี้ไปยังเพื่อนของท่านที่อยู่ใน Contact list ใน ICQ ด้วยการคลิกที่ชื่อเพื่อนท่านใน Contact list แล้วเลือก Web Page address (URL) หน้าต่างใหม่จะเปิดขึ้นมา ดูว่าตรงกับชื่อ address ในเบราเซอร์ แล้วกด Send ได้เลย
ท่านสามารถส่งข้อความหาผมโดยตรงได้การพิมพ์ลงในช่องด้านล่างเรียบร้อย แล้วกด Send ได้เลยครับ
ICQ PeopleSpace Directory
View My Page

Page an ICQ User

กลับสู่หน้าหลัก กลับสู่หน้าหลัก