ศัตรูของชาติที่คิดแบ่งแยกดินแดนไทย จะมีสิทธิเป็นคนไทยได้อย่างไร
หน่วยบินเฮลิคอปเตอร์ของสิงคโปร์ ท่านคิดอย่างไร

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
บทความที่ผ่านมา การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล

…..........ผมได้ร่วมเดินทางกับคณะของรองผู้บัญชาการศูนย์การบินทหารบกไปเยือนฐานทัพอากาศเซมบาวัง(Sembawang Air Base) ของกองทัพอากาศสิงคโปร์มาเมื่อเร็วๆนี้ (ห้วงระหว่าง ๓๑ สิงหาคม - ๓ กันยายน ๒๕๔๗) ฐานทัพอากาศดังกล่าวถือว่าเป็นฐานบินของอากาศยานปีกหมุนที่มีใช้ในกองทัพสิงคโปร์ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะสิงคโปร์ ที่ค่ายแห่งนี้มีสนามกอล์ฟของทหารอยู่ด้วย เราต้องยอมรับในความร่ำรวยของเขาที่มีเงินมากพอสามารถพัฒนากองทัพของเขาได้ทันสมัยมียุทโธปกรณ์ที่จำเป็น พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันไว้ใช้เพียงพอ

….......... ณ ฐานทัพแห่งนี้ มีฝูงบินหลักอยู่ ๓ ฝูงบิน คือฝูงเฮลิคอปเตอร์ฮิวอี้(UH-1H) ฝูงเฮลิคอปเตอร์แบบซูเปอร์พูมา(Super PUMA) และฝูงเฮลิคอปเตอร์ชินุก(Chinook CH-47D) มีข้อมูลที่น่าสนใจคือในกองทัพบกสิงคโปร์นั้นไม่มีหน่วยบิน กองทัพบกต้องการอากาศยานแบบใดก็จะตั้งงบประมาณไปจัดหามาแต่ให้กองทัพอากาศของเขาเป็นคน Operate หรือเป็นคนบินสนับสนุนให้กับกองทัพบก ดังนั้นการฝึกปฏิบัติการร่วมกันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในส่วนของ ฮ.แบบชินุกนั้นมีประจำการอยู่ทั้งสิ้น ๑๖ เครื่อง ประจำอยู่ที่ฐานทัพอากาศแห่งนี้ ๑๐ เครื่อง และอีก ๖ เครื่อง อยู่ในสหรัฐฯ เพื่อที่เขาใช้สำหรับส่งนักบินไปฝึกที่นั่น นอกจากนี้ยังมี ฮ.โจมตี แบบอาปาเช่(Apache AH-64)อยู่ที่สหรัฐฯด้วยอีก ๘ เครื่อง สำหรับฝูง ฮ.ฮิวอี้นั้นเคยส่งกำลังเป็นหน่วยบินไปร่วมปฏิบัติการในติมอร์ตะวันออกกับกองพันทหารราบของไทยและกองร้อยทหารราบของสิงคโปร์เองมาแล้วที่เมือง ซูไอ(SUAI)

….......... สิงคโปร์มีแผนจะปลดประจำการ ฮ.ฮิวอี้ทั้งหมดในปีหน้าเนื่องจากมีอายุการใช้งานมานานแล้ว โดยอาจขายต่อให้ประเทศใดประเทศหนึ่ง ทั้งนี้ยังไม่มีแผนที่จะจัดหาอากาศยานแบบใดมาแทน ฮิวอี้ เมื่อสอบถามถึงการซ่อมบำรุงอากาศยานได้รับคำตอบว่าเขาใช้งบประมาณไปประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบทั้งหมดเพื่อการซ่อมบำรุงโดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีอากาศยานพร้อมบินได้ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ในทางปฏิบัติจริงแล้วคงทำได้แค่ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหานี้ก็คงเป็นปัญหาเหมือนกันในกองทัพของหลายๆ ประเทศ ที่ยากมากที่จะสามารถซ่อมบำรุงให้อากาศยานใช้งานได้ในเปอร์เซ็นต์สูง รวมทั้งกองทัพไทยเราด้วยก็เช่นเดียวกัน เพราะไม่มีใครอยากซื้ออะไหล่มาเก็บไว้จำนวนมากทุกชิ้น ดังนั้นเมื่ออากาศยานงดบินต้องเข้าเปลี่ยนอะไหล่บางครั้งจึงต้องรออะไหล่จากการสั่งซื้อเป็นเวลานานกว่าจะเปลี่ยนให้บินได้ดังเดิม ที่น่าชื่นชมคือสิงคโปร์เขาคิดและก่อสร้างโรงทำความสะอาดอากาศยานของเขาขึ้นมาเอง เมื่อนำอากาศยานไปจอดไว้ในโรงดังกล่าวก็เปิดสวิชท์ให้น้ำที่อัดแรงดันฉีดพ่นจากพื้นข้างล่างขึ้นข้างบน และพ่นจากบนเพดานหลังคาลงมา ไม่ต้องใช้คนปีนไปเช็ดถูบนอากาศยานเป็นการทุ่นแรงเจ้าหน้าที่

….......... อีกอย่างหนึ่งที่เห็นก็คือ ความเป็นนักการขายของคนสิงคโปร์ แม้กระทั่งคนที่เป็นทหารก็ตาม เมื่อเขาพาไปดู ฮ.ซูเปอร์พูม่า ที่ติดตั้งปืนกลอากาศขนาด .๕๐ นิ้ว ที่เขาผลิตและพัฒนาปรับปรุงขึ้นมาเอง เจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ที่อากาศยานพยายามคุยสรรพคุณของอาวุธดังกล่าวอย่างเต็มที่เสมือนหนึ่งผมเป็นลูกค้าเข้ามาชมสินค้าในร้านประหนึ่งปานนั้น อาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้มีอาชีพหลักอยู่ที่การทำมาค้าขาย ไม่มีการเกษตร ไม่มีผลผลิตทางการเกษตร อาหารต้องนำเข้าทั้งหมด ธุรกิจท่าเรือมีรายได้มหาศาลจนเขาต้องแยกไม่นำมาคิดรวมเวลาคิดรายได้ประชาชาติต่อหัวประชากร แม้กระทั่งน้ำดื่มน้ำใช้นั้น เขาได้มาจาก ๔ แหล่งหลัก คือ ซื้อน้ำดิบมาจากมาเลเซีย น้ำจากฝน น้ำจากการรีไซเคิลนำกลับมาใช้ใหม่ และน้ำจากการกลั่นน้ำทะเลมาเป็นน้ำจืด

….......... อาคารสำนักงาน อาคารโรงเรือนต่างๆ และโรงเก็บอากาศยานในฐานทัพอากาศเซมบาวังล้วนทาด้วยสีเขียวทั้งสิ้น อาคารสำนักงานต่างๆ เหล่านั้นเมื่อมองดูจากภายนอกจึงมองดูทึบๆทึมๆ เก่าๆ ขาดความทันสมัยหากแต่เมื่อเข้าไปภายในอาคารกลับตกแต่งอย่างทันสมัยมีสิ่งอำนวยความสะดวกหรูหราครบครัน ปัญหาสำคัญที่เขากำลังเผชิญอยู่คือการขาดแคลนน่านฟ้าสำหรับฝึกบิน เพราะว่าสิงคโปร์เป็นเกาะเล็กๆ มีเนื้อที่เพียงประมาณ ๖๔๐ ตารางกิโลเมตร ประกอบกับสนามบินนานาชาติชางงีของเขาก็มีสายการบินพาณิชย์มาใช้กันอย่างคับคั่งปัจจุบันก็กำลังขยายก่อสร้างอาคารผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมาอีกเป็นอาคารที่ ๓ (Terminal 3) เขาจึงใช้วิธีส่งหน่วยบินของเขาไปฝึกร่วมกับ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ และไทยเรา รวมทั้งที่ซื้ออากาศยานเก็บไว้ฝึกที่สหรัฐฯนั่นอีกด้วย

….......... สิงคโปร์พยายามเพิ่มพื้นที่ด้วยการถมทะเลปัจจุบันกำลังถมทะเลเชื่อมเกาะเล็กๆ ๗ เกาะเข้าเป็นผืนดินเดียวกันโดยซื้อดินมาจากอินโดนีเซีย และบางส่วนดูดเอาทรายจากทะเลขึ้นมาถมด้วย ความที่มีพื้นที่จำกัดในย่านธุรกิจที่อยู่ใกล้ๆ Merlion แถบโรงแรมสวิสโฮเต็ล จึงถูกขุดเป็นอุโมงค์ใต้ดินเป็นทางเดินเชื่อมต่อกันกับสถานีรถไฟใต้ดินและห้างสรรพสินค้า มีร้านค้าติดแอร์หรือปรับอากาศเย็นเฉียบอยู่ใต้ดินให้ได้เดินชอปปิ้งหรือเข้าไปนั่งดื่มกินกันจำนวนมากรวมทั้งแถวถนน Orchard ของเขาด้วย บางท่านในคณะเล่าให้ฟังว่าถนนสายหลักจากสนามบินชางงีเข้าสู่ตัวเมืองย่านธุรกิจซึ่งเป็นถนนขนาดใหญ่นั้น หากยกเอากระถางไม้ประดับที่เกาะกลางถนนออกก็จะสามารถใช้เป็นรันเวย์หรือทางวิ่งสำหรับเครื่องบินรบได้เลย เรื่องลักษณะนี้ผมก็เคยได้ยินคำบอกเล่าถึงถนนหมายเลข ๒๔ (โชคชัย-เดชอุดม) ของเราอยู่เหมือนกันว่าก็ทำไว้รองรับให้เครื่องบินทหารใช้เป็นรันเวย์ได้อย่างที่เคยเขียนเล่ามาแล้วครั้งหนึ่ง

….......... ในงานเลี้ยงรับรองตอนกลางคืนที่ผู้บังคับฐานบินของเขาจัดสำหรับพวกเรา ผมได้นั่งที่นั่งใกล้กับรองผู้บังคับฐานบินของเขายศนาวาอากาศเอกซึ่งมีอายุเพียง ๓๖ ปี นับว่ายังหนุ่มมาก อาจด้วยระบบ Fast Track คือถือเอาความสามารถของคนเป็นหลักในการแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งหลัก ผู้บังคับหน่วยหลายคนจึงมีอายุน้อย แต่มีแววเฉลียวฉลาดและเก่งกาจจริง แม้กระทั่งผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบันของเขาก็มีอายุเพียง ๔๐ ปี ต้นๆ

….......... กองทัพอากาศสิงคโปร์มีหลักสูตรผลิตนักบินเป็นของตนเอง อย่างไรก็ตามเมื่อบรรจุนักบินเข้าประจำการในกองทัพแล้วการฝึกทบทวนก็ทำได้ลำบากเพราะมีน่านฟ้าจำกัดดังกล่าวมาแล้ว เขาจึงต้องพึ่งพาเครื่องช่วยฝึกบินจำลอง (Simulator) ที่เขาพาไปดูเป็น Simulator ของ ฮ.แบบซูเปอร์พูม่า ที่จำลองห้องนักบินได้เหมือนจริงทุกประการ เมื่อเข้าไปทดลองนั่งดูเขาฝึกบินก็ให้บรรยากาศและความรู้สึกใกล้เคียงของจริงมาก ผู้บัญชาการฐานทัพอากาศเซมบาวังเองบอกว่า ฮ.ซูเปอร์พูม่านั้นถือได้ว่าเป็น ฮ.ที่มีสมรรถนะสูง มีความทันสมัย เขาเสียได้แทนเราที่ ฮ.แบบเดียวกันของกองทัพอากาศไทยหลังจากเกิดอุบัติเหตุในขบวนเสด็จฯแล้วก็ไม่นำออกมาใช้อีกเลย ทั้งที่อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ หลายประการ มิได้เกิดจากข้อบกพร่องของอากาศยาน

….......... มีโปรแกรมหนึ่งที่เขาพาคณะไปเยี่ยมย่านที่เรียกว่า Golden Mind ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมของแรงงานไทยที่มาทำงานอยู่ในสิงคโปร์ ที่นี่เป็นที่สำหรับส่งเงินกลับบ้าน มีของกินของใช้สำหรับคนไทยสารพัดอย่าง แม้กระทั่ง กะปิ น้ำปลา ปลาร้า ส้มตำ และหนังสือพิมพ์ ปัจจุบันเห็นว่ามีแรงงานไทยเราในสิงคโปร์ประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน จากที่เคยมีสูงถึงประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน ที่ลดจำนวนลงอาจเป็นเพราะบ้านเราทำมาหากินได้คล่องตัวขึ้นก็เป็นได้ บ้านเมืองของสิงคโปร์มีการก่อสร้างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หากดูในแง่ของความเป็นเมืองแล้ว ผมยังยืนยันว่าเมืองก็เหมือนกันทั่วโลก ใครที่ชอบไปหรือคิดที่จะไปชอปปิ้งที่สิงคโปร์ในความคิดผม เห็นว่าที่กรุงเทพฯเราก็ไม่ด้อยกว่า มิหนำซ้ำราคาสินค้าก็พอๆกัน แต่ค่าครองชีพในสิงคโปร์สูงกว่าแน่นอน ส่วนราคาเหล้า เบียร์ บุหรี่นั้นจัดได้ว่าแพงมหาโหดเพราะเขาเก็บภาษีสูงมาก ด้วยไม่ต้องการให้คนสิงคโปร์ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ อย่างไรก็ดีการบริหารจัดการเมืองของเขานั้นทำได้ดีมีหลายอย่างที่น่าจะนำมาใช้กับกรุงเทพฯได้ โดยเฉพาะเรื่องการจราจร แต่ก็อีกนั่นแหละประชากรของเขามีแค่ประมาณ ๓ ล้านคนเศษ เนื้อที่ก็ไม่มากย่อมจัดการได้ง่ายกว่า

….......... อีกรายการหนึ่งคือการเยี่ยมหน่วย คอมมานโด (Commando) ที่เป็นเหมือนหน่วยรบพิเศษ หน่วยนี้ตั้งอยู่ในค่ายทางตอนเหนือของเกาะสิงคโปร์ใกล้กับสนามบินชางงี มีกำลังรบอยู่ ๒ กองพัน กองพันแรกลักษณะคล้ายๆกองพันจู่โจม จะคัดเลือกทหารเกณท์ (Enlisted Men หรือ National Services) มาฝึกและให้ศึกษาหลักสูตรคอมมานโดครบทุกคนรับราชการอยู่ ๒ ปี ก็ปลดประจำการ ส่วนเจ้าหน้าที่หลักนั้นคัดเลือกมาจากทุกเหล่าทัพที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและมีความสมัครใจ สำหรับอีกกองพันหนึ่งที่เหลือจะเป็นมืออาชีพที่คัดเลือกมาจากทุกเหล่าทัพเช่นเดียวกันแต่ไม่บรรจุทหารเกณท์ ในภาพรวมแล้วทหารสิงคโปร์จะเกษียณอายุที่อายุ ๔๕ ปี หน่วยนี้มีลักษณะเป็นหน่วยรบพิเศษ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ใช้ต่อต้านการก่อการร้ายด้วย จะมีทั้งทีมปฏิบัติการทางน้ำ และทีมแทรกซึมทางอากาศ ผู้ที่อยู่ในหน่วยรบที่สองนี้จะต้องผ่านหลักสูตรส่งทางอากาศหรือกระโดดร่มด้วย โดยความรับผิดชอบในการฝึกศึกษามี Commando School เป็นหน่วยรับผิดชอบ ใครที่รับราชการอยู่ในหน่วยคอมมานโด อาจหมุนเวียนปรับย้ายกลับไปยังเหล่าแม่ของตนเอง หรือไม่ก็ไปทำงานเป็นฝ่ายอำนวยการอยู่ในกองบัญชาการหน่วยเหนือขึ้นไป เช่นในกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ หรือใน Singapore Defense Forces (SINDEF)

….......... ในการฝึกนักโดดร่มขั้นต้นนั้นเขาเปิดหลักสูตรของเขาเอง แต่หลักสูตรแทรกซึมทางอากาศเบื้องสูงทั้ง HAHO และ HALO จะส่งไปฝึกที่ฝรั่งเศสและอัฟริกาใต้ น่าสนใจหอโดดอเนกประสงค์ของเขาที่รวมเอาทั้งการฝึกโดดหอ(แบบโดดร่ม) และการฝึกไต่เชือกลงทางดิ่งรวมทั้ง Fast Roping ไว้ในหอเดียวกัน เข้าใจได้ว่าข้อจำกัดเรื่องเนื้อที่ทำให้เขาจำเป็นต้องใช้ประโยชน์พื้นที่ที่มีอยู่แทบทุกตารางนิ้ว นอกจากนี้หน่วยคอมมานโดของเขายังมีตั้งอยู่ติดชายฝั่งทะเลบริเวณช่องแคบที่ติดกับมาเลเซียทำให้สามารถฝึกปฏิบัติการทางน้ำตามชายฝั่งได้ด้วย หน่วยนี้จึงมีเรือเร็วชายฝั่งและเรือจู่โจมสำหรับใช้แก้วิกฤติการณ์กรณีผู้ก่อการร้ายยึดเรือสินค้า อย่างไรก็ดีมีปัญหาอยู่บ้างที่สถานที่ฝึกลักษณะท่าเทียบเรือของเขาอยู่ใกล้กับท่าเรือเอกชน เมื่อทหารนำเรือออกฝึกจึงมักถูกถ่ายรูปอยู่เป็นประจำ

….......... ที่อาจนำมาเป็นแบบอย่างอีกประการหนึ่งคือระบบการรักษาความปลอดภัยในการผ่านเข้า-ออกค่ายทหารที่ค่อนข้างเข้มงวดมากและมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ช่วยในการเฝ้าตรวจ ของเรานั้นใช้กำลังคนเป็นหลักที่ย่อมมีความอ่อนล้าได้ง่าย หากเป็นไปได้การหากล้องโทรทัศน์วงจรปิดมาติดตั้งช่วยไว้ด้วยก็จะดี เพราะปัจจุบันก็เห็นมีวางขายกันเกลื่อนกลาดตามท้องตลาดทั่วไป เพียงแต่อาจจะต้องปรับปรุงดัดแปลงบ้างเท่านั้น เรื่องนี้ฝ่ายการข่าวของหน่วยโดยเฉพาะระดับกองพันจะต้องริเริ่ม มิใช่มีหน้าที่แค่ออกสติกเกอร์ผ่านเข้า-ออกค่ายและขายให้พ่อค้าบางคนของบางหน่วยเท่านั้น ทั้งนี้เรามักให้ความสำคัญกับนายทหารฝ่ายการข่าวของกองพันกันน้อย ใครที่ถูกปรับมาอยู่ในตำแหน่งนี้มักเป็นผู้ที่ไม่มีบทบาทสำคัญอะไรหรือไม่ก็มักเป็นคุณลุงนายทหารแก่ๆ คนหนึ่ง ทั้งๆที่บุคคลในตำแหน่งนี้ถือมีความสำคัญยิ่งยวดแต่กลับถูกปล่อยปละละเลยสะสมมานาน จนอาจส่งผลให้งานการข่าวของเรามักอ่อนแอนั่นเอง

….......... อีกสถานที่หนึ่งที่มีโอกาสไปเยือนคือ Night Safari หรือสวนสัตว์ที่เปิดให้คนเข้าไปดูกลางคืน (ของเราก็กำลังมีการก่อสร้างอยู่ที่เชียงใหม่) Night Safari ของเขาจะมีรถพ่วงไฟฟ้าพ่วงกันอยู่ ๓ คัน โดยสองคันหน้าจะมีคนบรรยายนำชมเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนคันสุดท้ายบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น ขับพานักท่องเที่ยววิ่งไปตามทางลาดยางสูง-ต่ำ ลาดเนิน ผ่านที่อยู่ของสัตว์ประเภทต่างๆ ทั้ง เสือ สิงโต กวาง นกกะเรียน ยีราฟ ควายป่า หมาป่า หมาจิ้งจอก นาก ช้าง ฯลฯ ที่มีแสงไฟสปอตไลท์ส่องไปที่บริเวณสัตว์นั้นๆ อยู่ เราสงสัยกันว่าเขาทำอย่างไรให้สัตว์เหล่านั้นมานั่ง นอน อยู่ในที่เฉพาะ ให้แสงไฟส่องให้พวกเราดูอยู่ได้ โดยไม่มีกรงกั้น และไม่เพล่นพล่านไปไหน แต่ที่พอเข้าใจได้ก็น่าจะเป็นที่มีคูและคันดินที่ชันดิ่งด้านที่อยู่ติดกับถนนที่รถพ่วงวิ่งผ่านไม่ให้สัตว์ปีนข้ามมาได้ และมองเห็นรั้วลวดเส้นเล็กๆ อยู่ในเงามืด นั่นน่าจะเป็นเครื่องมือกั้นมิให้สัตว์ข้ามไปมาได้อิสระ แต่ดูๆไปแล้วมันก็ฝืนธรรมชาติของสัตว์อยู่ดีนั่นแหละ ครั้งแรกเข้าใจว่าจะเหมือนกับซาฟารีในอัฟริกาที่ขับรถไปในทุ่งโล่งแล้วรอดูฝูงสัตว์ธรรมชาติ หรืออย่างการไปนั่งห้างส่องดูสัตว์ตอนกลางคืนที่ห้วยขาแข้งหรือที่เขาใหญ่บ้านเราเสียอีก แบบนี้ดูครั้งเดียวก็คงเข็ดแล้วไม่เสียเงินกลับมาดูอีกเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด

….......... สุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้ผมกับพี่ที่ร่วมคณะบางท่านได้ทดลองนั่งรถไฟฟ้าวิ่งรอบเกาะสิงคโปร์เพื่อดูความเป็นไปของบ้านเมืองของเขา ช่วงที่วิ่งผ่านในเมืองย่านธุรกิจก็จะทำเป็นวิ่งอยู่ใต้ดิน แต่พอออกนอกเมืองก็จะยกระดับเป็นรถไฟลอยฟ้าอย่างของ บีทีเอสในกรุงเทพฯ แต่วิ่งต่อเนื่องกันเลยโดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวน ในหน้าหนังสือพิมพ์ Strait Time ของสิงคโปร์เห็นมีบทความข่าวใหญ่เกี่ยวกับการที่การรถไฟฟ้า (MRT) ของเขากำลังศึกษาโครงการก่อสร้างผนังกั้นชานชาลาที่ขึ้นรถกับรางรถไฟฟ้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุคนตกลงไปในรางซึ่งแต่ละปีมีรายงานว่ามีคนตกลงไป ๑-๒ คน โดยจะทำทุกสถานีทั้งสถานีใต้ดินและบนดิน ผมตื่นมาวิ่งตอนเช้าเหมือนเคยเป็นกิจวัตร และทดลองเดินลงไปสำรวจบริเวณสถานีรถไฟใต้ดินก็เห็นมีคนเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาปูนอนหลับอยู่ ที่แย่ๆ ก็คือริมถนนเจอคนเมาแล้วอ้วกหลับกลิ้งอยู่ข้างทาง ไม่แน่ใจว่าเป็นนักท่องเที่ยวหรือคนสิงคโปร์กันแน่ อย่างไรเสียเมื่อประมาณ ๒ เดือนก่อนผมได้อ่านบทความหนึ่งในหนังสือพิมพ์มติชนที่กล่าวชื่นชมสิงคโปร์ว่าเป็นเมืองสีเขียวคือมีการปลูกต้นไม้ตามถนนหนทางไว้เป็นจำนวนมาก แต่ผมกลับเห็นว่ากรุงเทพฯ เรานั้นปัจจุบันก็ปลูกต้นไม้ไว้ไม่น้อย ไม่ยิ่งหย่อนกว่าเขาเท่าไหร่เหมือนกัน สถานที่ของเราหลายแห่งก็มีความเจริญทันสมัย ทัดเทียมเขาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราอย่าเอาแต่ชื่นชมคนอื่นประเทศอื่นเขาอย่างเดียว ของเราเองก็มีดีเหมือนกัน และประเทศอื่นที่แย่กว่าเราก็ยังมี
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

บทความต่อไป
  • "วันพระราชทานกำเนิดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า"

    กลับสู่หน้าหลัก

  • โดย พันเอก ธงชัย รอดย้อย
    rodyoi@yahoo.com

    กลับสู่หน้าหลัก

    CounterSee who's visiting this page.

    เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

    ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
    บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 6 ก.ย. 47 นำขึ้นเวบเมื่อ 20 ก.พ. 49
    โดย พันเอก ธงชัย รอดย้อย ต้องการติดต่อผู้เขียนบทความ rodyoi@yahoo.com