ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
บทความที่ผ่านมา เป็นทหารคงหนีไม่พ้นเรื่องการเดินทาง
.......... สงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อความหายนะ มีภาพแห่งความโหดร้ายสยดสยองของสงครามเกิดขึ้นมากมาย การทำสงครามกันของมนุษย์โลกเรานั้นมีมาอย่างต่อเนื่องไม่เคยมีห้วงเวลาใดที่โลกทั้งโลกจะอยู่กันอย่างสงบสุข การทำสงครามกันในอดีตนั้นยอมรับนับถือกันถึงความเป็นสุภาพบุรุษนักรบก็ด้วยการต่อสู้กันซึ่งๆ หน้า เหมือนอย่างพวกอัศวิน (Knight) หรือพวกซามูไรของญี่ปุ่น และแม้กระทั่งนักรบบ้านบางระจันที่ประวัติการสงครามก็บันทึกไว้ว่าหากต่อสู้กันซึ่งหน้ากลางแจ้งแล้วพวกเขาไม่เคยกลัวศัตรู และหากตายก็ถือเป็นเกียรติของนักรบที่ได้ตายอย่างชายชาติทหาร เป็นที่ยกย่องสรรเสริญ แต่ในหลักการสงครามของซุนวูก็ยังกล่าวถึงการรบแบบกองโจร ซึ่งในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ทรงนำมาใช้ ทั้งการซุ่มโจมตี การตีโฉบฉวย ที่ดูคล้ายกับการลอบกัด
.......... การสงครามก็มีการก่อให้เกิดการพัฒนากฎของการทำสงคราม (Law of War) กฎแห่งการขัดกันด้วยอาวุธ (Law of Arm Conflict : LOAC) ตามมาด้วย และแม้แต่อนุสัญญาเจนีวา นั่นก็ตามที ที่ล้วนบัญญัติหลักการปฏิบัติเป็นสากลเป็นที่ยอมรับกัน หากปฏิบัติตามหลักการสากลดังกล่าวแล้วนักรบทั้งสองฝ่ายที่ใช้อาวุธเข้าประหัตประหารกันนั้นจะถือว่าไม่มีความผิดทางอาญา หรือเป็นอาชญากร ข้อสำคัญประการหนึ่งนั่นก็คือนักรบแต่ละฝ่ายจะต้องมีเครื่องแบบ แม้แต่นักรบกองโจรในช่วงสงครามโลกหรือในยุคสงครามเย็นก็ตามก็ถือเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นกำลังที่ถูกต้องตามหลักการทำสงครามการต่อสู้กับกำลังตามแบบจึงไม่ถือมีความผิด ดังเราคงเคยเห็นนักรบกองโจรเขมรแดงก็มีเครื่องแบบ นักรบกองโจรในแถบอัฟริกาก็มีเครื่องแบบแม้จะไม่สมบูรณ์เทียบได้กับกองทัพประจำทั่วไปในโลกก็ตาม
.......... นอกจากนี้ยังมี เรื่องของข้อตกลงว่าด้วยสถานะของกองกำลัง (Status of Forces Agreement : SOFA) กำลังทหารที่ไปปฏิบัติการในต่างแดนร่วมกับนานาชาติก็คงจะคุ้นเคยกันดี เพราะเป็นข้อตกลงกับประเทศเจ้าบ้านและกับกำลังของประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมในการปฏิบัติการ ที่รวมถึงเรื่องการกระทำผิดกฎหมาย การขึ้นศาลเมื่อมีกำลังพลกระทำผิด ตลอดจนการชดใช้ค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินจากการปฏิบัติการทางทหารที่ส่งเข้าไปในประเทศเจ้าบ้าน
.......... ปัจจุบันภัยคุกคามจากกำลังทหารตามแบบระหว่างรัฐ(Conventional Inter-state Conflict)มีน้อยลงไป กลับมีภัยคุกคามรูปแบบใหม่ขึ้นมาแทนนั่นคือสงครามกองโจรในเมืองผสมผสานกับการก่อการร้าย ที่เรียกว่าสงครามกองโจรในเมืองนั้นเพราะเดิมทีในยุคสงครามเย็น ใครที่เคยผ่านหลักสูตรสงครามนอกแบบ หรือมีประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงก็จะทราบว่า การทำสงครามกองโจรนั้นจะนิยมใช้ป่าเขาและพื้นที่ยากลำบากเป็นฐานปฏิบัติการก่อตัวและสั่งสมกำลังเข้าไปสู่การปฏิวัติในเมือง ที่เรียกกันว่าป่าล้อมเมือง ที่เหมา เจ๋อ ตุงนำมาใช้ปฏิวัติในจีนนั่นเอง อาจจะด้วยเป็นเพราะการพัฒนาของโลกทำให้พื้นที่ป่าเขามีน้อยลงไปแต่กลับมีพื้นที่อยู่อาศัยทำมาหากินแผ่กระจายไปทั่ว การสงครามกองโจรก็เลยวิวัฒนาการเข้ามาอยู่ในเมืองด้วย นักรบกองโจรที่เคยตั้งฐานจรยุทธ์อยู่ในป่าพื้นที่ห่างไกลก็กลายมาเป็นนอนอยู่ที่บ้าน ถึงเวลาก็ออกไปรวมตัวกันเป็นกองกำลังเป็นกองทัพเข้าปฏิบัติการต่อที่หมาย โดยไม่มีเครื่องแบบหรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่จะบ่งชี้ว่าเป็นทหารที่สามารถยึดถือวิธีปฏิบัติตามธรรมเนียมสากลของหลักการทำสงครามได้ มีเพียงอาวุธที่ถืออยู่เท่านั้นที่เป็นตัวบ่งบอก ที่จริงก็ดูคล้ายจะเป็นโจรเสียมากกว่า แต่นักรบโจรเหล่านี้มีขีดความสามารถไม่แพ้ทหารในกองทัพเลยทีเดียว การก่อความไม่สงบในอิรักเพื่อต่อต้านกำลังทหารสหรัฐฯนั้นถือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด หรือแม้แต่การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเราเองนั่นก็ตาม
.......... องค์กรเอกชน องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชนที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ต่างล้วนจับตามองการปฏิบัติการรบหรือการสงครามใดๆ ที่เกิดขึ้นในโลก เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานเผชิญหน้าอยู่กับกองโจรสมัยใหม่นี้จึงมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมาย และหลักการสากลในการทำสงครามเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ หรือของกองทัพที่เข้าปราบปรามมักจะมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าฝ่ายกองโจร หากใช้ความเหนือกว่าที่มีอยู่เข้าจัดการก็จะไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาได้ว่ากระทำเกินกว่าเหตุ เหมือนเช่นกรณีการกวาดล้างกลุ่มกองโจรผู้ก่อความไม่สงบที่มัสยิดกรือเซะจังหวัดปัตตานี โดยที่การเพ่งเล็งถึงความโหดร้ายของฝ่ายกองโจรที่จะปฏิบัติต่อฝ่ายปราบปรามนั้นจะถูกละเลยไปจากกลุ่มเป็นกลาง หรือองค์กรเอกชน สื่อมวลชนเหล่านั้น นั่นถือเป็นสิ่งธรรมดาอย่างยิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคตที่ทหารเราจะต้องตระหนักให้มาก
.......... ทหารในกองทัพถูกนำไปใช้ในภารกิจกวาดล้างปราบปรามกลุ่มกองโจรเหล่านี้ และในภารกิจอื่นๆที่มิใช่การสงครามในทำนองเพื่อการฟื้นฟูระเบียบและกฎหมายนำความมั่นคง และความมีเสถียรภาพให้กลับมาสู่ท้องถิ่นที่เกิดความยุ่งเหยิงไร้ขื่อแปอยู่เป็นประจำ กองทัพบกเรานั้นได้รับมอบภารกิจลักษณะดังกล่าวนี้ค่อนข้างมาก ทั้งการปราบปรามยาเสพติด การสกัดกั้นผู้หลบหนีเข้าเมือง การป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ข้ามแดน การสกัดกั้นการลักลอบค้าของผิดกฎหมายและอาวุธสงคราม ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังป้องกันชายแดนที่กองทัพบกจัดไปเฝ้าตรวจนอนอยู่ตามขอบชายแดน ป่าเขา รวมทั้งกำลังที่ส่งเข้าไปปฏิบัติงานแก้ไขสถานการณ์การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภารกิจเหล่านี้มีโอกาสที่จะกระทบกระทั่งด้วยการใช้อาวุธต่อผู้กระทำผิดที่มีลักษณะเป็นประชาชนพลเรือนค่อนข้างสูง โอกาสที่ทหารเราจะกลายร่างจากพระเอกผู้ปราบปรามมาเป็นผู้ร้ายอาชญากรจึงมีสูงด้วยเช่นกัน
.......... สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ มีทหารทั้งนายทหาร นายสิบ พลทหารจำนวนสักเท่าไหร่ที่รู้และเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ ใครที่เคยไปร่วมปฏิบัติงานในกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ หรือการปฏิบัติงานร่วมกับมิตรประเทศ หรืออย่างการฝึกคอบร้าโกลด์ คงจะรู้จักกฎการปะทะ หรือกฎการใช้กำลัง(Rule of Engagement : ROE )เป็นอย่างดี กฎดังกล่าวเป็นเสมือนกฎหมายที่ให้อำนาจทหารว่าจะใช้อาวุธในลักษณะใดได้บ้าง ถือเป็นคัมภีร์เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงและมีการใช้อาวุธจนก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายก็จะมีการสอบสวนกันว่าทหารได้ทำไปตามกฎดังว่านั้นหรือไม่ หากกระทำตามก็ถือว่าไม่มีความผิด
.......... ที่สามารถยกเป็นตัวอย่างได้ก็กรณีเหตุการณ์ในติมอร์ตะวันออกเมื่อปี 2543 ที่ทหารฟิลิปปินส์ในกองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติ (United Nations Transitional Administration in East Timor Peacekeeping Forces : UNTAET PKF) ได้ใช้ปืนเล็กยาว (ไรเฟิล)อัตโนมัติแบบ เอ็ม-16 ยิงใส่ชายชาวติมอร์ตะวันออกผู้หนึ่งที่บ้าคลั่งถือมีดเล่มใหญ่วิ่งบุกเข้าไปไล่ฟันทหาร ทั้งนายทหาร นายสิบ ที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ในกองบังคับการกองพันในตอนเช้าตรู่ จึงถูกยิงสวนไป 2 นัด เข้าบริเวณลำตัว หลังจากนั้นทหารฟิลิปปินส์จึงได้นำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลของสหประชาชาติในกรุงดิลี ของติมอร์ตะวันออก กองบัญชาการกองกำลังสหประชาชาติจึงสั่งให้มีการสอบสวนในทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ ทั้งนี้หน่วยทหารสารวัตรของไทยได้มีส่วนเข้าไปสอบสวนด้วย อย่างไรก็ดีผลการสอบสวนสรุปว่าทหารฟิลิปปินส์ได้ปฏิบัติไปตามกฎการใช้กำลัง(ROE) แล้วจึงไม่มีความผิดแต่อย่างใด
.......... แต่อีกตัวอย่างที่กลับกันคือทหารสหรัฐฯได้ใช้ปืนกลยิงกราดใส่ฝูงชนในโซมาเลีย ในการปะทะกับกำลังกองโจรของนายพลไอดิด เมื่อประมาณปี 2536 และมีฝูงชนคอยช่วยเหลือ แล้วถูกสื่อมวลชนถ่ายภาพไว้ได้ ใครที่ดูหนังเรื่อง Black Hawk Down ก็คงจะเห็น ต่อมาอีกไม่กี่ปีทหารสหรัฐฯ 2 นายเมื่อปลดประจำการไปแล้วก็ไปถูกรวบตัวไปขึ้นศาลในยุโรป ขณะเดินทางไปท่องเที่ยวในฐานะกระทำผิดเป็นอาชญากรรมสงคราม แม้ทหารสหรัฐฯจะพยายามช่วยเหลืออดีตทหารทั้ง 2 นายนั้นแต่ก็ยาก เป็นเหตุให้สหรัฐฯไม่ยอมลงนามในกระบวนการจัดตั้ง ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Crime Court) และเคยพยายามลอบบี้ไทยเราไม่ให้ร่วมลงนามด้วย เพราะสหรัฐฯ ส่งทหารออกไปรบทั่วโลกโอกาสที่คนของตนจะถูกนำตัวไปขึ้นศาลที่ประเทศอื่นจากการปฏิบัติการของเขาจึงมีอยู่สูงเขาจึงต้องพยายามหาทางคุ้มครองคนของตน อย่างไรก็ดีภายหลังไทยเราก็จะต้องร่วมลงนามเพราะไม่อาจหาเหตุผลใดๆ ปฏิเสธได้ต่อประชาคมโลกโดยเฉพาะจากการกดดันของประเทศในแถบละตินอเมริกา แต่สหรัฐฯก็หาทางออกด้วยการขอทำความตกลงทวิภาคีกับไทยเราและกับอีกหลายๆประเทศเป็นการเฉพาะในเรื่องนี้ดังที่หลายคนอาจจะพอทราบข่าวบ้างแล้ว
.......... ดังนั้นทหารยุคปัจจุบันถ้าจะรบก็ให้ใช้มือขวาถือปืน แต่มือซ้ายต้องถือกฎหมายต่างๆ ที่ให้อำนาจไว้ด้วย เพื่อน พี่ น้อง ที่เป็นผู้บังคับหน่วยสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษากฎหมายคำสั่งที่มีที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทหารนั้นให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ รวมทั้งกฎอัยการศึก และอนุสัญญาเจนีวานั่นด้วย เท่านั้นยังไม่พอยังจะต้องหาทางอบรมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เข้าใจด้วย จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ว่าเมื่อเลิกรบแล้วกลายเป็นอาชญากรสงคราม หรือต้องขึ้นศาลอาชญากรรมสงคราม ซึ่งในเรื่องการก่ออาญากรรมสงครามนี้ การเอาผิดมิได้เอาเฉพาะผู้สั่งการเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่ร่างแผนและคำสั่งด้วย นั่นคือมิได้เอาผิดเฉพาะคนอนุมัติแต่จะรวมถึงคนร่างคำขออนุมัติด้วยเรียกว่าไล่กันเป็นลูกระนาด ฉะนั้นใครที่มีตำแหน่งเป็นฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายเสนาธิการที่เป็นคนจัดทำแผนและคำสั่งยุทธการต่างๆ จึงอย่าได้กระหยิ่มยิ้มย่องว่าตนคงจะหลุดพ้นได้นั้น ให้คิดเสียใหม่ และศึกษากฎหมายต่างๆ เหล่านี้เสียด้วยจะได้ไม่ร่างแผนเอาคอตัวเองไปพาดเขียง
.......... ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความรู้ความเข้าใจอย่างคร่าวๆ หลายคนอาจจะบ่นว่าก็เมื่อมีกฎหมายห้ามโน่นห้ามนี่ก็ไม่ต้องรบกันแล้ว ถูกต้องแล้วถ้าไม่ต้องรบกันได้นั้นเป็นสิ่งที่ดีและเป็นที่น่าปราถนาที่สุด แต่นักวางแผนทางทหารที่ดีย่อมรู้จักหลีกเลี่ยงอุปสรรคจากกฎหมายพวกนี้ได้ อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่ากังวลใจสำหรับกองทัพบกเราก็คือ ทหารเราในกองทัพบกนั้นมีน้อยคนนักที่จะตระหนักในแง่คิดด้านกฎหมายเมื่อยามเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติ โดยเฉพาะผู้ที่เคยคุ้นกับการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ที่เราต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาในอดีต ที่ทหารสามารถใช้มาตรการใดๆได้ค่อนข้างเสรี แต่นั่นเราต้องไม่ลืมว่าขณะนั้นเรามีพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ที่เสมือนเป็นกฎหมายความมั่นคง(ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว) ที่ให้อำนาจไว้อย่างกว้างขวาง รวมทั้งยังไม่มีการจัดทำ ROE ให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียทีที่จะได้ใช้เป็นเกราะยันต์คุ้มกันการปฏิบัติของหน่วย และยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการก่อการร้ายด้วยแล้วกฎหมายที่รองรับให้ชัดเจนก็ไม่มี สุดท้ายที่อยากจะทำนายก็คือจะมีเหตุการณ์รื้อฟื้นคดีความต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการของทหารขึ้นมาฟ้องร้องกันอุตลุดแน่ๆ ถ้าไม่เตรียมรับมือให้ดี
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
บทความต่อไป
"การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล"

กลับสู่หน้าหลัก
|

โดย พันเอก ธงชัย รอดย้อย
rodyoi@yahoo.com

กลับสู่หน้าหลัก

เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน
ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า
Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
|