ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
บทความที่ผ่านมา วันๆ หนึ่งทหารเขาทำอะไรกันบ้าง?
.......... ในห้วงประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาอาจเรียกได้ว่าเป็นสัปดาห์แห่งการเดินทางของผมจริงๆ เริ่มจากเช้าวันพุธที่ 28 กรกฎาคม 2547 ผมได้ติดตามคณะผู้แทนผู้บัญชาการทหารบกไปตรวจการฝึกแก้ปัญหาที่บังคับการของกองทัพภาคที่ 1 ที่ค่ายนวมินทราชินี อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เป็นการฝึกซักซ้อมและทดสอบการปฏิบัติตามแผนป้องกันประเทศ และการปฏิบัติการในพื้นที่ส่วนหลัง ที่มีหน่วยขึ้นตรงต่างๆ จำนวนมากของกองทัพภาคที่ 1 เข้าร่วมการฝึก เมื่อเฮลิคอปเตอร์ยกตัวพาคณะออกจากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์บินเหนือพื้นที่กรุงเทพมหานคร มุ่งตรงไปยังจังหวัดชลบุรี ได้เห็นทุ่งราบอันไพศาลของที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่างบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำบางปะกงทำให้นึกถึงและเปรียบเทียบกับที่ราบปากแม่น้ำอิระวดีของพม่าที่เริ่มพัฒนาแผ้วถางป่าไผ่และยางนา ตลอดจนวัชพืชที่รกชัฏเพื่อเร่งสร้างเพิ่มผลผลิตข้าวเพื่อการส่งออกตามแผนพัฒนาประเทศมาพร้อมๆกัน ตามหนังสือความรู้เรื่องพม่าขบวนการนักศึกษากับประวัติศาสตร์อันระทึกใจ ที่ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ท่านเขียนไว้เกี่ยวกับพม่าเมื่อปี 2533 หากแต่ด้วยวิถีการปกครองของพม่าทำให้ที่ราบปากแม่น้ำอิระวดีมิได้ถูกแผ้วถางและพัฒนากลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมอย่างลุ่มเจ้าพระยา
.......... ผมนั่งมองที่ราบอันอุดมนี้ด้วยความเสียดายที่หลายแห่งยอมสละความอุดมสมบูรณ์สำหรับการเพาะปลูกและเพื่อการเกษตรไปเป็นสถานที่สำหรับอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลภาวะออกมาจำนวนมาก ไม่เหลือความร่ำรวยของน้ำที่ใสสะอาด ฝูงปลาและสัตว์น้ำจืดที่ชุกชุมไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นอีกต่อไปแล้ว พื้นที่อุตสาหกรรมลามเลียขึ้นไปถึงทุ่งอยุธยาและบางส่วนก็กระเส็นกระสายออกไปถึงสิงห์บุรี ที่ราบดินตะกอนอย่างกรุงเทพฯ และสมุทรปราการถูกฉาบผิวหน้าดินด้วยคอนกรีต แอสฟัลท์ และหมู่ตึกอาคารบ้านเรือนเต็มพรืดไปหมด น้ำหลากในหน้าฝนในอดีตจึงท่วมเมืองอย่างกรุงเทพฯ ในวันนี้
.......... เฮลิคอปเตอร์บินตีวงเตรียมหาที่ลงจอดที่มณฑลทหารบกที่ 14 มองลงไปเบื้องล่างมีหมู่อาคารต่างๆ ก่อสร้างเกือบเต็มพื้นที่หาที่ว่างอย่างมีสัดส่วนปลอดภัยสำหรับค่ายทหารได้น้อยเต็มที หลายค่ายหลายแห่งก็มีปัญหาความแออัดของอาคารอย่างที่เกิดที่ค่ายนวมินทรฯ เช่นกัน ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความไม่มีวิสัยทัศน์ของ ผบ.ค่ายในบางยุคที่ไม่รู้จักจัดระเบียบวางแผนการก่อสร้างอาคารภายในค่าย หรือเพราะสาเหตุใดกันแน่จึงปล่อยปละละเลยให้มีการก่อสร้างอาคารต่างๆ ขึ้นมา ทำให้ขาดทั้งความสวยงามและการรักษาความปลอดภัย จากความเสียหายร่วมที่อาจจะเกิดจากการโจมตีในยามในสงคราม บางค่ายก็เกือบจะไม่มีพื้นที่สำหรับฝึกทักษะการรบเป็นรายบุคคล จึงอยากให้ใครที่เมื่อมีโอกาสเป็น ผบ.ค่าย ต่างๆ ขออย่าได้คิดแต่จะสร้างอาคารถาวรวัตถุขึ้นไว้เพื่อหวังสร้างเกียรติยศให้ตนเอง และคิดว่าเป็นการพัฒนาหน่วยเลยครับ ทางที่ดีลองคิดบริหารจัดการพื้นที่ค่ายที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างทุกวันนี้ด้วยการสร้างพื้นที่ฝึกทักษะการรบให้ทหารขึ้นมาบ้างเถอะครับ แม้ว่าตัวท่านอาจจะไม่ได้รับคำสรรเสริญว่าเป็นผู้บังคับหน่วยที่พัฒนาด้านถาวรวัตถุ แต่พื้นที่ฝึกจะช่วยสร้างความเข้มแข็งในฐานะนักรบให้ตัวทหารที่มีผลส่วนรวมถึงความเข้มแข็งของกองทัพ
.......... พูดถึงการฝึกแก้ปัญหาที่บังคับการของหน่วยต่างๆ ทุกวันนี้เรายังทำกันได้อย่างจำกัดอาจจะด้วยความไม่พร้อมและมีทรัพยากรจำกัดจึงไม่อาจตรวจสอบการปฏิบัติของส่วนต่างๆ ได้อย่างครบถ้วนในคราวเดียว เราก็คงทราบกันอยู่แล้วว่าการฝึกแก้ปัญหาที่บังคับการนั้นก็เพื่อตรวจสอบความพร้อมความเข้าใจในการปฏิบัติงานของผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการตลอดจนเจ้าหน้าที่ต่างๆ ในกองบัญชาการ รวมทั้งการติดต่อสื่อสาร ปัญหาหนักอกที่ดูเหมือนยังแก้ไขกันไม่ได้ในปัจจุบันก็คือ เรื่องการติดต่อสื่อสาร ซึ่งก็คงต้องค่อยๆ แก้ไขกันต่อไป
.......... วันรุ่งขึ้นตอนเย็นวันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2547 ผมได้ติดตามการประชุมชี้แจงและสั่งการของผู้บัญชาการทหารบกต่อผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง ซึ่งเป็นการประชุมสัญจรบนรถไฟขบวนพิเศษเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ก็นับว่าให้บรรยากาศและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ดีสำหรับหลายๆ คน ขบวนรถไฟออกจากสถานีหัวลำโพงที่กรุงเทพฯตอนเวลาประมาณ 1810 และเริ่มมีการประชุมเวลาประมาณ 2020 จบลงตอนประมาณเวลา 2200 ห้องประชุมหลักเขาจัดไว้ 1 ตู้รถไฟเป็นโต๊ะประชุมยาวมีเก้าอี้ที่นั่ง 40 ที่ ส่วนห้องประชุมที่ 2 เป็นที่นั่งแบบรถทัวร์ หันหน้าไปทางเดียวกันทางหัวขบวนแล้วถ่ายทอดเสียงจากห้องประชุมหลักมายังห้องนี้ ส่วนห้องประชุมสุดท้ายก็คือตู้เสบียงที่มีไว้บริการอาหารแต่ถ่ายทอดเสียงและภาพมายังห้องนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ติดตามและคอยบันทึกการประชุมที่นั่งกันอยู่ในห้องนี้รวมทั้งผมด้วย
.......... ทั้งขบวนรถไฟมีทั้งหมด 12 ตู้ เป็นห้องประชุมและตู้เสบียงเสีย 4 ตู้ ที่เหลือเป็นตู้นอนปรับอากาศทั้งแบบพิเศษและแบบทั่วไป รถไฟหยุดที่สถานีนครสวรรค์เพื่อเติมน้ำ และสถานีศิลาอาสน์(อุตรดิถต์) เพื่อเพิ่มหัวรถจักรสำหรับขึ้นเขา เดินทางถึงเชียงใหม่เมื่อเวลาประมาณ 0700 ของวันรุ่งขึ้น เสียดายที่เป็นการเดินทางตอนกลางคืนจึงไม่สามารถมองเห็นภาพภูมิทัศน์สองข้างทางได้
.......... เมื่อการประชุมเสร็จสิ้นตั้งแต่กลางคืนแล้ว ครึ่งวันของวันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2547 จึงเป็นการเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกองทัพภาคที่ 3 ได้นำผลงานอันหลากหลายมาแสดง ผมได้พบเพื่อนๆ หลายคนที่อยู่ในกองทัพภาคที่ 3 ที่นำผลงานของหน่วยไปแสดง อากาศที่เชียงใหม่ในวันนั้นค่อนข้างร้อนอบอ้าวแต่ก็ได้เห็นหลายสิ่งที่หน่วยริเริ่มทำ ผมได้ฉุกคิดว่าทหารเราทุกวันนี้เข้าไปมีบทบาทในเชิงส่งเสริมอาชีพให้ประชาชนหลากหลายมาก เราจึงเป็นกองทัพที่แปลกแตกต่างจากกองทัพอื่นๆ ในโลกที่มุ่งสร้างกองทัพเพื่อเป็นนักรบเพียงอย่างเดียว ถ้าเราไม่ละเลยที่จะฝึกฝนความชำนาญในการรบไว้ด้วย กองทัพของเราก็น่าจะเป็นกองทัพที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด ผมกลัวเพียงอย่างเดียวว่าทหารในกองทัพเราที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับบทบาทนี้จะหลงลืมตนเองจนละเลยที่จะหันกลับมาทบทวนทักษะการรบให้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นเกษตรกร หรือศิลปินไปเสียไม่มีจิตใจรุกรบเท่านั้น
.......... จบจากการรับประทานอาหารกลางวันที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ นี่แล้ว ผมต้องรีบเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยเดินทางด้วยเครื่องบินสายการบินไทยเที่ยวบินที่ TG 111 มีผู้โดยสารเต็มลำ มีทั้งฝรั่ง ไทย จีน อิสลาม ปะปนกันไป ความที่เมืองเชียงใหม่นั้นพัฒนาเติบโตเจริญรุดไปรวดเร็วจึงมีผู้ไปเยือนที่หลากหลาย ตอนที่นั่งรถรอบเมืองเชียงใหม่ทำให้อดนึกไม่ได้ว่าเมืองเชียงใหม่นั้นน่าจะมีการวางแผนสร้างรถไฟใต้ดินได้แล้วตั้งแต่บัดนี้ เช่นเดียวกับอีกหลายๆเมืองของไทย ทั้ง โคราช ขอนแก่น ชลบุรี-พัทยา เพราะจะช่วยแก้ปัญหาจราจรได้ดีกว่าการสร้างถนน แต่ก็อาจจะเป็นแค่ฝันเท่านั้นเพราะไม่รู้ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่เพราะบ้านเรามันมีอุปสรรคมากมายเหลือเกิน ที่ส่วนใหญ่มิใช่อุปสรรคทางเทคนิคด้านวิศวกรรม แต่เป็นอุปสรรคเรื่องการเมืองและผลประโยชน์เสียมากกว่าที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
.......... พอบ่ายวันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2547 ผมก็เดินทางกลับไปยังต่างจังหวัดบ้านเกิดเพื่อทำบุญตักบาตรฟังธรรมในโอกาสวันเข้าพรรษาในวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม 2547 เทศกาลสำคัญของพุทธศาสนาอย่างนี้ในวัดต่างจังหวัดแถบชนบทที่ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาก็คราคร่ำไปด้วยผู้คนทั้งผู้เฒ่าผู้แก่เด็กเล็กและคนหนุ่มสาวที่บางส่วนก็เดินทางกลับมาจากการไปทำงานอยู่ในเมืองใหญ่ คณะกรรมการวัดเดินขอรับบริจาคจากผู้ที่ไปร่วมทำบุญเพื่อหาเงินไปซื้อกลองเพลใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ได้เงินบริจาคไปถึง 28,439.50 บาท แสดงให้เห็นว่าความศรัทธาและความมีน้ำใจในการบริจาคทานของคนชนบทยังมีอยู่และซึมซับถึงลูกหลานพอสมควร การได้ทำบุญรับศีลจากพระทำให้จิตใจสงบเยือกเย็นขึ้นไม่น้อยถือเป็นการสะสมพลังงานทางจิตใจเพื่อกลับไปทำงานต่อไป จบจากทำบุญแล้วบรรดาพี่ ป้า น้า อา และหลานๆ ก็ชวนให้ผมพาไปเที่ยวสถานพักผ่อนที่บึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี เพราะอยู่ไม่ไกลจากบ้านผมนัก ผมอิดออดอยู่พักใหญ่เพราะคาดการณ์ว่าวันหยุดติดต่อกันอย่างนี้คงมีผู้คนแห่กันมาเที่ยวจำนวนมากแน่ๆ สุดท้ายก็ทนรบเร้าไม่ไหวเลยต้องไปทั้งที่ใจจริงแล้ว ผมอยากจะอยู่กับบ้านและอ่านหนังสือนวนิยายอิงตำนานประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเรื่องมูซาชิ ที่เป็นโรนินหรือซามูไรพเนจร ให้จบเสียที
.......... แล้วก็เป็นไปตามคาดเมื่อเดินทางถึงบึงฉวาก มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากอาจถึงหมื่นคนเข้าไปเที่ยว ทำให้รถราติดขัดอย่างมาก แสดงว่าคนไทยเรานิยมเดินทางท่องเที่ยวกันมากขึ้นในยุคปัจจุบัน ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะการที่คนเราได้เดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ก็ย่อมเป็นการเรียนรู้ประสบการณ์ของคนในต่างถิ่นที่เราได้ไปเยือนและอาจนำมาประยุกตร์ใช้กับท้องถิ่นของเราได้ ใครที่ยังไม่เคยไปบึงฉวากหากไม่ชอบผู้คนที่แน่นขนัดก็ควรเลือกไปในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ตามปกติที่ไม่ใช่เทศกาลสำคัญที่หยุดติดต่อกันหลายวัน เขาก็มีหลายสิ่งหลายอย่างให้ได้ดูที่น่าสนใจเห็นจะเป็นสวนผัก และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ(ปลาน้ำจืด) และเพราะว่าบึงฉวากนั้นเป็นบึงที่อยู่กลางท้องทุ่งของสุพรรณบุรีความเขียวขจีของต้นข้าวในฤดูนี้จะช่วยทำให้จิตใจเราผ่อนคลายได้ดีทีเดียว ตกเย็นผมก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ
.......... วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม 2547 ตั้งใจว่าจะเที่ยวชมงานศิลป์แผ่นดินที่สวนอัมพร และพระที่นั่งอนัตสมาคม เกือบตัดสินใจว่าจะไม่ไปแต่ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจถูก มิเช่นนั้นคงน่าเสียดายมาก ผมถ่ายรูปมาได้เฉพาะส่วนที่จัดในสวนอัมพร ส่วนที่จัดแสดงงานศิลป์ในพระที่นั่งอนันตสมาคมนั้นเขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ เขาเอาผลงานของนักเรียนศิลปาชีพสวนจิตรลดามาตั้งแสดง นักเรียนพวกนี้ก็เป็นชาวบ้านธรรมดาที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯทรงรับเข้ามาฝึกหัดงานช่างศิลป์ ผมถามผู้บรรยายตามจุดตั้งแสดงผลงานนั้นทราบว่าครูที่สอนพวกเขานั้นมีทั้งอาจารย์ที่จบมาจากศิลปากรและช่างหลวงที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ผลงานของที่นี่จึงละเอียดปราณีตงดงามมาก ทั้งงานแกะสลักบานประตูไม้สัก งานคร่ำเงินคร่ำทอง งานเครื่องถม ฯลฯ ผมเคยไปดูผลงานของนักเรียนศูนย์ศิลปาชีพที่บางไทร อยุธยา มาแล้วก็ว่ามีความละเอียดปราณีตงดงามแล้วเชียว แต่เมื่อได้มาเห็นที่งานนี้จึงได้รู้ว่าคือสุดยอดฝีมืออย่างแท้จริง ที่เห็นจะโดดเด่นก็คือเรือสำเภาที่ผสมผสานงานช่าง 5 แผนก ที่ใช้เวลาสรรค์สร้างถึง 1 ปี 5 เดือนและเคยไปอวดสายตาชาวต่างประเทศในต่างแดนมาแล้ว และที่เด่นที่สุดก็คือ งานบุษบกมาลาจำลอง ที่ใช้ช่างครบทั้ง 7 แผนกรวมกว่า 200 ชีวิตช่วยกันทำเป็นเวลาถึง 1 ปี ซึ่งทำเสร็จเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ที่ผ่านมาหมาดๆ นี่เอง ใครได้ไปงานนี้จะรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยอีกอักโข งานนี้จะจบในวันที่ 3 สิงหาคมนี้แล้ว กว่าบทความชิ้นนี้จะออกมางานคงเลิกไปแล้ว แต่เห็นว่าเขามีแนวคิดที่จะรวบรวมผลงานศิลปาชีพไปตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บค่าเข้าชม เมื่อนั้นก็อย่าได้พลาด เราจะได้เห็นสมบัติของแผ่นดินที่เกิดจากฝีมือคนไทยเราเอาไว้อวดชาวต่างชาติได้อย่างภาคภูมิจริงๆ
.......... วันนี้ผมเลยเขียนเล่าเรื่องราวของการเดินทางและสิ่งที่ได้เห็นมา ให้ได้อ่านกันเพื่อว่าไม่ต้องการให้บทความของจักรกลสงครามนั้นมีแต่เรื่องราวของทหารซะหมด เลยเอาเรื่องราวอื่นๆ ที่ผมได้ไปเห็นมาเล่าสลับกันบ้างอย่างน้อยก็อาจแลกเปลี่ยนมุมมองในสถานที่ที่ผู้อ่านอาจเคยไปมาแล้วแต่อาจจะเห็นต่างไปจากผมก็ได้ ส่วนใครที่ยังไม่เคยไปที่ไหนเลยหากมีเวลาว่างจะพาครอบครัวไปเปิดหูเปิดตาบ้างก็นับว่าไม่เลวทีเดียว
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
บทความต่อไป
"กฎหมายกับการปฏิบัติการทางทหาร : ROE-LOAC-SOFA-GENEVA"

กลับสู่หน้าหลัก
|

โดย พันเอก ธงชัย รอดย้อย
rodyoi@yahoo.com

กลับสู่หน้าหลัก

เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน
ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า
Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
|