ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
บทความที่ผ่านมา ปัญหากำลังพล(อีกครั้ง)
.......... เมื่อประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2547 ผมถูกถามจากน้องซึ่งเป็นลูกชายของน้าชายผมว่า พี่ๆ
วันๆ นึง ทหารเขาทำอะไรกันบ้างครับ
เพราะเดี๋ยวนี้ก็ไม่เห็นมีศึกสงครามอะไรที่ไหน ที่ทหารไทยต้องออกไปรบนี่ครับ น้องเขากำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ผมได้ยินแล้วอึ้งไปขณะหนึ่ง เป็นคำถามที่ดีมากผมนึกอยู่ในใจ ที่อึ้งไปชั่วขณะเพราะทำให้ได้คิดว่า คงมีอีกหลายคนเหมือนอย่างน้องเขา แม้จะเป็นญาติใกล้ชิดอย่างผมที่เป็นทหารนี่ก็ตาม น่าจะมีจำนวนไม่น้อยทั้งที่เป็นเพื่อนๆน้องเขาเองหรือคนอื่นๆก็ตาม ที่อาจจะมีคำถามๆ นี้อยู่เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็แสดงว่างานประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจต่อประชาชนของกองทัพเราน่าจะมีข้อขาดตกบกพร่องอะไรบางอย่างแน่ๆ ที่ดูแล้วเห็นว่าประชาชนช่างอยู่ห่างไกลจากกองทัพเสียเหลือเกิน ผมก็อยากจะเตือนเพื่อนๆ ทั้งหลายว่าควรจะลองตั้งคำถามแบบนี้กับตัวเองดูบ้างแล้วเตรียมคำตอบไว้ให้ดี เมื่อถูกจู่โจมถามจะได้ตอบได้ ที่ซึ่งไม่ใช่ตอบได้อย่างเดียวแต่ต้องเป็นการตอบที่เมื่อตอบแล้วสร้างความเข้าใจไม่ใช่ตอบไปแล้วทำให้คนหนีห่างกองทัพไปมากยิ่งขึ้น
..........ทหารเรานั้นมีหน้าที่หลักคือป้องกันประเทศ ปกปักรักษาอธิปไตยของชาติ นั่นคือคำตอบกว้างๆไม่เห็นเป็นรูปธรรมว่าในแต่ละวันทหารทำอะไร มีกิจกรรมอะไรบ้างที่เป็นการป้องกันประเทศ คนทั่วไปที่รู้จักทหารอย่างผิวเผินก็อาจมองว่าการป้องกันประเทศ และปกปักรักษาอธิปไตยของชาติ นั้นคือการสู้รบกับข้าศึกศัตรูที่มารุกราน เหมือนอย่างที่เห็นฉากการรบกันของทหารในภาพยนตร์สงคราม หรือในโทรทัศน์ เมื่อไม่มีการรบกันก็เลยเห็นว่าทหารไม่เห็นมีอะไรจะต้องทำเลยพาลคิดเอาแบบตรรกะง่ายๆว่า
ว่างงาน
..........แต่ในความเป็นจริงนั้น คงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่เราจะจับปืนยัดใส่มือใครสักคนหนึ่งแล้วให้แต่งเครื่องแบบทหาร ออกไปรบกับทหาร หรือนักรบฝ่ายตรงข้ามได้ทันที มันจะต้องมีการฝึกหัดให้คุ้นเคย มีร่างกายที่บึกบึนแข็งแรงอดทนเพียงพอที่จะอยู่ในสภาพที่สมบุกสมบัน สามารถยิงปืน หรืออาวุธต่างๆ ที่มีให้ได้แม่นเสียก่อนเป็นพื้นฐาน คงไม่มีใครทำได้โดยไม่ฝึกฝน เราจึงเห็นว่าเรามีการเกณฑ์เอาน้องๆพลทหารเข้ามาฝึกกันก่อนอย่างน้อยก็เกือบ 3 เดือน กว่าจะส่งออกไปปฏิบัติงานอยู่ตามแนวชายแดน นั่นคือทหารเรามีหน้าที่หลักก็คือเตรียมกำลังและใช้กำลัง คือเตรียมคนไว้ให้พร้อม มีอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆพร้อมมูล ที่สามารถนำมาใช้ได้ทันทีในยามคับขัน ไม่ใช่ว่าเมื่อถึงคราวจำเป็นต้องใช้พอหยิบปืนขึ้นมาแล้วยิงไม่ได้ ไกหัก ลำกล้องแตก ไม่อยากจะยิง ไม่กล้ายิง กลัวยิงไม่ถูก กลัวระเบิดใส่หน้า ปืนนั้นมีค่าเทียบได้เหมือนดุ้นฟืน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็หายนะแน่ครับ ตัวทหารเองก็จะต้องได้รับการฝึกหัดให้มีทักษะการรบ ตั้งแต่ยามปกติ ยามสงบที่ไม่มีศึก ส่วนการใช้กำลังก็คือใช้ทหารที่ฝึกฝนทักษะไว้พร้อมแล้วกับอาวุธที่เพียบพร้อมเข้าทำการรบกับข้าศึกเมื่อยามเกิดสงครามหรือถูกรุกราน เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศเรา หรือเพื่อการอย่างอื่นเพื่อเกียรติภูมิของชาติก็ตาม
..........หากจะให้เห็นได้ชัดเจนก็ลองเปรียบเทียบดูว่ากองทัพหรือทหารก็เหมือนกับนักมวยหรือนักกีฬา ที่จะต้องมีการฝึกซ้อมก่อนที่จะมีการขึ้นชกหรือแข่งขันจริง ต่างกันแต่เพียงว่าการชกหรือการแข่งขันนั้นนักมวยหรือนักกีฬานั้นจะรู้กำหนดการแข่งขันล่วงหน้าและเตรียมฝึกซ้อมได้เหมาะสม แต่การรบของทหารนั้นไม่รู้แน่ว่าจะรบเมื่อใด ทหารจึงการคิดค้นพัฒนาศาสตร์แห่งการคาดการณ์ระบบข่าวกรองเพื่อจะคาดคะเนให้ได้ใกล้เคียงที่สุดว่าควรจะรบเมื่อใด เพื่อจะได้เตรียมการฝึกฝนไว้ให้พร้อม แต่กระนั้นก็ตามศาสตร์และศิลป์แห่งการสงครามนั้นถือว่าชัยชนะโดยไม่ต้องรบคือสุดยอดของการดำเนินกุศโลบาย การรบกันที่คาดการณ์ได้จึงอาจไม่เกิดขึ้น เพราะเราอาจใช้มาตรการอื่นมาระงับได้ก่อน และสิ่งที่ทหารทุกคนตระหนักก็คือเมื่อใดที่ทำสงครามเมื่อนั้นย่อมต้องยอมรับความสูญเสียอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง นอกจากนี้ตัวตนที่มีอยู่ของกองทัพแต่ละฝ่ายก็ย่อมสร้างความยำเกรงหรือปรามไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อสงครามขึ้นมา เพราะผู้นำที่คิดจะตัดสินใจรบย่อมยากที่จะฟันธงลงไปได้ว่าฝ่ายตนจะมีชัยชนะเหนือฝ่ายตรงข้ามเมื่อแต่ละฝ่ายมีกำลังก้ำกึ่งกัน เว้นเสียแต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดก็ง่ายที่จะตัดสินใจใช้ทหารทำสงครามเช่นที่สหรัฐอเมริกาทำกับอิรักอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ดีไม่มีใครรู้ได้แน่นอนชัดเจนว่าการรบจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่หากเกิดขึ้น กองทัพก็ต้องพร้อม มีกำลังทหารที่พร้อมรบ มีอาวุธยุทโธปกรณ์ รถถัง ปืนใหญ่ เครื่องบินเรือรบ ปืนกล จรวด ฯลฯ
..........จึงเห็นได้ว่ายามปกติสงบๆ เช่นนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่ทหารหรือกองทัพจะหยุดนิ่งอยู่เฉยๆได้ จึงเป็นคำตอบอย่างกว้างๆ ได้ว่า วันๆ หนึ่งทหารเขาทำอะไรกัน เฉพาะกองทัพบก ก็มีกำลังคนกว่า 2 แสนนายเข้าไปแล้วคิดดูว่าเป็นองค์กรใหญ่ขนาดไหน ถ้าดูเฉพาะกำลังคนเทียบกับพนักงานบริษัทเอกชนแล้วก็นับว่าใหญ่โตไม่ธรรมดาทีเดียว การที่จะทำให้องค์กรใหญ่ขนาดนี้มีความพร้อมรบทั้งคนและอาวุธได้นั้นมันจะต้องมีกิจกรรมมากมายเพียงใด ทั้งงานบริหารจัดการ งานธุรการ การกินอยู่หลับนอน การดูแลรักษาอาวุธยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ การฝึก ฯลฯ รวมทั้งงานที่ขับเคลื่อนไปในแต่ละวันในการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงที่เผชิญอยู่อีกต่างหาก แต่เราต้องตระหนักว่าองค์กรอย่างกองทัพบกนี้มิใช่บริษัทเอกชนที่แสวงหาผลกำไร ผลประกอบการจึงไม่มีกำไร แต่เป็นความอยู่รอดของชาติของประเทศที่จะดำรงอยู่บนโลกใบนี้ตราบนานเท่านาน องค์กรอย่างกองทัพจึงเป็นกลุ่มคนที่เป็นตัวแทนของคนในชาติที่จะต้องมีความพร้อมถึงขั้นที่เรียกได้ว่ายอมสละชีวิตได้เพื่อรักษาประเทศส่วนใหญ่ไว้
..........แต่ท่านทั้งหลายครับ องค์กรใหญ่ขนาดนี้ของเรา มีงบประมาณเพียงปีละประมาณ 37,000-39,000 ล้านบาท เทียบกันไม่ได้เลยกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ปานนั้น ผมไม่อยากจะนำไปเปรียบเทียบกับส่วนราชการอื่นๆ เพราะเห็นแต่ละหน่วยงานต่างก็อ้างความจำเป็นความสำคัญของตนด้วยกันทั้งนั้น ใครอยากเปรียบเทียบก็ลองไปหาข้อมูลเปรียบเทียบดูกันเองเถอะครับ ด้วยเงินขนาดนี้ จำนวนคนขนาดนี้ ผมอยากให้คนในกองทัพบกเราหันกลับมาดูตัวเราเองครับว่า เราจะทำอะไรได้บ้างกับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่เรารับผิดชอบกันอยู่ ใครที่ฝันอยากให้กองทัพบกเราทันสมัยอย่างกองทัพของมาเลเซีย สิงคโปร์ ที่พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วในชั่ว 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา ก็ฝันต่อไปเถอะครับเพราะเราไม่มีทางจะก้าวไปได้ ทางที่ดีผมว่าขอให้เรากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงเถอะครับ
..........กองทัพบกเราคงจะเป็นอยู่แบบสภาพนี้ที่ได้รับงบประมาณแบบจำกัดจำเขี่ยต่อไปอีกเรื่อยๆ อาจ 5 ปีหรือ 10 ปี หรือ
.. สังคมของเราไม่มีใครใคร่อยากจะเรียนรู้ศึกษาและรับผิดชอบกองทัพหรือทหารของประเทศที่เป็นตัวแทนของพวกเขาเองนี้กันนัก ทุกคนรู้แต่เพียงว่าทหารคือผู้มีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาชาติบ้านเมือง ที่พวกเขาจ้างมาเหมือนข้าราชการธรรมดาๆคนหนึ่งทั่วไป ที่ไม่ใช่กงการอะไรที่พวกเขาจะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย ยามไม่มีศึกเสือเหนือใต้ที่ไหนก็ปล่อยให้พวกเขาอยู่กันไปตามยถากรรม การเมืองของประเทศเราพัฒนาไปมากแล้วเรามีผู้นำที่เราร่ำร้องอยากได้มาจากพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งนั้นเราก็มีแล้วและกำลังเป็นอยู่ แต่ผมก็เห็นว่ามีนักการเมืองน้อยคนนักเหลือเกินที่คิดจะเอาใจใส่บำรุงกิจการของกองทัพของเราให้มีศักยภาพตามสมควร(หรือว่านี่คือกองทัพที่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ) ผมเห็นว่าฝ่ายนักการเมืองที่มาเยี่ยมเยือนกองทัพ ต่างก็ป้อนหยอดคำหวาน คำพูดที่ดูดีมีความรับผิดชอบต่อกิจการทหาร ต่อความมั่นคงของประเทศ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเหมือนสายลม ผมเฝ้าสังเกตดูมาเกือบสิบปีแล้ว ก็ยังไม่เห็นเรื่องราวใดๆ ที่กองทัพพัฒนาไปด้วยแรงหนุนของนักการเมืองบ้านเรา อาจเป็นเพราะเราไม่รู้จักสร้างความรู้ความเข้าใจให้พวกเขาตระหนักถึงความรับผิดชอบตรงนี้ก็ได้
..........ผมจึงอยากให้เพื่อน พี่ น้อง ทหารหาญ ทุกท่าน ทุกชั้นยศ ทุกตำแหน่ง ในกองทัพบกหันกลับมาดูตัวเราเองว่าด้วยเงินงบประมาณประจำปีขนาดนี้ เราจะทำอะไรได้บ้าง ที่จะช่วยค้ำจุนให้ประเทศเราอยู่รอดปลอดภัยจากภัยคุกคามต่างๆ ที่แปรเปลี่ยนไปอย่างมากในปัจจุบัน รวมทั้งไม่ถูกท้าทายจากภัยคุกคามตามแบบของกองทัพประเทศรอบบ้านเราได้ เราอย่าหวังลมๆ แล้งๆเลยครับว่าคนอื่นนอกกองทัพจะมาช่วยเราคิด มองเห็นความสำคัญของกองทัพ นอกจากพวกเรากันเองในกองทัพนี่แหละ ควรมองดูตัวเราก่อนว่าเราควรจะทำอย่างไรบ้าง
.เสียสละครับ
.คือคำตอบ ที่น่าจะอธิบายอะไรๆ ได้ดีที่สุด
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
บทความต่อไป
"เป็นทหารคงหนีไม่พ้นเรื่องการเดินทาง"

กลับสู่หน้าหลัก
|

โดย พันเอก ธงชัย รอดย้อย
rodyoi@yahoo.com

กลับสู่หน้าหลัก

เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน
ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า
Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
|