ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
บทความที่ผ่านมา งานสังสรรค์รุ่น
.ที่พัทยา
......เอกสารบทวิเคราะห์ล่าสุดที่เผยแพร่ออกมาในเดือนพฤษภาคม 2547 ของสถาบันศึกษายุทธศาสตร์(Strategic Study Institute หรือ SSI) ในวิทยาลัยการทัพบกสหรัฐฯอเมริกา (Armys War College) เรื่อง ความเหมือน ความแตกต่างและสิ่งที่เห็นในสงครามเวียดนามและสงครามอิรัก ที่ศึกษาโดย นาย JEFFREY RECORD ศาสตราจารย์ประจำกองยุทธศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ วิทยาลัยการทัพอากาศ กองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่มอนต์โกเมอรี่ อลาบามา และ นาย W. ANDREW TERRILL ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านตะวันออกกลางของ SSI งานศึกษาวิเคราะห์ชิ้นนี้มีหลายข้อมูลที่น่าสนใจไม่น้อยอยู่หลายประการ ผมจึงอยากนำมาถ่ายทอดเกร็ดสำคัญๆ ให้ได้อ่านได้ศึกษากัน ผมชื่นชมในความเป็นมหาอำนาจก็ตรงนี้แหละ คือเมื่อมีปัญหาใดๆ ด้านความมั่นคงเกิดขึ้น เขาก็จะให้สถาบันการศึกษาทางทหารที่มีอาจารย์ มีศาสตราจารย์ และนักคิดอยู่เป็นจำนวนมากได้ศึกษาวิเคราะห์ดูถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและบทเรียนที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่ผู้กำหนดแผนและนโยบายที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้พิจารณาอย่างรอบคอบรอบด้านยิ่งขึ้น ตรงนี้นี่แหละที่ผมอยากให้เราเอาเยี่ยงอย่างมหาอำนาจเขา มิใช่ไปรับเอามาแต่เรื่องความหรูหราฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ที่มีแต่จะฉุดดึงให้ชาติให้ประเทศตกต่ำลง
...... งานศึกษาวิเคราะห์ของเขาทั้งสองความหนากว่า 70 หน้า ได้แยกพิจารณาแง่มุมต่างๆ ของสงครามทั้งสองนี้รวม 10 ประเด็นสำคัญ ซึ่งพอสรุปออกมาในแต่ละเรื่องได้ดังนี้
ความสัมพันธ์ของพลังอำนาจทางทหารของสหรัฐฯ
...... เมื่อเข้าสู่สงครามเวียดนามในปี 2508 การถ่วงดุลย์อำนาจทางทหารทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคได้จำกัดเสรีการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯอย่างมีผลสำคัญ ขณะที่เมื่อสหรัฐฯโจมตีอิรักเมื่อปี 2546 นั้นสภาพดังกล่าวตรงข้ามกัน เพราะสหรัฐฯเป็นมหาอำนาจทางทหารเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครมาเทียบหรือท้าทายได้ ในช่วงสงครามเย็นปฏิบัติการทางทหารใดๆ ของสหรัฐฯ จะถูกจับตามองทั้งจากจีนและสหภาพโซเวียต ที่ถือได้ว่าเป็นมหาอำนาจทางบกในภูมิภาคของช่วงเวลานั้น การทำสงครามของสหรัฐฯจึงต้องจำกัดมิให้สุ่มเสี่ยงขยายใหญ่โต ไปกระเทือนถึงจีนและสหภาพโซเวียต
ซึ่งอาจเกิดเป็นสงครามนิวเคลียร์ขึ้นได้ โดยเฉพาะการทำสงครามทางอากาศกับเวียดนามเหนือที่อาจชักจูงให้จีนเข้าร่วมสงครามด้วยได้เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเกาหลี กระนั้นก็ตามทั้งปักกิ่งและมอสโก ก็ให้ความช่วยเหลือทางทหารอย่างมหาศาลต่อเวียดนามเหนือที่ทำให้สามารถปฏิบัติการทางทหารได้อย่างต่อเนื่อง
...... ในทางตรงข้าม ซัดดัม ฮุสเซน ในปี 2546 กลับถูกโดดเดี่ยววังเวงอย่างยิ่ง ทหารก็ไม่ได้รับการฝึกเท่าที่ควร เพราะเกรงว่าจะกลับมาทำรัฐประหารตนเอง นอกจากนี้ในสงครามเวียดนาม สหรัฐฯยังต้องส่งทหารไปผูกติดกับอยู่กับสงครามเย็นในที่อื่นๆ อีก จนทำให้ในปี 2512 สหรัฐฯ มีกำลังสำรองทางยุทธศาสตร์ เหลืออยู่เพียง 1 กองพลเท่านั้น ในแผ่นดินสหรัฐฯ
จุดมุ่งหมายของการทำสงคราม
...... ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสงครามเวียดนามกับสงครามอิรัก คือ วัตถุประสงค์ทางการเมือง ในคริสต์ทศวรรษที่ 1960 สหรัฐฯเป็นมหาอำนาจที่ต่อต้านการปฏิวัติในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องการรักษาประเทศที่ไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ไว้ และสกัดการแผ่ขยายของคอมมิวนิสต์ มิให้ลงมาใต้เส้นขนานที่ 17 ที่แบ่งระหว่างเวียดนามเหนือ - เวียดนามใต้ แต่ในปี 2546 สหรัฐฯเป็นมหาอำนาจปฏิวัติในตะวันออกกลาง เพื่อสร้างประชาธิปไตยในอิรัก เพื่อให้เป็นแบบอย่างให้โลกอาหรับที่เหลือ ดังนั้นประเด็นเรื่องประชาธิปไตยในเวียดนามจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญ และเป็นที่ยอมรับได้ แม้ในประเทศโลกที่สามอื่นๆ ด้วยก็ตาม ขอเพียงแต่ให้เป็นไปตามความประสงค์ของสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็นเป็นใช้ได้
...... การปกป้องเวียดนามใต้ และหยุดยั้งการแทรกแซงของข้าศึกที่มีความเชี่ยวชาญอย่างเวียดนามเหนือ จำเป็นต้องใช้การปฏิบัติการทางทหารจำนวนมากและกินเวลานาน ตรงข้ามกับการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิรักนั้น ใช้กำลังทหารที่น้อยกว่าและระยะเวลาที่สั้นกว่า แม้การโค่นล้มซัดดัม จะก่อให้เกิดสูญญากาศของอำนาจ เกิดการก่อความไม่สงบ โจมตีต่อเป้าหมายกองกำลังสหรัฐฯ หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่การบูรณะ ฟื้นฟูต่างๆ ตามมาก็ตาม นอกจากนี้การปฏิบัติการในอิรักยังมีเป้าหมายอีกประการหนึ่ง คือ การปลดอาวุธทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction:WMD) ที่สงสัยว่าอิรักมีไว้ครอบครอง รวมทั้งสงครามในอิรักยังถือเป็นส่วนหนึ่งของสงครามใหญ่ ในการต่อต้านการก่อการร้ายที่ถูกจุดขึ้นนับตั้งแต่เหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 โดยเครือข่ายอัลเคด้า(Al Qaida) ทั้ง 2 ประการหลังนี้ มิได้มีอยู่ในยุคสงครามเวียดนาม แม้ว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์จะใช้วิธีการก่อการร้ายโจมตีกำลังสหรัฐฯ ในเวียดนามด้วยก็ตาม
...... นอกจากนี้การทำสงครามเวียดนามมีความมุ่งหมายอีกประการหนึ่งก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรอื่นๆ ที่สหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะช่วยปกป้องจากคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากถึงทฤษฎีโดมิโน ในย่านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่ว่า หากประเทศหนึ่งตกเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศอื่นก็จะเกิดตาม
ลักษณะ ระยะเวลา และขนาดของสงคราม
...... สงครามเวียดนามเริ่มจากขั้นการก่อความไม่สงบของแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ โดยอาศัยประชาชนในชนบทเป็นฐาน และการช่วยเหลือตนเองด้านอุปกรณ์เป็นสำคัญ เข้าปฏิบัติการต่อโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลเวียดนามใต้และกองกำลังด้านความมั่นคงที่สหรัฐฯให้การสนับสนุน แล้วจบลงด้วยการปะทะกันด้วยกำลังรบตามแบบของสหรัฐฯกับเวียดนามเหนือ ขณะที่ปฏิบัติการปลดปล่อยอิรัก (Operation Iraqi Freedom) เริ่มต้นด้วยการใช้กำลังรบตามแบบที่เหนือกว่าของสหรัฐฯ เข้าบดขยี้กำลังรบตามแบบของอิรัก และจบลงด้วยการรณรงค์ปราบปรามการก่อความไม่สงบของพวกหัวแข็งในระบอบบาธติสต์(พวกอดีตสมาชิกพรรคบาธ) และพันธมิตรกลุ่มก่อการร้าย
...... ในสงครามเวียดนาม ฝ่ายคอมมิวนิสต์มีการควบคุมอำนวยการ และวางแผนแบบรวมศูนย์ โดยใช้รูปแบบสงครามปฏิวัติ 3 ขั้น ของ เหมา เจ๋อ ตุง ที่ดึงประชาชนมาให้การสนับสนุน มียุทธศาสตร์การทำสงครามปฏิวัติที่ชัดเจนสมบูรณ์ มีกำลังรบที่ได้รับการฝึก มีฝ่ายการเมือง และมีประสบการณ์จากสงครามอินโดจีน - ฝรั่งเศส (2489 - 2497) มาก่อนแล้ว ทั้งยังมีความช่วยเหลือจากภายนอกด้วยตลอดเวลา ส่วนการก่อความไม่สงบในอิรัก มีความเหมือนรูปแบบดังกล่าวนี้เพียงน้อยนิด ส่วนใหญ่มีฐานการปฏิบัติอยู่ในเมือง มีจำนวนผู้ก่อความไม่สงบน้อย และเป็นแค่พวกอดีตพรรคบาธที่เป็นพวกซุนหนี่อาหรับ และอดีต ตำรวจ - ทหาร ตลอดจนกลุ่มสมาชิกของ อัลเคด้า, พวกอิสลามพลีชีพ, มือปืนรับจ้าง และพวกชีอะต์ที่ต่อต้านอเมริกัน ไม่มีการควบคุมแบบรวมศูนย์ ไม่มีการประกาศเจตนารมย์ความต้องการที่ชัดเจน การก่อการร้ายโจมตีเพื่อมุ่งขับไล่สหรัฐฯ ให้ออกไปจากอิรักหรือเพื่อทำให้ประเทศไร้เสถียรภาพ และบางทีก็อาจเพื่อต้องการสถาปนาการปกครองของพวกซุนหนี่อาหรับขึ้นมาใหม่ ซึ่งจากความจริงล่าสุดพบว่าการก่อความไม่สงบส่วนใหญ่ อยู่ในเขตชุมชนซุนหนี่อาหรับ ที่เป็นประชากรเพียง 20 - 25% ของประชากรทั้งหมด (ปัจจุบันได้แผ่ขยายเข้าไปยังพวกชีอะต์ด้วยแล้ว) ต่างจากเวียดนามที่ประชากรในชนบทนั้นคิดเป็น 80% ของประชากรทั้งประเทศที่คอมมิวนิสต์สามารถเกณฑ์เข้ามาเป็นกำลังรบได้
...... ระยะเวลาของสงครามเวียดนามกินเวลาถึง 8 ปี (2508 - 2516) ขณะที่สงครามอิรักเริ่มในเดือนมีนาคม 2546 และปัจจุบันสหรัฐฯ ก็ยังคงกำลังปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มก่อความไม่สงบอยู่อย่างต่อเนื่อง ในเวียดนาม สหรัฐฯส่งทหารเข้าไปมากที่สุดถึง 543,000 นาย สูงสุดเมื่อเดือนเมษายน 2512 คิดเป็น 9 กองพล จากกองทัพบกและนาวิกโยธิน และยังมีกำลังอื่นๆ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อีก 87,000 นาย มีกำลังพันธมิตรเข้าร่วมด้วยอีก 65,000 นาย โดยเมื่อปี 2511 มีกำลังจาก ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ และไทย และกำลังทหารของเวียดนามใต้เองอีก 820,000 นาย (เพิ่มเป็นมากกว่า 1 ล้านนายในปี 2515)
...... ขณะที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์มีกำลังของแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติหรือเวียดกง ประมาณ 300,000 นาย ในปี 2506 และเพิ่มเป็น 700,000 นาย ในปี 2509 เปรียบเทียบกับนักรบซุนหนี่อาหรับที่มีเพียงประมาณ 5,000 นาย ซึ่งถือว่าน้อยมาก รวมทั้งแนวร่วมของกลุ่มชีอะต์ ของ นาย มุกตาดา อัล ซาดร์ อีกไม่กี่พันนาย ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะสามารถขยายกำลังเพิ่มขึ้นได้ หรือถูกกองกำลังผสมฝ่ายพันธมิตรกวาดล้างไปจนหมดสิ้น
...... สงครามทางอากาศในเวียดนามก็มีขนาดใหญ่มากกินเวลายาวนานในการทิ้งระเบิด ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทางอากาศคิดเป็นครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายการทำสงครามตลอดช่วงปี 2505 - 2516 ทั้งนี้กองทัพอากาศสหรัฐฯ ใช้เที่ยวบินรบทางยุทธวิธีถึง 550,000 เที่ยวบิน ทิ้งระเบิดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึงเกือบ 8 ล้านตัน ขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้ไปเพียง 1,235,000 ตัน การใช้กระสุนวัตถุระเบิดของกำลังภาคพื้นหมดไปถึง 7 ล้านตันเมื่อเทียบกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ใช้เพียง 3.6 ล้านตัน ทั่วทั้งเขตยุทธบริเวณสหรัฐฯ สูญเสียอากาศยานแบบเฮลิคอปเตอร์ไปจำนวน 8,588 เครื่อง รวมทั้งเครื่องบินปีกติดลำตัวอีก 2,251 เครื่อง เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบินเสียชีวิต 2,700 นาย ถูกจับเป็นเชลยอีก 1,800 นาย ขณะที่ในอิรักกำลังทางอากาศถูกใช้เป็นอย่างมากในระยะเริ่มต้นสงคราม และอิรักไม่มีกำลังทางอากาศ และการป้องกันภัยทางอากาศที่มีประสิทธิภาพ ที่จะมาต่อกรสร้างความสูญเสียอย่างสำคัญให้สหรัฐฯ ได้
อัตราการสูญเสียกำลังพลของสหรัฐฯ
...... ช่วงระยะ 8 ปี ของปฏิบัติการรบที่สำคัญๆ ในเวียดนามระหว่างปี 2508 - 2515 กำลังพลของสหรัฐฯ เสียชีวิต 55,750 นาย บาดเจ็บอีก 292,000 นาย คิดเฉลี่ยเป็น เสียชีวิต 19 นายและบาดเจ็บ 100 นายต่อวัน เทียบกับอัตราการสูญเสียเฉลี่ยในสงครามโลกครั้งที่ 1 เสียชีวิต 108 นายต่อวัน สงครามโลกครั้งที่ 2 เสียชีวิต 305 นายต่อวัน สงครามเกาหลี เสียชีวิต 48 นายต่อวัน และสงครามอ่าวครั้งแรก เสียชีวิต 7 นายต่อวัน ส่วนสงครามอิรักครั้งหลัง เฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 - 2 นายต่อวัน
ข้าศึก
...... สงครามเวียดนามเป็นสงครามจำกัดของสหรัฐฯ ขณะที่เวียดนามถือว่าเป็นสงครามเบ็ดเสร็จของตน แม้ว่าจำนวนกำลังทหารของสหรัฐฯ เวียดนามใต้ และพันธมิตร จะมีมากกว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างมากในช่วงที่มีกำลังรบสูงสุด แต่สุดท้ายสหรัฐฯก็จำต้องยอมถอนทหารออกมา การปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ถูกจำกัดและฝ่ายพลเรือนเข้ามาก้าวก่ายในการปฏิบัติการทางทหาร สื่อมวลชนและประชาชนในประเทศเคลื่อนไหวต่อต้านสงคราม ขณะที่นักรบของเวียดนามฝ่ายคอมมิวนิสต์สู้รบแบบถวายชีวิต มีอุดมการณ์เพื่อการรวมชาติ
...... ขณะที่ในอิรักผู้ก่อการร้ายมีจำนวนน้อยกว่า มีอุดมการณ์น้อย ไม่มีผู้คอยช่วยเหลืออย่างเวียดนามเหนือ จีน และสหภาพโซเวียต ระยะแรกเป็นการต่อสู้ของกลุ่มพวกอดีตสมาชิกพรรคบาธซุนหนี่อาหรับ ต่อมาเริ่มมีกลุ่มชีอะต์อาหรับเพิ่มขึ้น ตลอดจนพวกอัลเคด้า และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ปฏิบัติการเป็นกลุ่มขนาดไม่เกินหมู่ ใช้อาวุธและระเบิดแบบง่ายๆ ส่วนคอมมิวนิสต์เวียดนามมีการจัดหน่วยถึงขนาด กรม - กองพล และมีอาวุธที่ทันสมัย
...... ประการสุดท้ายที่แตกต่างกันคือ กลุ่มก่อการร้ายในอิรักไม่มียุทธศาสตร์และอุดมการณ์ เป็นหนึ่งเดียวที่แน่ชัด ไม่มีวิสัยทัศน์ต่ออนาคตของอิรัก การปฏิบัติการกระจัดกระจายสะเปะสะปะ ขาดการประสานงานกัน แม้ว่าจะมีวัตถุประสงค์ร่วมเพื่อต้องการขับไล่อเมริกันออกไปจากอิรักก็ตาม แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกันหรือไม่
การปฏิบัติการทางทหาร
...... ในสงครามเวียดนาม สหรัฐฯ ทำสงคราม 2 สงครามคู่ขนานกันไปคือ สงครามภาคพื้นในเวียดนามใต้ และสงครามทางอากาศเพื่อบีบบังคับเวียดนามเหนือ ซึ่งล้มเหลวทั้งคู่ กองบัญชาการทหารสหรัฐฯในเวียดนาม (MACV : U.S. Military Command Vietnam) ได้สรุปไว้ว่า ข้อห้ามการใช้ปฏิบัติการทางทหารทางภาคพื้นในดินแดนลาว และการห้ามข้ามเข้าไปในเขตปลอดทหาร ทำให้ไม่มีทางเลือกอื่น จนไม่สามารถทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ได้ ซึ่ง MACV เองเชื่อมั่นว่า อำนาจการยิง (Fire Power) ของอเมริกัน จะสร้างความสูญเสียที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เพราะไม่สามารถทดแทนการสูญเสียได้ทัน แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า ฝ่ายคอมมิวนิสต์เป็นฝ่ายริเริ่มใช้การยิงต่อฝ่ายสหรัฐฯเสียมากกว่าถึง 70-80 % และควบคุมความสูญเสียของฝ่ายตนได้ ขณะที่กลับสร้างความสูญเสียที่ทำให้อเมริกันไม่สามารถทนได้เสียมากกว่า
...... ด้วยยุทธศาสตร์ดังกล่าว ความเชื่อมั่นในอำนาจการยิง มาตรการวัดความสำเร็จของฝ่ายอเมริกัน คือ การใช้ Body Count แต่นั่นก็สร้างความเสียหายข้างเคียง (Collateral Damage) ทำให้ประชาชนห่างไกลจากฝ่ายประชาธิปไตยไปเข้ากับคอมมิวนิสต์มากขึ้น ส่วนสงครามทางอากาศนั้นก็มีการประเมิณขวัญกำลังใจในการสู้รบของเวียดนามเหนือต่ำกว่าความเป็นจริง แตกต่างจากอิรักในปี 2546 ที่แม้ว่าเวียดนามเหนือจะมีกองทัพอากาศขนาดเล็กเทียบไม่ได้กับอเมริกัน แต่ก็มีประสิทธิภาพในการขัดขวาง มีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัย ที่ได้รับความช่วยเหลือจากโซเวียต และยังสามารถซ่อมแซมความเสียหายกลับคืนได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสามารถใช้การโจมตีทางอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าของอเมริกัน เป็นเหตุผลในการดำเนินการทางการทูตได้อีก ช่วงปี 2509 - ต้นปี 2516 สหรัฐฯ สูญเสียเครื่องบิน Fixed Wing ไปรวม 925 เครื่อง
...... นอกเหนือไปจากข้อจำกัดทางการเมือง และข้าศึก ที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติการทางทหารแล้ว สหรัฐฯ ก็ยังไม่มีกองบัญชาการรวม (Unified Command) สำหรับสงคราม ไม่มีการปฏิบัติการร่วม คณะเสนาธิการร่วมที่มีอยู่ในขณะนั้นก็เป็นแต่ในชื่อเท่านั้น ในทางปฏิบัติผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างก็ขัดแย้งกันให้ความเห็นต่อฝ่ายการเมืองอย่างไม่เป็นเอกภาพ จนภายหลังจึงเกิดกฎหมาย Gold Water - Nichols Act ในอีกอีก 20 ปีต่อมา ที่ให้อำนาจกับประธานคณะเสนาธิการร่วม (Chairman Joint Chief Of Staff : CJCOS ) ซึ่งเป็นผลดีต่อการทำสงครามอ่าวครั้งแรกในยุคของ พลเอก โคลิน เพาเวลล์ เป็นประธานคณะเสนาธิการร่วม(CJCOS) หรือคล้ายกับผู้บัญชาการทหารสูงสุดนั่นเอง
...... การปฏิบัติการทางอากาศในอินโดจีน ถูกแยกออกไปถึง 4 กองบัญชาการ คือ กองบัญชาการอากาศยุทธศาสตร์ที่โอมาฮา เนบราสก้า กองทัพอากาศที่ 7 ในไซง่อน กองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิก ที่ ฮอโนลูลู และกองทัพอากาศที่ 13 ในฟิลิปปินส์ นอกจากนี้เอกอัครราชฑูตสหรัฐฯในลาวก็ยังคัดค้านการปฏิบัติการทางอากาศในลาวอีกด้วย การปฏิบัติการทางอากาศต่อต้านเวียดนามเหนือใช้ระบบ Route Packages โดยแบ่งเป็น 7 Route Packages ซึ่ง 3 ส่วนอยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพอากาศ และอีก 4 ส่วนอยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพเรือ ทำให้ไม่สามารถรวมศูนย์ทรัพยากรใช้กำลังทางอากาศเข้าต่อต้านเวียดนามเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น
...... นโยบายด้านกำลังพลของกองทัพสหรัฐฯ ก็บั่นทอนประสิทธิภาพของกำลังภาคพื้น วงรอบการปฏิบัติภารกิจ 1 ปี สำหรับพลทหาร และ 3-6 เดือน สำหรับนายทหาร ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นผลดีด้านขวัญ กำลังใจแล้ว ยังบ่อนทำลายความเป็นหน่วยขนาดเล็กที่ตกอยู่ภายใต้การยิง และกัดกร่อนขีดความสามารถและทักษะการรบของนายทหาร ที่จะต้องมีการสะสมและถ่ายทอดสู่กัน มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า นายพล Westmoreland วิตกกังวลในเรื่องขวัญของทหาร และอำนาจการยิง จึงต้องใช้หน่วยสนับสนุนการช่วยรบในอัตราส่วนที่สูงมาก มีการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในฐานปฏิบัติการหรือค่ายพักผ่อนขนาดใหญ่ มีทั้งโรงหนัง สระว่ายน้ำ ร้านกาแฟ โรงงานไอศครีม ตู้หยอดเหรียญขายของ ห้องอบไอน้ำ สนามเบสบอล ที่ทำการไปรษณีย์ และโรงซักรีด และเพื่อให้มีอำนาจการยิงสูงสุดและมีระบบการสนับสนุนที่มากพอ MACV ได้อนุมัติให้สร้างสนามบินสำหรับเครื่องบินไอพ่นขึ้น 7 แห่ง และสนามบินเล็ก ๆ อีก 75 แห่ง ท่าเรือน้ำลึก 6 แห่ง และคลังสิ่งอุปกรณ์ขนาดมหึมาอีกนับสิบแห่ง
...... ผลปรากฎว่าในปี 2511 มีทหารที่สามารถใช้ปฏิบัติการรบภาคพื้นดินได้จริง ๆ เพียงไม่เกิน 80,000 นาย หรือประมาณ 15 % จากยอดกำลังพลของสหรัฐฯ 536,000 นายในเวียดนาม แตกต่างจากฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างสิ้นเชิง ที่เชื่อมั่นในกลอุบายและการล่องหนมากกว่าอำนาจการยิง โดยใช้ประชาชนส่งกำลังให้กับตน นักรบของคอมมิวนิสต์อาศัยกินอยู่หลับนอนอยู่ในสนามรบ เหมือนที่ทหารสหรัฐฯเคยทำในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลี รองผู้บัญชาการของนายพล เวสต์มอร์แลนด์ เชื่อว่าแนวคิดการสร้างค่ายพักผ่อนขนาดใหญ่ดังกล่าวเลวร้ายยิ่งกว่านโยบายหมุนเวียนให้พลทหารปฏิบัติภารกิจในวงรอบ 1 ปีเสียอีก เพราะต้องสูญเปล่าทั้งวัสดุอุปกรณ์จำนวนมาก และจะต้องใช้กำลังส่วนหนึ่งมาป้องกันรักษาค่ายพักผ่อนนั้นอีกด้วย
...... คอมมิวนิสต์เวียดนามไม่เพียงมีกำลังใจเต็มเปี่ยมเท่านั้น ยังใช้ยุทธศาสตร์ความขาดแคลนของตนมาบั่นทอนกำลังใจของทหารอเมริกันเสียอีก สงครามปฏิวัติเวียดนามเป็นการระดมมวลชนการเมืองมาจากประชาชน และเชื่อมั่นในยุทธวิธีของกองโจร ปัจจัยแห่งความสำเร็จอยู่ที่การหลีกเลี่ยงการรบแตกหักและใช้วิธีรบยืดเยื้อยาวนาน ใช้การพรางและปฏิบัติการเวลากลางคืน โจมตีแล้วหลบหนี (hit - and - run) ใช้ภูมิประเทศและประชาชนในการซ่อนพราง
...... ยุทธวิธีรบยืดเยื้อยาวนานนำมาใช้เพื่อลดความเหนือกว่าด้านวัสดุอุปกรณ์ของอเมริกัน เพราะยิ่งนานวันก็ยิ่งสูญเสียและใช้ทรัพยากรมากขึ้น ในอิรักนั้นผู้นำสหรัฐไม่คาดคิดว่าจะต้องทำสงครามยืดเยื้อยาวนาน การเข้าไปในฐานะผู้ปลดปล่อยให้ชาวอิรักนั้นก็เชื่อกันว่าจะได้รับการต้อนรับจากชาวอิรัก อย่างไรก็ตามการก่อการร้ายโจมตีในอิรักนั้นพุ่งเป้าไปที่เป้าหมายต่าง ๆ กันทั้งทหารสหรัฐฯ และกองกำลังพันธมิตร ตลอดจนเอกชนพลเรือนชาวอิรักที่ทำงานให้อเมริกัน รวมทั้งโรงไฟฟ้าและน้ำมัน ส่วนเวียดกงพุ่งเป้าโจมตีหน่วยงานของรัฐบาลเวียดนามใต้
...... กลุ่มก่อความไม่สงบในอิรักก็โจมตีสมาชิกสภาปกครองชั่วคราวในอิรักด้วย หรือกระทั่งพวกนายกเทศมนตรี นักการเมืองท้องถิ่น สถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และกองกำลังด้านความมั่นคงของอิรักที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ ยุทธวิธีการโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายต่าง ๆ มีการลองผิดลองถูก ใช้ทั้งการซุ่มโจมตีด้วยอาวุธขนาดเล็ก โดยเฉพาะจรวดอาร์พีจี ใช้กับระเบิดแสวงเครื่อง ใช้เครื่องยิงลูกระเบิด ยิงแล้วหลบหนี และใช้ระเบิดในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งรถยนต์ระเบิดด้วย
การเจรจาสงบศึกหรือการสร้างสันติภาพ
...... ในปี 2510 ภายใต้การสนับสนุนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างแข็งขัน การสร้างสันติภาพถูกกำหนดขึ้นอย่างเร่งด่วน กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ถูกรวมศูนย์สั่งการและประสานงานภายใต้ทีมที่นำโดย รองฝ่ายพลเรือนของ MACV ซึ่งมีการดำเนินการโดยทีมที่ปรึกษาด้านกิจการพลเรือนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับอำเภอ ทีมดังกล่าวจะให้คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือการสับเปลี่ยนงานของรัฐบาลทั้งปวง หรือแม้แต่การสงคราม เช่น การฝึกอาสาสมัครป้องกันหมู่บ้านและ กำลังกึ่งทหาร การให้เงินทุน และคำปรึกษาในโครงการส่งเสริมให้คอมมิวนิสต์กลับใจ กลับคืนสู่สังคมปกติ
...... นับตั้งแต่ช่วงปี 2511 - 2514 ประชาชนในชนบทที่รัฐบาลเวียดนามใต้สามารถควบคุมได้ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างช้าๆ โดยเฉพาะบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง กิจกรรมดังกล่าวนี้ ถือเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้จำนวนกองโจรเวียดกงลดลงจาก 77,000 คน เหลือ 25,000 คน ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม 2511 - เดือนพฤษภาคม 2515 นอกเหนือไปจากการสูญเสียครั้งใหญ่ในความพยายามโจมตีฝ่ายรัฐบาลช่วงเทศกาลตรุษญวน ซึ่งเวียดกงสามารถเกณฑ์หาสมาชิกใหม่จากชนบทได้น้อยลงด้วยนั่นเอง อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดที่ทำให้เกิดความล้มเหลวก็เพราะไม่สามารถสร้างระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มั่นคงขึ้นมาได้ในระบบรัฐบาลของเวียดนามใต้ที่เต็มไปด้วยการคอรัปชั่น
...... สำหรับในอิรักแล้ว ไม่มีโครงการสร้างสันติสุขหรือการสร้างความไม่สงบ พวกซุนหนี่อาหรับกลุ่มใหญ่และพวกก่อความไม่สงบในเมือง กลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่กระจัดกระจายกันอยู่ ไม่มีโครงการการเมืองแห่งชาติ ไม่มีการสร้างความภักดีให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวอิรัก และดูเหมือนว่าจะแตกต่างจากคอมมิวนิสต์เวียดนามอย่างมาก ที่พวกก่อความไม่สงบในอิรัก มุ่งใช้อาวุธและยุทธวิธีที่จะก่อความเสียหายข้างเคียงให้เกิดขึ้นอย่างสูง รวมทั้งไม่มีพันธมิตรภายนอกคอยช่วยเหลือ การโค่นล้มซัดดัมเท่ากับเป็นการยุติการครอบครองทางการเมืองในอิรักของพวกซุนหนี่ที่มีมาหลายศตวรรษ รวมทั้งที่จะสืบทอดอำนาจต่อไปด้วย และเพราะว่าการที่จะรื้อฟื้นกลับเข้าสู่อำนาจใหม่นั้น ยากที่จะเป็นไปไม่ได้ที่พวกซุนหนี่จะมีผู้แทนของตนเข้าร่วมในรัฐบาลใหม่ จึงมีช่องทางน้อยมากในทางการเมืองที่จะใช้สร้างสันติกับกลุ่มซุนหนี่อาหรับหัวรุนแรง สิ่งที่จะสามารถช่วยเหลือชักจูงให้เกิดสันติได้ก็ เช่น การรวมศูนย์ความช่วยเหลือด้านสิ่งของ การจ้างงานพวกซุนหนี่ให้ทำงานต่อไป และการขจัดความรู้สึกที่อาจจะเกิดขึ้นในรัฐบาลที่ส่วนใหญ่เป็นชีอะต์ที่อาจจะกลั่นแกล้งพวกซุนหนี่
...... กองกำลังสหรัฐฯ นั้นฝังใจในฐานที่มั่นของอาหรับชุนหนี่ ความพยายามในการปราบปรามการก่อความไม่สงบ จึงมุ่งโจมตีหลายครั้งต่อพื้นที่ เพื่อจับกุมผู้ต้องสงสัย ค้นหาเอกสารที่มีค่าทางการข่าวกรอง ยืดอาวุธที่ผิดกฎหมาย และริดรอนขีดความสามารถของฝ่ายกองโจรที่จะโจมตีต่อกองกำลังพันธมิตรหรือเป้าหมายการฟื้นฟูพื้นที่ แต่ความสำเร็จก็ยังดูคลุมเครือ การใช้กำลังทางอากาศเป็นอาวุธโจมตีในการปราบปรามการก่อความไม่สงบที่แน่นอนว่าสุ่มเสี่ยงต่อการสังหารผู้คนเกินจำเป็น ซึ่งจะก่อความยุ่งยากต่อกระบวนการสันติภาพเช่นที่เกิดขึ้นในเวียดนามมาแล้ว ความรู้สึกร่วมภายในตะวันออกกลางล้วนเห็นพ้องกับชาวอิรักซุนหนี่กลุ่มต่าง ๆ ที่เชื่อว่าสหรัฐฯ ยินยอมที่จะให้พวกชีอะต์ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ที่ซึ่งคาดว่าจะทำการกวาดล้างปราบปรามพวกซุนหนี่อย่างแน่นอน ความเชื่อดังกล่าวนี้มีอยู่ทั่วไปในพวกอาหรับเพื่อนบ้าน
บทบาทของพันธมิตร
...... ในปี 2508 สหรัฐฯ มิได้แสวงหาอาณัติจาก UN ที่จะเข้าไปแทรกแซงในเวียดนาม เพราะแน่นอนว่าจะต้องถูกวีโต้จากสหภาพโซเวียต แต่ในปี 2546 สหรัฐฯ ได้พยายามขออาณัติจาก UN แต่ก็ล้มเหลว แม้กระทั่งในหมู่ชาติสมาชิกหลักในสมัชชาความมั่นคงก็ยังไม่ร่วมมือกับสหรัฐฯ จริง ๆ แล้วทั้ง 2 กรณีประเทศต่าง ๆ ที่เหลือในโลกจำนวนมาก รวมทั้งพันธมิตรที่สำคัญ มองว่าการแทรกแซงของสหรัฐฯนั้นไม่ถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย ในเวียดนามนั้นไม่เพียงเฉพาะพันธมิตร NATO เท่านั้น ที่เข้าร่วมกับสหรัฐฯ ตรงกันข้ามสหรัฐฯ มีพันธมิตรอื่น ๆ อีกที่จำเป็นต่อการสร้างความชอบธรรมในการทำสงครามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเพียงรัฐอื่นอีก 5 ชาติ นอกเหนือจากเวียดนามใต้เอง คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้และไทย ที่ส่งกำลังรบเข้าร่วม และใน 5 ชาตินี้มีเพียงเกาหลีใต้เท่านั้นที่ส่งทหารจำนวนมากถึง 50,000 นาย คิดเป็นราว 2 กองพลรบ ยิ่งไปกว่านั้นกำลังทั้งหมดของเกาหลีใต้ สหรัฐฯเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและสนับสนุนยุทโธปกรณ์ให้ทั้งหมด เพื่อทดแทนกับการที่สหรัฐฯจะต้องถอนทหารจากคาบสมุทรเกาหลีมายังเวียดนามใต้
...... อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ มีพันธมิตรเวียดนามใต้ที่ช่วยแบ่งเบาภาระได้อย่างมากไม่เหมือนกับอิรัก กองทัพขนาดใหญ่ของเวียดนามใต้ที่สหรัฐฯให้การฝึกและสนับสนุนยุทโธปกรณ์แก่คนท้องถิ่น รวมทั้งกองกำลังด้านความมั่นคงประเภทอื่นๆ สามารถที่จะรับภาระการรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญ และทำหน้าที่ตำรวจได้ครอบคลุมทั้งประเทศ ทำให้กำลังของสหรัฐฯ สามารถทำหน้าที่การรบได้เต็มที่ ช่วงที่มีกำลังสูงสุดนั้นกองทัพสาธารณรัฐเวียดนามหรือเวียดนามใต้ มีกำลังถึง 13 กองพล และหน่วยอิสระอื่น ๆ อีกจำนวนมาก รวมแล้วมากกว่า 1 ล้านคน หรือเกือบ 2 เท่าของกำลังของสหรัฐฯ และยังมีกองทัพอากาศมากถึง 39 ฝูงบิน กองทัพเรือมีเรือยกพลขึ้นบก 672 ลำ เรือลาดตระเวน 450 ลำ และ เรืออื่นๆ อีก 300 ลำ แม้จะมีจำนวนมากแต่จุดอ่อนอย่างมาก 2 ประการ คือ บรรดาเหล่านายทหารนั้นด้อยประสิทธิภาพในความเป็นมืออาชีพ และทหารไม่ได้รับการฝึกที่ดีพอและขาดแรงจูงใจ แต่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากเวียดนามเหนือ จีนและโซเวียต โดยเฉพาะโซเวียตได้สนับสนุนอุปกรณ์สงครามให้กับทางการฮานอยถึง 5 - 10 ล้านเมตริกตัน มูลค่าระหว่าง 3.6 - 11 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในห้วง 10 ปี ทั้งนี้รวมถึง เครื่องบินขับไล่หลายร้อยเครื่อง ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานและปืนใหญ่สนามนับพันชิ้น จรวดนำวิถีแบบพื้นสู่อากาศนับร้อยหน่วยยิง รถถังนับพันคัน เฮลิคอปเตอร์ รถยนต์ทางทหาร และอาวุธกระสุนสำหรับทหารราบอีกจำนวนมหาศาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่เทคนิค ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญอีกมากมาย
...... ในอิรักก็เหมือนกับในเวียดนามที่สหรัฐฯ ก็แสวงหาการสนับสนุนจากนานาชาติ ทั้งเพื่อลดภาระทางทหาร และเพิ่มความชอบธรรมในนโยบายของตน แม้ว่าจะถูกต่อต้านอย่างหนักจาก UN ในอิรักก็เหมือนกับเวียดนามที่ผลของความพยายามดังกล่าวนี้กลับออกมาน่าผิดหวัง แม้ว่าจำนวนชาติที่ส่งทหารเข้าร่วม เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพหลังสงครามในอิรักจะมากกว่าในเวียดนามก็ตาม เพราะทั้งสองสงครามสหรัฐฯเป็นผู้รับภาระหลักทางทหารในการสู้รบ แม้ในเวียดนามจะต่างจากอิรักที่ กองกำลังของเวียดนามใต้เองสามารถช่วยป้องกันที่ตั้งสำคัญๆ เอง รวมทั้งทำหน้าที่ทางทหารอื่นๆ ได้
...... จำนวนทหารสหรัฐฯ ที่รุกเข้าอิรักมีอยู่ 3 กองพล กับอีก 1 กองพลน้อยผสม และหน่วยสนับสนุนต่างๆ รวมแล้วประมาณ 115,000 นาย และจำนวนสูงสุดเมื่อมีการเพิ่มกำลังและเปลี่ยนภารกิจเป็นการรักษาเสถียรภาพเป็นประมาณ 140,000 นาย พันธมิตรหลัก คือ อังกฤษที่ส่งทหารเข้าร่วม จำนวน 26,000 นาย และถัดมาคือ ออสเตรเลีย จำนวน 2,000 นาย
...... และเมื่อประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประกาศยุติสงครามใหญ่เมื่อ 1 พฤษภาคม 2546 แล้ว อังกฤษก็ถอนทหารออกไปเหลืออยู่ 8,200 นาย (เมื่อเดือนมีนาคม 2547) รับหน้าที่บัญชาการกองกำลังนานาชาติทางภาคใต้ของอิรักที่มีกำลังจากชาติต่างๆ ได้แก่ อิตาลี (2,900 นาย) เนเธอร์แลนด์ (1,060 นาย) เดนมาร์ก (545 นาย) โรมาเนีย (514 นาย) สาธารณรัฐเชค (271 นาย) นอร์เวย์ (129 นาย) โปรตุเกส (128 นาย) ลิทัวเนีย (95 นาย) และ นิวซีแลนด์ (55 นาย)
...... โปแลนด์มีทหารอยู่ในอิรัก 2,500 นาย ทำหน้าที่บังคับบัญชากำลังทหารในภาคกลาง - ใต้ ที่มีกำลังจาก สเปน (1,300 นาย) ยูเครน (1,000 นาย) บัลแกเรีย (650 นาย และ ตำรวจ) เอล ซัลวาดอร์ (380 นาย) ฮอนดูรัส (370 นาย) โดมินิกัน (250 นาย) นิคารากัว (250 นาย) โรมาเนีย (230 นาย) ฟิลิปปินส์ (178 นาย, ตำรวจและพลเรือน) มองโกเลีย (171 นาย) ลัตเวีย (106 นาย) สโลวาเกีย (85 นาย) และ คาซัคสถาน (27 นาย)
...... เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็ตกลงจะส่งทหารเข้าไปในอิรัก(ขณะนี้มีส่งเข้าไปแล้วบางส่วน) ออสเตรเลียส่งทหารเข้าไปอีกราว 900 นาย นิคารากัวส่ง 115 นาย แต่ภายหลังก็ถอนตัวด้วยปัญหาด้านการเงิน นอกจากนี้ ไทย ฮังการี อาเซอร์ไบจัน อัลบาเนีย จอร์เจีย เอสโทเนีย และมาเซโดเนีย ก็ส่งหน่วยช่วยเหลือฟื้นฟูเข้าไปอีกมีขนาดตั้งแต่ ประมาณ 28 - 400 นาย
...... ด้วยปัญหาการเมืองภายในของพันธมิตรแต่ละชาติทำให้การคงกำลังทหารของตนไว้ในอิรักนั้นไม่แน่นอน ที่เห็นชัดเจนคือ ปัญหาการระเบิดรถไฟในสเปน ส่งผลให้สเปนถอนตัวออกไป และยิ่งการก่อการร้ายโจมตีกองกำลังพันธมิตรในอิรักมีความถี่เพิ่มขึ้น ก็อาจจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศของพันธมิตรให้ถอนทหารออกไป
การสร้างชาติ
...... เมื่อสงครามเวียดนามยุตินั้น รูปแบบของสงครามเป็นการทำสงครามกันระหว่าง 2 รัฐ คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ สหรัฐฯให้การสนับสนุนการสร้างชาติให้แก่เวียดนามใต้ถึงประมาณ 2 ทศวรรษ ด้วยการสร้างความเข้มแข็ง ให้คำปรึกษา และสนับสนุนเงินทุนแก่สถาบันและการดำเนินงานของรัฐ ผ่านรูปแบบของคณะกรรมการ ช่วยติดอาวุธและฝึกให้กองทัพเวียดนามใต้รวมทั้งกองกำลังด้านความมั่นคงอื่นๆ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำสงคราม และให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ พยายามนำพาเวียดนามใต้เพื่อปรับปรุงสถาบันประชาธิปไตยต่างๆ แต่ท้ายที่สุดก็ประสพกับความล้มเหลว ถ้าถามว่าเพราะเหตุใดคำตอบที่เห็นได้ชัดคือการพ่ายแพ้ทางทหารของเวียดนามใต้ในปี 2518 แต่ก็มีคำถามตามมาอีกว่าทำไมกองทัพเวียดนามจึงพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วเช่นนั้น แม้กระทั่งฝ่ายคอมมิวนิสต์เองก็ประหลาดใจไม่น้อย เพราะคาดว่าการรุกใหญ่ขั้นสุดท้ายจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 - 3 ปี ทำไมกองทัพเวียดนามใต้ซึ่งมียุทโธปกรณ์ที่ดีมีจำนวนกำลังพลจำนวนมาก จึงแตกสลายภายในเวลาเพียง 2 เดือน ด้วยการที่นายทหารระดับสูงหนีทัพไปก่อนผู้ใต้บังคับบัญชา ทำไมกองทัพเวียดนามใต้ซึ่งตั้งมั่นขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์เพื่อรัฐเวียดนามใต้และเป็นสถาบันที่ผูกขาดอำนาจการบริหารประเทศ จึงล้มเหลวที่จะต่อสู้อย่างทรงประสิทธิภาพ เพื่อรักษาไว้ซึ่งการไม่ตกไปเป็นของคอมมิวนิสต์
...... มันง่ายมากที่จะตำหนิสหรัฐฯ เพาระการรุกครั้งใหญ่ในเทศกาลตรุษญวน ปลุกให้สหรัฐฯ หันมาลดจุดมุ่งหมายในหลักการทำสงคราม จากเพื่อการปกปักรักษาเอกราชของเวียดนามใต้ที่มิใช่คอมมิวนิสต์ไว้ เป็นการแสวงหาวิถีทางการถอนตัวออกไปอย่างมีเกียรติ ซึ่งต่อมาก็ทำให้เกิดการถอนตัวออกไปฝ่ายเดียวของหน่วยรบ และเซ็นต์สัญญาที่จะไม่หวนคืนมาอีก ปล่อยให้เวียดนามเหนือปลอดจากการขัดขวางปฏิบัติการของตนในเวียดนามใต้ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเป็นยุคของการรวมเวียดนามเป็นหนึ่งเดียว แต่สหรัฐฯก็ยังคงสนับสนุนงบประมาณให้กับกองทัพเวียดนามใต้ เพื่อขยายขนาดกองทัพและเสริมสร้างความทันสมัยภายใต้ขีดความสามารถที่เวียดนามใต้จะบรรจุกำลังและดำรงอยู่ได้ เมื่อฝ่ายคอมมิวนิสต์เปิดฉากรุกครั้งสุดท้ายในปี 2518 นั้น สหรัฐฯไม่เพียงแต่ล้มเหลวเฉพาะที่ไม่สามารถกลับเข้าสู่สงครามได้อีกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือด้านสิ่งอุปกรณ์ (ส่วนใหญ่เป็นการทดแทนอาวุธ กระสุนและชิ้นส่วนอะหลั่ย) ให้กับไซ่ง่อนได้ด้วย จากการที่กองทัพเวียดนามใต้ต้องถอนตัวหนีออกมาจากที่ราบสูงภาคกลาง และละทิ้งยุทโธปกรณ์จำนวนมากไว้เบื้องหลัง
...... ในการต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างสละชีวิตยอมตายเพียงลำพัง กองทัพเวียดนามใต้ถูกล้อมกรอบอยู่ด้วยจุดอ่อนสำคัญ 3 ประการตั้งแต่เริ่มต้น คือ หนึ่งไม่มีอเมริกันเข้ามาแทรกแซงอีกต่อไปแล้ว สองคือความอ่อนด้อยในความเป็นทหารอาชีพ และสามคือการคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวางและขาดความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งนาย Joseph Buttinger นักวิชาการชั้นนำด้านสังคมและประวัติศาสตร์เวียดนามใต้ ได้สรุปถึงสาเหตุของการล่มสลายของเวียดนามใต้ไว้ว่า
...... "การล่มสลายลงอย่างรวดเร็วอย่างน่าใจหายของกองทัพเวียดนามใต้และระบอบไซง่อนนั้น มิใช่เพราะการครองความเหนือกว่าในการโจมตีของกำลังทหารที่มีความเหนือกว่าของฝ่ายคอมมิวนิสต์ แต่เป็นเพราะระดับจิตสำนึกที่ตกต่ำอย่างถึงที่สุดของกองทัพเวียดนามใต้ในปี 2518 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระดับของจิตสำนึกที่แตกร้าว และความเน่าเฟะทางการเมืองของสังคมเวียดนามใต้ ที่ล่มจมลงไปเป็นเวลาหลายปี การก่อการร้ายทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งความทุกข์ทรมานของมวลชน และการคอร์รัปชั่น เพียงแค่ความแตกแยกทางจิตสำนึกเพียงอย่างเดียวก็สามารถอธิบายได้แล้วว่าทำไมกองทัพที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 เท่า และมียุทโธปกรณ์เหนือกว่าถึง 5 เท่า ต่อข้าศึก จึงพ่ายแพ้ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนอย่างที่เวียดนามใต้เป็น ระหว่าง 10 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2518
...... เกา วาน เวียน อดีต เสนาธิการกองทัพเวียดนามเหนือคนสุดท้ายได้อธิบายถึงการล่มสลายตามแบบโดมิโนไว้เมื่อปี 2518 ว่า
...... "เวียดนามใต้กำลังเข้าสู่การพังทลายทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติ ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว ไม่มีใครสามารถระดมประชาชนมาสนับสนุนชาติได้ รัฐบาลยากที่จะตอบสนองความต้องการของสาธารณชน ซึ่งกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นไปอย่างต่อเนื่องได้ มีการคอรัปชั่นเกิดขึ้นทั่วไป ภายใต้สภาพการณ์ดังกล่าว รากฐานของสังคมเวียดนามใต้ก็แตกแยกไปอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจกัน เกิดการแบ่งแยกกัน จนกระทั่งเป็นไปทั้งชาติเปรียบเหมือนผลไม้ที่เน่าเสียแล้ว และพร้อมที่จะหล่นจากต้น เพียงแค่สายลมแรกอันแผ่วเบาพัดผ่านเท่านั้น"
...... นับตั้งแต่เวียดนามใต้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2498 จนกระทั่งล่มสลายไปในอีก 20 ปีต่อมา บรรดาผู้นำทั้งหลายของเวียดนามใต้ล้มเหลวที่จะสร้างกองทัพให้เข้มแข็งเป็นปึกแผ่นอย่างเพียงพอที่จะสู้รบกับกองทัพประชาชนเวียดนาม และเวียดกงได้ ถึงแม้ว่ากองทัพเวียดนามใต้จะชื่นชมกับความได้เปรียบเหนือข้าศึกคอมมิวนิสต์ในเรื่องอำนาจการยิงและจำนวนกำลังพล แต่ก็ต้องเผชิญกับความอ่อนด้อยกว่าในด้านนามธรรมที่เป็นส่วนประกอบของอำนาจการสู้รบชั้นยอด หน่วยทหารของเวียดนามใต้มีแรงจูงใจและการนำหน่วยที่อยู่ในสภาพย่ำแย่ แตกต่างจากกำลังรบของสหรัฐฯ และฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างมาก พยายามหลบเลี่ยงที่จะเข้าปะทะกับข้าศึก พวกคอมมิวนิตส์แฝงเข้ามาแทรกตัวอยู่ในทุกระดับขององค์กร ในปี 2510 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ประเมินกองทัพเวียดนามใต้และสรุปไว้ว่า มีผู้นำที่ย่ำแย่ ขวัญต่ำ ไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชน และ
...... " มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการต่ำ รวมทั้งไม่อ่อนตัวในการประสานความร่วมมือ และการปฏิบัติทางยุทธวิธี พึ่งพาการสนับสนุนจากปืนใหญ่ และกำลังทางอากาศจนเกินไป เกิดขึ้นมาจากอำนาจการยิงที่ไม่เพียงพอ ต้องพึ่งพาขบวนยานพาหนะ ไม่มีความตั้งใจที่จะอยู่ในสนามรบในเวลากลางคืน หรือไม่ก็ขาดจิตใจรุกรบ "
...... โครงสร้างกำลังรบประจำการตามแบบของเวียดนามใต้ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า ไม่เหมาะสมที่จะใช้ต่อสู้กับสงครามปฏิวัติของฝ่ายคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะการต่อสู้กันในระยะยาว ประสิทธิภาพของโครงสร้างกำลังรบก็ขาดแคลนความสามารถอย่างมืออาชีพของบรรดาเหล่านายทหารที่จะนำหน่วย และความตั้งใจจริงของทหารผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งถือเป็นจุดบกพร่องที่เป็นจุดตายของกองทัพ นอกจากนี้กองทัพเวียดนามใต้ก็ยังไร้ขีดความสามารถที่จะต่อกรกับการรุกด้วยสงครามตามแบบของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในปี 2518 เช่นเดียวกับการต่อสู้กับการก่อความไม่สงบที่เคยเกิดขึ้นเมื่อต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1960
...... สาเหตุของการไร้ความสามารถของกองทัพเวียดนามใต้ ซึ่งผู้สังเกตุการณ์ที่ใกล้ชิดเห็นว่ามีศูนย์กลางอยู่ที่ การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างสูง และการใช้อำนาจในทางมิชอบและเห็นแก่เงินของบรรดานายทหาร ตลอดจนทหารผู้ใต้บังคับบัญชาระดับล่าง มีอัตราการหนีทัพสูง สะท้อนให้เห็นและเข้าใจได้ ถึงการที่ไม่มีความทุ่มเทจิตใจยอมตายเพื่อผู้นำของพวกเขาที่มักเป็นห่วงและมีความเห็นแก่ตัวสูง ทั้งประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม ของเวียดนามใต้ และผู้สืบทอดอำนาจทางทหารของเขา ยกเอาความจงรักภักดีทางการเมืองขึ้นเหนือกว่าความเป็นมืออาชีพทางทหารมาใช้เป็นปัจจัยสำคัญในการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง และการให้รางวัลอื่นๆ หน่วยรบสำคัญๆ ของกองทัพ ถูกดึงออกมาจากการรบ เพื่อมาทำหน้าที่คุ้มครองรัฐบาลจากการคุกคามการก่อรัฐประหาร และซ้ำร้ายบรรดาเหล่านายพลที่ฉายแววความเป็นมืออาชีพมากเกินไป ก็จะถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามทางการเมืองไปเสียอีก นอกจากนั้นการแต่งตั้งโยกย้ายทหารและตำแหน่งผู้บริหารที่สำคัญในระดับจังหวัด บ่อยครั้งต้องเสนอให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองสูงสุดที่เรียกรับเงิน ตัวอย่างเช่น นายทหารระดับพันเอก ที่มีความทะเยอทะยานและเป็นที่ยอมรับของฝ่ายการเมืองจะต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้เป็นผู้นำหน่วยระดับจังหวัด โดยการขายตำแหน่งที่มีผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินของหน่วยรองใต้บังคับบัญชาระดับอำเภอหรือไม่ก็เรียกเก็บเงินเอาจากพ่อค้าท้องถิ่น
...... นอกจากนี้ยังมีการลักขโมยสิ่งของช่วยเหลือทางทหารและทางเศรษฐกิจของอเมริกันแพร่กระจายไปทั่ว ซึ่งต่อมาเริ่มกลายเป็นช่องทางหาผลประโยชน์กำไร ที่มักเกิดขึ้นเป็นปกติในประเทศที่เล็กๆ และยากจนทั่วไป ที่ความมั่งคั่งของอเมริกาไหลบ่าเข้าไป แน่นอนว่ามันง่ายกว่าและปลอดภัยกว่าการไปสู้รบกับข้าศึกที่ซึ่งหลังจากปี 2508 แล้วคนอเมริกันอาสาไปทำหน้าที่รบนี้แทน การค้าตลาดมืดมีสินค้าที่ขโมยไปจากคลังของสหรัฐฯ และของเวียดนามใต้ ถือเป็นรูปแบบหลักของการคอรัปชั่นเลยทีเดียว ไม่มีอะไรที่ขายไม่ได้ในตลาดมืด ซึ่งมีทั้ง อาวุธ กระสุน วิทยุสื่อสารของทหารของสหรัฐฯ ตลอดจนเวชภัณฑ์ต่างๆ ฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็อาศัยตลาดมืดเป็นแหล่งจัดหาสิ่งอุปกณ์ที่ขาดแคลนในสนาม โดยเฉพาะพวกยา และเวชภัณฑ์ดังกล่าว จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าตลาดมืดนั้นเป็นสิ่งล่อใจ และเป็นสิ่งที่ทำให้บรรดาผู้บังคับหน่วยรบขาดความเป็นทหารอาชีพไปได้ ในกองทัพเวียดนามใต้แม้แต่สถาบันผลิตนายทหารแห่งชาติที่ ดาลัต (เวสต์ปอยต์ ของเวียดนามใต้) หรือโรงเรียนนายร้อยที่เป็นสถาบันหลักของกองทัพ นายทหารที่จบจากสถาบันดังกล่าวก็ยังต้องการที่จะไปเป็นฝ่ายอำนวยการมากกว่าจะขอถูกส่งไปเป็นนักรบนำหน่วยนอนอยู่ในเต๊นท์สนาม มีข้อมูลว่านักเรียนนายร้อยรุ่นปี 2509 ที่จบออกมา ทุกคนแสดงเจตจำนงค์ต้องการให้ตนเองบรรจุไปอยู่ที่กองบัญชาการกองพลมากกว่าที่จะไปอยู่กับกองร้อยทหารราบในแนวหน้า
...... ผลจากการสำรวจข้อมูลจากอดีตผู้นำทหารและพลเรือนของเวียดนามใต้ที่ลี้ภัยออกมาบางคนหลังสงครามเปิดเผยว่า "การคอรัปชั่นเป็นปัญหาเกินกว่าที่จะแก้ไขได้ด้วยเพียงแค่การยิงทิ้งนายพล หรือพลเรือน จำนวนไม่กี่คนที่คอรัปชัน และถือเป็นสาเหตุหลักแห่งการล่มสลายของเวียดนามใต้" การใช้อำนาจในทางที่ผิด แสวงผลประโยชน์ที่เกาะกินอยู่ในบรรดาเหล่านายทหาร หากจะแก้ไขเยียวยาก็เหมือนกับการจะผ่าตัดมะเร็งร้ายที่จะเป็นการฆ่าผู้ป่วยไปด้วยเลยที่เดียว
...... การคอรัปชั่นอย่างสูงสุด เผชิญกับการพยายามรวมเวียดนามเป็นหนึ่งของฝ่ายคอมมิวนิสต์ กองทัพเวียดนามใต้ ไม่มีความตั้งใจพยายามแสวงหาการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ผู้นำกองทัพเวียดนามใต้เชื่อว่าอเมริกันจะเอาชนะสงครามเพื่อพวกเขาจนเมื่อเป็นที่แน่ชัดว่าอเมริกันกำลังจะถอนตัวออกไป เวียดนามใต้ก็ถูกครอบครองโดยฝ่ายการเมืองเน่าเฟะจากคอรัปชั่น ไม่สามารถจะสร้างให้ทหารหาญมีขีดความสามารถไปต่อกรกับเวียดนามเหนือได้
...... การขาดความรุกรบ ถูกตอกย้ำให้เห็นถึงการแบ่งแยกภายในกองทัพเวียดนามใต้ กล่าวคือทหารระดับล่างจะถูกเกณฑ์มาจากประชาชนทั่วไป ขณะที่บรรดานายทหารนั้นเกือบทั้งหมดเกณฑ์มาจากคนในเมืองที่มีการศึกษาและได้เปรียบในสังคม ที่ผิดสัดส่วนอย่างมากอีกประการหนึ่งคือ นายทหารจำนวนมากเป็นคาธอลิก ขณะที่ทหารส่วนใหญ่ และคนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นพุทธ ซึ่งต่อมาก็แสดงให้เห็นถึงความกลัว ความไม่ไว้ใจกัน และการหนีทัพที่มีอัตราสูงอย่างมาก ค่าตอบแทนที่ต่ำไม่มีความเหมาะสมของกำลังพลชั้นผู้น้อย เมื่อหน่วยเข้าไปในหมู่บ้านก็หยิบฉวยเอาอาหารของชาวบ้านไปในกลางวันแสกๆ แต่จะถอนตัวออกมาจากหมู่บ้านก่อนค่ำมืด ไม่เหมือนกับข้าศึกคอมมิวนิสต์ที่พวกเขาเผชิญหน้า ความคิดถึงบ้าน และความกลัวตาย ซึ่งเป็นของธรรมดาที่ทหารของทั้ง 2 ฝ่ายมี แต่วินัยและพลังใจที่เป็นหนึ่งเดียวแห่งความรักชาติ ที่สามารถยอมสละชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในฝ่ายเวียดนามใต้มากพอ
...... การที่เวียดนามใต้ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ประการหนึ่งเพราะล้มเหลวที่จะใช้มาตรการที่จำเป็น ซึ่งมีความชอบธรรมทางการเมือง เพื่อต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ William J. Duiker นักประวัติศาสตร์ชั้นนำชาวอเมริกันด้านคอมมิวนิสต์เวียดนาม อธิบายว่า ปัจจัยสำคัญแห่งที่นำความพ่ายแพ้มาสู่เวียดนามใต้ก็คือ ความสำเร็จของพรรคคอมมิวนิสต์ในการชักจูงชาวเวียดนามทั้งในเหนือและใต้ เข้าร่วมในฐานะอันชอบธรรมของชาติเวียดนาม และความเป็นเอกราชของชาติ ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ชูลักษณะของ โฮจิมินห์ ผู้เสียสละ มีคุณธรรมจริยธรรม นำอุดมการณ์และการปฏิบัติมาเสนอสู่ประชาชน
...... สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกก็คือ ผู้นำเวียดนามใต้มีข้ออ้างเพียงน้อยนิดของตนเองต่อความชอบธรรมในระดับชาติ แม้ว่า โง ดินห์ เดียม จะเป็นนักชาตินิยม แต่เขาก็แสดงออกให้เห็นเพียงน้อยนิดในช่วงการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยจากฝรั่งเศส ผู้นำคนต่อมาอย่าง เหงียน เกา กี และ เหงียน วัน เทียว ทั้งคู่นั้นก็เคยรับราชการอยู่ในกองทัพฝรั่งเศส มาก่อน การกล่าวอ้างใดๆ ก็ตามเพื่อเอกราชของชาติจึงไม่บังเกิดผลต่อสาธารณชน
...... ข้อสรุปที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกประการก็คือข้อที่ว่า เวียดนามใต้ได้รับการสนับสนุน และดำรงอยู่ได้จากจุดเริ่มต้นของความตั้งใจของการแบ่งแยกเวียดนามออกจากกันไว้เป็นการชั่วคราวนั้น มีน้อยกว่าการที่เวียดนามใต้นั้นเป็นประดิษฐกรรมทางการฑูตของสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น และในช่วงอายุสั้นๆ ของการก่อกำเนิดขึ้นมาเป็นรัฐก็ล้มเหลวที่จะดำเนินการอันจำเป็นเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองเพื่อที่จะดำรงอยู่ให้ได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรับการคุ้มครองด้วยพลังอำนาจทางทหารของสหรัฐฯ
......ในอิรักก็เช่นเดียวกับในเวียดนามใต้ ความสำเร็จทางการเมือง จำเป็นต้องสร้างสรรค์องค์ประกอบอยู่ 2 สิ่งคือ
(1) รัฐบาลที่ถูกต้องชอบธรรมเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ในประเทศ
(2) กองกำลังด้านความมั่นคงที่สามารถคุ้มครองการจัดระเบียบใหม่ทางการเมืองได้
...... เวียดนามใต้นั้นมีรัฐบาลก็จริง แต่ก็คอรัปชั่น มีกองกำลังด้านความมั่นคงขนาดใหญ่ แต่ก็ขาดความเป็นมืออาชีพที่จะสามารถเผชิญกับข้าศึกที่มีพลังอำนาจทั้งทางการเมืองและการทหารได้ ในอิรัก สหรัฐฯ กำลังเริ่มต้นดำเนินการจากจุดเล็กๆ เพราะไม่มีรัฐบาลแห่งชาติที่แท้จริง และมีเพียงกองกำลังด้านความมั่นคงที่เสมือนกำลังตั้งไข่ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลชุดใดก็ตามที่สหรัฐฯช่วยประคับประคองในอิรัก ก็จะเป็นรัฐบาลที่เสียหายในสายตาของชาวอิรักที่รัฐบาลของตนร่วมสมาคมกับพวกอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสถานการณ์ด้านความมั่นคงยังจำเป็นต้องให้คงกำลังทหารสหรัฐฯจำนวนมากนี้ไว้ต่อไป ในทางตรงข้ามการบิดเบือนของพวกซุนหนี่อาหรับนั้นก็ล้มเหลวที่จะสร้างภัยคุกคามทางการเมืองและการทหารต่อการสร้างชาติในอิรักในพื้นที่ห่างไกลและยากแก่การเข้าถึง อย่างที่เป็นในเวียดนามของพวกคอมมิวนิสต์ ภัยคุกคามหลักต่อการสร้างชาติในอิรักมิได้อยู่ที่การก่อการร้ายในภาคกลางของอิรัก แต่เป็นศักยภาพที่กำลังเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ของพวกนักรบอาสาสมัครชีอะต์ที่ผุดขึ้นมาใหม่ ได้แผ่ขยายและรวมเอาส่วนใหญ่ของชุมชนเข้าเป็นพวกด้วย หรือการพัฒนารูปแบบของสงครามกลางเมืองทางศาสนาขึ้นมา อย่างที่เลบานอนเคยถูกดูดกลืนเข้าไปใกล้ความเป็นอนาธิปไตยมาเกือบ 2 ทศวรรษ
...... ความคาดหวังสำหรับการสร้างเสถียรภาพ ความมั่งคั่ง และประชาธิปไตยในอิรัก เป็นปัญหาโดยอัตโนมัติของตัวมันเองอยู่แล้ว ที่ผู้สังเกตการณ์และผู้กำหนดนโยบาย ไม่ควรถูกชักนำไปด้วยตรรกแบบผิด ๆ ของความสำเร็จของอเมริกันในการสร้างชาติ ในเยอรมันและในญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในท่ามกลางสิ่งอื่น ๆ อีกมาก สหรัฐฯ เข้าไปในเยอรมันและญี่ปุ่นด้วยกำลังทหารที่เหนือกว่าอย่างมาก สามารถกันพวกกลุ่มต่อต้านหลังสงครามออกไปได้ และในญี่ปุ่นยังมีจักรพรรดิ์ฮิโรฮิโต ที่มอบความถูกต้องชอบธรรมในบทบาททางทหารให้แก่นายพลดักลาส แม็คอาเธอร์ สหรัฐฯ จึงสามารถที่จะดำรงไว้ซึ่งการสนับสนุนจากนานาชาติในการคงกำลังทหารไว้ในญี่ปุ่นและเยอรมันได้หลายปี ตลอดช่วงระหว่างที่มีการพัฒนาและสร้างสถาบันประชาธิปไตย
...... อย่างไรก็ดีในอิรัก สหรัฐฯ มิได้มีช่วงเวลาอันสวยหรูอย่างนั้น ชาวอิรักจำนวนมากและเพื่อนบ้านอาหรับของอิรักเกือบทั้งหมดมองเห็นว่าการที่คงกำลังทหารสหรัฐฯ ไว้นั้นมีเจตนาร้าย แม้ว่าชาวอิรักเหล่านั้นจะกลัวว่าถ้าสหรัฐฯ ถอนทหารออกไปจะก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดีที่จะปล่อยให้มีทหารสหรัฐฯ เคลื่อนไหวอยู่ในภูมิภาคนั้น การใส่เชื้อไฟแห่งการต่อต้านลัทธิอเมริกันไปทั่วอิรัก โดยสื่อมวลชนท้องถิ่นโดยเฉพาะอิหร่านและสถานีโทรทัศน์ที่ตั้งอยู่ในรัฐอ่าวอาหรับ ทำให้สถาบันรัฐบาลของอิรักกำลังเสียหายลงไปอย่างรวดเร็วภายใต้แรงกดดันทางการเมืองอย่างสูงมาก นอกจากนี้รัฐบาลอิรักยังจะต้องปรับเปลี่ยนและปรับปรุงโครงสร้างเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้นำศาสนาและการเมืองกลุ่มต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลที่สุดคือผู้นำนิกายชีอะต์ นาย อยาตอลลาห์ อาลี ซิสตานี ยิ่งไปกว่านั้นหากสหรัฐฯ ยิ่งพยายามจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้รัฐบาลปกครองตนเองของอิรักมากขึ้นเท่าใดด้วยการคงกำลังทหารจำนวนมากไว้ในระยะเวลาที่ยาวนานออกไป ก็จะยิ่งทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลอิรักเองมากขึ้นเท่านั้น การส่งสัญญาณที่ชัดเจนของสหรัฐฯ ที่จะถอนทหารออกไปจะช่วยถอดชนวนความวิตกกังวลของพวกชาตินิยมและทำให้สถาบันของรัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงของอิรักได้มีช่องว่างทางการเมืองไว้ให้ได้หายใจได้ดีขึ้น
...... อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ กำลังเล่นเกมพนันกับสิ่งที่จะทำลงไป เพราะถ้าคงกำลังทหารไว้ยาวนานออกไปก็จะมีผลไปลดความชอบธรรมของรัฐบาลใหม่อิรัก แต่ถ้าหากรีบถอนตัวออกมาก่อนเวลาอันควรหรือกระทำโดยทันทีก็จะทำให้เกิดสูญญากาศด้านความมั่นคงที่อาจทำให้เกิดสภาพไร้ระเบียบหรือนำไปสู่สงครามกลางเมืองได้
...... ประชาธิปไตยในอิรักยุคหลัง ซัดดัม ฮุสเซน นับเป็นปัญหาในตัวของมันเองโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว เพราะระบบการปกครองเดิมอาจเรียกได้ว่าเป็นเผด็จการ หรือสืบทอดมาจากระบอบสตาลินใหม่ สถาบันต่าง ๆ ที่มีลักษณะแบบประชาธิปไตย เช่น รัฐสภา ระบบการเลือกตั้ง และศาลอิสระ แม้จะมีอยู่จริงแต่ก็เป็นไปเพื่อโฆษณาชวนเชื่อมากกว่าที่จะดำเนินการไปอย่างถูกต้องตามระบบ หากจะให้ประชาธิปไตยในอิรักดำเนินไปได้ ชาวอิรักจะต้องยอมรับในข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ให้มีการปฏิรูปสถาบันเหล่านั้นให้ถูกต้องชอบธรรม มีความน่าเชื่อถือ เปิดโอกาสให้มีรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความคุ้มครองสิทธิของคนส่วนน้อยด้วย
...... ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับสถาบันยุคหลังซัดดัมฯ ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการถ่ายโอนอำนาจไปสู่การเป็นประชาธิปไตย นั่นคือสภาปกครองชั่วคราวอิรัก (Iraqi Governing Council : IGC) ที่สหรัฐฯ เป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกส่วนใหญ่ ซึ่งก็คือพวกอดีตผู้ที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ ที่ไม่เป็นที่ยอมรับกันนักทางการเมืองในอิรัก อนาคตจึงอาจจะเกิดคาามขัดแย้งกันระหว่างสภาทอ้งถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งและเป็นที่ยอมรับมากกว่าเสียอีกกับรัฐบาลแห่งชาติที่ไม่ได้รับความนิยม
...... ปัญหาต่อ IGC อีกประการหนึ่งอาจจะทำความยุ่งยากมาสู่รัฐบาลใหม่ของอิรักในไม่ช้าคือ กฎหมายการถ่ายโอนอำนาจการปกครอง หรือรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่ยังไม่ได้แก้ไขความพยายามที่จะสร้างสภาพภายใต้การเลือกตั้งที่จะจัดขึ้น รัฐธรรมนูญดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีความขัดแย้งกันอย่างหนัก เรื่องสำคัญที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแต่ยังเป็นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับกันคือ การกำหนดโครงสร้างของรัฐบาล บทบาทของอิสลามต่อชีวิตความเป็นอยู่ของสาธารณชน การปกครองตนเองของชาวเคิร์ด และลักษณะของการปกครองแบบสหพันธรัฐ
...... ภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราว อำนาจการบริหาร ถูกกำหนดให้อยู่ในอำนาจของสภาบริหาร 3 คน ประกอบด้วย ประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดีอีก 2 คน ประธานาธิบดีนั้นเป็นที่คาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าจะเป็นชีอะต์อาหรับ ขณะที่รองอีก 2 คน น่าจะมาจากซุนหนี่อาหรับ และพวกกลุ่มชาวเคิร์ด ทั้ง 3 คน จะต้องให้ความเห็นชอบต่อนโยบายต่างๆก่อนที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ มีกฎการปกครองที่ให้ความคุ้มครองต่อพวกชนกลุ่มน้อยซุนหนี่ และชาวเคิร์ด แต่ระบบดังกล่าวไม่เป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มชีอะต์ที่มีความเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือเรื่องที่ยอมรับโดยคนส่วนใหญ่เท่านั้น อยาตอลลาห์ ซิสตานี ให้ความเห็นว่าระบบดังกล่าวในรัฐธรรมนูญเป็นการมอบอำนาจของประธานาธิบดีให้กับสภาบริหาร 3 คน ที่มาจากชีอะต์ ซุนหนี่ และเคิร์ด ซึ่งจะทำให้ระบบการเมืองของประเทศในอนาคตเป็นระบบการเมืองที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและเชื้อชาติเผ่าพันธุ์
...... ในกลุ่มชาวเคิร์ดนั้นไม่ยอมรับความต้องการของพวกชีอะต์ที่ยึดกฎถือเสียงส่วนใหญ่เพราะในประวัติศาสตร์พวกเขาตกเป็นเหยื่อของรัฐบาลกลางที่เข้มแข็งในแบกแดดมาโดยตลอด พวกเขาต้องการและชอบที่จะปกครองตนเองมากกว่าและได้พยายามมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามอ่าวครั้งแรกเมื่อปี 2534 แล้ว รวมทั้งเรียกร้องที่จะครอบครองทรัพยากรน้ำมันและรายได้จากน้ำมันของอิรักในเขตการปกครองของพวกเขาเองด้วย ชาวเคิร์ดยังมีลักษณะของตนเอง มีคนหนุ่มสาวชาวเคิร์ดจำนวนมาในปัจจุบันที่ไม่ได้เรียนภาษาอารบิคในเขตยึดครองของตนอีกต่อไปแล้ว
...... ในพวกซุนหนี่นั้นก็มีความวิตกกังวลถึงการมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศตามหลักการยืดถือเสียงส่วนใหญ่ ภายหลังการสลายพรรคบาธของฝ่ายสหรัฐฯ มีรายงานว่าได้ก่อให้เกิดความรู้สึกกลัวและไม่มั่นใจอย่างรุนแรงในหมู่พวกซุนหนี่ บางคนถึงกับกล่าวว่าการสลายพรรคบาธมีจุดมุ่งหมายเพื่อตระเตรียมประเทศอิรักให้สำหรับบรรดาผู้นำชีอะต์ที่เป็นคนของสหรัฐฯ หลายคนเชื่อว่าสหรัฐฯ โค่นล้มฝ่ายตนและกำลังสมคบคิดกันกับพวกชีอะต์อาหรับมากระทำกับพวกตนในทางการเมือง จึงทำให้เกิดความรู้สึกเพิ่มเชื้อไฟแห่งความต้อการการก่อการร้ายต่อต้านกองกำลังของสหรัฐฯ หนักข้อขึ้น
...... นอกจากนี้การพัฒนาสถาบันเพื่อประชาธิปไตยในอิรักซึ่งกระตุ้นให้ใช้รูปแบบพรรคการเมืองที่มีพื้นฐานมาจากศาสนาและเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ จะยิ่งตอกย้ำความแตกแยกอย่างรุนแรงให้เกิดขึ้นภายในสังคมอิรัก เพราะระบบดังกล่าวจะทำให้ยากต่อการประนีประนอมกันระหว่างพรรคการเมืองเพราะแต่ละกลุ่มต่างก็จะมุ่งสนับสนุนเฉพาะในกลุ่มศาสนาหรือเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของพวกตนเท่านั้น
...... ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของอิรักคือ เรื่องการก่อตั้งกองทัพใหม่ของอิรัก (NIA : New Iraqi Army) เพราะแค่ชื่อก็เถียงกันไม่จบแล้ว คิดจะใช้ New Iraqi Corps ก็ไปพ้องกับคำหยาบของทางอาหรับ ครั้นจะใช้ว่า Iraqi Defense Forces ก็ไปพ้องกับกองทัพอิสราเอลที่ใช้ว่า Israeli Defense Forces อีก แม้ว่าภารกิจหลักของ NIA คือการปกป้องอิรักจากภัยคุกคามภายนอก แต่ก็ถูกนำไปใช้ในการต่อต้านการก่อความไม่สงบภายในประเทศบริเวณสามเหลี่ยมซุนหนี่ แผนงานเริ่มแรกกำหนดไว้ว่ากองทัพอิรักจะมีกำลังประมาณ 40,000 นาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารราบเบา (เปรียบเทียบกับกองทัพเดิมขนาด 350,000 นาย ที่มีทั้งหน่วยแบบหนักและแบบเบา) โดยกำหนดว่าจะจัดตั้งได้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี แม้ว่าจะมีการปรับกำหนดเวลาให้เร็วขึ้นเหลือภายใน 2 ปี ด้วยสาเหตุเพราะต้องการกำลังไปรักษาความสงบในพื้นที่ภาคกลาง
...... ตารางเวลาใหม่ได้กำหนดความต้องการกำลังของ NIA จำนวน 12,000 นาย ภายในเดือนกรกฎาคม 2547 และเต็มอัตรา 40,000 นาย ภายในกลางปี 2548 และกำลังมีการพิจารณาจะขยายกองทัพให้มีขนาดใหญ่กว่านี้อีก อย่างไรก็ตามกองพันแรกที่จัดตั้งขึ้นปรากฎว่ามีกำลังพลหลบหนีไปถึงครึ่งหนึ่ง สาเหตุเพราะได้รับค่าตอบแทนต่ำและถูกส่งไปปฏิบัติการรบเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในพื้นที่สามเหลี่ยมซุนหนี่ บางคนถึงกับกล่าวว่าพวกเขาสามารถหารายได้ได้มากกว่าอยู่ในกองทัพเสียอีก ด้วยการเข้าร่วมปฏิบัติการกับกลุ่มก่อความไม่สงบ ในการสังหารทหารสหรัฐฯ ซึ่งต่อมาจึงมีการเพิ่มค่าตอบแทนให้ ปัญหาเหล่านี้จึงหมดไป
ความสามารถในการสร้างความยั่งยืนต่อเนื่องของการสนับสนุนทางการเมืองภายในประเทศ
...... การทำสงครามของอเมริกันในเวียดนามล้มเหลว เพราะความไม่ยั่งยืนต่อเนื่องทางการเมืองภายในบ้านของตนเอง แม้ว่าสหรัฐฯ จะเป็นมหาอำนาจทางทหารที่ไม่มีใครเอาชนะได้ในเวียดนามก็ตาม แต่ก็ขาดเหตุผลสนับสนุนทางการเมืองเหมือนอย่างที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์มี สุดท้ายฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็สามารถทำลายความตั้งใจทางการเมืองของฝ่ายอเมริกันลงได้ นายพลโว เหงียน เกี๊ยบ ผู้ที่เคยนำกองกำลังคอมมิวนิสต์ต่อสู้กับฝรั่งเศส และต่อมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมเวียดนามเหนือ กล่าวกับผู้สื่อข่าว Stanley Karnow เมื่อปี 2533 ว่า
...... "พวกเราไม่แข็งแกร่งมากพอที่จะขับไล่ทหารอเมริกันครึ่งล้านคนออกไปได้ แต่นั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของเรา ความตั้งใจของพวกเรา คือ การทลายความตั้งใจของรัฐบาลอเมริกันที่จะทำสงครามอยู่ต่อไปให้ได้ เวสต์มอร์แลนด์ นั้นคิดผิดที่คาดว่าอำนาจการยิงของเขาจะสามารถบดขยี้พวกเราลงได้ ถ้าเราพยายามเอายุทโธปกรณ์ที่ด้อยกว่าของพวกเรา ไปสู้โดยตรงกับความเหนือกว่าของท่าน เราจะพ่ายแพ้ภายใน 2 ชั่วโมง
...... เมื่อประธานาธิบดีนิกสัน ขึ้นบริหารประเทศในปี 2512 ก็ประกาศถอนทหารฝ่ายเดียวออกจากเวียดนาม นับจากเดือนเมษายน 2512 ถึงเดือนธันวาคม 2515 จำนวนทหารอเมริกันลดลงจาก 543,000 นาย เหลือเพียง 24,000 นาย ขณะที่จำนวนกำลังพลที่เสียชีวิตก็ลดลงจาก 9,377 นาย เหลือเพียง 300 นาย การตัดสินใจดังกล่าวทำให้ นิกสัน ได้รับการสนับสนุนทางการเมืองภายในประเทศมากขึ้น แม้ว่าจะลดน้ำหนักในการเจรจากับฝ่ายคอมมิวนิสต์ลงไปก็ตาม
...... ในอิรัก เมื่อถึงกลางเดือนเมษายน 2547 จำนวนทหารสหรัฐฯ ที่เสียชีวิต มีรวม 685 นาย บาดเจ็บ 3,000 นาย ตัวเลขการสูญเสียนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดี บุช ประกาศยุติการทำสงครามใหญ่เมื่อ 1 พฤษภาคม 2546 ซึ่งสงครามขั้นแรกก่อนหน้านี้มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตเพียง 138 นาย และบาดเจ็บอีก 550 นาย หลังจากนั้นยอดการสูญเสียก็เพิ่มขึ้นเดือนต่อเดือน
...... ในงานศึกษาหลายชิ้นให้ความเห็นสนับสนุนว่าการสูญเสียถือเป็นปรอทวัดตัวหลักที่ใช้วัดการสนับสนุนของสาธารณชนอเมริกัน ที่จะให้กองทัพทำสงครามจำกัดในพื้นที่ห่างไกลและมักกินเวลานาน เป็นที่เชื่อถือกันอย่างกว้างขวางว่า โดยทั่วไปแล้วสังคมประชาธิปไตยมีความยุ่งยากอย่างมากต่อการทำสงคามยืดเยื้อต่อเป้าหมายจำกัด คนอเมริกันมักจะหงุดหงิดกับสงครามจำกัด เพราะเขาตั้งใจที่จะแยกสงครามกับการเมืองออกจากกัน
...... ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งของความมั่นคงในการสนับสนุนทางการเมือง ก็คือค่าใช้จ่ายในการทำสงครามที่ต้องชั่งน้ำหนักกับผลที่จะได้รับ ถ้าสงครามอิรักถูกมองว่าเป็นสงครามทางเลือกมากกว่าสงครามอันจำเป็น ก็อาจจะต้องดูว่าผลประโยชน์ด้านความมั่นคงที่จะได้รับนั้นคุ้มค่ากันหรือไม่
บทสรุปในมุมมองของผู้เขียน
...... ปัจจุบันได้มีพัฒนาการก้าวไปข้างหน้าอย่างสำคัญแล้วในอิรัก คือสหประชาชาติโดยคณะมนตรีความมั่นคงได้มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2547 รับรองร่างมติที่เสนอโดยสหรัฐฯ และอังกฤษในการถ่ายโอนอำนาจคืนให้ชาวอิรักภายใน 30 มิถุนายน 2547 นี้ โดยให้สหประชาชาติเข้ามารับผิดชอบต่อไปทั้งยังคงให้กองกำลังของสหรัฐฯเป็นแกนนำในการรักษาความสงบอยู่ในอิรักต่อไปในนามของกองกำลังสหประชาชาติ นั่นถือว่าเป็นความสำเร็จทางการทูตของสหรัฐฯ ที่จะช่วยเพิ่มความชอบธรรมให้สหรัฐฯต่อไป และจะลดเงื่อนไขของฝ่ายผู้ก่อการร้ายที่จะอ้างเป็นเงื่อนไขปฏิบัติการก่อการร้ายอยู่ในอิรักในปัจจุบันอยู่อีกส่วนหนึ่ง รวมทั้งอาจช่วยลดกระแสการเมืองภายในประเทศพันธมิตรที่ส่งกำลังเข้าไปในอิรักในรูปแบบต่างๆ ที่กำลังกดดันรัฐบาลของตนให้ถอนทหารกลับออกมา
...... ผมเห็นว่าทั้งหมดที่ได้นำมาให้ได้อ่านกันนั้น หากเป็นเมื่อสัก 100 ปีที่แล้ว ก็จะชัดเจนว่าเหตุการณ์ทั้งของอิรักและเวียดนามใต้นั้น ก็คือการสูญสิ้นชาติดีๆ นี่เอง เวียดนามใต้ดูจะชัดเจนกว่าในยุคปัจจุบันเพราะหากเราไปถามเยาวชนวัยรุ่นของเราที่มีอายุ 20 ปีลงมาคงหาคนรู้จักประเทศเวียดนามใต้ได้น้อยคน เพราะปัจจุบันไม่มีแผนที่ของประเทศนี้อยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว มีเพียงเวียดนามหนึ่งเดียวเท่านั้น เวียดนามใต้ถือกำเนิดขึ้นมาและล่มสลายลงไปด้วยเวลาเพียง 20 ปี ความล้มเหลวของผู้บริหารประเทศและความย่อหย่อนประสิทธิภาพของกองทัพ จิตสำนึกแห่งความเป็นชาติและความรักชาติของประชาชน ที่ประกอบกันขึ้นเป็นรัฐ เป็นอย่างไรก่อนที่จะสูญชาติ ผมคิดว่าท่านผู้อ่านคงได้ซึมซับจากบทวิเคราะห์ข้างบนแล้ว แม้แต่การสูญสิ้นเอกราชของชาติ(ชั่วคราว)อย่างอิรัก ก็เป็นบทเรียนที่ดี ที่เราควรต้องนำมาเป็นตัวอย่างให้ลูกหลานเยาวชนเราได้รับรู้
...... สิ่งที่น่ากังวลใจในสังคมทั่วไปของเรา หรือแม้กระทั่งในกองทัพเราเองก็เถอะ เราได้มีการตรวจสอบกันบ้างไหมว่ามีสภาพเช่นไร ใกล้เคียงหรือว่ายังห่างไกลกับสภาพของเวียดนามใต้และของอิรักก่อนที่ทั้ง 2 ประเทศดังกล่าวจะสูญชาติ เพราะหากเรามีสภาพใกล้เคียงกับเขาเมื่อมีข้าศึกมาประชิดก็ยากที่จะเอาชนะและรักษาชาติของเราไว้ได้ ความเสื่อมของกองทัพเวียดนามใต้ตัวชี้วัดที่ดีก็คือโรงเรียนนายร้อยและนักเรียนนายร้อย ดาลัต เมื่อปี 2509 นั่นเอง
.แล้วของเราล่ะเป็นอย่างไร
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
บทความต่อไป
แหล่งกำเนิดนักรบพิเศษ

กลับสู่หน้าหลัก
|

โดย พันเอก ธงชัย รอดย้อย
rodyoi@yahoo.com

กลับสู่หน้าหลัก

เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน
ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า
Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
|