อำนาจเป็นใหญ่ในโลก
บันทึกของผู้บัญชาการชาวพุทธ ท่านคิดอย่างไร

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
บทความที่ผ่านมา เฮ้ย…จำหน่ายกูด้วย

…......ผมได้รับหนังสือเล่มหนึ่งจากเพื่อนต่าย(พ.อ.กัมปนาท บัวชุม) ให้ลองเอามาอ่านดู ชื่อเรื่องว่า “ผู้บัญชาการชาวพุทธ : ความทรงจำของนายพลนากามูระ เกี่ยวกับเมืองไทยสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา “ หนังสือเล่มนี้แปลมาจากต้นฉบับของผู้เขียนคือ พลเอกอาเคโตะ นากามูระ อดีตผู้บัญชาการกองกำลังญี่ปุ่นประจำเขตประเทศไทย ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง คือ เขาได้รับแต่งตั้งและมาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ 21 มกราคม 2486 จนกระทั่งญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม หนังสือเล่มนี้เขาเขียนขึ้นในปี 2500 หลังจากกลับไปญี่ปุ่นแล้ว และหลังจบสงครามแล้วนับสิบปี บันทึกส่วนตัวของเขาช่วงที่อยู่เมืองไทยได้ถูกทหารอังกฤษยึดไป และไม่ทราบว่าปัจจุบันยังเก็บอยู่หรือไม่และอยู่ที่ใด เขาบอกว่าเขาใช้ความเป็นชาวพุทธของเขาและหลักธรรมมาใช้ในการปฏิบัติงานในประเทศไทย ผมอ่านดูแล้วก็อดไม่ได้ที่จะนำบางตอนมาถ่ายทอดเล่าสู่กันฟังบ้าง

…...... กองทัพญี่ปุ่นที่เข้ามาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในย่านภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเรียกว่ากองทัพใหญ่ภาคพื้นทิศใต้ มีกองบัญชาการอยู่ที่สิงคโปร์ มีกองทัพในบังคับบัญชาได้แก่
  • 1) กองทัพภาคพม่า
  • 2) กองทัพประจำอินโดจีน-ฝรั่งเศส(เวียตนาม ลาว กัมพูชา)
  • 3) กองทัพที่ 27 ประจำปาปัวนิวกินี
  • 4) กองทัพที่ 16 ประจำชวา
  • 5) กองทัพที่ 25 ประจำสุมาตรา
  • 6) กองทัพที่ 15 ประจำพม่า
  • 7) กองกำลังรักษาบอร์เนียว
  • 8) กองทัพประจำประเทศไทย

    …...... ในส่วนของกองทัพประจำประเทศไทยนั้นมีกองบัญชาการอยู่ที่กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนถนนสาทร ใช้อาคารที่ได้รับมอบจากสมาคมพาณิชย์จีนแห่งกรุงสยาม มีหน่วยรอง เมื่อเขาเริ่มมารับตำแหน่งได้แก่
  • 1) กองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 82 ตั้งอยู่ในบริเวณสวนลุมพินี
  • 2) กองสารวัตรทหารที่ 2
  • 3) กองร้อยรถยนต์พิเศษ
  • 3) กองร้อยต่อสู้อากาศยานอิสระ
  • 4) กองทหารส่งกำลังบำรุง
  • 5) โรงพยาบาลที่ 16
  • 6) ค่ายเชลยศึกที่ 340

    …...... หลายคนที่เคยดูหนังเรื่องคู่กรรม พระเอกโกโบรินายทหารชาวญี่ปุ่น กับนางเอกชาวไทย หนังอาจจะสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป แต่จากหนังสือที่เขาเขียนนั้น ระบุว่ากองกำลังของญี่ปุ่นในประเทศไทยมิได้ใหญ่โตอะไร กำลังรบส่วนใหญ่จะอยู่แถบหมู่เกาะแปซิฟิก สิงคโปร์ หรือแม้แต่ในพม่า ซึ่งเขาเล่าว่าญี่ปุ่นต้องการใช้กำลังจากพม่าบีบขึ้นไปกดดันกำลังรบของจีนที่ถอยร่นพ่ายแพ้ญี่ปุ่นแถบชายฝั่งหนีลึกเข้าไปในพื้นทวีป และยังคงต่อสู้อยู่ ทั้งนี้ในหนังสือเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองของฝ่ายสัมพันธมิตรนั้น อังกฤษกับอเมริกาก็ใช้เส้นทางจากพม่าส่งอาวุธให้กับจีน นั่นคือสิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการตัดเส้นทางส่งกำลังเส้นนี้เช่นกัน ความอหังการของญี่ปุ่นนั้นผมเข้าใจว่าน่าจะเริ่มมาตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเสียอีกเมื่อญี่ปุ่นเอาชนะกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียที่เดินทางจากฐานทัพในอ่าวฟินแลนด์อ้อมทวีปแอฟริการอนแรมมา 6-7 เดือนมาพ่ายแพ้ให้แก่ญี่ปุ่นแถวช่องแคบซูชิมา(Tsushima) ทะเลญี่ปุ่น ตรงข้ามเมืองปูซานของเกาหลีใต้ เมื่อ 27 พฤษภาคม 2448 สงครามทางเรือครั้งนั้นถือเป็นครั้งแรกในยุคใหม่ที่ชาวเอเชียสามารถเอาชนะพวกยุโรปได้ ทำให้พวกยุโรปเกรงใจญี่ปุ่นเรื่อยมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง

    …...... กลับมาทางพม่าต่อ กองทัพญี่ปุ่นในพม่าประสบปัญหาการส่งกำลังทางเรือไปให้กำลังทางบกที่ย่างกุ้ง เพราะเรือลำเลียงญี่ปุ่นมักถูกเรือดำน้ำของสัมพันธมิตรลอบมาโจมตีจมบ่อยมากขึ้นในฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ทะเลอันดามัน ญี่ปุ่นเลยตัดสินใจก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะจากไทยเข้าพม่าเพื่อใช้เป็นเส้นทางหลักส่งกำลัง โดยใช้แรงงานเชลยศึก เส้นทางนี้วิศวกรอังกฤษเคยสำรวจและประมาณว่าต้องใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี แต่ความจำเป็นของญี่ปุ่น ได้ส่งวิศวกรมาสำรวจและกำหนดให้ก่อสร้างให้เสร็จภายใน 1 ปี เมื่อเริ่มสร้างไปแล้วความเร่งด่วนทางยุทธการมีมากขึ้นจึงเร่งให้เสร็จภายใน 8 เดือน แต่ก็สามารถสร้างได้แล้วเสร็จก่อนกำหนด 8 เดือนถึง 9 วัน ทันใช้งานในช่วงปลายสงครามอยู่ระยะหนึ่ง นายพลนากามูระรู้สึกเสียใจที่เส้นทางรถไฟสายนี้ถูกขนานนามว่าทางรถไฟสายมรณะ ด้วยมีการกล่าวขานว่าใช้แรงงานเชลยศึกอย่างทรมาน จนเสียชีวิตไปจำนวนมากเพื่อเร่งก่อสร้าง แต่เขาเห็นว่าที่เชลยศึกเสียชีวิตจำนวนมากนั้นเพราะเกิดอหิวาตกโรคระบาดในค่ายเชลยศึกต่างหาก ปัจจุบันผมว่าหลายคนคงได้เคยไปเที่ยวชมเส้นทางรถไฟสายนี้กันมาบ้างแล้ว ส่วนใหญ่ถูกรื้อออกไปและแนวทางรถไฟเดิมบางช่วงก็ถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนเขาแหลมทำให้ลำน้ำแควน้อยมีระดับสูงขึ้นจนท่วมแนวทางรถไฟที่เลียบลำน้ำไปยังอำเภอสังขละบุรี ออกพม่าที่ด่านเจดีย์สามองค์

    …...... การเข้ามารับตำแหน่งของนายพลนากามูระ เขามีงานที่ต้องทำให้คนไทยไม่ต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่งภายหลังเขาพบว่าสาเหตุเพราะทหารญี่ปุ่นไม่เข้าใจขนบธรรมเนียมของไทย เช่นชอบตบหัว ชอบแก้ผ้าอาบน้ำกันอย่างโล่งแจ้ง จึงเป็นปัญหาคาใจกัน ตลอดจนหนี้สินที่กองทัพญี่ปุ่นก่อขึ้นแล้วไม่ยอมใช้หนี้ ฯลฯ เมื่อเขาเข้ามาแล้วภายหลังได้มีการทำคู่มือนับแสนเล่มแจกให้ทหารญี่ปุ่นทุกคนในไทยใช้เป็นคู่มือในการปฏิบัติตน และเร่งชำระหนี้ เขาอ้างว่าในยุคของเขาคนไทยก็ลดการต่อต้านญี่ปุ่นลง

    …...... นอกจากนี้ยังมีบางตอนที่เขากล่าวถึงความสัมพันธ์กับผู้นำรัฐบาลไทย คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ว่าความร่วมมือไม่ค่อยดีนัก แม้ว่าญี่ปุ่นจะมอบดินแดน ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู คืนให้ไทยจากอังกฤษก็ตาม แต่ในวันประกาศมอบ จอมพล ป. ก็มิได้แสดงอาการยินดีอย่างที่ญี่ปุ่นปรารถนา หนำซ้ำเมื่อญี่ปุ่นจัดการประชุมวงศ์ไพบูลย์แห่งเอเชียขึ้นที่โตเกียวเพื่อจุดมุ่งหมายรวมกลุ่มชาวเอเชียขับไล่พวกฝรั่งยุโรปออกไปจากการยึดครองเอเชีย จอมพล ป.ก็มิได้ไปร่วมด้วยตนเอง แม้ว่าญี่ปุ่นจะให้เอกอัครราชทูตมาเชิญถึง 3-4 ครั้ง และนายพลนากามูระไปเชิญด้วยตนเองอีกด้วยก็ตาม แต่เขากลับส่งผู้แทนไปร่วมประชุม ผิดจากนายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีคนต่อมาหลังจากจอมพล ป. ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะกฎหมายงบประมาณย้ายเมืองหลวงไปไว้ที่เพชรบูรณ์ไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา นั้นกลับให้ความร่วมมือกับเขาดีกว่าจอมพล ป. เสียอีก

    …...... ความที่มีกำลังรบของญี่ปุ่นอยู่อย่างเบาบางเขาเห็นว่าเปิดโอกาสให้เสรีไทยมีพื้นที่ มีเสรีเคลื่อนไหว และมีข่าวลือว่ามีการกระโดดร่มลงของเสรีไทย และมีการสร้างสนามบินของฝ่ายสัมพันธมิตรในพื้นที่ชนบทห่างไกล และเขาเองก็ไม่แน่ใจว่ามีผู้นำไทยระดับใดบ้างที่นิยมชมชอบฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการในขณะนั้นที่เขาไม่อาจแตะต้องได้ รวมทั้งอธิบดีกรมตำรวจที่ชอบทำตัวลึกลับ และเป็นคนที่เขาขอพบตัวได้ยากที่สุด

    …...... เมื่อปลายสงครามกองทัพญี่ปุ่นในไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นให้เขาบังคับบัญชาถึงประมาณ 150,000 นาย เพราะกองทัพที่พ่ายแพ้จากพม่า จากมลายูต่างก็ถอยร่นมารวมกำลังกันใหม่ในไทย เขาได้ไปร่วมลงนามยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรที่สิงคโปร์ ที่นั่นชาวจีนจงเกลียดจงชังทหารญี่ปุ่นมาก ต่างสาปแช่งก่นด่าขบวนรถผู้นำทหารญี่ปุ่นที่ไปร่วมพิธีตลอดเส้นทางในสิงคโปร์ ต่างจากในประเทศไทยที่กลับมีผู้คนให้ความเห็นใจทหารญี่ปุ่นที่พ่ายแพ้ เมื่อถึงคราวต้องยอมจำนนในไทยกำลังรบญี่ปุ่นถูกนำไปตั้งค่ายให้อยู่รวมกันที่ทุ่งสนามเป้า เขาเล่าว่าที่นั่นทหารญี่ปุ่นปลูกผักปลูกหญ้ากินกันเองจนพื้นที่แถบนั้นเขียวชอุ่มไปหมด ก่อนที่ทหารเหล่านั้นจะถูกส่งกลับไปญี่ปุ่น

    …...... บันทึกที่เขาเขียนขึ้นนี้ยังมีเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยอีกมาก แต่ก็อย่างที่เราทราบกันดีนั่นแหละครับคนบันทึกประวัติศาสตร์ก็มักจะบันทึกเข้าข้างตนเองเสียส่วนมาก อย่างไรก็ดีก็จะต้องมีข้อความจริงปะปนอยู่บ้างเช่นกัน แต่เมื่อได้คุยกับเพื่อนต่ายแล้วผมก็เห็นพ้องกันว่าสิ่งที่น่าศึกษาและอัศจรรย์ใจคือ การที่เขาสามารถปกครองทหารของเขาที่พ่ายแพ้สงครามนับแสนนายก่อนที่จะส่งกลับญี่ปุ่นอีกหลายเดือนให้อยู่ในระเบียบวินัยได้ นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาและน่าศึกษาคนอย่างเขาเป็นอย่างยิ่ง เพราะการปกครองทหารที่ได้ชัยชนะในสงครามน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะมีปัญหาปวดหัวเท่า นอกจากนี้ยังอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงความมีวินัยอย่างสูงของทหารญี่ปุ่นที่แม้จะพ่ายแพ้สงครามแต่ก็ควบคุมกันอยู่ในวินัยได้อย่างดีเยี่ยมเช่นนั้น

    …...... หันกลับมาดูทหารไทยเราเองบ้าง จะมีวินัยได้สูงอย่างเขาหรือเปล่า เพราะคนที่จะมีวินัยดีได้ก็ต้องเพราะการฝึกที่เข้ม มีผู้บังคับบัญชาที่เอาใจใส่ มีขวัญกำลังใจที่สูง มีจิตใจรุกรบ ทหารญี่ปุ่นนั้นยืนฟังพระบรมราชโองการยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรขององค์จักรพรรดิด้วยน้ำตานองหน้า ด้วยจิตใจที่ยังรุกรบ และไม่ยอมพ่ายแพ้ถ้าผู้บังคับบัญชาไม่สั่งให้หยุดยอมแพ้…นี่แหละความเป็นชนชาติมหาอำนาจของเขา ไม่ใช่เพราะความที่มีวัตถุสิ่งของมากมายแล้วจึงจะไต่บันไดขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจได้อย่างที่หลายคนเข้าใจและเห็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น
    ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

    บทความต่อไป
  • สุดท้ายก็จบที่เงิน…หรือ?

    กลับสู่หน้าหลัก

  • โดย พันเอก ธงชัย รอดย้อย
    rodyoi@yahoo.com

    กลับสู่หน้าหลัก

    CounterSee who's visiting this page.

    เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

    ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
    บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 3 มี.ค. 47 นำขึ้นเวบเมื่อ 26 ต.ค. 48
    โดย พันเอก ธงชัย รอดย้อย ต้องการติดต่อผู้เขียนบทความ rodyoi@yahoo.com