อำนาจเป็นใหญ่ในโลก
เฮ้ย…จำหน่ายกูด้วย ท่านคิดอย่างไร

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
บทความที่ผ่านมา กองพลน้อยชุดรบยานเกราะโจมตีเคลื่อนที่เร็ว(Striker Brigade Combat Team: SBCT) และ Future Forc

…......ผมถูกขอร้องแกมบังคับจากเพื่อนอีกแล้วว่าให้หาเรื่องเบาๆ มาเขียนสลับลงให้พวกเราได้อ่านกันบ้าง ชื่อเรื่องจึงเลยดูไม่ค่อยสุภาพก็ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า เพราะทหารเราในหมู่เพื่อนๆ ก็มักจะใช้คำพูดแบบเป็นกันเองสมัยสุโขทัย เพราะถ้าพูดไพเราะก็ดูเหมือนว่ามันจะดัดจริตอย่างไรไม่รู้ สำหรับผู้อ่านทั่วไปที่ถ้าหากแวะเข้ามาอ่านในเว็บไซต์นี้ก็ต้องขออภัยเป็นกรณีพิเศษด้วย

…......ความที่ผมจบชั้นมัธยมมาจากต่างจังหวัด ในชีวิตไม่เคยรู้จักทหารมากไปกว่าการเรียน รด. ที่ก็เรียนๆไปแบบนั้น ไม่ได้จริงจังอะไรมากมาย ไม่ได้หวังแม้แต่จะเอามาเป็นหนังสือรับรองให้ได้คะแนนสอบเข้าโรงเรียนทหารเพิ่มด้วยซ้ำ ก็เลยไม่รู้จักคำศัพท์แสงที่ใช้กันในหมู่ทหารเราที่ใช้กันเท่าไหร่ โดยเฉพาะไอ้คำว่าจำหน่ายนี่ก็เหมือนกัน ผมมารู้จักลึกซึ้งดีพอก็ตอนเข้ามาเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารนี่แหละ และก็เกลียดไอ้คำว่า “เฮ้ย…จำหน่ายกูด้วย” มากที่สุดก็ตอนอยู่ปี 1 กับปี 5 ก่อนจบออกมาเป็นว่าที่ร้อยตรีพร้อมเพื่อนๆ เรานั่นแหละ

…...... เริ่มปีหนึ่งก่อนเลย ผมไม่รู้ว่าดวงผมมันทำไมถึงได้ดวงดีไปอยู่ร่วมตอนกับเพื่อนอย่าง “อ๊อฟ” ด้วยก็ไม่รู้ เราคงจำกันได้ดีว่าที่โรงเรียนเตรียมทหารที่อยู่ข้างสวนลุมพินีนั้นอาคารโรงนอนที่เขาจัดให้พวกเราพักกันอยู่นั้นก็คืออาคารรูปตัว I มี 5 ชั้น ผมอยู่ชั้น 5 ชั้นบนสุดห้อง 504 เพื่อนๆ เหล่าทหารบกที่สำคัญๆ นี่ก็ได้แก่ มนัส ศิระ วรพันธ์ กฤตติภูมิ รวมทั้ง อ๊อฟ ด้วย ผมจำได้แม่นว่าอาจารย์คณิตศาสตร์เรียกมันว่า “เจ้าหน้า Question Mark” เพราะอาจารย์เขาถามเวลาสอนจบว่ามีใครสงสัยบ้าง มันตกใจตื่นงัวเงียขึ้นมาหน้าตาเลยยุ่งเป็นเครื่องหมายคำถาม (ตอนกำลังหลับอาจารย์มัวแต่สอนไม่ทันเห็นมันหลับ)

…...... ทุกเช้าเวลาเสียงแตรปลุกดังขึ้นพวกเราส่วนใหญ่ก็จะรีบตื่นมาเปลี่ยนเป็นชุดกีฬาหรือชุดพละฯ ลงไปเข้าแถวหน้าอาคาร เพื่อเตรียมเล่น PT หรือออกกำลังกายกัน เป็นกิจวัตรประจำวัน ถึงตอนนั้นก็จะมีการตรวจนับยอดกำลังพลกันละว่าใครขาดหายไปไหนบ้าง ใครเข้าเวร ใครไปไหน จำหน่าย ไปกี่คน เหลือมาเล่นพละฯ กันกี่คน ผมเป็นหัวหน้าตอนก็จะต้องมีหน้าที่จำหน่ายยอดว่าใครหายไปบ้าง เลยเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องคอยไล่ปลุกพวกที่ไม่ยอมตื่นขี้เกียจมาออกกำลังกาย ให้ลงมาให้ครบไม่อย่างนั้นก็จำหน่ายไม่ออก จะมั่วก็ลำบาก เพราะพี่ๆ ผู้หมวดกรมนักเรียน อย่างพี่ ชด ชลารักษ์ นั่นแกก็เขี้ยวอยู่แล้ว

…...... ขอโทษทีเถอะปีนั้นทั้งปีผมไม่แน่ใจว่า อ๊อฟ ของเรามันลงมาเล่นพละกี่ครั้ง เพราะเวลาผมไปปลุกมันทีไร ดึงผ้าห่มก็แล้ว ลากขาก็แล้ว มันนอนอยู่เตียงบน (เตียงนอนเป็นแบบสองชั้น จัดเป็นกลุ่มสองชุดคู่กันรวมสี่ที่) มันก็จะโผล่หน้างัวเงียเป็น Question Mark ของมันออกมาบอกกับผมว่า เฮ้ย…จำหน่ายกูด้วย ….โห…ไอ้ที่มันพูดน่ะง่ายจริงๆ แต่เวลาผมลงไปจำหน่ายยอดน่ะสิมันไม่ง่ายอย่างที่มันพูดเลย ผมก็ไม่ชอบโกหกผู้บังคับบัญชาด้วย มันเลยบอกว่า “จำหน่ายว่ากูป่วยก็แล้วกัน” ผมก็จำหน่ายตามที่มันบอกเพราะถือว่าผมไม่ได้โกหกนี่ ก็บอกตามที่มันบอกว่าป่วย ส่วนมันจะป่วยจริงหรือไม่เป็นอีกเรื่องนึง แล้ววันหนึ่งก็เจอดี เขาก็จับได้(กรรมคงตามสนอง) ผมเลยโดนสั่งพุ่งหลังเป็น 100 ยกเลย ที่จริงไอ้การพุ่งหลังนี่มันก็เป็นท่าออกกำลังกายท่าหนึ่งถ้าทำสัก 10-20 ยก แต่ถ้าโดน เป็น 100 ยกขึ้นไป นี่ ชัวร์ครับ โดนลงโทษ ไม่ใช่การออกกำลังกาย! แต่ขอโทษทีเถอะ จากนั้นมาบทเรียนครั้งนี้ก็หาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้มันไม่ มันก็ยังอาศัยหลบเลี่ยงได้บ้างไม่ได้บ้างไปตามประสาของมัน

…...... ผมก็เข้าใจมันนะครับ! ว่ามันอาจจะชอบนอนหลับตอนเช้ามืดเพราะเราก็ทราบกันดีว่าอากาศตอนเช้าในกรุงเทพฯนั้นมักจะเย็นสบายตอนเช้า ส่วนเวลาดึกดื่นนั้น มันอาจจะไปเป็นนกฮูกอยู่แถวไหนผมก็ไม่ได้ตามไปเช็คยอดมันเหมือนกัน ทุกวันนี้ผมพยายามจะแก้แค้นมัน ด้วยการหลอกล่อ ยุให้มันสมัครไปอยู่ในหน่วยรบพิเศษ มันจะได้เจอไอ้ที่เหนื่อยซะบ้าง แต่มันก็ยังไม่ยอมหลงกลผมซักที ไม่เป็นไรผมจะพยายามต่อไป

…...... ส่วนตอนอยู่ปี 5 นะหรือครับ อาจต้องเรียกได้ว่าผมนี่ดวงเฮงที่สุดก็ว่าได้เพราะได้มาอยู่ในกองพันที่ 1 ที่มีพี่ นพ ท่านเป็นผู้พัน พร้อมด้วย พี่รูญ พี่โต้ง ที่เป็นผู้หมวดผู้กอง พวกเพื่อนก็คงทราบกิตติศัพท์กันดีอยู่แล้วว่าพี่ๆ แกที่ว่าน่ะ ฝืดขนาดไหน (คำว่าฝืดนี่ก็คือ เจ้าระเบียบ ไร้เหตุผล ไม่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ผ่อนสั้นผ่อนยาว ตามความเห็นของเราในยุคนั้น) ผมกับเพื่อนร่วมรุ่นเราจำนวนหนึ่งก็อยู่กันที่อาคารกองร้อยที่ 3 ที่โรงเรียนนายร้อยฯ ที่เขาชะโงก ยุคนั้นเขาจะเข้มงวดพวกนักเรียนปีห้าปีสุดท้ายอย่างพวกเรามากกว่าพวกน้องๆ ชั้นถัดลงไป การรวมพล การเข้าแถว ต้องตรงเวลาเปรี๊ยะ ห้ามจำหน่ายโดยไม่มีเหตุผล

…...... ที่จริงอยู่กองร้อยที่ 3 นี่ก็ดีนะครับ เพราะมันอยู่ใกล้สโมสรนักเรียนนายร้อย หิวขึ้นมาก็เดินลงกองร้อยไปสั่งอะไรกินได้ง่ายกว่าพวกที่อยู่กองพันที่ 4 ที่อยู่ลึกเข้าไปอีก หากหิวแล้วเดินไปเดินกลับก็เหงื่อตกพอดี ยกเว้นไอ้พวกชั้นห้าอย่างเราที่ชอบกินแรงเขาใช้ให้น้องเล็กต่ำสุดนั่นแหละรวบรวมรายการแล้วไปซื้อมาให้ทีเดียว ตอนอยู่กองพันที่ 1 นี่ก็มีเรื่องราวกันไม่น้อยแน่นอน อย่างวันหนึ่งมีการตรวจโรงนอน ตรวจตู้เสื้อผ้า ของที่เจอในตู้ของพี่นึกเพื่อนเรา แล้วทำเอาขำกันกลิ้งเลย ก็เพราะดันไปเจอเหล้าขาวอยู่ในตู้มัน แค่นั้นไม่เท่าไหร่ หนอย! มันดันให้การว่าเอาเข้ามาไว้ผสมยาดองกิน ไม่รู้มันจะบำรุงอะไรนักหนา ตอนนั้นก็อายุกันแค่ยี่สิบต้นๆ

…...... เช้าวันหนึ่งผมก็รีบเดินลงจากกองร้อยจะไปเข้าแถวเตรียมไปกินข้าวเช้าที่โรงเลี้ยง ตามกิจวัตรก็เจอเพื่อนเราคนหนึ่งมันกระซิบไม่ให้ดังลงไปถึงข้างล่างว่า “เฮ้ย…จำหน่ายกูด้วย” เอาอีกแล้วผมนึกถึงหน้าพี่รูญคู่ปรับมันทันทีเลย บอกว่า “กูกำลังตรวจความสะอาดกองร้อย” ที่จริงไม่ใช่เวรมันซักหน่อย แต่วันนั้นดวงดีมันรอดไปได้ แต่ต่อมาวันหลังๆ มันก็โดนบ้างรอดบ้าง จนกระทั่งจบมันก็ยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพี่รูญตลอดทั้งปีสุดท้ายที่เขาชะโงก ไม่รู้เดี๋ยวนี้ทำใจสนิทแนบแน่นกับพี่เขาได้หรือยัง ใช่ไหม เหว่ย….

…...... ตอนนี้ค่อยดีกว่าเดิมเยอะเพราะเพื่อนๆเรา ต่างก็แยกย้ายไปทำงานในหน่วยต่างๆ กันผมเลยไม่ต้องหวาดผวากับไอ้ประโยคที่ว่านี่จากเพื่อนๆตัวเจ๋งอีกแล้ว
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

บทความต่อไป
  • บันทึกของผู้บัญชาการชาวพุทธ

    กลับสู่หน้าหลัก

  • โดย พันเอก ธงชัย รอดย้อย
    rodyoi@yahoo.com

    กลับสู่หน้าหลัก

    CounterSee who's visiting this page.

    เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

    ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
    บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 22 ก.พ. 47 นำขึ้นเวบเมื่อ 26 ต.ค. 48
    โดย พันเอก ธงชัย รอดย้อย ต้องการติดต่อผู้เขียนบทความ rodyoi@yahoo.com