"หน้าที่หลักของทหารคือการรบ"
ประวัติหมวกทรงอ่อน(หมวกเบเร่ย์ Beret) ท่านคิดอย่างไร&xoxox

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

….........กองทัพอังกฤษเป็นกองทัพแรกของโลกที่นำหมวกเบเร่ท์มาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ หน่วยเชสซัวอัลพินที่ ๗๐ ของฝรั่งเศสทำการฝึกร่วมกับกองทัพน้อยรถถังของอังกฤษ หน่วยเชสซัวอัลพินที่ ๗๐ ได้สรวมหมวกคล้าย ๆ กับหมวกเบเร่ย์ขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้พลตรี ฮิ้ว เอลลิส ผู้บัญชาการกองทัพน้อยรถถังตระหนักว่าหมวกเบเร่ย์น่าจะเป็นส่วนประกอบศรีษะสำหรับพลรถถังที่ต้องเคลื่อนไหวในพื้นที่จำกัด แต่อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่าหมวกของหน่วยเชสซัวอัลพินที่ ๗๐ ยังมีรูปร่างที่ยังไม่เข้าท่านัก และรูปแบบของหมวกของพลรถถังฝรั่งเศสดูแล้วโทรมเกินไป ดังนั้นเขาจึงได้นำรูปแบบดังกล่าวมาดัดแปลงโดยใช้พื้นฐานของหมวกของคนสก็อตแลนและได้เสนอให้พระเจ้าจอร์จที่ ๕ รับรองเมื่อ พฤศจิกายน ๒๔๖๖ และได้รับการประกาศใช้เมื่อ มีนาคม ๒๔๖๗

….........ปัจจุบัน หน่วยทหารของอังกฤษทุกหน่วยจะสรวมหมวกเบเร่ย์ ยกเว้นกรมทหารที่ตั้งอยู่แนวชายแดนของสก็อตแลนด์และไอริช โดยหน่วยทหารรถถังรักษาพระองค์ หน่วยบินกองทัพบก กรมพลร่ม และหน่วยปฏิบัติการพิเศษของอังกฤษ จะไม่เคยสรวมหมวกอื่นใดเลยนอกจากหมวกเบเร่ย์ เช่น หมวกแก็ป) ส่วนหน่วยทหารอื่น ๆ ส่วนใหญ่จะสรวมหมวกเบเร่ย์ตามสีที่กำหนด (ดำ – เหล่าม้า เขียวเข้ม – ทหารราบ กากี- ปืนใหญ่, เขียว – คอมมานโด, แดงเข้ม – พลร่ม เป็นต้น) พันเอก นายพลมักจะสรวมหมวกเบเร่ย์ ของกรมหรือกองทัพน้อยที่เขาเคยบรรจุมาก่อนโดยมีเครื่องหมายยศติดบนหน้าหมวก กรมองครักษ์ฟูสิไลเออร์ และหน่วยเวลช ฟูสิไลเออร์ จะมีขนนกประดับกับหมวกเบเร่ย์เพิ่มเติม

….........ทางด้านกองทัพสหรัฐ หน่วยแรกที่สรวมหมวกเบเร่ย์เป็นหน่วยรบพิเศษที่สรวมหมวกเบเร่สีเขียว โดยมีประวัติเชื่อมต่อกับหน่วยคอมแมนโดของอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ หน่วยทหารจู่โจมหน่วยแรกของสหรัฐ ได้จัดตั้งขึ้นที่ไอแลนด์เหนือระหว่างหน้าร้อนปี ๒๔๘๕ หลังจากที่จบการฝึกที่ศูนย์การคอมแมนโดที่ประสาทอัสนาแครี่ในสก๊อตแลนด์ จึงทำให้หน่วยจู่โจมสหรัฐมีสิทธิในการสรวมหมวกคอมแมนโดของอังกฤษ แต่กองทัพบกสหรัฐไม่รับรองและหน่วยจู่โจมสหรัฐก็ไม่เคยสรวมหมวกเบเร่ย์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่หน่วยจู่โจมของสหรัฐได้สรวมหมวกเบเร่ห์สีดำแทน

….........เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๐๔ ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนาดี ผู้สนับสนุนการก่อตั้งหน่วยรบพิเศษของสหรัฐได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม ฟอร์ทแบรก ค่ายทหารของรบพิเศษสหรัฐ และได้กำชับให้พลจัตวา วิลเลี่ยม ยาบูโร่ เน้นย้ำให้กำลังพลรบพิเศษภายใต้การบังคับบัญชาสรวมหมวกเบเร่ย์เขียวในการต้อนรับตัวเขา เคนาดียังได้เขียนบันทึกอีกว่า “เขามั่นใจว่าเบเร่ย์เขียวจะเป็นเครื่องหมายของความพยายามในการเวลาข้างหน้า” และ “หมวกเบเร่ย์เขียวเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเลิศ เครื่องหมายของความกล้าหาญ และป้ายบอกถึงเป้าหมายในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ”

….........ต่อมานายพล ยาบูโร่ และ เอ็ดสัน ราฟ ได้ใช้พยายามในการชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมอีกหลายครั้ง จนในที่สุดได้รับอนุญาตให้ทหารรบพิเศษสรวมหมวดเบเร่ย์ได้

….........การสรวมหมวกเบเร่ย์ของกองทัพบกสหรัฐก่อนปี ๒๕๔๔ จะมีหน่วยจู่โจมในเบเร่ท์ดำ หน่วยพลร่ม เบเร่ท์แดง และหน่วยรบพิเศษ เบเร่ย์เขียว ส่วนเหล่าอื่น ๆ จะใส่หมวกแก๊ปลายพราง ซึ่งต่อมากระทรวงกลาโหมสหรัฐหรือเพนตากอนได้ตกลงให้บังคับให้ทหารบกทุกหน่วยสรวมหมวกเบเร่ย์สีดำตั้งแต่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นสีหมวกของหน่วยจู่โจม ซึ่งทำให้เกิดความโมโหต่อกำลังพลของหน่วยจู่โจมทั้งอดีตและปัจจุบันเป็นอย่างมาก จนมีอดีตกำลังพลคนหนึ่งประท้วงด้วยการเดินเท้าจากฟอร์ทเบนนิ่ง จอร์เจียร์ ไปยังกรุงวอชิงตันดีซี ระยะทางประมาณพันกิโลเมตร ประกอบกับการร้องเรียนอื่น ๆ จนกระทรวงกลาโหมยินยอมให้หน่วยจู่โจมสหรัฐเปลี่ยนสีหมวกให้ต่างจากเบเร่ย์ของทหารเหล่าอื่น โดยเปลี่ยนเป็นสีแทน (น้ำตาลอ่อน)

….........สำหรับประวัติการสรวมหมวกเบเร่ท์ของกำลังพลกองทัพบกไทยนั้น คงมีแต่หาหลักฐานไม่เจอ แต่ประมาณเอาว่าคงนำรูปแบบมาจากทหารสหรัฐและอังกฤษตามที่กล่าวมา เท่าที่ทราบจากการที่เคยเป็นอาจารย์แผนกจู่โจมและส่งทางอากาศ โรงเรียนทหารราบ ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์มาก่อน ครูเก่า ๆ ได้เล่าให้ฟังว่าสมัยศูนย์การทหารราบยังอยู่ที่ลบบุรี ประมาณปี ๒๕๐๑ - ๒๕๐๙ ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีโรงเรียนสงครามพิเศษและหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ การจัดของโรงเรียนทหารราบจะมีแผนกรบพิเศษอยู่ด้วยซึ่งมีหน้าที่ในการสอนและฝึกจู่โจมและโดดร่ม รวมทั้งสอนวิชาเกี่ยวกับสงครามพิเศษ หรือเข้าใจง่าย ๆก็คือการฝึกกองโจรนั่นเอง ผมเองก็เดาเอาว่าคงจะได้รับการถ่ายทอดมาอีกทีจากโรงเรียนทหารราบและศูนย์การทหารราบสหรัฐที่มีกรมจู่โจม และหน่วยรบพิเศษสหรัฐที่กำลังตั้งไข่กันอยู่ ในเวลานั้นทราบว่ามีการจัดตั้งหน่วยพลร่มหรือส่งทางอากาศแล้วซึ่งก็คือกองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๓๑ ซึ่งก็เดาอีกว่าน่าจะใส่หมวกแดงแล้ว และเดาต่อไปอีกว่าทหารรบพิเศษสมัยนั้นที่ยังไม่ได้แยกออกจากเหล่าราบโดยชัดเจนก็น่าจะเริ่มสวมหมวกแดงด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ราวประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๙ - ๑๐ ส่วนเบเร่ท์กากีแกมเขียว นักศึกษาวิชาทหาร เริ่มใส่ประมาณปี ๒๕๔๐ สีดำ แต่ก่อนเหล่าม้าไม่ทราบว่าเมื่อไร (คาดว่าสูสีกับทหารพลร่มและรบพิเศษป่าหวาย) ตอนนี้ทุกเหล่ายกเว้นพลร่มและรบพิเศษเริ่มใส่ประมาณปี ๒๕๔๑ - ๔๒ สมัย พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เป็น ผบ.ทบ. และเบเร่ท์พรางเคยเป็นของกองพลทหารราบที่ ๒ ประมาณ๒๕๓๐ กว่า ๆ ถ้าจะถามว่าเหล่าไหนเป็นเหล่าแรกของไทยก็คงมีให้เลือก คือ ทหารราบที่เป็นพลร่ม/รบพิเศษซึ่งตอนนั้นอยู่รวมกันในศูนย์การทหารราบ ที่ลพบุรีกับเหล่าม้า

.................เขียนมาถึงตรงนี้ก็เลยนึกถึงตัวเองขึ้นมาว่าผมเองใส่หมวกเบเร่ท์ครั้งแรกเมื่อไร ก็ทำให้นึกย้อนหลังกลับไปว่าผมมีหมวกเบเร่ย์ครั้งแรกนี่ก็ตอนเป็นลูกเสือซีเนียร์ตอนอยู่ ม.ศ. ๓ ที่โรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี ปี ๒๕๒๐ โดยมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยครูในการฝึกลูกเสือสามัญรุ่นน้อง ๆ แล้วก็ก็ทำหน้าที่จราจรทางเข้าหน้าโรงเรียน ตอนนั้นก็ใส่หมวกเบเร่ย์สีแดงเปลือกมังคุดจากนั้นก็เว้นไปประมาณ ๑๔ ปี ก็มาสวมหมวกแดงเปลือกมังคุดอีกครั้งตอนเป็นอาจารย์แผนกจู่โจมและส่งทางอากาศ โรงเรียนทหารราบ ศูนย์การทหารราบ ปี ๒๕๓๔ แล้วก็ยังสวมต่อตอนย้ายไปเป็น ผบ.ค่ายการฝึกรบพิเศษแก่งกระจาน ที่เพชรบุรี บ้านเกิด ตั้งแต่ พ.ย. ๓๕ จนเข้า รร.เสนาธิการทหารบก เมื่อ ปลาย ก.ย. ๓๗ จบมาเป็นรองผู้พันก็ได้สักปีสองปีก็มาสรวมหมวกเบเร่ย์ดำตามคำสั่งของ ผบ.ทบ. ที่ให้ทหารทุกคนที่เคยสวมหมวกแก็ปมาสรวมหมวกเบเร่ย์ดำ ใส่ได้ไม่ได้ปีก็ไปเปลี่ยนเป็นหมวกเบเร่ย์สีฟ้า ตอนไปทำหน้าที่ของกำลังทหารไทยของกองกำลังสันติภาพ สหประชาชาติ เมื่อ ๑ ก.พ. ๒๕๔๓ ใส่ได้หกเดือน ก็กลับไทยมาใส่หมวกหนีบปนหมวกเบเร่ท์ดำอยู่สองปีกว่าก็กลับไปใส่หมวกเบเร่ท์ฟ้าอีกครั้งแต่คราวนี้นานหน่วยเพราะใส่อยู่สามปีตั้งแต่ ๒๑ ก.ค. ๔๕ ถึง ๒๑ ก.ค. ๔๘ ตอนไปอยู่ที่สหประชาชาติ นิวยอร์ก ตอนนี้กลับมารับใส่หมวกดำเดินไปเดินมาแถวยะลา ปัตตานีได้สองสามเดือนแล้ว ก็ไม่รู้จะใส่นานขนาดไหน ยังไงถ้ามีการเปลี่ยนอาจนำมาเล่าสู่กันฟัง

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


กลับสู่หน้าหลัก

กลับสู่หน้าหลัก

CounterSee who's visiting this page.

เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 21 ธ.ค. 48
ถ้าท่านติดตั้งโปรแกรม ICQ ท่านสามารถส่งเวบนี้ไปยังเพื่อนของท่านที่อยู่ใน Contact list ใน ICQ ด้วยการคลิกที่ชื่อเพื่อนท่านใน Contact list แล้วเลือก Web Page address (URL) หน้าต่างใหม่จะเปิดขึ้นมา ดูว่าตรงกับชื่อ address ในเบราเซอร์ แล้วกด Send ได้เลย

ท่านสามารถส่งข้อความหาผมโดยตรงได้การพิมพ์ลงในช่องด้านล่างเรียบร้อย แล้วกด Send ได้เลยครับ

ICQ PeopleSpace Directory
View My Page

Page an ICQ User