" ประวัติศาสตร์มีความสำคัญยิ่ง โดยส่วนสำคัญที่สุดคือ เราต้องแยกแยะให้ได้ว่าส่วนใดที่ต้องจำและส่วนใดที่ต้องลืม"
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประวัติศาสตร์ที่ต้องไม่บิดเบือน ท่านคิดอย่างไร&xoxox

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

บทความต้นเรื่องเดิม โหมโรง รัฐนิยม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประวัติศาสตร์ต้องไม่บิดเบือน


………….. วันนี้วันที่ 21 กุมภาพันธ์ เป็นวันประธานาธิบดีปีนี้ ของสหรัฐ ซึ่งเป็นวันหยุดของคนสหรัฐ เพื่อรำลึกถึงผู้นำประเทศคนแรกของคนสหรัฐ นั่นก็คือ นายพล จอร์จ วอชิงตัน ที่แจ้งเกิดประเทศสหรัฐเมื่อสองร้อยกว่าปีมาแล้ว จนปัจจุบันกลายเป็นอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวในวันนี้ อันที่จริงแล้วอดีตประธานาธิบดีวอชิงตัน ไม่ได้เกิดวันนี้หรอกครับ เขาเกิดวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1732 แต่การนับวันเกิดบางแห่งบอกว่าเขาเกิดวันที่ 11 ก.พ. 1732 แต่ว่าวันที่ 22 ก.พ. ได้รับการยอมรับมากกว่า ซึ่งหลังจากประกาศอิสรภาพให้ประเทศ แล้วหนึ่งปีจึงได้กำหนดวันที่ 22 ก.พ. ของทุกปีเป็นวันหยุดเรียกว่าวันเกิดประธานาธิบดีวอชิงตัน ทำมาได้จนประธานาธิบดีลินคอน ถูกลอบสังหาร จึงมีวันระลึกถึงประธานาธิบดีลินคอนขึ้นโดยกำหนดเอาวันคล้ายวันเกิดคือ 12 ก.พ. ซึ่งบางรัฐก็ยกให้เป็นวันหยุดไปด้วย แต่ไม่ได้รับการยอมรับทั่วทุกรัฐ และเพื่อควบคุมไม่ให้มีความแตกต่างกันมากและเป็นการควบคุมจำนวนวันหยุดของชาติไม่ให้มากเกินไป(ประมาณไม่เกิน 10 วันต่อปี) รวมทั้งลดความสำคัญของปัจเจกบุคคลลงทางรัฐบาลกลางจึงกำหนดให้วันจันทร์ที่สามของเดือนกุมภาพันธ์ ทุกปีเป็นวันประธานาธิดี (ตัดคำว่าวันเกิดและชื่อบุคคลออกไป) เพื่อให้เป็นวันหยุดติดต่อสามวัน แนวทางเช่นนี้ได้นำมาใช้กับวันหยุดอื่น ๆ อีกหลายวันเหมือนกันซึ่งเป็นที่ถูกใจของประชาชนทั่วไป

........... เล่าเรื่องวันหยุดก็แถมหน่อยว่าวันหยุดตามกฏหมายของสหรัฐมีน้อยกว่าไทยกว่าเท่าตัว โดยของไทยมีปีละ 21 วัน (เท่าที่ทราบยังไม่มีประเทศไหนในโลกมีวันหยุดมากกว่าไทย) ของสหรัฐมี 10 วัน (วันที่ที่คงที่ 4 วัน คือ 1 ม.ค. วันปีใหม่, 4 ก.ค. วันประกาศอิสรภาพ, 11 พ.ย. วันทหารผ่านศึก, 25 ธ.ค. วันคริสมาสต์ , วันที่ปรับตามวันของสัปดาห์ 6 วัน คือ วันจันทร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ม.ค. เป็นวัน ดร.มาติน ลูเธอร์คิง, วันจันทร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ก.พ. เป็น วันประธานาธิบดี, วันจันทร์สัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ค.เป็นวันที่ระลึกทหารที่เสียสละชิวิตเพื่อชาติ , วันจันทร์สัปดาห์แรกของเดือน ก.ย. เป็นวันกรรมกร, วันจันทร์สัปดาห์ที่สองเดือน ต.ค. เป็นวันโคลัมบัส และวันพฤหัสสัปดาห์ที่ 4 ของเดือน พ.ย. เป็นวันขอบคุณพระเจ้า) ซึ่งใกล้เคียงกับสหประชาชาติ (เพียงแต่วันต่างกันอยู่บ้างแต่วันส่วนใหญ่จะหยุดตามสหรัฐ ) แต่เชื่อไหมว่าหน่วยงานบางหน่วยของไทยหยุดน้อยกว่าคนทั่วไปที่ทำงานในสหรัฐและสหประชาชาติ เนื่องจากมีวัฒนธรรมการทำงานแตกต่างกันแม้ว่าจะมีแหล่งวันหยุดต่างกัน คือ วันลาพักร้อนที่ได้เท่ากันคือ 30 วันต่อปี หรือ สองวันครึ่งต่อเดือน ที่ว่าต่างกันเพราะคนทำงานที่สหรัฐเขาถือว่าวันหยุดพักร้อนคือสิทธิของเขา ถ้าช่วงใดเขาไม่มีเรื่องเร่งด่วนเขาก็ลาตามสิทธิของเขาไม่มีใครถามว่าลาทำไม และการนับเขาก็นับวันลาตรงกับวันทำงานเท่านั้น ดังนั้น การลาติดต่อกันทีเดียวสามสิบวัน จะทำให้ลาได้ถึงสี่สิบกว่าวัน เพราะพ่วงเอาวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดงานของชาติรวมมาด้วย โดยยังคงรับเงินเดือนตามปกติ ซึ่งมีข้อดีคือ จำนวนวันทำงานของหน่วยจะยังคงทำได้มากเท่าเดิมไม่ได้ลดลงตามคนที่ลาเนื่องจากคนที่ไม่ได้ลาก็ทำแทนให้คนลาเพื่อรอให้ถึงคิวตนเองที่จะได้ลาเช่นนั้นบ้าง สำหรับในส่วนของไทยการลาพักร้อนเป็นเรื่องใหญ่แม้ว่าจะได้รับวันลาเท่ากับชาติที่พัฒนาแล้วคือ 30 วัน ใครลาได้อาทิตย์หนึ่งแสดงว่าต้องมีของดี หรือว่ามีน้ำอดน้ำทนต่อนินทาว่าร้ายของคนในที่ทำงานโดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาอย่างสูง การลาพักร้อนแต่ละครั้งจึงกลายเป็นสิ่งที่ต้องขอร้องและรอให้มีการประทานมาจากผู้บังคับบัญชาให้เป็นบุญคุณต่อกัน เหมือนกับจ่ายเงินเดือนหรือเงินบางประเภทที่เป็นสิทธิของผู้ปฏิบัติ แต่ก็มีบางคนที่ต้องการให้คนรับคิดว่าเป็นหนี้บุญคุณด้วยการให้เข้ามารับด้วยมือเพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าถ้าเขาไม่ให้คนรับก็ไม่มีทางได้ ตรงจุดนี้ใครถูกใครผิดผมเองคงไม่สามารถบอกได้เพียงแต่นำมาเป็นข้อคิดให้แก่ทุกฝ่ายได้มองเห็นอีกแง่มุมหนึ่งเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในแต่ละโอกาสต่อไป สรุปว่าวัฒนธรรมใครวัฒนธรรมมันแล้วัน

........... กลับมาเรื่องที่ผมจั่วหัวนำคือ จอมพล ป. ดีกว่าก่อนที่จะเลอะเทอะมากไปกว่านี้ วันหยุดวันนี้ที่สหรัฐส่งผลให้ผมซึ่งทำงานที่ สหประชาชาติ นิวยอร์ก พลอยฟ้าพลอยหยุดงานกับเขาไปด้วย (สหประชาชาติมีวันสำคัญมากมายที่เกิดจากหน่วยงานแต่ไม่มีวันหยุดที่เกิดจากตนเอง แม้แต่ วันที่ 24 ตุลาคม วันคล้ายวันก่อกำเนิดของสหประชาชาติก็ไม่ได้เป็นวันหยุด ถ้าตรงกับวันธรรมดา เจ้าหน้าที่ยังคงมาทำงานปกติ แต่จะมีพิธีระลึกเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตในรอบปีที่ผ่านมาด้วยการกล่าวคำไว้อาลัยและยืนสดุดีที่หน้าอาคารสำนักงานใหญ่ เย็น ๆ ก็มีการแสดงดนตรีที่ได้รับการสนับสนุน ถ้าตรงกับวันเสาร์อาทิตย์ก็เลื่อนมาจัดพิธีวันทำงานถัดมา)สำหรับวันหยุดอื่น ๆ จะมีปีละ 10 วัน โดยจะเป็นวันสำคัญทางศาสนาคริสต์ และอิสลาม แถมด้วยวันปีใหม่ 1 วัน พ่วงกับบางวันของวันชาติสหรัฐ เช่น วันชาติ วันประธานาธิบดี วันกรรมกร) แล้วก็บังเอิญอีกที่หิมะตกผมก็เลยไม่ได้ไปไหนนอนเฝ้าบ้านมาสองวันเสาร์อาทิตย์ก็เลยลุกขึ้นมาเขียนบทความเล่น โดยเอาเรื่องความสำคัญของวันประธานาธิบดีสหรัฐ มาผูกกับเรื่องผู้นำของเราในอดีต ที่ผมคิดว่าเจ๋งที่สุดของประวัติศาสตร์ไทยในความเชื่อของผม นั่นก็คือจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยอ่านบทความเก่าที่ผมรวบรวมข้อมูลผลงานของท่านไว้ ที่บทความเดิมของผมเมื่อ 1 มีนาคม 47 ชื่อ โหมโรง รัฐนิยม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประวัติศาสตร์ต้องไม่บิดเบือน

........... ซึ่งเท่าที่ดูสถิติก็มีคนเข้ามาอ่านลำดับหนึ่งของบทความของผมเลยก็ว่าได้ จึงคิดว่าคงมีคนสนใจจะหาข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุดตอนหนึ่งของไทยที่แปลกดีตรงที่ไม่มีใครสนใจจะชำระประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ ก่อนที่หลักฐานที่เป็นมนุษย์ในยุคนั้นจะล้มหายตายจากกันไปหมด และที่ตลกดีก็คือ เท่าที่ได้ยินการกล่าวอ้างของนักการเมืองฝ่ายค้านทั้งหลายในปัจจุบันก็มีแต่กล่าวในทางร้ายต่อ จอมพล ป. ทั้งสิ้น ซึ่งน่าเสียดายที่ไม่มีผู้รักความจริงออกมาชี้แจง เพื่ออย่างน้อยให้คนไทยได้ภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และความเก่งกล้าของคนไทยและทหารไทย

..... สำหรับคำถามคำตอบต่อไปนี้นั้น ในส่วนคำถามจะเป็นสิ่งที่มีคนยกนำมากล่าวเปรียบเปรยกับสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นสิ่งไม่ดีโดยไม่ทราบหรือตั้งใจจะไม่ทราบความเป็นมาที่แท้จริงในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม สำหรับคำตอบ คือสิ่งที่ผมประมวลมาจากการค้นคว้าและการวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องของคนยุคหลังต่อประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจของเราคนไทย และเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นและมีเวลาพอผมแนะนำให้กลับไปอ่านบทความ โหมโรง รัฐนิยม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประวัติศาสตร์ต้องไม่บิดเบือน กันก่อนนะครับ และผมหวังว่าแนวทางคำถามคำตอบนี้ จะมีผู้นำไปเป็นแนวทางในการเตรียมการวางแผนการปฏิบัติงานที่เป็นความเป็นความตายของประเทศ หรืออย่างน้อยก็มีคำตอบให้แก่ประชาชน ก่อนที่จะถูกผู้จ้องทำลายครอบงำความคิดจนแก้ไขอะไรไม่ได้

  • ทำไมจึงกล่าวว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีแนวความคิดว่าถ้าคนไทยสวมหมวกแล้วจะทำให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรือง จอมพล ป. ออกกฏหมายให้คนไทยต้องสวมหมวกหรือไม่

    .....ตอบ. แนวความคิดดังกล่าวเป็นการตีความจากการที่ที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ออกรายการวิทยุ (แบบรายการนายกทักษิณ พบประชาชนปัจจุบัน) ในช่วงสงครามที่ได้ลุกลามจากทางยุโรปมาสู่เอเซีย และจวนเจียนจะเข้าถึงประเทศไทย ซึ่งคาดการณ์ว่าไทยคงจะหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมสงครามไม่ได้ ท่านจึงได้กล่าวอุปมาอุปไมยในรายการวิทยุเพื่อให้แก่ประชาชนได้เตรียมตัวโดยท่านได้เปรียบเทียบวัฒนธรรมตะวันตก ที่คนทุกอาชีพจะมีหมวกของตนเอง เช่น พ่อครัว ตำรวจ นักบิน ทหาร เพื่อให้รู้ว่าตนมีหน้าที่อะไร ท่านจอมพล ป.จึงต้องการให้คนไทยเรา ตระหนักถึงภาระหน้าที่ของแต่ละคนมากกว่า ซึ่ง หากคนไทยตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตน และ ทำตนให้เป็น Professional แล้วประเทศไทยคงเป็นมหาอำนาจได้แน่นอน แต่บทความดังกล่าวได้ถูกตัดต่อคำพูดจากนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเป็น “นายกรัฐมนตรีบังคับให้คนไทยสวมหมวก เพื่อจะทำให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจ” เพียงให้คนที่ไม่ทราบที่มาที่ไป เกิดความรู้สึกในทางลบต่อผู้นำของประเทศยุคนั้น เพื่อหวังการทำลายทางการเมืองเท่านั้น และยังคงสร้างความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลออกกฏหมายให้ทุกคนต้องสวมหมวกซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

  • ทำไมจึงกล่าวว่า มีการทำลายวัฒนธรรมการเขียนหนังสือของไทยในช่วง รัฐบาล จอมพล. ป. พิบูลสงคราม โดยการเขียนหนังสือของไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยุคของจองพล. ป. เป็นนายก ด้วยการตัดพยัญชนะ ที่ออกเสียงซ้ำกัน รวมทั้ง ตัว ฤ ฤา ฅ ออกไป มากกว่า 20 ตัว จนเหลือ เกือบเท่ากับ จำนวนตัวอักษรอังกฤษโรมัน ทำไมถึงต้องทำเช่น

    .....ตอบ การเรียนหนังสือในสมัยการปฏิวัติ 2475 มีที่เรียนไม่กี่ที่ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองใหญ่ ๆ สำหรับคนที่เข้าถึงและมีเงินเท่านั้น คนต่างจังหวัดหรือที่เรียกว่าคนบ้านนอกจึงไม่มีโอกาสเรียนหนังสือกัน จะมีเรียนอยู่บ้างก็ตามวัด ที่มักต้องเป็นผู้ชายและบวชเป็นเณร คนส่วนใหญ่จึงกลายเป็นคนไม่มีการศึกษาซึ่งทำให้ประเทศชาติต้องเสียประโยชน์ไปด้วย เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐบาลจึงต้องการอุดช่องว่างนี้ ด้วยการบังคับให้ เด็กไทยทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายในสมัยนั้นต้องเรียนขั้นต่ำคือประถม 4 และเนื่องจากเหตุการณ์ของประเทศในยุคนั้นมีความวิกฤติอย่างอื่นตามมาด้วย ท่านจึงต้องเร่งให้เยาวชนไทย สามารถเรียนรู้หนังสือไทยได้อย่างรวดเร็ว และเด็ก ๆ ไม่กลัวการเรียนจากความยากและตัวอักษรรวมทั้งหลักการจำนวนมากของภาษาไทยที่มักใช้ในการแต่งบทประพันธ์โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นแนวความคิดที่จะลดจำนวนพยัญชนะจึงได้มีการนำมาใช้ แนวความคิดดังกล่าวนั้นยังทำให้มองถึงอนาคตว่าจะทำให้คนอายุมากและคนไทยในดินแดนที่ผนวกกลับเข้ามาเป็นของไทยในช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังจากคนในพื้นที่นั้นต้องไปเรียนภาษาฝรั่งอยู่หลายสิบปี เช่น พระตะบอง เสียมราฐ (แผ่นดินที่ตั้งของนครวัต ที่เป็นสาเหตุทำให้ไทยถูกประชาชนกัมพูชาส่วนหนึ่งเผาสถานทูตเมื่อ ม.ค. 47) สามารถเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อสร้างให้เขาไปคนไทยได้ง่ายขึ้น แบบเดียวกับเราสนับสนุนให้คนเรียน กศน.
    .........ในปัจจุบัน ถ้าแนวความคิดนั้นไม่ได้ถูกทำลายลงไป ก็เป็นไปได้ว่าประเทศเพื่อนบ้านรวมไปถึงประเทศที่อยู่ห่างไกลออกไปจะสามารถเข้าถึงภาษาไทยได้ง่ายและมากกว่าที่เป็นอยู่ แบบเดียวกับที่ภาษาอังกฤษที่ไม่ยุ่งยากในการเขียนมากนักจึงทำให้มีผลต่อความนิยมของคนทั่วโลกที่ต้องการจะเรียนภาษาที่สอง ถ้าจะเปรียบเทียบให้นักคอมพิวเตอร์เห็นได้ชัดก็คือ ก่อนที่จะมีวินโดว์ให้นักท่องเนทเล่นกันอย่างสนุกสนาน ณ วันนี้ ผู้ที่จะใช้คอมพิวเตอร์จำกัดอยู่ในเฉพาะผู้มีความรู้ระดับนักโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เท่านั้น เพราะต้องจดจำคำสั่งและเข้าใจว่าคอมพิวเตอร์ประมวลผลอย่างไร จนอดีตผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ไอบีเอ็มกล่าวว่าความต้องการคอมพิวเตอร์ของทั้งโลกจะมีไม่เกินห้าเครื่อง แต่หลังจาก บิล เกตต์ สร้างโปรแกรมวินโดว์ขึ้นมาได้ทำให้ทุกชาติทุกภาษา ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งทำให้ยอดคนใช้งานคอมพิวเตอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นเป็นสิบ ๆ ล้านในแต่ละปี ความแตกต่างของบิล เกตต์ ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และจอมพล ป. ในเรื่องภาษาไทย ก็คือ บิล เกตต์ และโปรแกรมวินโดว์ ยังไม่มีศัตรูที่เข้มแข็งเพียงพอที่จะทำลาย จนทำให้ภาษาอังกฤษ ได้รับการเผยแพร่ไปทะลุทลวงไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ๆ ยิ่งกว่าวิธีการใด ๆ ที่เคยมีมาอย่างบังเอิญพอ ๆ กับจำนวนเงินในกระเป๋าของเขาที่เพิ่มขึ้น ส่วน จอมพล. ป. ไปไม่ถึงดวงดาวที่จะเผยแพร่ภาษาไทย เนื่องจากไม่สามารถทำให้คนไทยทั่วไปเข้าใจความมุ่งหมายได้จึงต้องล้มเลิกไปในที่สุด

  • เหตุใดจึงมีการกำหนดแนวทางการตั้งชื่อคนไทยให้เป็นระเบียบแบบแผน เช่น ให้สามารถบ่งเพศได้ มีความหมายในทางดีงาม ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม

    .....ตอบ การตั้งชื่อของคนไทยสมัยก่อน 70 – 80 ปีก่อน คนไทยที่ไม่มีการศึกษาเมื่อมีลูกเกิดขึ้นมา แล้วต้องการตั้งชื่อให้ลูก ที่ง่ายที่สุดก็คือ ให้พระในหมู่บ้านตั้งชื่อให้ ชื่อพวกนี้ก็จะมีความหมายอยู่บ้าง เช่น บุญช่วย บุญทิ้ง บุญมา บุญมี แต่ถ้าคนที่ไม่คิดมาก ก็คิดตั้งกันเอาเอง เช่น ดำ แดง หมู แมว บางทีก็มีหมา ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นหญิงหรือชายแน่ ซึ่งก็ซ้ำ ๆ กัน แต่ถ้าอยากรู้ว่าเป็นชายหรือหญิงก็เติมคำนำหน้า เช่น อีหมู ไอ้แมว อย่างไรก็ตาม สำหรับในเมืองใหญ่แล้ว ก็จะมีการตั้งชื่อจากผู้ที่เชี่ยวชาญจากการตั้งชื่อโดยเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความหมายที่ยิ่งใหญ่ กว้างไกล น่าเกรงขาม ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับคนที่ไม่มีการศึกษา จอมพล ป. จึงเห็นว่าควรจะลดความแตกต่างระหว่างคนไทยด้วยกันได้อย่างหนึ่งก็คือการตั้งชื่อ จึงกำหนดแนวทางง่าย ๆ ให้ประชาชนทั่วไปได้นำไปใช้ เช่น ชื่อผู้ชายก็ควรแสดงถึงความเข้มแข็ง ชื่อผู้หญิงก็ควรแปลความหมายไปในทางอ่อนโยน แนวทางดังกล่าวได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังใช้คำเรียกเดิม ๆ บ้างในบางโอกาส เช่น อีหม..... ไอ้สั..... ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นคำหยาบคายไปแล้ว

  • ทำไมยุคจอมพล ป. จึงบังคับให้ใช้สรรพนาม คำแทนตัวเอง ว่า ฉัน แทนผู้ที่พูดด้วยว่า ท่าน บุคคลที่สามว่า เขา และมีคำ ขอบคุณ ขอโทษ และสวัสดี

    .....ตอบ ก่อนหน้านั้นการแบ่งชั้นวรรณะอย่างชัดเจนระหว่างคนไทย มีอยู่ทั่วไปแม้ว่าจะมีการเลิกทาสไปแล้วหลายสิบปี ซึ่งจะสามารถเห็นได้ชัดจากการใช้คำเรียก แทนตัวเองที่มีหลายแบบ เช่น กระผม ข้า กู อั๊ว บุคคลที่สอง เช่น มึง เอ็ง ท้าว บุคคลที่ 3 เช่น อี ไอ้ ไพร่ พณ หัวเจ้าท่าน ซึ่งแล้วแต่ว่าจะมีความต่างระดับขนาดไหน ซึ่งจอมพล ป. เห็นว่าการแบ่งชั้นช่นนั้น เป็นการไม่มีวัฒนธรรม และเป็นการกดขี่คนชาติเดียวกัน จึงได้กำหนดคำสรรพนามกลางให้ทุกคนที่เป็นคนไทยได้ใช้อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่คำนึงถึงระดับความรู้ ความรวย หรือ เชื้อชาติวงศ์ตระกูล ซึ่งมีเพียงอย่างเดียวของแต่ละบุคคลแบบเดียวกับภาษาอังกฤษ เช่น ตนเอง ก็ใช้คำว่า ฉัน บุคคลที่สอง ก็ใช้คำว่า ท่าน บุคคลที่สามก็ เขา และได้เพิ่มเติมคำกล่าว ขอบคุณ ขอโทษ และสวัสดี มาเพื่อให้คนมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นและสำนึกว่าไม่ คนไทยแต่ละกลุ่มแต่ละอาชีพต้องพึ่งพาอาศัยกัน มีการพบปะทักทาย รู้จักสำนึกในความช่วยเหลือของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเสมอกัน และรู้จักสำนึกว่าทุกคนสามารถทำผิดและกล่าวคำขอโทษได้

  • ทำไมจึงมีการหักหาญน้ำใจคนไทยด้วยการบังคับการห้ามกินหมาก และการตัดฟันทำลาย ต้นหมากและต้นพลู

    .....ตอบ การกินหมากแล้วก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้พบเห็นไม่น้อยกว่าความรำคาญของคนที่อยู่ใกล้คนสูบบุหรี่ก็คือ คนที่กินหมากจะต้องบ้วนน้ำหมากสีแดง ดีหน่วยถ้ามีกระโถน แต่ในสมัยนั้นคงหาได้ไม่ง่าย การบ้วนน้ำหมากจึงต้องบ้วนตามสะดวกคือน้ำหมากเต็มปากเมื่อไรก็บ้วน ดังนั้นตามถนนหนทาง หน้าบ้าน ร้านตลาด โดยเฉพาะที่ชุมชนหนาแน่นจึงเต็มไปด้วยรอยบ้วนน้ำหมาก ซึ่งอยู่ทนนานกว่าสะเลด ที่คนเชื้อจีนแก่ ๆ มักชอบขากถุยตามทางที่เราเห็นถึงความสกปรกที่ติดตามมา แต่สิ่งเลวร้ายกว่านั้นที่ซ่อนอยู่ก็คือ หมากทำให้สุขภาพช่องปากของคนไทยเสื่อมทรามลง เพราะคราบน้ำหมากไปเกาะฝังตัวโคนฟันเป็นหินปูนและก่อเชื้อโรคจนทำให้เกิดโรคเหงือกซึ่งทำให้ฟันมีปัญหาก่อนเวลาอันควร ซึ่งอาจจะมีคนบอกว่ากินหมากแล้วฟันดีเพราะน้ำหมากไปเคลือบแต่เขาลืมบอกไปว่าทำให้เหงือกเลว ซึ่งถ้าไม่มีเหงือกแล้วฟันที่แข็งแรงจะอยู่ได้อย่างไร อีกอย่างหนึ่งก็คือคนกินหมากจะมีลักษณะอาการเหมือนคนเสพยาคือเมื่อไม่ได้กินระยะหนึ่งจะมีอาการอยากด้วยการหาวเรอ แม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่ายาบ้า เฮโรอิน ในปัจจุบัน แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการบันทอนพลังของชาติได้เหมือนกัน รัฐบาลจอมพล ป. จึงได้รณรงค์ให้ประชาชนเลิกกินหมาก แบบเดียวกับการรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่ นั่นหมายความว่าคนกินหมากไม่ได้ทำผิดกฏหมาย แต่การกินหมากทำได้ยากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลไม่ส่งเสริมในการจัดหาสิ่งประกอบหลักคือ หมากและพลู จึงได้มีการตัดฟันต้นหมากต้นพลูโชว์เพื่อให้ประชาชนได้เห็นแนวความคิด แบบเดียวกับปัจจุบันที่กระทรวงสารธณสุขนำ เอายาบ้า เฮโรอิน ที่จับกุมได้มาเผาโชว์ ให้เป็นข่าวที่เห็นกันเป็นประจำทุกปีในในวันยาเสพติดโลก ซึ่งโครงการของจอมพล ป. นั้นประสบความสำเร็จเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะในปัจจุบันหาคนเคี้ยวหมากได้ยากเต็มที

    ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


    กลับสู่หน้าหลัก

  • กลับสู่หน้าหลัก

    CounterSee who's visiting this page.

    เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

    ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
    บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 21 ก.พ. 48
    ถ้าท่านติดตั้งโปรแกรม ICQ ท่านสามารถส่งเวบนี้ไปยังเพื่อนของท่านที่อยู่ใน Contact list ใน ICQ ด้วยการคลิกที่ชื่อเพื่อนท่านใน Contact list แล้วเลือก Web Page address (URL) หน้าต่างใหม่จะเปิดขึ้นมา ดูว่าตรงกับชื่อ address ในเบราเซอร์ แล้วกด Send ได้เลย

    ท่านสามารถส่งข้อความหาผมโดยตรงได้การพิมพ์ลงในช่องด้านล่างเรียบร้อย แล้วกด Send ได้เลยครับ

    ICQ PeopleSpace Directory
    View My Page

    Page an ICQ User