" ผลประโยชน์ของชาติ เหนืออื่นใด "
วิบากสัมพันธ์ระหว่างอิรักกับสหรัฐ ตอนจบ ท่านคิดอย่างไร&xoxox

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

วิบากสัมพันธ์ระหว่างอิรักกับสหรัฐ ตอนที่ 1

………….. ....... ประธานาธิบดีบุช รู้สึกประหลาดใจและเจ็บปวดต่อความรู้สึกที่ถูกหักหลัง ต่อการกระทำของอิรัก ซึ่งตามมาด้วยการรวบรวามกำลังผสมเพื่อขับไล่ทหารอิรักให้ออกจากคูเวต บุชเรียกร้องให้ประชาชนอิรักขับไล่ซัดดัมออกจากอำนาจ อย่างไรก็ตามการใช้กำลังทหารสหรัฐ เพื่อให้ให้การตะเพิดซัดดัมให้เป็นความจริงไม่อยู่ในแผนการของสหรัฐแม้แต่น้อย
………….. ....... การถล่มทางอากาศ 39 วันได้สร้างเส้นทางที่นำกำลังภาคพื้นดินที่มีสหรัฐ เป็นผู้นำสามารถเอาชนะกำลังอิรักที่ยึดครองคูเวตอย่างง่ายดายในเวลาเพียง 4 วัน การเอาชนะอย่างง่ายดายที่ไม่คาดคิด มิได้ทำให้การบุกเข้าแบกแดดกลายเป็นทางเลือก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเห็นของพัมธมิตร อีกส่วนหนึ่งคือ ความยุ่งยากของการปฏิบัติการทางทหารและความรับผิดชอบที่ต้องสร้างประเทศอิรัก และเหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ ความคิดเห็นของโลก ทำเนียบขาว รู้ว่าภาพกองศพทหารอิรักนับหมื่นแสนที่ป่นเป็นผงเถ้าธุลีปนไปกับซากยากยนต์รบบนเส้นทางที่เรียกกันว่า ทางหลวงแห่งความตาย จะต้องถูกนำไปเผยแพร่ตามโทรทัศน์ต่าง ๆ ทั่วโลก ดังนั้น พลเอก คอลลิน พาวเวล ประธานเสนาธิการผสมจึงกล่าวว่าการขยายสงความภาคพื้นดินจะทำให้กองศพสูงขึ้นไปอีกและสหรัฐจะสูญเสียความเชื่อถือในโลกอาหรับ

………….. ....... ดังนั้นแม้ว่ากำลังสหรัฐและพันธมิตรจะสามารถเอาชนะสงครามทางทหารได้อย่างเด็ดขาด แต่การตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ในสงครามอ่าวได้กำหนดให้ซัดดัมคงอยู่ได้ในแบกแดดต่อไป แม้ว่าประธานาธิบดีบุช จะแสดงความรู้สึกในเวลาต่อมาว่าเขารู้สึกเช่นเดียวกับคนสหรัฐทัวไปที่เสียใจที่ต้องปล่อยให้ซัดดัมลอยนวลเช่นเดิม แม้ว่าส่วนตัวไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตามนักวางแผนของทำเนียบขาวยังมีความเชื่อว่าการที่สามารถเตะทหารอิรักออกจากคูเวตและทำลายกำลังพิทักษ์รัฐได้ส่วนใหญ่ ประชาชนชาวอิรักก็น่าจะลุกฮือขับไล่ซัดดัมให้ตกจากบังลังก์ในไม่ช้า แต่นั่นเป็นเพียงการฝันลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น
………….. ....... แม้ว่าในความจริงที่วันท้าย ๆ ของสงครามอ่าวภาค 1 จะมีชาวอิรักลุกฮือต่อต้านซัดดัม มุสลิมชิอิททางด้านใต้ของอิรัก กบฏชาวเคิร์ดทางด้านเหนือต่างหวังว่าทหารสหรัฐจะช่วยพวกเขาทำลายกำลังของซัดดัม ซึ่งในเวลานั้นขบวนต่อต้านซัดดัมต่าง ๆ สามารถควบคุมพื้นที่ 14 จาก 18 จังหวัดของอิรักได้ แต่ไม่นานกำลังของซัดดัมก็กลับมาทำลายฝ่ายกบฏได้อย่างเลือดท่วมแผ่นดินด้วยการใช้อาวุธจากเฮลิคอปเตอร์

………….. ....... ณ ทำเนียบขาว อีกมุมหนึ่งของโลก เป็นที่แน่ชัดว่าไม่มีคำสั่งใด ๆ ที่ให้มุ่งหมายให้การช่วยเหลือกบฏ โดยโฆษกทำเนียบขาวถือว่าเป็นปัญหาภายในของอิรักและสหรัฐ จะไม่เข้าไปแทรกแซง ซึ่งความคิดดังกล่าวเกิดจากความเชื่อของผู้บริหารทำเนียบขาวที่เกรงว่าการแตกออกของอิรักเป็นกลุ่มชนเผ่าและศาสนา เป็นประเทศย่อย ๆ เช่น รัฐชิอิททางใต้ รัฐสุหนี่ตรงกลาง และเคิร์ดทางด้านเหนือ จะกลายเป็นโอกาสใหม่ของอิหร่านที่จะทำสั่งที่คาดไม่ถึงได้
………….. ....... เพื่อหาทางทดแทนคณะบริหารบุชจึงรับรองอานัติของสหประชาชาติที่ 687 ในการตรวจอาวุธในอิรักและที่สำคัญก็คือการถอนกำลังสหรัฐออกจากอิรัก และทำให้วิบากสัมพันธ์ของชาติทั้งสองดำเนินต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยทีสหรัฐ เฝ้ามองซัดดัมผ่านผู้ตรวจการสหประชาชาติ ซึ่งแนวทางดังกล่าวเรียกว่านโยบาย กักไว้ในกล่อง ซึ่งได้ประธานาธิบดีคลินตันที่สามารถเอาชนะประธานาธิบดีบุชได้ในเวลาต่อมา ก็ยังยึดนโยบายนี้ต่อไปเนื่องจากมีนโยบายอย่างอื่นที่คิดว่าสำคัญยิ่งกว่า

………….. ....... หลังจากสงคราวอ่าวผู้ตรวจการสหประชาชาติได้เริ่มการปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็วโดยสามารถตรวจพบและทำลายโครงการอาวุธนิวเคลียร์ได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งความก้าวหน้าของโครงการนิวเคลียร์มีความก้าวหน้ามากกว่าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐคาดไว้มาก จากการประมาณการของผู้ตรวจอาวุธสหประชาชาติแจ้งว่านักวิทยาศาสตร์ของซัดดัมจะสามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์พื้นฐานได้ภายในเวลาอีก 12 เดือน ซึ่งที่ผ่านมาซัดดัมได้ใช้งบประมาณไปทั้งสิ้นกว่า 4000 ล้านบาท และมีเจ้าหน้าที่มากกว่า 20,000 คน ในห้วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามซัดดัมยังคงเล่นเกมส์แมวจับหนูกับผู้ตรวจอาวุธสหประชาชาติและประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ต่อไป
………….. ....... ประธานาธิบดีคลินตัน นับเป็นเป็นประธานาธิบดีคนที่สามแล้วที่เผชิญหน้ากับซัดดัม นโยบายการบริหารงานของคลินตัน มิได้ให้ความสำคัญสูงนักต่อซัดดัม ในทางตรงข้ามคลินตันยังมีความพยายามที่จะพัฒนาสัมพันธ์กับซัดดัมถ้าซัดดัมเปลี่ยนแปลงนโยบายอีกด้วย

………….. ....... อย่างไรก็ตามในปี 2536 ซีไอเอตรวจพบหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าซัดดัมมีส่วนร่วมในแผนสังหารอดีตประธานาธิบดีบุช จึงมีคำสั่งจากคลินตันให้ยิงจรวดนำวิถีถล่มอิรักอีกครั้ง วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีที่คณะบริหารคลินตันมีความชื่นชอบตามนโยบายที่เรียกว่า กักไว้ในกล่อง โดยเครื่องบินรบสหรัฐและอังกฤษสามารถกักกองทัพอากาศอิรักไว้บนพื้นดิน และผู้ตรวจการสหประชาชาติสามารถกักอาวุธทำลายล้างสูงของอีรักไว้ในคลังอาวุธ อย่างไรก็ตามผู้ตรวจอาวุธสหประชาชาติพบว่าเวลายิ่งผ่านไปคณะตรวจอาวุธก็ตกอยู่ในเกมส์แมวจับหนูกับอิรักมากยิ่งขึ้น โดยในปี 2536, 2537 และ 2538 ทุกครั้งที่คณะตรวจอาวุธเข้าใกล้กับแหล่งอาวุธ อิรักก็จะให้หยุดการตรวจสอบทุกครั้ง และยิ่งไปกว่านั้นอิรักได้พัฒนาการซุกซ่อนอาวุธและมีรูปแบบใหม่ ๆ ในการลวงคณะผู้ตรวจอาวุธมาอยู่เรื่อย ๆ
………….. ....... ในขณะเดียวกัน กลุ่มต่อต้าน ที่ได้รับการคุ้มครองทางอากาศจากสหรัฐและอังกฤษก็เริ่มเปิดฉากโจมตีกำลังของซัดดัม พวกเขาได้รับการเร่งเร้าจากหน่วยปฏิบัติการซีไอเอในพื้นที่ ด้วยการบอกแก่กลุ่มกบฏว่าการโค่นซัดดัมเป็นนโยบายของสหรัฐ และถ้าทำสำเร็จชีวติของประชาชนจะดีขึ้นและสหรัฐจะให้การสนับสนุนทุกอย่างที่ฝ่ายกบฏทำ

………….. ....... อย่างไรก็ตาม คณะบริหารคลินตันยังไม่มีความปรารถนาที่จะผูกมัดการปฏิบัติการทางทหารในการสนับสนุนฝ่ายกบฏ ซึ่งทำให้กำลังทหารของซัดดัมค่อยกลับมาเป็นฝ่ายบดขยี้กองกำลังของฝ่ายกบฏ ซึ่งอดีตหน่วยปฏิบัติการซีไอเอที่ฝังตัวอยู่กับฝ่ายกบฏได้กล่าวต่อมาว่าสหรัฐหักหลังพวกเขาในเวลานั้นและทำให้เสียโอกาสอย่างน่าเสียดาย
………….. ....... ปี 2539 สหรัฐ ยิงจรวดนำวิถีถล่มอิรักอีกครั้ง แต่นโยบายการกักไว้ในกล่องครั้งนี้เริ่มไม่ได้ผล เนื่องจากพันธมิตรอันได้แต่ รัสเซีย และฝรั่งเศส แสดงออกว่าต้องการดำเนินธุรกิจในอิรักต่อหลังจากที่หยุดมาหลายปี และซัดดัมก็ใช้ลูกเล่นเพื่อหนีออกจากกล่องที่ทางสหรัฐต้องการด้วยการเล่นเอาเถิดกับผู้ตรวจอาวุธสหประชาชาติมากยิ่งขึ้นจน ปี 2541 คณะผู้ตรวจอาวุธจึงตัดสินใจเดินทางออกจากอิรัก และทำให้คณะบริหารคลินตันตัดสินใจถล่มอิรักอีกครั้งในเดือนต่อมา โดยมีรหัสว่า ปฏิบัติการจิ้งจอกทะเลทราย เพื่อเป็นการลงโทษซัดดัมที่ทำให้ไม่ให้ผู้ตรวจอาวุธสหประชาชาติปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบ ในเวลาเดียวกันคบลินตันได้ประกาศนโยบายสหรัฐต่ออิรักใหม่ โดยเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงการปกครองของแบกแดด โดยอ้างว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อยุติภัยคุกคามตลอดไป โดยได้ผ่านเป็นกฏหมายเรียกว่า กฎหมายปลดปล่อยอิรัก ซึ่งมีเนื้อหาที่สำคัญคือ ให้สหรัฐสนับสนุนด้ารการเงินให้แก่กลุ่มกบฏในอิรักเพื่อขับไล่ซัดดัม อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติค่อนข้างจะเป็นไปได้ยากเพราะไม่มีการกล่าวรายละเอียดในเรื่องความเสี่ยง เกณฑ์การสูญเสียชีวิตของสหรัฐ และการปฏิบัติการทางทหาร

………….. ....... ปี 2544 โดยเริ่มจากการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผู้ลูก ในเดือนมกราคม และดูเหมือนว่าห้วงเวลาที่ตามมาชี้ว่าเขาสามารถเอาชนะเกมส์แมวจับหนูกับซัดดัมได้ แต่แล้ว 11 กันยา วันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้วและเปลี่ยนทุกอย่างก็มาถึง ในวันนั้นโดนัล รัมเฟลตัดสินใจเรียนแผนการรบถล่มอิรักออกมาภายในไม่กี่ชั่วโมงที่ผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินพุ่งชนตึกศูนย์การค้าโลกและเพนทากอน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความมุ่งมั่นปรารถนาแรก ๆ ของคณะบริหารบุชผู้ลูกคือการทำลายล้างซัดดัมและอิรัก ในลักษณะที่ว่า สิ่งใดที่เราสามารถทำได้ เราก็จะทำมัน และหลังจากที่ปราบปรามตาลีบันในอัฟกานิสถานที่ให้ความอุปถัมภ์ บินลาเด็น จนราบเป็นหน้ากลองในเดือน ตุลาคม 2544 แล้ว เป้าหมายอิรักจึงเป็นสิ่งที่หลักเลี่ยงไม่ได้ และหลังจากที่เล่นสงครามทางการทูตระหว่างสหรัฐและอิรักผ่านองค์การสหประชาติ แต่ดูเหมือนว่าสหรัฐ จะเพลี่ยงพล้ำต่อสงครามนี้โดยมีเสียงยืนยันจากชาติสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงว่าจะใช้สิทธิยับยั้งไม่ให้สหรัฐ ใช้กำลังเข้าขับไล่ซัดดัม จนสหรัฐ ต้องตัดใจที่จะโน้มน้าวสมาชิกอีกต่อไปเพราะปัจจัยการทำสงครามเข้ามาบีบจนสหรัฐต้องตกลงใจบุกเข้ายึดครองอิรักและขับไล่ซัดดัมเมื่อ คืนวันที่ 18 -19 มีนาคม 2546 และยึดแบกแดดได้ในอีก 20 วันต่อมาตามที่เราพอจะทราบมาบ้างกันแล้ว ซึ่งตอนนี้รัฐบาลสหรัฐและอิรักก็หันจับมือกันรักสามัคคีกันใหม่หลังจากสิ้นสุดอำนาจของซัดดัมและยิ่งต้องเหนียวแน่นเป็นพิเศษเพราะต่างฝ่ายต่างมีกลุ่มต่อต้านที่น่ากลัวไม่แพ้กัน ผลติดตามมาจะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไปนะครับ
………….. ....... วิบากสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและอิรักที่ผมนำมาเล่าสู่กันฟัง โดยมีเหตุผลตามที่กล่าวมาแล้วตอนต้น ก็ยังมีเหตุผลแฝงในใจของผมอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผมมักรู้สึกอยู่เสมอว่าในบางครั้ง ผมควรจะนำเรื่องเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และการเจรจาต่อรองระดับโลกมาเล่าสู่กันฟังบ้าง เพราะถ้าท่านผู้อ่านเกิดจับผลัดจับผลูให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานบริหารประเทศก็หวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ท่านบ้าง และอย่างน้อยที่สุดท่านก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปเป็นพื้นฐานเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ได้กับชาวต่างชาติหรือพลเรือนในโอกาสต่าง ๆ ต่อไปนอกเหนือจากเรื่องราวที่ท่านมีความรู้ความเชี่ยวชาญเดิมอยู่แล้ว คุณเคยคิดแบบผมบ้างไหมครับ

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


กลับสู่หน้าหลัก

กลับสู่หน้าหลัก

CounterSee who's visiting this page.

เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 12 ก.ค. 47
ถ้าท่านติดตั้งโปรแกรม ICQ ท่านสามารถส่งเวบนี้ไปยังเพื่อนของท่านที่อยู่ใน Contact list ใน ICQ ด้วยการคลิกที่ชื่อเพื่อนท่านใน Contact list แล้วเลือก Web Page address (URL) หน้าต่างใหม่จะเปิดขึ้นมา ดูว่าตรงกับชื่อ address ในเบราเซอร์ แล้วกด Send ได้เลย

ท่านสามารถส่งข้อความหาผมโดยตรงได้การพิมพ์ลงในช่องด้านล่างเรียบร้อย แล้วกด Send ได้เลยครับ

ICQ PeopleSpace Directory
View My Page

Page an ICQ User