|
|||
|---|---|---|---|
| " ตายเป็นตาย " | |||
| โหมโรง, รัฐนิยม, จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประวัติศาสตร์ที่ต้องไม่บิดเบือน | ท่านคิดอย่างไร&xoxox | |
|---|---|---|
.. ผมเป็นคนชอบดูหนังครับ ตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่ว่าหนังไทย จีน หรือฝรั่ง จนอายุ 40 ปีแล้วในถึงปัจจุบัน และคิดว่าคงจะดูกันจนตายไปข้าง เพราะเชื่อว่าการดูหนังไม่เพียงแต่ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียนรู้ การสร้างความคิดจินตนาการให้เกิดกับตัวเองไปด้วยพร้อม ๆ กัน ดังนั้น ช่วงชีวิตของผมที่ผ่านมาคาดว่าคงได้ดูหนังไปแล้วเป็นพันเรื่องและมีหนังที่บันทึกเป็นแผ่นดีวีดีสะสมไว้ เป็นส่วนตัวน่าจะมากกว่าร้อยเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนังที่น้อยคนจะได้ดู (ที่ไม่ใช่หนังเอ็กซ์) หรือจะเป็นหนังที่คนดูกันทั่วโลกทำเงินเป็นหมื่น ๆ ล้านทั่วโลก ที่เกริ่นมานี่ก็เพราะตอนนี้ได้อ่านข่าวเกี่ยวกับหนังไทยที่ชื่อว่า โหมโรง ซึ่งผมคิดว่ากลับไปไทยคงจะได้ดูแต่อาจจะดูจากพวกวีซีดีที่คงทำออกมาขายหลังจากหนังออกจากโรงแล้ว เท่าที่อ่านข่าวทุกวันทางอินเตอร์เนทเห็นว่าได้รับการสนับสนุนเชิญชวนจากนักคิดนักเขียนว่าเป็นหนังที่ดีมากแต่ไม่ได้รับความนิยมจนดังเปรี้ยงปร้างได้เงินมากมายเหมือนกับเรื่อง แฟนฉัน หนังที่ผมพึ่งดูมาเมื่อเดือนที่แล้ว ..เท่าที่อ่านเสียงเชียร์ต่าง ๆ สรุปได้ว่าเนื้อเรื่องของหนังเป็นเรื่องราวของ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ นักตีระนาด ระดับเซียนของไทยสมัยห้าสิบปีก่อน แต่ที่ทำให้ผมต้องเอาเขียนก็เพราะได้ไปอ่าน คำวิจารณ์ของนักการเมืองที่มาเป็นนักเขียนของ หนังสือผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม นี้ โดยเนื้อหาที่วิจารณ์ ได้เล่าเรื่องของหนังโหมโรง ตอนที่ อยู่ในยุคสงครามโลก ครั้งที่ 2 ซึ่งในขณะนั้น มี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาเกี่ยวข้องกับตัวเอกของเรื่อง เพราะ ในสมัยนั้น จอมพล ป. ได้ออกระเบียบที่เรียกว่า รัฐนิยม ซึ่งเป็นเรื่องจริง แต่ผู้เขียนได้ลงในรายละเอียดที่ไม่เป็นความจริง คือ ท่าน ผู้นำ เป็นคนไม่ชอบดนตรีไทย เห็นว่าเป็นเรื่องคร่ำครึล้าสมัย ท่าน ผู้นำ เกลียดการนั่งกับพื้น ซึ่งเป็นประเพณ๊ดั้งเดิมของไทย ท่านเห็นว่าการนั่งกับพื้นเป็นความประพฤติที่ป่าเถื่อน รัฐบาลสมัยนั้นได้ออก รัฐนิยม บังคับให้คนไทยทั้งชายหญิงต้องสวมหมวกเมื่อออกจากบ้าน ทั้งยังมีคำขวัญว่า มาลาพาไทยสู่มหาอำนาจ ! .. ซึงคำว่า ท่านผู้นำ ตามเรื่องจริงคือ จอมพล ป. แต่ผู้เขียนไม่ชี้ลงไป ซึ่งเท่าที่อ่านเดาว่า คนเขียนต้องการให้กระทบกระแทกแดกดันถึง พ.ต.ท. ทักษิณ นายกรัฐมนตรีปัจจุบัน ซึ่งในฐานะที่ผมเองได้ติดตามเรื่องราวของ จอมพล ป. มาตั้งแต่สมัยเป็น นักเรียนเตรียมทหาร เมื่อปี 2521 หรือ 25 ปีกว่ามาแล้ว เห็นว่าผู้เขียนบทความบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ด้วยการเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมากล่าวซ้ำซาก เพื่อให้เกิดความเสียหายไม่แต่เพียง จอมพล ป. ผู้ที่ได้นำมาซึ่งระบอบประชาธิปไตยให้แก่ประเทศไทย แต่ยังทำให้ผู้ที่ไม่ทราบหรือศึกษาประวัติศาสตร์เข้าใจผิดว่าผู้นำประเทศที่มาจากสถาบันทหาร (หรือตำรวจ) เป็นผู้ที่ทำให้ประเทศชาติ ประชาชน หรือวัฒนธรรมของชาติเสียหาย ดังนั้นผมจึงได้สืบค้นข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและผู้รู้ซึ่งเขียนเรื่องราวเอาไว้ในอินเตอร์เนท เฉพาะเรื่องวัฒนธรรมหรือ รัฐนิยม ซึ่ง จอมพล ป. หรือรัฐบาลในสมัยนั้นได้ดำเนินการมาให้ท่านได้อ่านเพื่อไม่ให้ถูกครอบงำในทางที่ผิดจากผู้ที่มีจิตใจลำเอียง เพื่อปกป้องชื่อเสียงแทยให้แก่ จอมพล. ป. ผู้ล่วงลับไปแล้ว เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผมได้คัดลอกมานั้นลองอ่านแล้วพิจารณาดูว่าผู้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการมีแนวความคิดอย่างไรต่อรัฐบาลที่มีผู้นำมาจากทหาร บทความเพิ่มเติม เมื่อ 21 ก.พ. 48 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประวัติศาสตร์ที่ต้องไม่บิดเบือน .. ความรักที่เป็นอุดมการณ์เพื่อชาติเพื่อประเทศ หากผู้ใดมีความรู้สึกนึกคิด หรือมีอุดมการณ์ ต้องการช่วยเหลือ เกื้อกูล กว้างออกไปกว่าความรักแค่ "มิติที่ ๔" เป็น ความรักความปรารถนา ถึงขั้นหมายใจ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้คนทั่วไป ในประเทศชาติจริง ไม่แคบอยู่แค่รักเพื่อน เผื่อแผ่เพื่อคนใกล้ตัวเราเท่านั้น หรือไม่เล็กอยู่แค่ หมู่กลุ่มชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด ซึ่งเป็นสัดส่วนในประเทศเท่านั้น แต่เป็นความเกื้อกว้าง ที่มีน้ำใจ คิดเห็นแก่คนทั้งชาติ ทั้งประเทศจริงๆ และไม่ใช่เพียงความรู้ว่า มันเป็นอุดมการณ์ ที่ดีอยู่แค่นั้น หรือไม่ใช่เพียงเป็น คารมโก้ๆ ลีลาเก๋ๆ ของคนหาเสียงให้แก่ตน เท่านั้นด้วย แต่ต้องเป็น "ความจริงของจิต ที่เกิดความรู้สึกรัก และปรารถนา ตามอุดมการณ์นี้แท้ๆ" ยิ่งมีน้ำหนัก หรือมีความเข้มข้น ของน้ำใจ และความเป็นไปได้จริง มากยิ่งเท่าใดๆ ก็ยิ่งประเสริฐสูงส่ง ยิ่งๆเท่านั้นๆ ความรัก ระดับมิติที่ ๕ นี้ เรียกว่า "ชาตินิยม" หรือ "รัฐนิยม" .. หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475 ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ขึ้นครองราชย์นั้น สังคมไทยได้ก้าวสู่ความเป็นอารยะตามแบบตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจริญที่ปรากฏอยู่ในรูปของวัตถุไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง รถไฟ ไฟฟ้า ประปา เขื่อนชลประทาน โรงพยาบาล ระบบการสื่อสารคมนาคม ที่ทำการรัฐบาล ห้างร้าน และตึกรามบ้านช่อง ตลอดจนเครื่องใช้อันทันสมัย อันมีเจ้านายและชนชั้นสูงเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ส่วนชาวบ้านสามัญชนเป็นผู้ตาม นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงในขนบธรรมเนียมบางอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับการปกครองระบบใหม่ ทั้งนี้เพราะรัฐบาลต้องติดต่อกับชาติอื่น ๆ ทั่วโลก จึงต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมไทยให้เป็นสากลและสอดคล้องกับความเป็นไปของโลก แต่ให้คงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยไว้ที่เด่นชัดในสมัยนั้นก็คือเรื่องการแต่งกายในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ( พ.ศ. 2481-2487 ) ได้มีบัญญัติเรียกว่า รัฐนิยม ซึ่งเป็นการปลุกระดมอย่างรุนแรง ซึ่งแสดงนโยบายของประเทศว่าต้องการให้ประชาชนคนไทยรักหวงแหนและภูมิใจในความเป็นไทย เช่น ให้ข้าราชการแต่งเครื่องแบบตามที่กำหนด ห้ามสวมกางเกงแพร ให้ทักทายกันด้วยคำว่า สวัสดี ห้ามกินหมาก ให้สวมหมวกทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ใช้คำขวัญปลุกใจทุกเช้าก่อนเรียน การยกเลิกบรรดาศักดิ์โดยให้ใช้เพียงชื่อ สกุล เหมือนคนทั่วไป การเคารพธงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงมหรสพ ฯลฯ ..การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ได้เปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนมีเสียงในการปกครองประเทศ ซึ่งเป็นวิวัฒนาการทางสังคมที่ชัดเจนและกว้างขวางลึกซึ้ง สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของสมาชิกในสังคมไทยนับว่าเป็นของใหม่ที่ผู้คนเพิ่งจะได้สัมผัสกัน นอกจากนั้น รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศในช่วงเวลาที่เรียกว่า เบื้องแรกประชาธิปไตย มีนโยบายแน่วแน่ที่จะรีบเร่งสร้างความเจริญและความมั่นคงแก่ประเทศชาติ เพื่อให้เกิดผลดีแก่ราษฎรโดยตรงและโดยเร็วที่สุด ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ สังคมไทยได้ดำเนินมาถึงจุดเริ่มต้น ของความสุขสมบูรณ์ เมื่อได้เลิกสนธิสัญญา จอห์น เบาว์ริ่ง ซึ่งเป็นสัญญาที่ไม่เสมอภาคและไม่เป็นธรรม อีกทั้งต้องเสียเอกราชทางศาลที่เรียกว่าสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ให้แก่ชาวต่างชาติ โดยแทนที่ด้วยสนธิสัญญาฉบับใหม่ ซึ่งมีความเสมอภาค และได้รับเอกราชทางศาลกลับคืนมา ทำให้มีเสถียรภาพทางการเงิน การคลัง และทางเศรษฐกิจที่เป็นตัวของตัวเอง โดยไม่มีอำนาจของชาติอื่นมาซ้อนทับ ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีบรรยากาศแห่งความสดชื่นรื่นเริง โดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ 2482 สังคมไทยภายใต้การนำของพันเอกหลวงพิบูลสงคราม ( แปลก ขีตตะสังคะ ) แถลงนโยบายอย่างชัดเจนว่าจะบำรุงกองทัพไทยให้มีความเข้มแข็งสำหรับป้องกันอิสรภาพและสิทธิของประเทศ,จะจัดการปรับปรุงภาษีอากรให้ยุติธรรมแก่สังคม, จะรักษาและส่งเสริมศิลปกรรมไทย เพื่อเชิดชูเกียรติและวัฒนธรรมของชาติ , จะส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและจะบำรุงอาชีพการค้าของพลเมือง และพยายามให้ใช้สินค้าไทยภายในประเทศ มาตรการที่สำคัญประการหนึ่งซึ่งได้นำมาใช้ในปี 2482 คือ รัฐนิยม ซึ่งท่านจอมพล ป. ได้กล่าวในสุนทรพจน์เนื่องใน วันชาติ 24 มิถุนายน ว่า รัฐนิยมนี้มีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกับจรรยามารยาทของอารยชนจะพึงประพฤตินั่นเอง ในการที่จะให้ชาติไทยเจริญก้าวหน้าดุจเดียวกับอารยประเทศและให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยวัฒนาถาวรสืบไป กับให้ประชาชนพลเมืองมีคุณสมบัติเป็นที่นิยมชมชอบอย่างชาติอื่นเขาโดยสมบูรณ์ จำเป็นต้องมีประเพณีนิยมประจำชาติขึ้น เพื่อเป็นหลักแห่งความมั่นคงของประเทศชาติ ..ประเพณีนิยมหรือรัฐนิยมนี้รัฐบาลได้ประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา โดยรัฐบาลเชื่อว่าการปฏิบัติตามรัฐนิยมจะมีผลให้ชาติไทยเจริญก้าวหน้าไปด้วยความราบรื่นดุจเดียวกับอารยประเทศทั้งหลาย ..รัฐนิยม ฉบับที่ 1 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2482 ให้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยาม เป็น ไทย ตามที่เรียกขานประชาชนว่าคนไทย ชื่อประเทศก็ควรเรียกว่าประเทศไทย ( บทความเพิ่มเติม "ประเทศไทย" อายุครบ ๖๕ : ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อประเทศปี ๒๔๘๒ ..รัฐนิยม ฉบับที่ 2 ประกาศไม่ให้คนไทยประพฤติตนเป็นตัวแทนของต่างชาติ และไม่ให้ขายที่ดินให้ต่างชาติ ..รัฐนิยม ฉบับที่ 3 เรื่องการเรียกคนในประเทศว่า คนไทย แม้มีเชื้อสายอื่นก็ให้ถือว่ามีสัญชาติไทย มิให้แบ่งแยก ..รัฐนิยม ฉบับที่ 4 เรื่องการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี ..รัฐนิยม ฉบับที่ 5 เรื่องให้ชาวไทยพยายามใช้เครื่องอุปโภค บริโภคที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย ..รัฐนิยม ฉบับที่ 6 เรื่องทำนอง และเนื้อร้องเพลงชาติ ..รัฐนิยม ฉบับที่ 7 เรื่องชักชวนให้ชาวไทยร่วมกันสร้างชาติ ..รัฐนิยม ฉบับที่ 8 เรื่องเพลงสรรเสริญพระบารมี ..รัฐนิยม ฉบับที่ 9 เรื่องภาษาและหนังสือไทยกับหน้าที่พลเมืองดี ..รัฐนิยม ฉบับที่10 เรื่องการแต่งกายของประชาชนชาวไทย ..รัฐนิยม ฉบับที่ 11 เรื่องกิจประจำวันของคนไทย ..รัฐนิยม ฉบับที่ 12 เรื่องการช่วยเหลือคุ้มครองเด็ก คนชรา หรือ ทุพพลภาพ ..รัฐนิยมทั้ง 12 ฉบับมีผลกระทบต่อวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างมาก ทำให้คนไทยรักษาจรรยาและมารยาท รู้จักช่วยเหลือและให้เกียรติแก่สตรี คนป่วย คนชรา ไม่สูบบุหรี่ในที่ซึ่งอาจทำความรำคาญแก่ผู้อื่น มีการแต่งกายเรียบร้อยทั้งหญิงและชายเมื่อออกจากเรือนต้องสวมหมวก ถุงเท้าและรองเท้า รวมทั้งมีความนิยมไทย ..รัฐนิยม หมายถึงกิจอันเป็นการจัดระเบียบที่รัฐบาลในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ประกาศออกมาเป็นนโยบาย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2482 จนถึงเดือนเมษายน 2483 ..รัฐนิยม ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยุคที่เรียกว่า 'เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย' มีทั้งหมด 8 ฉบับด้วยกัน(ข้อมูลไม่ครบ) คือ . ตรงกันข้าม รัฐนิยม ฉบับที่ผมไม่ชอบเอามากๆ ในทัศนะของผมก็คือ ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 4 ผมขอคัดข้อความ รัฐนิยม ฉบับที่ 1 มาให้เป็นข้อมูล ดังนี้ ว่าด้วย รัฐนิยม ฉบับที่ 1 เรื่องการใช้ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ โดยที่ชื่อของประเทศนี้ มีเรียกกันเป็นสองอย่าง คือ 'ไทย' และ 'สยาม' แต่ประชาชนนิยมเรียกว่า 'ไทย' รัฐบาลเห็นสมควารถือเป็นรัฐนิยมใช้ชื่อประเทศให้ต้องตามชื่อเชื้อชาติ และความนิยมของประชาชนชาวไทย ดังต่อไปนี้ .ในภาษาไทย ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ ให้ใช้ว่า 'ไทย' .ในภาษาอังกฤษ 1.ชื่อประเทศ ให้ใช้ว่า Thailand 2.ชื่อประชาชนและสัญชาติ ให้ใช้ว่า Thai แต่ทั้งนี้ไม่กระทบถึงกรณีที่มีบทกฎหมายบัญญัติคำว่า 'สยาม' ไว้ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2482 เป็นต้นไป ประกาศมา ณ วันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2482 พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี . กล่าวกันว่า รัฐนิยม ฉบับที่ 1 ผ่านรัฐสภาไปด้วยคะแนนเสียงหวุดหวิด คือฝ่าย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ต้องการให้ใช้คำว่า Thailand ชนะฝ่าย นายปรีดี พนมยงค์ ที่ต้องการให้ใช้คำว่า Siam ไปเพียง 1 คะแนนเท่านั้น! . คำว่า ไทยแลนด์! ไทยแลนด์! ไทยแลนด์! จึงดังกระหึ่มกึกก้องมาตั้งแต่นั้น พร้อมกับอาการยืนตรงเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยังไม่ตายก็เพราะด้วย 'รัฐนิยม' ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 4 นี่คืออิทธิพลของ 'จอมพล ป.' ที่ยังปรากฏสืบต่อมาจนถึงในปัจจุบัน..สาธุ! . ออกจากบ้านไปไหนมาไหนต้องสวมหมวก ...ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยต้องมาขายก๋วยเตี๋ยวกัน เพราะเป็นนโยบายระดับชาติ ...ผู้ชายผู้หญิงต้องเปลี่ยนชื่อให้สมกับเพศของตน ชื่อพ่อแม่ตั้งมาใช้ไม่ได้ ...คนไทยถูกห้ามกินหมาก ...ควรเลี้ยงไก่ ปลูกผักในบ้าน ...พูดกันให้ใช้คำว่า "ฉัน" "ท่าน" และลงท้ายว่า "จ้ะ" ไม่ใช่ "คุณ" "ผม" "ฉัน" หรือ "ครับ" และ "ค่ะ" . เคยอ่านพบเรื่องนี้แล้วขำกลิ้ง มารู้ทีหลังว่าคนสมัยนั้นนอกจากไม่ขำยังถือเป็นเรื่องซีเรียส เพราะเป็นยุครัฐนิยม หรือยุค "วัธนธัม" เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๒ สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ประชาชนต้องปฏิบัติตามนโยบายของท่านผู้นำอย่างเคร่งครัด . จอมพล ป. ประสงค์จะปลูกฝังความรักชาติและให้คนไทยสมานสามัคคี มองเห็นความสำคัญของชาติไทย ตลอดจนทำให้ประเทศมีความเจริญเช่นเดียวกับประเทศอารยะทั้งหลายทางตะวันตก จึงออกประกาศมา ๑๒ ฉบับ เนื้อความเป็นยังไงขอไม่เอามาลงเพราะยาวมาก แต่ในจำนวนนี้มีหลายเรื่องที่กระทบกระเทือนความเป็นอยู่ของคนไทย เพราะมันเข้ามากำกับชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันกันเลยทีเดียว . เรื่องแรกคือเริ่มต้นด้วยการชักชวนให้ชายหญิงแต่งกายให้ดีมีระเบียบแบบสากล ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบนมานุ่งผ้านุ่งหรือกระโปรง ผู้ชายนุ่งกางเกงแบบฝรั่ง ทุกคนควรสวมรองเท้าและไม่กินหมากเพื่อจะได้ไม่บ้วนน้ำหมากเลอะเทอะ ออกจากบ้านต้องสวมหมวก แต่เมื่อไม่ได้ผลเพราะประชาชนไทยไม่ชิน รัฐก็มีคำสั่งให้ข้าราชการทุกคนสวมหมวก แม้แต่นักเรียนก็มีหมวกเป็นส่วนประกอบเครื่องแบบ ส่วนชาวบ้านถ้าจะไปติดต่อราชการต้องสวมหมวก ในที่สุดก็กลายเป็นว่าทุกคนออกจากบ้านต้องสวมหมวก ไม่กินหมาก ไม่งั้นตำรวจจะมาเตือนได้ง่ายๆ ส่วนจะเป็นหมวกอะไรแบบไหนรัฐไม่ว่า คุณยายจะขอยืมหมวกกะโล่ของคุณตามาสวมก็ไม่เป็นไร คุณตาหาหมวกไม่ได้จะยืมหมวกเด็กนักเรียนข้างบ้านมาสวมแก้ขัดตอนออกจากบ้าน ก็ไม่มีใครว่าอีกเหมือนกัน . อีกเรื่องคือการกำหนดชื่อคนไทยเสียใหม่ เพราะรัฐเห็นว่าชื่อคนไทยแต่เดิมไม่มีระเบียบ เป็นชื่อไม่ไพเราะก็มี และชื่อไม่แบ่งเพศเป็นหญิงชายก็มาก จึงมีประกาศมากำหนดเสียใหม่ว่าผู้หญิงควรชื่อแบบไหน ผู้ชายควรชื่อแบบไหน ในประกาศบอกไว้ละเอียดเช่นชื่อผู้หญิงควรมีความหมายถึงความสวยงาม เครื่องประดับหรือดอกไม้ ส่วนผู้ชายก็ควรชื่ออะไรที่เข้มแข็งเช่นแปลว่าอาวุธ ทำให้เกิดอลหม่านล้านเจ็ดในหมู่ผู้มีชื่อไม่คล้อยตามเพศมาตั้งแต่เกิดเพราะพ่อแม่ตั้งให้แบบนั้น อย่างนักหนังสือพิมพ์อาวุโสท่านหนึ่งชื่อนายประหยัดศรี ก็ต้องเปลี่ยนเป็นนายประหยัด ศ. สุภาพสตรีผู้หนึ่งชื่อสมัย ก็ต้องเติมคำว่าสวาทเข้าไปเป็นสมัยสวาท ขนาดนางสาวไทยชื่อเรียม ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเรียมรมย์ แม้แต่สมเด็จพระพันวษาอัยยิกาเจ้าทรงพระนามเดิมว่า สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา ก็ทรงได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนพระนามเสียใหม่เพราะพระนามเดิมฟังเป็นเพศชาย ทำให้กริ้ว ตรัสตอบมาว่า " ชื่อของฉัน ทูลกระหม่อม (หมายถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ผู้เป็นสมเด็จพระบรมราชชนก) พระราชทานให้ ท่านทรงทราบดีว่าฉันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย" . ส่วนเรื่องขายก๋วยเตี๋ยว เป็นนโยบายของจอมพล ป. ที่เห็นความสำคัญของการค้าขาย เมื่อในประกาศอีกข้อหนึ่งได้สนับสนุนให้คนไทยเลี้ยงหมู ปลูกผัก เพาะถั่วงอก ก็ควรขายก๋วยเตี๋ยวเสียให้ครบวงจร เพราะก๋วยเตี๋ยวมีรสอร่อย มีทั้งหมูและผักและถั่วงอกอยู่ในนั้น จึงมีนโยบายทำหนังสือเวียนแจกไปทุกจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอและครูใหญ่ทุกโรงเรียนขายก๋วยเตี๋ยวคนละหนึ่งหาบ และให้กรมประชาสงเคราะห์พิมพ์คู่มือการทำก๋วยเตี๋ยวออกแจกจ่าย สมัยนั้นข้าราชการที่ขึ้นหน้าขึ้นตาทั้งหลายจึงมีหน้าที่ขายก๋วยเตี๋ยวกันเป็นการใหญ่ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสนองนโยบายรัฐด้วยดี . อีกเรื่องหนึ่งที่มีผลกระทบหนักต่อครูมากกว่าอาชีพอื่น คือจอมพล ป. ริเริ่มให้ใช้ตัวสะกดแบบใหม่ในบทเรียนภาษาไทย ตัดตัวอักษรบางตัวที่เห็นว่าไม่จำเป็นออกไป เช่น ฆ ฌ ญ ฒ ศ และ รร อย่างวัฒนธรรม ก็สะกดว่า "วัธนธัม" อ่านออกเสียงอย่างไรก็สะกดตามนั้น อย่างคำว่า เสริม ก็ให้เขียน เสิม หญิง เขียนว่า หยิง และกำหนดคำสรรพนามให้เรียกกัน เพียง "ฉัน" และ "ท่าน" ลงท้ายว่า "จ้ะ" นอกจากนี้ยังมีคำติดปากอีกคือ "ขอโทษ " และ "ขอบใจ" . ถ้าเกิดในยุคนั้น ดิฉันจะถามคุณจ้อว่าได้รับบทความที่ส่งไปหรือยัง ก็ต้องถามว่า "ท่านได้รับบทความของฉันหรือยังจ๊ะ?" และคุณจ้อก็จะต้องตอบว่า "ฉันได้รับบทความของท่านแล้วจ้ะ ขอบใจ" หรือไม่ก็ "ขอโทษ ฉันได้รับแล้วแต่ยังไม่ได้ตอบท่านจ้ะ" ถ้าทนพูดกันไหวก็พูดกันอย่างนี้ต่อไป ถ้าทนไม่ไหวก็ต้องเลิกพูดกัน นักประพันธ์หลายคนอย่างยาขอบ และมาลัย ชูพินิจ เลิกเขียนนิยายในช่วงนั้นไปเลยเพราะไม่อาจทนเขียนให้พระเอกพูดกับนางเอกว่า "ฉันรักท่านจ้ะ" . อีกเรื่องที่ว่าจะไม่ขำแล้วก็อดขำไม่ได้ คือพอถึงเวลาชักธงชาติขึ้นเสาทุกคนจะต้องหยุดยืนเคารพธงชาติ แต่เคร่งครัดมากกว่าตอนนี้ ขนาดหมอขึ้นเยี่ยมคนไข้ช่วงเช้า ก็ต้องหยุดยืนตรงอยู่ข้างเตียง คนไข้นอนอยู่บนเตียงถ้าลุกไหวก็ต้องลุกขึ้นยืนบนเตียง จนธงชาติขึ้นสู่เสาเรียบร้อยถึงจะนอนลงต่อไปได้ เ . มื่อหมดยุค "วัธนธัม" เพราะเปลี่ยนตัวผู้นำ คนไทยก็ถอดหมวก คนแก่คนเฒ่ากลับมานุ่งโจงกระเบนกินหมาก ผู้คนพูดจากันแบบเดิม หันมาเรียนหนังสือภาษาไทยและสะกดตัวกันอย่างเดิม เหลือเรื่องนี้ไว้เป็นตำนานเท่านั้น . 15 มกราคม 2484 (ค.ศ.1941) รัฐบาลของฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ประกาศใช้รัฐนิยมฉบับที่ 10 เพื่อให้คนไทยได้ถือปฏิบัติ ว่าด้วยเรื่อง เครื่องแต่งกายของประชาชนชาวไทย ดังนี้ . ชนชาติไทยไม่พึงปรากฏตัวในที่ชุมนุมชนหรือสาธารณสถานในเขตเทศบาล โดยไม่แต่งกายให้เรียบร้อย เช่น นุ่งกางเกงชั้นในหรือไม่สวมเสื้อ หรือนุ่งผ้าลอยชาย เป็นต้น การแต่งกายที่ถือว่าเรียบร้อยสำหรับประชาชนชาวไทย มีดังนี้ . ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ออกประกาศคำแนะนำเรื่อง เครื่องแต่งกายประชาชนทั้งในเมืองคือ เขตเทศบาลและในชนบทมาให้ โดยมุ่งหวังเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการแต่งกาย แต่ชาวไทยในชนบทดูจะไม่สามารถกระทำตามได้ เนื่องจากขัดกับสภาพของบ้านเมืองและภูมิประเทศในท้องถิ่นไร่นาไม่น้อยเช่น ให้สวมหมวก สวมรองเท้า ห้ามนุ่งโจงกระเบน และห้ามรับประทานหมาก เป็นต้น . มีบทความของสามัคคีชัย อันเป็นนามปากกาของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยตอนหนึ่งกล่าวว่า ชนชาติไทยทุกคนสวมหมวก จะช่วยให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจ เล่นเอาผู้ฟังทั้งหลายฮากันตึง พร้อมกับโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนกระทั่งท่านนายกรัฐมนตรีพ้นหน้าที่ ความคิดของท่านจึงถูกล้มเลิกไปด้วย . ปลายปีพุทธศักราช 2482 พลตรี หลวง พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีต้องการจะสร้างชาติให้เจริญ ก้าวหน้าตามแนวคิดของตน จึงประกาศใช้ "รัฐนิยม" เริ่มต้นด้วย การเปลี่ยนชื่อประเทศ "สยาม" มาเป็นประเทศ "ไทย" รัฐบาลในยุค "มาลานำไทยไปสู่มหาอำนาจ" ได้ประกาศรัฐนิยมออกมา ควบคุมชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างมากมายเช่น ให้เลิกนุ่งโจงกระเบน เปลี่ยนมานุ่งกางเกงขายาว และนุ่งกระโปรงแทน ให้สวมหมวก สวมถุงเท้า รองเท้า ให้สามีจูบภรรยาก่อนออกจากบ้าน ตลอดจนไม่ให้กินหมาก ไม่ให้กระเดียดกระจาด ฯลฯ เป็นต้น . ป. อินทรปาลิตเขียนเรื่อง "รัฐนิยม" ให้สามเกลอพล นิกร กิมหงวน กับคณะขานรับนโยบายของ รัฐบาล โดยมีเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นตัวตั้งตัวตี ชักชวนให้ชาวคณะปฎิบัติตาม แนวคิดของท่านผู้นำ ตั้งกฏเกณฑ์ให้กินให้ใช้แต่ข้าวของที่ "ไทยทำ ไทยใช้ ไทยซื้อ ไทยขาย" และเลิก ใช้สินค้าของ ต่างประเทศโดยเด็ดขาด โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล .วันที่ 24 มิถุนายน 2482 รัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มคนที่ร่วมกันเปลี่ยนแปลงปกครองเมื่อปี 2475 ที่เรียกกันว่าคณะราษฎร ได้ประกาศเปลี่ยนการเรียกชื่อประเทศและประชาชน จาก สยาม เป็น ไทย ก่อนหน้านั้นไม่นาน ได้มีการประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็น วันชาติ มีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างมโหฬารเป็นครั้งแรกในปี 2482 นั้นเอง ซึ่งรวมถึงการวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ถนนราชดำเนิน .นี่คือจุดเริ่มต้นของระยะเวลาที่สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ เมื่อรัฐบาลเปิดฉากดำเนินนโยบายด้านต่างๆทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ภายใต้อุดมการณ์ ชาตินิยม ในขณะที่มาตรการด้านเศรษฐกิจ (เช่น การตั้งบริษัท ไทยนิยม ในสาขาอุสาหกรรมและพาณิชยกรรมต่างๆ) ได้กลายเป็นอดีตไปนานแล้ว มาตรการด้านสังคมและวัฒนธรรม ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ยังส่งผลสะเทือนอย่างกว้างขวางยาวนาน จนถึงปัจจุบัน (เรื่องชื่อประเทศเป็นเพียงตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด) .เครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่รัฐบาลหลวงพิบูลใช้ในการรณรงค์ สร้างชาติ (คำของหลวงพิบูลเอง) ในสมัยนั้น คือ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย รัฐนิยม ที่ออกเป็นระยะๆ (ฉบับที่ประกาศเรื่องการเปลี่ยนชื่อประเทศ ถือเป็น รัฐนิยม ฉบับที่ 1) ประกาศเหล่านี้ ไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย แต่เป็นการแสดงความต้องการของรัฐให้ราษฎรทำตาม เช่น ชนชาติไทยต้องไม่ทำตนเป็นตัวแทนของต่างชาติ, ชาวไทยพึงพยายามใช้เครื่องแต่งกายด้วยวัตถุที่มีกำเนิดในประเทศไทย, ชนชาติไทยจะต้องถือเป็นหน้าที่ในการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีแห่งชาติ, ชนชาติไทยไม่พึงปรากฏตัวในที่ชุมนุมชน โดยไม่แต่งกายให้เรียบร้อย ไปจนถึง ชนชาติไทยพึงใช้เวลาว่างในวันหยุด ให้เป็นประโยชน์แก่ร่างกายและจิตใจ เป็นต้น (ภายหลังมีการออกเป็นกฎหมายบังคับเนื้อหาในรัฐนิยมบางอย่าง เช่น การเคารพธงชาติ) หลวงวิจิตรวาทการผู้เป็นเหมือน สถาปนิก ของการรณรงค์ สร้างชาติ ของรัฐบาล และเป็นผู้ร่างประกาศรัฐนิยมส่วนใหญ่ ได้ให้คำนิยามจุดมุ่งหมายของ รัฐนิยม เหล่านี้ว่า เพื่อ ทำคนไทยให้เป็นไทยจริงๆ (จากปาฐกถาทางวิทยุ วันที่ 8 กรกฎาคม 2482) .ในความจริง รัฐบาลหลวงพิบูลต้องการ เปลี่ยนทุกคน และ ทุกอย่างให้เป็น ไทย หมด โดยที่ คนไทย หรือ ความเป็นไทย ในทัศนะของพวกเขามีความหมายที่แคบมาก คือ ไม่ใช่หมายถึงคนที่เกิดในประเทศไทย แต่หมายถึง คนเชื้อชาติไทย ชาตินิยม ของพวกเขาแท้จริงคือ เชื้อชาตินิยม (racism) นั่นเอง ทัศนะแบบนี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนที่สุดในวรรคแรกของเนื้อร้องเพลงชาติที่เขียนขึ้นใหม่หลังการเปลี่ยนชื่อประเทศ ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย (ประเทศไทยคือที่รวมของคนเชื้อชาติไทย) ปัจจุบัน เราทราบกันแล้วว่า ประเทศไทย (หรือสยามก่อนหน้านั้น) ไม่ใช่ เป็นที่รวมของคน ชาติเชื้อไทย เท่านั้น แต่ของหลายๆเชื้อชาติ ไทย จีน มลายู เขมร มอญ ฯลฯ .ความพยายามเปลี่ยนทุกคนและทุกอย่างให้เป็น ไทย หมดนี้ บางครั้งออกมาในรูปที่ปัจจุบันอาจจะดูเป็นเรื่อง ตลก แต่เมื่อคิดถึงระดับความจริงจังที่รัฐบาลสมัยนั้น บังคับใช้มาตรการเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องที่หัวเราะไม่ออก เช่น คำสั่งกรมศิลปากร วันที่ 28 พฤศจิกายน 2482 ให้เปลี่ยนชื่อเพลงไทยเดิม 59 เพลงเพราะมีคำว่า ลาว หรือ เงี้ยว เช่น ลาวคำหอม เปลี่ยนเป็น คำหอม, ลาวดำเนินทราย เปลี่ยนเป็น ดำเนินทราย, โอ้ลาว เปลี่ยนเป็น โอ้! เป็นต้น การกำหนดให้ข้าราชการเปลี่ยนชื่อให้ออกสำเนียงไทย (ไม่ใช่แบบสมัยนี้ วิลลี่ คัทลลียา มาช่า!) การเปลี่ยนอักษรขอมในพระราชลัญจกรเป็นอักษรไทย หรือเมื่อจะมีการสร้างอนุสาวรีย์ ก็ต้องระวังว่า ถ้าทำอย่างพระปรางค์วัดแจ้ง ก็เป็นแบบขอมหรือเขมร ทำรูปเจดีย์ก็เป็นแบบมอญ ต้อง ทำอย่างไทยแท้ๆ ซึ่ง มีตัวอย่างคือที่โลหะปราสาทวัดราชนัดดา แม้แต่ชื่อเทวรูป สยามเทวาธิราช ก็มีการเสนอว่า ควรเปลี่ยนชื่อหรือไม่ กรณีหลังสุดนี้ ข้อเสนอไม่ใช่มาจากรัฐบาล แต่มาจากคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ในเวลาใกล้กัน แม้แต่ ครูเทพ หรือเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ที่ออกจากวงราชการแล้ว ก็ยังแต่งกลอน พระไทยเทวาธิราช) ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า ชนชั้นนำไทยสมัยนั้นแทบทุกคน มากบ้างน้อยบ้าง ล้วนตกอยู่ใต้กระแส เชื้อชาตินิยม (หลวงวิจิตรเป็นเพียงตัวอย่างแบบ สุดขั้ว) คัดลอกจาก วิชาการดอทคอม . ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ ในช่วงยุคการปกครองโดยนายกรัฐมนตรีจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจากคำว่า สยาม มาเป็น ไทย ตามนโยบาย รัฐนิยม ของท่านผู้นำในสมัยนั้น ทำให้จำต้องแก้ไขบทร้องในเพลงชาติด้วย รัฐบาลจึงได้จัดประกวดบทร้องเพลงชาติไทยขึ้นใหม่ ผลการประกวดบทร้องเพลงชาติไทยครั้งนั้นได้แก่ บทร้องซึ่งประพันธ์โดยนายพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ซึ่งส่งเข้าประกวดในนามกองทัพบก และให้ใช้ขับร้องร่วมกับทำนองเพลงชาติไทย ของพระเจนดุริยางค์ ตามแบบที่มีอยู่ ณ กรมศิลปากร ซึ่งมีเนื้อร้องดังนี้ @ ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดำรงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราาชจะไม่ให้ใครข่มขี่ สละเลือดทุถกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย ฯ .และบทร้องเพลงชาติไทยบทนี้ก็ได้กลายมาเป็นบทที่พวกเราคนไทยได้ใช้ร้องกันมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับเกียรติที่ได้รับในครั้งนี้ท่านพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ มีความปลาบปลื้มและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับได้สั่งเสียบุตร ธิดา ไว้ว่า ฉันได้สั่งบุตรธิดาของฉันไว้ทุกคนว่า ในกาลภายหน้าเมื่อถึงวาระที่ฉันจะต้องเกษียรอายุลาโลกไปแล้ว ขณะจะใกล้จะขาดอัสสาสะ ขอให้หาจานเสียงเพลงชาติอันนี้ มาเปิดให้ฟังให้จงได้ เพื่อบังเกิดความชุ่มชื่นระรื่นใจ อันไม่มีเสื่อมคลายตราบสิ้นปราณ คัดลอกจาก หนังสือ ศิลปวัฒนธรรม วันที่ 01 มีนาคม พุทธศักราช 2546 (ปีที่ 24 ฉบับที่ 5) . . . ต่อจากนั้นเช้าวันที่ ๑๕ กันยายน จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีสาส์นเรื่องการเคารพธงชาติ กล่าวแก่ประชาชนทางวิทยุกระจายเสียง โดยมีเนื้อหาสังเขปคือ จอมพล ป. ได้กล่าวถึงการเคารพธงชาติในเวลา ๘ นาฬิกาในวันที่ ๑๔ กันยายนว่า ทำให้ท่าน "มีความรู้สึกสบายไจ" เพราะ "คลำดูตัวพบความเปนไทยมากขึ้นอีกหย่างหนึ่ง เนื่องจากเห็นพี่น้องชาวไทยผู้มีเกียรติดี ได้ทำการเคารพทงชาติตามคำชักชวนของกรมโคสนาการ เปนการพร้อมไจกันมาก" . จากนั้นจอมพล ป. ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเคารพธงชาติว่า "ดูไม่ไช่เรื่องสามัญเลย เปนเรื่องไหย่ เปนเรื่องน้ำตานองหน้ากันทั้งชาติทีเดียว" โดยได้ยกตัวอย่างเรื่องการที่สยามได้เสียดินแดนให้ฝรั่งเศสว่า "ฉันจำได้ว่ามีผู้เล่าคราวฝรั่งเสสมาลดทงไทย และยกทงฝรั่งเสสขึ้นที่จันทบุรี ปรากดว่าพวกเราน้ำตานองหน้ากันทั่วไป สมมตว่าการยกทง ลดทงฝรั่งเสสคราวนั้น มาปรากตการกะทำเช้าวันนี้ที่เสาทงยอดพระที่นั่งอนันตสมาคม พี่น้องชาวไทยจะมีความรู้สึกหย่างไรบ้าง ถ้าท่านไม่น้ำตาไหลนองหน้าอก ไครๆ ก็ซาบว่าท่านไม่รักชาติไทยเท่านั้นเอง" และยกตัวอย่างเรื่องการได้ดินแดนคืนด้วยว่า "เมื่อ ๒ ปีเสสมานี้ ฉันจำได้ดี วันหนึ่งเราชักทงกันทั่วทั้งชาติ และเราได้ยินการกระทำพิธีชักทงไตรรงค์ที่ดินแดนไหม่ของเราที่พระตะบองทางวิทยุ ไนบัดนั้นเราผู้บูชาชาติเหนือหัว เราขนลุกขนพอง เราร้องไห้ หน้าเรานองไปด้วยน้ำตา บางคนหน้าอกเปียก น้ำตาชุ่มทีเดียว ฉันเห็นกับตาตนเอง แต่คราวนี้เปนน้ำตาที่กลั่นจากขั้วหัวไจแห่งความยินดี" ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกของคนให้มีต่อธงชาติ และทำให้เห็นว่า "การชักทงชาติกินไจมนุสผู้จเริน ผู้รักชาติเพียงได" รวมทั้งจอมพล ป. อยากให้ปฏิบัติต่อธงชาติเสมือนเป็นสิ่งที่ควรเคารพสักการะ คือ "พี่น้องไทยทุกคนไช้น้ำตาเคารพทงชาติ ทงไตรรงค์ทุกเช้าค่ำ เวลายกขึ้นและลดลงเก็บในที่ควนสักการะเพื่อบุญมั่นขวันยืนยาวนานของชาติไทย" ............ . . .สังข์ พัธโนทัย ได้เขียนบันทึกไว้ในระหว่างที่ถูกจับขังคุกขณะรอการสอบสวน ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรสงครามหลังจากการสิ้นสุดของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และสงครามโลกครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๔๘๘ ได้กล่าวถึงการเคารพธงชาติในคุกว่า ."...วันพุธ ได้ยินเสียง ผบก. [ผู้บัญชาการเรือนจำ] สั่งเคารพธงชาติอยู่ที่ระเบียง และได้ยินเสียงแตรวงบรรเลงอยู่ไกลๆ ลุกจากที่นอนขึ้นมายืนตรงอยู่จนสิ้นเสียงเพลงแล้ว ผบก.อธิบายว่า ที่นี่มีการทำพิธีชักธงชาติทุกวัน ชักนึกกระหยิ่มใจว่า ไม่เสียแรงที่นายมั่นจ้ำจี้จำไชพูดอยู่หลายหน ผลอันนี้ยังคงเหลืออยู่ จนตัวผู้พูดเองมาได้รับคำชี้แจงเรื่องการเคารพธงชาติอยู่ในกรงเหล็ก ดูก็ไม่เลวเลย..." .ส่วนจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ถูกจับกุมตัวด้วยนั้น สังข์ พัธโนทัย บันทึกไว้ว่า "...เช้าๆ เย็นๆ ที่โรงพักนี้ เขามีการทำพิธีชักธงชาติขึ้นและลงตามเคย ท่านจอมพลทำความเคารพธงชาติอย่างเข้มแข็งทุกครั้ง ครั้งหนึ่งทำความเคารพแล้วหันหน้ามาทางฉัน พูดเบาๆ ว่า นี่เป็นงานชิ้นหนึ่งที่เราทำกันไว้..." . ในสมัยที่รัฐบาลจอมพล ป. พยายามที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบของวัฒนธรรมให้เป็นไปตามสากลนิยมนั้น ระเบียบแบบแผนอะไรต่าง ๆ ก็ออกมาในนามของนายกรัฐมนตรีหรือเป็นคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรี ยังไม่มีหน่วยงานที่จะรับไปดำเนินงานโดยเฉพาะ ฉะนั้นรัฐบาลจึงได้ออกพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๔๘๕ ขึ้นฉบับหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๔๘๕ มีข้อความสำคัญตอนหนึ่งว่า (อักขรวิธีตามต้นฉบับ) มาตรา ๘ ไห้จัดตั้งสภาวัธนธัมขึ้นสภาหนึ่งเรียกว่า สภาวัธนธัมแห่งชาติและไห้สภานี้เป็นนิติบุคคล . สภาวัฒนธรรมแห่งชาติดำเนินกิจการอยู่ในวังบางขุนพรหมได้ไม่ถึง ๒ ปี พอถึงวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๘๗ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กราบถวายบังคมลาออกทั้งคณะ เนื่องจากพระราชบัญญัติพุทธบุรีมณฑล และร่างพระราชบัญญัตินครหลวงฉบับใหม่ที่จะย้ายกรุงเทพฯ ไปอยู่เพชรบูรณ์ไม่ผ่านสภา (เรื่องการเมืองตอนนี้สลับซับซ้อนมาก ความเป็นความตายของชาติอยู่ในช่วงนี้ เพราะทหารญี่ปุ่นกำลังไม่ไว้วางใจรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม) และในที่สุดหลวงโกวิทอภัยวงศ์ (นายควง อภัยวงศ์) ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแทนเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๘๗ . เนื่องจากสงครามกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นความหวาดระแวงระหว่างไทยกับญี่ปุ่นก็มีมากขึ้นตามลำดับ งานของสภาวัฒนธรรมแห่งชาติจึงถูกทอดทิ้งไปชั่วระยะหนึ่ง จนถึงเดือนสิงหาคม ๒๔๘๘ สงครามยุติลง สัมพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะทรัพย์สินต่าง ๆ ที่รัฐบาลไทยยึดมาจากฝ่ายตรงกันข้ามก็ต้องคืนไปเมื่อไทยประกาศสงครามกับอังกฤษได้ยึดธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ไว้ พอยุติสงครามจึงต้องคืนให้อังกฤษไป และในระหว่างสงครามธนาคารแห่งประเทศไทยได้ใช้ตึกธนาคารฮ่องกงเป็นที่ทำงานเมื่อต้องคืนให้อังกฤษก็ต้องหาที่ทำงานใหม่ ในที่สุดรัฐบาลได้ขอให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติย้ายออกจากวังบางขุนพรหมไปหาที่อยู่ใหม่ เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เป็นที่ทำงานแทน . ในตอนนี้งานวัฒนธรรมที่เคยออกประกาศในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกรัฐบาลพันตรีควง อภัยวงศ์ ประกาศยกเลิก เช่น เรื่องวีระธรรมของชาติไทย (ยกเลิกวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๔๘๗) เรื่องสวมหมวกสวมรองเท้า กินหมาก ตลอดจนการแต่งกายให้สวยงามก็ยกเลิก เพราะเห็นว่าการประกาศเช่นนั้นเป็นการไม่เหมาะสม ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเรื่องการครองชีพอยู่แล้วไม่ควรไปบังคับให้ลำบากใจมากขึ้นอีก นายควง อภัยวงศ์ ก็สวมเสื้อเชิ้ตเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎรและในการประชุมคณะรัฐมนตรีไม่ได้แต่งกายแบบสากล ............ประเทศไทยเคยมีคำขวัญประกาศบอกอย่างเป็นทางการให้ทุกคนเชื่อผู้นำชาติพันภัย' นั้น โดยมีหลักฐานชั้นต้นสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ.2487 เป็นประกาศของ 'สำนักนายกรัถมนตรี วันที่ 12 พรึสภาคม พุทธสักราช 2487' ลงนามโดย พล ต.อ.อ.อดุลเดชจรัส รองนายกรัถมนตรีในสมัยนั้น มีข้อความดังนี้ ประกาศสำนักนายกรัถมนตรี เรื่อง วีระธัมของชาติไทย ............ด้วยคนะรัถมนตรีได้พิจารณาเห็นว่า ไนสมัยที่พี่น้องสกุลไทยกำลังขะมักขะเม้นส้างชาติกันหยู่นี้ เปนการสมควนที่จะรวบรวมและปรับปรุงระเบียบนิสัย อันเปนคุนประโยชน์ไนการส้างชาติขึ้นไว้ไห้เปนระเบียบเรียบร้อยไนที่เดียวกัน สำหรับยึดถือเปนแนวปลูกฝังและฝึกอบรมไห้เกิดเปนนิสัยประจำตัวพี่น้องสกุลไทยทั่วกันทุกคน เพื่อส่งเสิมไห้การส้างชาติไทยของเราดำเนินไปเปนแนวเดียวกันด้วยความเปนระเบียบเรียบร้อยดี สมเปนชาติที่มีวัธนธัมอันสูง อันจะเปนทางนำความจเรินก้าวหน้าและวัธนาถาวรมาสู่ชาติไทยยิ่งๆ ขึ้นไปโดยเร็วด้วย จึ่งได้ลงมติไห้กำหนดนิสัยประจำชาติไทย 14 ข้อ เรียกว่า 'วีระธัมของชาติไทย' ขึ้นไว้ดั่งต่อไปนี้ พล ต.อ.อ.อดุลเดชจรัส รองนายกรัถมนตรี โดย อาจารย์ภัทรวดี ภูชฎาภิรมย์ .แผนกดุริยางค์ไทย(กองการสังคีต กรมศิลปากร)2 เป็นหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่บรรเลงดนตรีไทยในงานพระราชพิธีส่วนพระมหากษัตริย์และงานมหรสพในราชสำนักมาแต่เดิม ในสมัยรัชกาลที่ 6 แผนกดุริยางค์ไทยได้รับการส่งเสริมให้เป็นศูนย์รวมศิลปะและศิลปินผู้มีฝีมือความสามารถด้านดนตรีไทยของประเทศ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แผนกดุริยางค์ไทยมีภาระงานเพิ่มขึ้นทั้งงานบรรเลงให้กับราชสำนักและส่วนราชการอื่นๆ เมื่อรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ช่วงปี พ.ศ. 2481-2487 กำหนดนโยบายปฏิวัติวัฒนธรรมเพื่อการสร้างชาติ ซึ่งเรียกว่า "รัฐนิยม" รัฐบาลให้ความสำคัญกับดนตรีไทยในฐานะวัฒนธรรมที่แสดงถึงความมีอารยธรรมของชาติ และกระตุ้นสำนึกของคนในชาติ ด้วยเหตุนี้รัฐจึงปรับปรุงมาตรฐานดนตรีไทยและควบคุมมาตรฐานนักดนตรีไทย ผ่านการดำเนินงานของแผนกดุริยางค์ไทย แผนกดุริยางค์ไทยจึงมีบทบาทความสำคัญทั้งการกำหนดมาตรฐานการบรรเลง และควบคุมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพดนตรีไทย . ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 รัฐบาลให้โอนงานกรมมหรสพ กระทรวง-วัง มาอยู่ในความรับผิดชอบของกรมศิลปากร งานดนตรีไทยใน "กองปี่พาทย์และโขนหลวง" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรมมหรสพ จึงถูกโอนมาสังกัดกรมศิลปากร มีฐานะเป็น "หมวดดุริยางค์ไทย" ในปี 2478 อย่างไรก็ตามการที่รัฐบาลไม่สนับสนุนส่งเสริมหมวดดุริยางค์ไทยตามที่ควรจะเป็น การปฏิบัติงานจึงประสพปัญหา นักดนตรีไทยส่วนหนึ่งถูกให้ออกจากราชการเพื่อลดจำนวนคน ขณะที่ภาระงานเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งผู้ที่รับราชการต่อมาประสพปัญหาเรื่องอัตราเงินเดือนต่ำ เนื่องจากมีคุณวุฒิทางการศึกษาต่ำกว่าเกณฑ์ที่ ก.พ. กำหนด แม้ว่าในปี 2481 พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมศิลปากรใหม่ จะยกระดับหมวดดุริยางค์ไทยเป็น "แผนกดุริยางค์ไทย" แต่ก็เป็นเพียงการจัดระบบการบริหารงาน เพราะแผนกดุริยางค์ไทย ยังคงมีภาระหน้าที่ และปัญหาเช่นเดิม แผนกดุริยางค์ไทยจึงไม่มีบทบาทที่โดดเด่นในช่วงนี้ .ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้ความสำคัญกับนโยบายวัฒนธรรม รัฐบาลเร่งปรับปรุงวัฒนธรรมหลาย ๆ ด้าน โดยกำหนดแนวนโยบายปรับปรุงวัฒนธรรม ตามมาตรฐานวัฒนธรรมตะวันตก แต่คงรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นไทย ดนตรีไทยจึงได้รับการปรับปรุงตามแบบแผนการปรับปรุงวัฒนธรรมของชาติ โดย รัฐบาลกำหนดให้มี "พระราชกริสดีกากำหนดวัธนธัมทางสิลปกัมเกี่ยวกับการสแดงละคอน พุทธศักราช 2485" และ "พระราชกริสดีกากำหนดวัธนธัมทางสิลปกัม เกี่ยวกับการบรรเลงดนตรี การขับร้อง และการพากย์ พุทธศักราช 2486" เพื่อกำหนดมาตรฐานการแสดง และ ปรับปรุงการบรรเลงดนตรีไทยให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช 2485 แนวการปรับปรุงดนตรีไทย กำหนดให้ปรับปรุงระดับเสียงเครื่องดนตรี แบบแผนการบรรเลง และกำหนดมาตรฐานความสามารถของนักดนตรี ในส่วนเครื่องดนตรีให้คงรูปร่างลักษณะเช่นเดิม แต่ปรับปรุงวัสดุหรือส่วนประกอบของเครื่องดนตรีให้ทันสมัยขึ้น และดัดแปลงส่วนประกอบบางส่วนเพื่อให้มีระดับเสียง 12 เสียงเช่นเดียวกับดนตรีสากล ส่วนการบรรเลงกำหนดให้ใช้แบบแผนเดียวกัน โดยให้แผนกดุริยางค์ไทย คิดประดิษฐ์ท่วงทำนองการบรรเลง ของเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ และบันทึกเป็นโน้ตสากล เพื่อพิมพ์จำหน่ายเป็นแบบฉบับ ให้นักดนตรีใช้เป็นแบบแผนเดียวกันทั่วทั้งประเทศ ด้านการควบคุมมาตรฐานนักดนตรีกำหนดให้ผู้ประกอบอาชีพนักดนตรีไทยต้องผ่านการอบรมจากกรมศิลปากร หรือมีความสามารถตามมาตรฐานที่กรมศิลปากรกำหนด โดยมีบัตรประจำตัวที่กรมศิลปากรออกให้ จึงจะประกอบอาชีพได้ แผนกดุริยางค์ไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีบทบาทความสำคัญมากขึ้น เพราะทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานการบรรเลง และควบคุมมาตรฐานศิลปิน .อย่างไรก็ตามแนวนโยบายปรับปรุงดนตรีไทย ตามอย่างดนตรีสากลทั้งด้านระดับเสียง และ แบบแผนวิธีการบรรเลง ไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากยังดำเนินการไม่สำเร็จ และยกเลิกไปหลังสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่แนวนโยบายนี้ยังคงสร้างความเข้าใจ ในหมู่นักดนตรีไทยว่ารัฐบาลพยายามส่งเสริมดนตรีตะวันตก แต่กีดกันการเล่นดนตรีไทย หรือห้ามเล่นดนตรีไทยสืบต่อมา . เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้งในปี พ.ศ. 2491 - 2500 รัฐบาลจอมพล ป. ยังคงให้ความสำคัญกับการปลูกฝังลัทธิชาตินิยมในหมู่ประชาชนผ่านทางกระทรวงวัฒนธรรม แผนกดุริยางค์ไทยได้มีบทบาทสำคัญที่ช่วยปลูกฝังวัฒนธรรมด้านดนตรีไทยในหมู่ประชาชน และเผยแพร่ดนตรีไทยในต่างประเทศ รัฐบาลจึงให้การสนับสนุนแผนกดุริยางค์ไทย โดยเพิ่มตำแหน่งทางราชการและเพิ่มเงินเดือนให้แก่นักดนตรี แผนกดุริยางค์ไทยในช่วงนั้นจึงเป็นศูนย์รวมนักดนตรีไทยผู้มีความสามารถและมีบทบาทเกี่ยวข้องกับคนในสังคมมากขึ้น นอกเหนือจากงานพระราชพิธีในราชสำนัก . ใครๆก็คงเคยกินผัดไทย ยิ่งเป็นผัดไทย กุ้งสด เห็นแล้วน้ำลายสอ แต่ตอนนี้ เราไม่ชวนคุณไปหาก๋วยเตี๋ยว ผัดไทยเจ้าอร่อย รับประทาน เราจะชวนคุณ ไปรู้จักผัดไทย ขนานแท ้และดั้งเดิม ของต้นตระกูลไทย . สมัยเราเด็ก ๆ คงสงสัย ทำไมต้องเป็น ผัดไทย เป็นผัดจีน ผัดแขก ไม่ได้หรือ? คำตอบคือ ไม่ได้ครับ เพราะผัดไทย เป็นของไทย ซึ่งเราจะ ไม่ยอมยก ให้ใคร ยิ่งถ้าคุณทราบว่า ผัดไทยนี้มีความเป็นมา อย่างไร คุณจะรัก ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย มากขึ้นเป็นกอง . ถ้าให้ทายว่า คนไทย กินผัดไทย กันมานาน แค่ไหนแล้ว ผัดไทย น่าจะเป็น ของเก่าของโบราณ บางคน อาจนึกย้อนไปถึง สมัยรัชกาลที่ 5 บางคน อาจคิดย้อนไป มากกว่านั้น ถึงสมัยกรุงแตก พระเจ้าตากสิน กู้เอกราช แต่ที่จริงแล้ว ผัดไทยเกิดขึ้น เมื่อสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม เจ้าของ นโยบาย "เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย" ก็ราว ๆ ห้าสิบกว่าปีมานี้เอง . รัฐบาล จอมพลป. พิบูลสงคราม ได้บริหารประเทศ ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2482-2489 และช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 บ้านเมืองไทยนั้น แต่เดิม เรียกกันว่า ประเทศสยาม ท่านผู้นำ จอมพลป. ก็ให้เปลี่ยนชื่อ ในปี 2484 จึงกลายเป็น ประเทศไทย ตั้งแต่นั้นมา นอกจากนั้น ท่านยังออก รัฐนิยม อันเป็นระเบียบ สำหรับ ประชาชนชาวไทย ปฏิบัติให้ดูเป็น อารยชน เช่น การห้ามก ินหมาก การแต่งกาย สวมหมวก จนถูกเรียกว่าเป็น ยุคมาลานำไทย ฯลฯ . เมื่อมีชาติไทยแล้ว ก็จำเป็นต้องมี อาหารประจำชาติ ผัดไทย จึงได้รับเลือก ให้เป็นพระเอก สำหรับคราวนี้ อาหาร ที่เป็นเส้น ๆ นั้นถูกมองว่า เป็นจีนไปหมด ทั้งก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ แม้แต่ขนมจีนยังเป็นจีน อาหารชนิดใหม่ จึงได้รับ การประดิษฐ์ขึ้นมา เริ่มต้นนำเส้นเล็ก มาผัด ใส่เต้าหู้เหลืองซอย ให้เล็ก ๆ เติมกุ้งแห้ง ใส่ใบกระเทียม แล้วตอกไข่ลงไป ยีให้ทั่ว สุดท้าย ก็ใส่ถั่วงอกดิบ แล้วจึงตักขึ้น ใส่จาน อาจจะประดับ ต้นกระเทียม ไว้กินเคียง ถ้าใส่กุ้งใหญ่ ประดับหน้า ก็จะได้ผัดไทยกุ้งสด . ผัดไทยของแท้ ต้องไม่ใส่หมู เป็นเหตุผล ที่ล้ำลึกมากสำหรับ การสร้างอาหาร ชนิดนี้ให้มีสัญชาติไทย โดยแท้ เพราะในช่วงเวลา ที่ผัดไทย ได้รับการประดิษฐ์ขึ้น มานั้น หมูถูกมองว่า เป็นอาหารของคนจีน คนไทยนั้นนาน ๆ ทีจึงกินหมู กินเฉพาะเวลา งานฉลอง สำคัญจึงฆ่า หมูมากินกัน คนไทย แต่เดิมนั้นกินไก่ กินปลาเป็นหลัก เมื่อผัดไทย ได้ชื่อว่าผัดไทย หมูจึงไม่มีสิทธิ มาอยู่ในจานผัดไทย . ในยุคเดียวกัน กับผัดไทย นั่นเอง วัฒนธรรม จำนวนมาก ได้รับการสร้างขึ้น ให้เป็นไทยแท้ ชื่อนามสกุล ใครดูไม่เป็นไทย ก็ต้องให้เปลี่ยน ชื่อผู้ชาย ก็ต้องฟังเป็น ชายชาตรี จะเป็นแบบ ชื่อผู้หญิงไม่ได้ แม้ว่าสมัยก่อนเราจะ ไม่มีการ แบ่งเพศ ในชื่อเสียง เรียงนาม ชื่อแดง ชื่อดำ ชื่อป้อม ก็เป็นได้ทั้ง ผู้หญิงผู้ชาย พอถึง ยุคท่านผู้นำ ผู้ชายคนไหน ชื่อสมจิตร ซึ่งแปลว่า สำเร็จ ดังที่ตั้งใจไว้ ก็ถูกมองว่า ชื่อเหมือน ผู้หญิง ก็ต้องเปลี่ยนเป็น สมชายบ้าง เป็นชื่ออื่น ๆ ที่เป็นชายมากกว่านี้ ในช่วงนั้นเอง ชื่อสมชาย จึงกลายเป็น ชื่อสุดฮิต มีคนที่ชื่อสมชาย ทั้งหมดตั้งแต่สมัยนั้น จนถึงสมัยนี้ไม่ต่ำกว่า ล้านคน เป็นตัวเลข ที่น่าตกใจ ไม่ใช่น้อย . นอกจาก ชื่อแล้ว ภาษา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ภาษาไทย ถูกทำให้ง่าย ขึ้นด้วยการ ตัดตัวอักษร ที่ไม่จำเป็นออก ส.เสือ ศ.ศาลา ษ.ฤษี ที่มีเสียง เหมือนๆกัน ก็ตัดทิ้งเหลือ ส.เสืออย่างเดียว ตัวอักษรอื่น ที่มีเสียง แบบเดียว ก็เช่นกัน ดังนั้น วงการ หนังสือ สมัยนั้น จึงเกิดปัญหา วุ่นวาย ต้องแก้ ต้องตัด งานเขียนต่าง ๆ ให้ตรงกับ ภาษาไทย ของท่านผู้นำ จอมพลป. แต่หมดยุคท่าน ภาษาไทย จึงกลับเป็น เช่นเดิม . ศิลปวัฒนธรรม ต่างๆถูกสร้าง ถูกเปลี่ยนแปลง ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ดีก็มีมาก ที่สร้างปัญหา ก็มีไม่น้อย จากวันนั้น ถึงวันนี้ เราจึง กลายเป็น ไทยแต่นั้นมา มีผัดไทย กินกันแต่นั้นมา โดย เสาวลักษณ์ สุขสมัย ."อยากให้พี่น้องกินก๋วยเตี๋ยวให้ทั่วกัน เพราะก๋วยเตี๋ยวมีประโยชน์แก่ร่างกาย มีรสเปรี้ยว เค็ม หวาน พร้อมทำได้เองในประเทศไทย ทุกอย่างราคาก็ถูก หาได้สะดวกและอร่อยด้วย ."ถ้าพี่น้องชาวไทยกินก๋วยเตี๋ยวคนละหนึ่งชามทุกวัน คิดชามละห้าสตางค์ วันหนึ่งจะมีคนกินก๋วยเตี๋ยวสิบแปดล้านชาม ตกลงวันหนึ่งเงินค่าก๋วยเตี๋ยวของชาติไทย หนึ่งวันเก้าสิบล้านสตางต์ เท่ากับ เก้าแสนบาท เป็นจำนวนเงินหมุนเวียนมากพอใช้ เงินเก้าแสนบาท ทุก ๆ วันนี้ ก็ไหลไปสู่มือชาวไร่ ชาวนา ชาวทะเล ทั่วกันไม่ตกไปถึงมือใคร และเงินบาท ก็มีราคาหนึ่งบาท ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เสมอ ไม่ใช่ซื้ออะไรไม่ได้อย่างทุกวันนี้ ซึ่งเท่ากับไม่มีประโยชน์เต็มที่ในค่าของเงินมันเอง" ."คำปราศรัย ของอดีตนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2485 ที่พยายามรณรงค์ให้ประชาชนกินก๋วยเตี๋ยวกันให้มาก ๆ เพื่อให้เงินทองหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ อีกทั้งช่วยส่งเสริมอาชีพการขายก๋วยเตี๋ยวของคนไทยให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป (ข้อมูลจากหอสมุดแห่งชาติ - ค้นคว้าโดย ร้านก๋วยเตี๋ยว เย็นตาโฟเครื่องทรง ของ อ.มัลลิการ์ หลีระพันธ์) .จนถึงวันนี้ อาชีพก๋วยเตี๋ยวและวัฒนธรรมการกินก๋วยเตี๋ยว คงอยู่คู่กับคนไทยอย่างแน่นแฟ้นไปเรียบร้อยแล้ว .คนไทยส่วนใหญ่กินก๋วยเตี๋ยวได้บ่อยเท่ากับการกินข้าว อีกทั้งกินได้ในช่วงเวลามื้ออาหารทั้งสามมื้อ ไม่ว่าจะเช้า กลางวัน หรือเย็น ล้วนกินก๋วยเตี๋ยวได้ทั้งสิ้น .จากประวัติความเป็นมาของก๋วยเตี๋ยว ที่อยู่คู่กับคนไทยมาแต่อดีตนั้น ข้อมูลจากหอสมุดแห่งชาติ (ค้นคว้าโดย ร้านก๋วยเตี๋ยว เย็นตาโฟเครื่องทรง ของ อ.มัลลิการ์ หลีระพันธ์ ) เขียนไว้อย่างน่าสนใจว่า ."จากแผ่นดินจีน ถึงแผ่นดินไทย วัฒนธรมก๋วยเตี๋ยวเดินทางมาอย่างเงียบเชียบ ไร้ร่องรอยและหลักฐานให้ตามหา แม้ว่าก๋วยเตี๋ยวจะได้รับความนิยมกันทั่วไป แต่ฐานะของก๋วยเตี๋ยวไม่ได้รับการเชิดชูเช่นอาหารแป้งชนิดอื่น อาจเป็นเพราะก๋วยเตี๋ยวเป็นวัฒนธรรม 'ติดดิน' ไม่ได้เป็นอาหารตำรับราชสำนัก แต่คงมาพร้อม ๆ กับชาวจีนที่อพยพหนีแผ่นดินแร้นแค้นมาตั้งรกรากในแผ่นดินสีเขียวของเมืองไทย พร้อม ๆ กับนำวิชาการผลิตก๋วยเตี๋ยวติดตัวมาด้วย .คนไทยมารู้จักขายก๋วยเตี๋ยว และกินก๋วยเตี๋ยวเป็นเรื่องเป็นราวก็ในสมัยที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2481-2487 โลกกำลังอยู่ในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลสมัยนั้นชักชวนให้ชาวไทยร่วมกันสร้างชาติ จึงสงวนอาชีพต่าง ๆ ไว้ให้คนไทย เช่น อาชีพถีบสามล้อ อาชีพตัดผม และสนับสนุนให้คนไทยรู้จักค้าขาย โดยแนะนำ อาชีพก๋วยเตี๋ยว .ก๋วยเตี่ยวจึงได้กลายเป็นวัฒนธรรมการกินของไทยอย่างเต็มภาคภูมิ ใน พ.ศ. นี้" .ยุคของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม (พ.ศ.2481-2487) ได้ม่งส่งเสริมวัฒนธรรมอย่างขนานใหญ่ เป็นจุดของการสร้างชาติในด้านต่าง ๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีไทยมากมายหลายอย่าง โดยพยายามให้วัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชาติ มีการออกพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกาและประกาศต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องการแต่งกายของชาวไทยหลายฉบับตลอดจนคำแนะนำในด้านการ แต่งกายรวมทั้งการประกาศห้ามผู้แต่งกายไม่สมควรปรากฏตัวในที่สาธารณะ ดังเช่น ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยมฉบับที่ 10 เรื่องการแต่งกาย ของประชาชนชาวไทย ความว่า ชนชาติไทยไม่พึงปรากฏตัวในที่ชุมชนหรือสาธารณสถานในเขตเทศบาลโดยไม่แต่งกายให้เรียบร้อย เช่น นุ่งแต่กางเกงชั้นใน หรือไม่สวมเสื้อ หรือนุ่งผ้าลอยชาย เป็นต้น การแต่งกายที่ถือว่าเรียบร้อยนั้นควรแต่งเครื่องแบบตามสิทธิหรือโอกาส หรือแต่งกายตามแบบสากลนิยม หรือแต่งตามประเพณีนิยมในทำนองสุภาพ พระราชกฤษฏีกากำหนดวัฒนธรรมซึ่งประชาชนชาวไทยจักต้องปฏิบัติตาม พุทธศักราช 2484 และพราะราชกฤษฎีกา กำหนดวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช 2485 ความว่า .ชาวไทยจักต้องรักษาเกียรติของประเทศชาติในที่สาธารณสถาน หรือที่ปรากฏแก่สาธารณชนภายในเขตเทศบาล ห้ามมิให้แต่งกายในทำนองที่จะทำให้เกียรติ ของประเทศชาติเสื่อมเสียไป เช่น นุ่งผ้าหยักรั้ง นุ่งแต่กางเกงใน นุ่งกางเกงชนิดสำหรับใส่นอน นุ่งผ้าขาวม้าหรือไม่สวมเสื้อ หรือสตรีสวมแต่เสื้อชั้นใน หรือมีแต่ผ้าคาดอก เป็นต้น แต่การแต่งกายตามความนิยมอันสุภาพ ณ สถานที่ตากอากาศ สถานที่อาบน้ำ หรือเพื่อเล่นกีฬา หรือตามความจำเป็นในการประกอบ การงานนั้นให้แต่งตามควรแก่เวลาและสถานที่ . แม้ว่าจะมีการนุ่งกระโปรงกันบ้างประปราย แต่ส่วนมากก็ยังนิยมนุ่งโจงกระเบนกันอยู่ รัฐบาลจึงได้วิงวอนให้สตรีไทยเปลี่ยนแปลงการแต่งกาย ให้สมกับเป็นอารยประเทศโดย ให้สตรีไทยทุกคนไว้ผมยาวตามประเพณีนิยมสมัยโบราณหรือตามสมัยนิยมในขณะนั้น เลิกนุ่งผ้าโจงกระเบน และเลิกใช้ผ้า คาดอก หรือเปลือยกายท่อนบน ให้เปลี่ยนมาใช้ผ้าถุงอย่างสมัยโบราณหรือสมัยนิยมขณะนั้นและใส่เสื้อแทน ต่อมาได้ขอร้องให้สตรีไทยสวมหมวก นุ่งกระโปรง และสวมรองเท้า . การแต่งกายแบบสากลเป็นที่นิยมในหมู่ข้าราชการอยู่แล้ว การนุ่งผ้าม่วงกำลังเสื่อมความนิยม เพราะยุ่งยากสิ้นเปลืองและไม่สะดวก แต่ข้าราชการ และประชาชนโดยทั่วไปยังคงนิยมนุ่งกางเกงแพรดอกสีต่าง ๆ ออกนอกบ้านอยู่ จึงได้ประกาศชี้แจงให้คำนึงถึงเกียรติของชาติ ไม่แต่งกายตามสบาย และชักชวน ให้เลิกนุ่งกางเกงแพร โดยอ้างว่าเป็นวัฒนธรรมของจีนอีกด้วย รัฐบาลได้พยายามชี้ให้ประชาชนเห็นว่าการแต่งกายที่สุภาพเรียบร้อย จะมีส่วนช่วยรัฐบาลในการ ส่งสริม วัฒนธรรมและสร้างชาติ ด้วยการแต่งกายเป็นระเบียบเรียบร้อยและสุภาพนั้นย่อมเป็นการเชิดชูวัฒนธรรมและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชาติให้วัฒนา ถาวร ฉะนั้นจึงควรที่ประชากรไทยผู้รักชาติจะร่วมใจกันส่งเสริมและปฏิบัติตามรัฐนิยมและประกาศของทางราชการโดยเคร่งครัด ทั้งยังได้กำหนดเครื่อง แต่งกาย เพื่อเป็นแนวทางให้ประชาชนปฏิบัติตามนี้โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ . 1. เครื่องแต่งกายธรรมดา ได้แก่ เครื่องแต่งกายซึ่งตามปกติใช้ที่ชุมชนหรือสาธารณสถาน . 2. เครื่องแต่งกายตามโอกาส ได้แก่ เครื่องแต่งกายซึ่งใช้ในการกีฬาหรือสังคมตามควรแก่กาลเทศะ . 3. เครื่องแต่งกายทำงาน . ก. ทำงานทั่วไป ได้แก่ เครื่องแต่งกายซึ่งใช้เพื่อประกอบงานอาชีพตามปกติ . ข. ทำงานเฉพาะ ได้แก่ เครื่องแต่งกายซึ่งใช้เพื่อประกอบงานอาชีพบางชนิดโดยให้มีลักษณะเหมาะสมแก่สถานที่และการงานนั้น ๆ ทั้งนี้ รวมถึงเครื่องแบบซึ่งทางราชการหรือองค์การอาชีพนั้น ๆ ได้กำหนดไว้ นอกจากนั้นยังได้กำหนดลักษณะหมวกของสตรีไทยว่าควรเป็น หมวกที่อาจทำด้วยฟาง ผ้า แพร สักหลาด ใบลานหรือไม้สานก็ได้ และไม่ควรใช้หมวกที่ทำด้วยวัตถุแวววาวในเวลาเช้าหรือกลางวัน สีของหมวกควรกลมกลืนกับสีของเสื้อผ้า ลักษณะของหมวกต้องไม่มีลักษณะเป็นหมวกชายหาด หมวกใส่นอน หมวกผู้ชายหรือสายรัด คางอย่างเด็ก ๆ ส่วนกระเป๋าถือ ของสตรีนั้นควรให้เข้าชุดกับเสื้อผ้า หรือรองเท้า หรือหมวก หรือเข็มขัด เป็นต้น ไม่ควรให้ใช้วัตถุแวววาวหรือมีสีเงิน สีทอง ยกเว้นในงานราตรีสโมสร งานพระราชพิธี เป็นต้น . สรุปแล้วในสมัยนี้เครื่องแต่งกายของชายควรประกอบด้วย หมวก เสื้อชั้นนอกคอเปิดหรือคอปิด ถ้าเป็นคอเปิดต้องใส่เสื้อชั้นในคอปกมีผ้าผูกคอ เงื่อนกะลาสีหรือเงื่อนหูกระต่าย กางเกงขายาวแบบสากล สวมรองเท้า ถุงเท้า (จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้) ใส่เสื้อ นุ่งผ้าถุงหรือกระโปรงซึ่งอาจจะเป็นชิ้นเดียวกัน หรือ 2 ชิ้นแยกจากกันก็ได้ แต่ในระยะแรกยังคงนิยมนุ่งผ้าถุงกันอยู่เป็นส่วนมาก ต่อมาเมื่อรัฐบาลได้ขอร้องให้นุ่งกระโปรง ประกอบกับอิทธิพลจากตะวันตก ในหลาย ๆ ด้านที่นำแฟชั่นต่าง ๆเข้ามาทำให้สตรีไทยหันไปนิยมนุ่งกระโปรงตามอย่างสากลกันมากขึ้นดังที่เห็นอยุ่ในปัจจุบันเรื่องการสวมหมวกและนุ่ง กระโปรงภายหลังเป็นเรื่องบังคับ ผู้ใดฝ่าฝืนต้องถูกปรับ ในช่วงนั้นสตรีชาวบ้านทั่วไปเริ่มหันมานุ่งผ้าถุงหรือกระโปรงกันอย่างแพร่หลายและสวมหมวกกัน ทั่วทั้งเมือง . แต่เดิมวันแม่แห่งชาติได้ถือเอาวันที่ 15 เมษายน ของทุกปี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรองเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พศ. 2493 ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงานวันแม่มาตั้งแต่ 13 เมษายน 2493 เป็นครั้งแรกเป็นต้นมา ได้รับความสำเร็จด้วยดี ด้วยประชาชนให้การสนับสนุนจนสามารถขยายขอบข่ายของงานให้กว้างออกไปได้ การจัดงานไม่เพียงแต่จัดพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังจัดให้มีการประกวดแม่แห่งชาติ ประกวดคำขวันวันแม่ ทั้งนี้เพื่อให้เกียรติแก่แม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของงานวันแม่ให้ยิ่งๆ ขึ้น ด้วยเหตุนี้ งานวันแม่จึงเป็นวันประจำปีของชาติ ตามประกาศของรัฐาล ฯพณฯจอมพล ป. พิบูลสงคราม (สมัยนั้น) แต่ทั่วไปเรียกกันว่า วันแม่ของชาติ . ในปี พ.ศ. 2499 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และประชาชน กรรมการอำนวยการ คุรุสภากิตติมศักดิ์ ในสมัยนั้นได้กล่าวคำ ปราศรัยต่อที่ ประชุมครูทั่วประเทศ และ ได้เสนอแนะว่า เนื่องจากครู เป็นผู้มีบุญคุณและ เป็นผู้ให้แสงสว่าง ในชีวิตของเราทั้งหลาย ครูจึงควรมี สักวัน ในวันหนึ่งสำหรับให้ บรรดาลูกศิษย์ ทั้งหลาย ได้มีโอกาส แสดงความเคารพสักการะ จะเห็นว่าในวันสำคัญ อื่นๆเช่น วันขึ้นปีใหม่ และ วันสงกรานต์ พวกเราก็ จะแสดงความเคารพสักการะ ต่อญาติๆ ทั้งที่มีชีวิตอยู่ และ ที่เสียชีวิตไปแล้ว และ ยังมีการทำบุญ เพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้ญาติผู้ล่วงลับ ไปแล้วอีกด้วย และเนื่องจากครู ของเรา มีบทบาทสำคัญ ถัดจากบิดามารดา ข้าพเจ้าจึงใคร่ ที่ จะเสนอความคิด นี้ต่อที่ประชุมนี้ และ ขอร้อง ให้พวกท่าน ไปพิจารณา ในหลักการ หวังว่าทุกคน คงจะไม่ขัดข้อง . จากแนวความคิดนี้กอปรกับความคิดเห็น ของครูที่ แสดงออกทางสื่อมวลชน ล้วนเรียกร้องให้มีวันครู เพื่อให้เป็น วันแห่งการรำลึก ถึงความสำคัญ ของครู ในฐานะ ที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดี เพื่อประโยชน์ ของชาติ และประชาชน เป็นอันมาก ที่ประชุมคุรุสภา จึงมีมติเห็นควรให้มีวันครู เพื่อที่จะได้ประกอบพิธี ระลึกถึง คุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมความสามัคคี ระหว่างครู และเพื่อส่งเสริมความเข้าใจ อันดี ระหว่างครูกับประชาชน . ดังนั้น ในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้วันที่ 16 มกราคมของ ทุกๆ ปี เป็น "วันครู" และ การจัดงานวันครู ได้มีขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 และ ให้ดำเนินเรื่อยมา ทุกปี นับแต่บัดนั้นมา โดยจัดให้มีขึ้น พร้อมกันทั่วประเทศ . แต่เดิมนั้นไทยเราถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ ต่อมาได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็น วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ หรือวันแรกที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนจาก จักรราศีมีนไปสู่จักราศีเมษ (เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า สงกรานต์ แปลว่า การเคลื่อนย้าย) . การนับวันปีใหม่หรือวันสงกรานต์ตามวันทางจันทรคติ เมื่อเทียบกับวันทางสุริยคติย่อมคลาดเคลื่อนกันไปในแต่ละปี ดังนั้น ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปี พ.ศ. 2432 ซึ่งตรงกับวันที่ 1 เมษายน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงให้ถือเอาวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยนับแต่นั้นมา เพี่อวันปีใหม่จะได้ตรงกันทุกปีเมื่อนับทางสุริยคติ (แม้ว่า วันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 ปีต่อๆมาจะไม่ตรงกับวันที่ 1 เมษายนแล้วก็ตาม) . ครั้นถึงปี พ.ศ. 2484 ในวันที่ 24 ธันวาคม คณะรัฐบาลในสมัยจอมพลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศให้ใช้ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 เป็นวันปีใหม่ตามสากลนิยมตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบรรดานานาอารยประเทศ ซึ่งนิยมใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่กันทั่วโลก . ในปี พ.ศ.2484 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ส่งผู้แทนพิเศษไปอินเดีย โดยมี ฯพณฯ ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าคณะ เพื่อขอให้รัฐบาลอินเดีย ช่วยแบ่งกิ่งตอนต้นโพธิ์ให้แก่ประเทศไทย และรัฐบาลอินเดียก็ได้รีบจัดส่งต้นโพธิ มาให้ประเทศไทยทางเครื่องบิน จำนวน 5 ต้น โดยรัฐบาลได้แบ่งต้นโพธิปลูกที่วัดพระศรีมหาธาตุกรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ต้น ส่วนที่เหลืออีก 3 ต้น ได้จัดส่งไปปลูกที่ต่างจังหวัด ราม 3 แห่ง คือ 1. จังหวัดนครศรีธรรมราช ปลูกที่วัดพระมหาธาตุ 2. จังหวัดนครพนม ปลูกที่วัดพระธาตุพนม 3. จังหวัดเชียงใหม่ ปลูกที่วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร พิธีปลูกต้นโพธิ์ในแต่ละจังหวัดนั้น มีสมเด็จมหาวีรวงศ์ สังฆนายกเป็นประธานในพิธีทุกครั้ง . พุทธมณฑล เป็นทั้งสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อน หย่อนใจตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างขวางถึง 2,500 ไร่ ในเขตตำบลศาลายา อำเภอ พุทธมณฑลและเขตตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน นครปฐม ความเป็นมาของการก่อสร้างพุทธมณฑล เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองพุทธศาสนาครบ 2,500 ปี อันเป็นการริเริ่มของรัฐบาลสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้จัด เตรียมสถานที่เพื่อ สร้างปูชนียสถานและสร้างพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาองค์ . วัดไทยพุทธคยา ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกของคนไทยที่ไปสร้างในต่างแดน ใช้งบก่อสร้างงวดแรกประมาณ 5 ล้าน 8 แสนบาท จากเงินของรัฐบาลส่วนหนึ่ง และเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาอีกส่วนหนึ่ง . พื้นที่วัดมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดประมาณ 12 ไร่ กว้างขวางพอสมควรทีเดียว . จุดเริ่มต้นของการก่อสร้างวัดไทยพุทธคยา เริ่มมาจากคำเชิญชวนของรัฐบาลอินเดีย ที่มีท่าน ศรี เยาวหราล เนรูห์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีวัตถุประสงค์จะฟื้นฟูพุทธคยาเนื่องในโอกาส 25 พุทธศตวรรษ . ขณะนั้นมีวัดของชาติอื่นๆที่นับถือพุทธศาสนาอยู่บ้างแล้ว แต่ยังไม่มีวัดไทย จึงเสนอพื้นที่บริเวณนี้ให้ประเทศไทยเช่าเพื่อสร้างวัดเป็นเวลา 99 ปี และต่อสัญญาได้อีกครั้งละ 50 ปี ไปเรื่อยๆ . หลังจากที่รัฐบาลไทยเมื่อ พ.ศ.2500 อันได้แก่รัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีมติให้ตอบสนองคำเชิญชวนของรัฐบาลอินเดียแล้ว การก่อสร้างก็เริ่มต้นขึ้น จนกระทั่งแล้วเสร็จในปี 2503 และได้มีพิธีผูกพัทธสีมาพระอุโบสถ เมื่อปี 2509 .รำวงมาตรฐานมีวิวัฒนาการมาจากการรำโทน จะไม่มีท่ารำกำหนดตายตัว และบทร้องมีหลายลักษณะ เริ่มตั้งแต่บทชมโฉม บทเกี้ยวพาราสี เป็นต้น ต่อมาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนในกรุงเทพมหานครนิยมเล่นกันมาก รัฐบาลโดย ฯพณฯ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม จึงได้พัฒนาศิลปะการเล่นรำโทน ให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย โดยได้มอบให้กรมศิลปากรปรับปรุงการเล่นรำโทนขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2478 และได้คิดบทร้องขึ้นใหม่ 4 บท คือ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลงมาซิมารำ และเพลงคืนเดือนหงาย โดยผู้คิดบทร้องคือ จหมื่นมานิตย์ นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) และผู้ปรับปรุงทำนองเพลงคือ อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้ประดิษฐ์ท่ารำคือหม่อมต่วน อาจารย์มัลลี คงประภัทร์ และอาจารย์ลมุล ยมะคุปต์ ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งบทร้องขึ้นใหม่อีก 6 บท คือ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงบูชานักรบ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า และเพลงยอดชายใจหาญ ซึ่งต่อมากรมศิลปากร ได้เปลี่ยนชื่อเรียกจากเพลง "รำโทน" มาเป็นชื่อ "รำวงมาตรฐาน" ท่ารำที่ใช้จะเป็นท่ารำต่างๆในแม่บทนาฏศิลป์ไทย ที่นำมาใส่ไว้ในแต่ละเพลง มีท่ารำประจำไม่ปะปนกัน วิธีเล่นจะเล่นแบบระบำหมู่ โดยหญิงชายหลายๆคู่ การรำต้องมีความพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะเริ่มรำหญิง และชายจะต้องทำความเคารพกัน และตามด้วยดนตรีที่จะนำขึ้นก่อน 1 วรรค เพื่อให้ผู้รำตั้งต้นจังหวะได้พร้อมเพรียงกัน . ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ กำหนดนโยบายที่สำคัญประการหนึ่งในอันที่จะส่งเสริมสนับสนุน ให้ประชาชน มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพ และดำรงชีวิต ในสังคมได้อย่างปกติสุข จึงได้มอบให้กรมประชาสงเคราะห์จัด ตั้งสถานสงเคราะห์คนชราขึ้น เพื่อให้การสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่ เดือดร้อน มีทุกข์ยากประสบปัญหาและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วย ตนเอง กรมประชาสงเคราะห์จึงได้จัดตั้งสถานสงเคราะห์คนชรา บ้านบางแค เป็นแห่งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ . แนวคิดการประกันสังคมในประเทศไทยได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2495 ในรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการตราเป็นพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2497 และได้มีการจัดตั้ง "กรมประกันสังคม" สังกัดกระทรวงการคลัง แต่มิได้นำมาดำเนินการในทางปฏิบัติ เพราะไม่มีการตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ . ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จึงเริ่มวางหลักสูตร วิชาจิตรกรรมและประติมากรรมขึ้นในระยะเริ่มแรก ชื่อ " โรงเรียนประณีตศิลปกรรม " ต่อมาเปลี่ยนชื่อ เป็น"โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง" และในปีพ.ศ.2485กรมศิลปากรได้แยกจากกระทรวง ศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กัยสำนักนายกรัฐมนตรีและ รัฐบาลในขณะนั้นโดยฯพณฯจอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะว่า เป็นวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งสาขาหนึ่งของชาติ จึงได้มีคำสั่งให้อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นคือพระยาอนุมานราชธนดำเนินการปรับปรุง หลักสูตร และ ตราพระราชบัญญัติยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร มีคณะจิตรกรรมประติมากรรม เป็นคณะวิชาเดียวของมหาวิทยาลัยศิลปากรเปิดสอนเพียง 2 สาขาวิชาคือ สาขาจิตรกรรมและสาขาประติมากรรมและมี ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้อำนวยการสอนและดำรงตำแหน่งคณบดี คนแรกดังนั้นการเรียนการสอนศิลปะใน สาขาวิชาศิลปะจึงเริ่มดำเนินการในระดับปริญญาขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา . ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายบูรณะโบราณสถานภาย ในเมืองอยุธยา เพื่อเป็นการฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษ ประจวบกับในปี พ.ศ.2498 นายกรัฐมนตรีประเทศพม่าเดินทางมาเยือนประเทศไทยและได้มอบเงิน จำนวน 200,000 บาท เพื่อปฏิสังขรณ์วัดและองค์พระมงคลบพิตร เป็นการเริ่มต้นบูรณะโบราณสถานใน อยุธยาอย่าง จริงจัง ซึ่งต่อมากรมศิลปากรเป็นหน่วยงานสำคัญในการดำเนินการ จนองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก มีมติให้ประกาศขึ้นทะเบียนนคร ประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็น "มรดกโลก" เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534 . ค่านิยมในการสร้างวัดนั้น มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยการสร้างวัดนี้ เริ่มตั้งแต่ชั้นบนลงมาคือ พระมหากษัตริย์ มาจนถึงเชื้อพระวงศ์ ขุนนางผู้ ใหญ่ คหบดีและจากการรวมตัวของชาว บ้านเป็นหลัก แต่การสร้างวัดมา เริ่มเสื่อมความนิยมในยุครัชกาลที่ 6 ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัส แก่สมเด็จเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ให้ หยุดการสร้างวัดประจำรัชกาล เนื่อง จากจะมีวัดมากเกินไป ดังนั้น วัด ในช่วงร้อยปีให้หลังจึงลดจำนวน การสร้างลงไปมาก . ครั้นพอถึงยุคหลังการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง เข้าสู่แผ่นดิน ของยุวกษัตริย์ในรัชสมัยของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล โดยมีพลตรี หลวงพิบูลสงคราม (ต่อมาได้รับพระราชทานยศเป็นจอมพลป. พิบูลสงคราม) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้เริ่มการสร้างวัดขึ้นใหม่ โดยมีความคิดที่จะสร้างวัดให้สอดคล้อง กับความคิดที่ "ขยายความเป็น ประชาธิปไตย" ออกไปสู่ประชาชน อย่างกว้างขวางขึ้น ที่ย่านบางเขน ใกล้ๆ กับอนุสรณ์สถาน ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์พิทักษ์ รัฐธรรมนูญ เป็นพื้นที่ที่พลตรี หลวงพิบูลสงครามได้ขอเสนอให้มีการสร้าง วัดเพื่ออนุสรณ์การปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้น ด้วยวงเงินงบประมาณ จากคณะรัฐมนตรีเป็นเงิน 1 แสนบาทใน วันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2483 วัดนี้มาสร้างจนแล้วเสร็จในอีก 2 ปีถัดมาและได้รับการแต่งแต่งให้เป็นอาราม หลวงชั้นเอก โดยสร้างจนเสร็จทันวันชาติ ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2484 โดย ได้ชื่อตามเจตนารมณ์ของคณะผู้สร้างว่า "วัดประชาธิปไตย" . ในรัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาเห็นว่าบริเวณพระอารามหลวงวัดโพธิ์ (ท่าเตียน) ซึ่งเก่าแก่สวยงามเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนโดยทั่วไป ตลอดจนยังเป็นที่ที่ชาวต่างประเทศมาเที่ยวชมอยู่เป็นประจำนั้น มีแต่ความสกปรกรกรุงรัง ไม่เป็นระเบียบ ทั้งนี้เนื่องจากว่า ได้มีพ่อค้า แม่ค้า นำสินค้าตลอดจนผักสดต่างๆ มาวางขายอยู่เป็นการประจำ โดยได้สร้างเพิงพักในบริเวณดังกล่าวด้วย ซึ่งจะไล่เสียพ่อค้า แม่ค้า ก็จะเดือดร้อน ไม่มีที่ทำมาหาเลี้ยงชีพ รัฐบาลจึงมีดำริที่จะจัดตั้งองค์การตลาดขึ้น โดยใช้พื้นที่บริเวณปากคลองตลาด ซึ่งเป็นทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม มีการคมนาคมทั้งทางน้ำและทางบก โดยจะได้ถือโอกาสย้ายตลาดผักสด กรมพูธเรศน์ (ตลาดเก่า) มารวมอยู่ด้วยในคราวเดียวกัน องค์กาตลาดฯ จึงไดถือกำเนิดขึ้น เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2496 โดย "พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาด พ.ศ. 2496" . สวนสัตว์ดุสิต แต่เดิมเป็นสวนหนึ่งของพระราชอุทยานสวนดุสิต ซึ่งประชาชนทั่วไปเรียกว่า "เขาดินวนา" พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเป็นสวนพฤกษชาติสำหรับส่วนพระองค์ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2481 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๘ คณะรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม เห็นว่าสวนสัตว์ดุสิต หรือ เขาดินวนาถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าโดยไร้ประโยชน์ จึงได้กราบบังคมทูลขอจึงได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานให้เทศบาลนครกรุงเทพดำเนินการจัดสร้างเป็นสวนสัตว์ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน และได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานกวางดาว กับสัตว์อื่น ๆ อีก 2-3 ชนิด จากสวนอัมพรมาเลี้ยงไว้ในเขาดินวนา ตั้งชื่อสวนสัตว์นี้ว่า "สวนสัตว์ดุสิต" อยู่ในการดำเนินงานของเทศบาลนครกรุงเทพฯ จนมาถึง พ.ศ. 2497 จึงได้จัดตั้งขึ้นเป็นองค์การสวนสัตว์ . สำหรับความเป็นมาในการพิจารณากำหนดวันที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนาของหน่วยราชการต่างๆ ขึ้น นั้น เริ่มเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๘๕ ในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในส่วนของกองทัพ ก็มีการกำหนดวันที่ระลึกของเหล่าทัพต่างๆ ขึ้นเช่นกัน โดยกองทัพบกกำหนดให้วันที่ วันที่ ๒๘ กรกฎาคม เป็นวันกองทัพบก เนื่องจากพิจารณาว่า เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔ กองทัพไทยได้ฉลองชัยชนะกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส ด้วยการกระทำพิธีสวนสนามรับมอบดินแดนในอินโดจีน ที่จังหวัดพระตะบอง มี พลโทหลวงพรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในขณะนั้น เป็นประธานในพิธี ดินแดนที่ประเทศไทยได้รับคืนคราวนั้นคือ ดินแดนของไทยทั้งหมดที่เสียให้แก่ฝรั่งเศสไป เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๔๖ และ พุทธศักราช๒๔๔๙ ได้แก่ แคว้นหลวงพระบาง ที่อยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขง แคว้นจัมปาศักดิ์ ที่อยู่ตรงข้ามปากเซ และเมืองพระตะบอง ศรีโสภณ และไพลิน . ปี พ.ศ. 2486 รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่8 รัฐบาลโดยการนำของจอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้เสนอออกกฎหมาย ว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นมาบังคับใช้เป็นการเฉพาะครั้งแรก เรียกว่า "พระราชบัญญัติ บัตรประจำตัวประชาชน พุทธศักราช 2486"นับเป็นกฏหมายฉบับแรกที่เกี่ยวกับการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่คนไทย แต่ประกาศและบังคับใช้เฉพาะราษฎรในจังหวัดสองจังหวัดเท่านั้น คือ จังหวัดพระนคร และจังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน) . รัฐบาลสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม ได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2484 เพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียชีวิตไป ในกรณีพิพาทระหว่างไทย กับฝรั่งเศส เรื่องการปรับปรุงพรมแดนไทยกับอินโดจีนใหม่ . สร้างขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อเป็นที่ระลึกในการที่คณะราษฎรขอพระราชทานรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จอมพลแปลก พิบูลสงคราม อธิการบดี ตั้งแต่ ๙ เม.ย. ๒๔๙๕ ถึง ๒๖ ก.ย. ๒๕๐๐ . สมชาย กรุสวนสมบัติ กล่าวเช่นกันว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้มาเขียนปีที่ 30 ผมคิดว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมถนัด เผอิญว่าเป็นช่วงที่เข้ามาเรียนตอนนั้นพอดีหรือว่าคาบลูกคาบดอกกัน ได้เห็นอะไรหลายอย่างในช่วงนั้น เรื่องที่ผมเขียนส่วนใหญ่จะเป็นยุคของปลายสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม (พ.ศ.2503) ซึ่งผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีความสัมพันธ์กับธรรมศาสตร์อย่างลึกซึ้งมาก หอประชุมท่านก็เป็นคนหาทุนมาสร้างให้ ."แปลกใจว่ารุ่นพี่ในธรรมศาสตร์ไม่ยอมพูดให้ฟังเลย เพิ่งมารู้จากการที่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ ผมเรียนธรรมศาสตร์มาหลายปี แทบจะไม่รู้บทบาทของท่าน ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่า คนที่รักธรรมศาสตร์หรือคนที่สร้างธรรมศาสตร์หรือมีจิตใจที่แท้จริงกับธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะยุคไหนๆ มีแต่ผู้ประศาสน์การคือท่านปรีดี พนมยงค์ เรื่อยมา ขณะที่ จอมพล ป.อยู่ธรรมศาสตร์ถึง 5 ปี ยังไม่มีใครพูดถึง ผมเลยนำเรื่องราวของท่านมาพูดถึง" . หลังจากการเรียนการสอนวิชาการหนังสือพิมพ์ได้โอนมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในขณะนั้นก็ได้ทำการพิจารณาว่า หลักสูตรวิชาการหนังสือพิมพ์นี้ จะให้คณะใดเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งในครั้งแรกที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้ตกลงให้คณะรัฐศาสตร์รับไปดำเนินการจัดตั้ง แผนกวิชาการหนังสือพิมพ์ขึ้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2497 เป็นต้นไป โดยให้เหตุผลว่าวิชาการหนังสือพิมพ์มีลักษณะคล้ายคลึงกับวิชาการทางรัฐศาสตร์มาก . ต่อมา เมื่อคณะรัฐศาสตร์ ได้จัดร่างพระราชกฤษฎีกาประกาศระเบียบและหลักสูตร เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้ดำเนินการ บันทึกเสนอต่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อวินิจฉัยและสั่งการต่อไป ในบันทึกฉบับนี้มีข้อบังคับอยู่ข้อหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยอมผ่อนผันให้นักศึกษา และผู้สำเร็จการศึกษาวิชาการหนังสือพิมพ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าศึกษาต่อใน แผนกวารสารศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ได้ แต่ต่อมาภายหลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ยินยอมให้โอน ด้วยเหตุผลที่ระดับคุณวุฒิของผู้เข้าศึกษา ของทั้งสองมหาวิทยาลัยมีพื้นความรู้ไม่เท่ากัน (จุฬาฯ รับนักศึกษาจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ส่วนธรรมศาสตร์รับนักศึกษาจบมัธยมศึกษาปีที่ 8) เพราะเป็นหลักสูตรปริญญาตรี . ใน พ.ศ. 2486 รัฐบาลอันมี ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เล็งเห็นความสำคัญอย่างยิ่งของการศึกษาทางเกษตร จึงได้ปรับปรุงและรวมกิจการของวิทยาลัยฯที่บางเขนกับโรงเรียนวนศาสตร์ มาเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2486 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2486 ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 60 ตอนที่ 7 (ดังนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงถือเอา วันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัย) ได้ปรับปรุงขยายงานการ ศึกษาออกเป็น 4 คณะ คือ คณะเกษตรศาสตร์ คณะสหกรณ์ คณะวนศาสตร์ และคณะประมง โดยจัดการศึกษาเป็นหลักสูตร 5 ปี สำหรับปริญญาตรี และ 3 ปีสำหรับอนุปริญญา การปรับปรุงกิจการครั้งนี้ พลเรือโท สินธุ์ กมลนาวิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการได้ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี คนแรกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ http://www.searin.org/Th/thesisChapter4n.doc . ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ในปี พ.ศ.2475 แนวคิดการสร้างเขื่อนก็ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่นำนโยบายเศรษฐกิจแบบรัฐนิยมมาใช้ กล่าวได้ว่า จอมพล ป. มองว่าการสร้างเขื่อนคือการสร้างชาติเช่นเดียวกับบรรดาผู้นำชาติเกิดใหม่ทั้งหลาย ดังจะเห็นได้จากในปี พ.ศ.2481 รัฐบาลจอมพล ป. ได้จัดตั้ง "คณะกรรมการไฟฟ้ากำลังน้ำ" ขึ้นมาซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่นำไปสู่การก่อตั้งการพลังงานแห่งชาติ หรือปัจจุบันคือ กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานซึ่งเป็น 1 ใน 3 หน่วยงานของรัฐที่มีบทบาทในการสร้างเขื่อน พร้อมกันนั้นก็ได้มีการสำรวจโครงการแก่งเรียงบนลำน้ำแควใหญ่และที่แก่งละว้าบนแม่น้ำแควน้อย เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าส่งป้อนให้กรุงเทพฯ แต่โครงการดังกล่าวก็มิได้มีการดำเนินการ เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สองเสียก่อน (อดุล อิ่มโอชา, 2530) . การให้ความสำคัญกับการสร้างเขื่อนของจอมพล ป.ยังจะเห็นได้จากในปี พ.ศ.2482 รัฐบาลได้ก่อตั้งโรงเรียนการชลประทาน ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของคณะวิศวกรรมชลประทาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการให้การศึกษาเรื่องเขื่อนและการชลประทาน (กรมชลประทาน ในกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ, 2507: 252) การก่อตั้งโรงเรียนชลประทานได้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการจัดการน้ำของรัฐไทยว่า ได้รับเอาแนวคิดการจัดการน้ำแบบตะวันตก นั่นคือ มุ่งเน้นไปที่การจัดการน้ำ 7 วิธีด้วยกัน ได้แก่ การกักตุนน้ำ การทดและส่งน้ำ การระบายน้ำ การพัฒนาที่ดิน การบรรเทาอุทกภัย การไฟฟ้าพลังน้ำ และการคมนาคมทางน้ำ ซึ่งก็คือที่มาของตราประจำโรงเรียนที่เป็นรูปหยดน้ำที่มีพญานาค 7 เศียรบรรจุอยู่ภายใน (กรมชลประทาน, กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ, 2507: 252) . ในปี พ.ศ.2492 คณะทหารภายใต้การนำของจอมพล ป. ได้กลับมามีอำนาจอีกครั้งหลังจากได้ทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลปรีดี พนมยงค์ และจอมพล ป. ก็ได้รื้อฟื้นการสำรวจโครงการแก่งเรียงที่กาญจนบุรีขึ้นมาดำเนินการอีกครั้ง (จันทนา สุทธิจารี, 2535: ภาคผนวก น.127) นอกจากนั้นยังได้ตราพระราชบัญญัติการพลังงานแห่งชาติและปรับปรุงคณะกรรมการพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าทั่วราชอาณาจักรเป็นสำนักงานการพลังงานแห่งชาติ แต่โครงการที่รัฐบาลสมัยนั้นประสบความสำเร็จคือ โครงการชลประทานชัยนาท และเขื่อนยันฮีหรือเขื่อนภูมิพล . กล่าวสำหรับเขื่อนภูมิพล เมื่อสร้างเสร็จ เขื่อนแห่งนี้มีความสูงถึง 154 เมตร ยาว 467 เมตร บนสันเขื่อนมีทางสำหรับรถยนต์กว้าง 5.5 เมตร ฐานเขื่อนกว้าง 52 เมตร ใช้คอนกรีตประมาณ 970,000 ลูกบาศก์เมตร และติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 560 เมกกะวัตต์ ด้วยขนาดที่ใหญ่โตนี้ จึงทำให้เขื่อนภูมิพลถูกจัดให้เป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก ในบรรดาเขื่อนประเภทเดียวกัน ที่มีในขณะนั้น (Brown & Root-Utah, ใน ยุทธ เดชคำรณ, 2510: 36) . ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า การสร้างเขื่อนภูมิพล คือการเข้าสู่ยุคสมัยของการสร้างเขื่อนในประเทศไทยอย่างแท้จริง . ท่านนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขอให้สร้างโรงพยาบาลสำหรับสงเคราะห์หญิงมีครรภ์เวลาคลอดบุตร เพราะหญิงเป็น เพศที่มีอกาสเจ็บไข้ และได้รับทุกข์ทรมานมากกว่าชายนอกจากจะเป็นโรคสามัญทั่วๆ ไปเช่นเดียวกับชายแล้ว หญิงยังมีหน้าที่คลอดบุตรตามที่ ธรรมชาติมอบหมายให้ เพื่อเป็นการสร้างพลเมืองให้แก่ชาติ และด้วยหน้าที่พิเศษนี้ ทำให้หญิงต้องได้ประสบกับความเจ็บไข้ อัน เป็นไปเฉพาะผู้หญิงอีกมากมายหลายประการ และหญิงที่ได้รับทุกข์ทรมานจากโรคเฉพาะสตรีนี้มีจำนวนไม่น้อย ดังนั้น จึงได้ตั้งชื่อ โรงพยาบาลที่สร้างขึ้นใหม่ ณ บริเวณมุมอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในสมัยนั้นว่า "โรงพยาบาลหญิง" . ท่านนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงสั่งให้พันโท นายแพทย์นิตย์ เวชชวิศิษฎ์ (หลวงนิตย์ เวชชวิศิษฎ์) อธิบดีกรม การแพทย์คนแรก จัดสร้างโรงพยาบาลหญิงขึ้น ในพื้นที่ประมาณ ๘๐ ไร่ เต็มไปด้วยหลุมบ่อ เพราะระหว่างสงครามเป็นที่ตั้งของกอง ทัพญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง . หลวงนิตย์ฯ ได้แบ่งที่ดินออกเป็น ๒ ส่วน ด้านหน้าถนนราชวิถี สร้างโรงพยาบาล ด้านหลัง สร้างโรงเรียนพยาบาล (ปัจจุบัน คือ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีกรุงเทพฯ) . ได้ลงมือก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ เสร็จและเปิดเป็นทางการโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๔ . ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ดำริให้สร้างโรงพยาบาลสงฆ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ ด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่เหมาะสมในการที่พระภิกษุ และสามเณรอาพาธ จะต้องได้รับการรักษาพยาบาลร่วมกับฆราวาส จอมพล ป.พิบูลสงคราม อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงทศวรรษ 2480 . เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในตำแหน่งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประกาศตั้งแผนกทันตแพทยศาสตร์ขึ้นเป็นแผนกอิสระ และได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ศาสตราจารย์ พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ เป็นหัวหน้าแผนกอิสระ นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาทันตแพทยศาสตร์ ระดับมหาวิทยาลัยขึ้นในประเทศไทย . เมื่อปีพุทธศักราช 2498 รัฐบาล ซึ่งมี พณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี และมี พณฯ พลเอกมังกร พรหมโยธี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายที่จะขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาออกสู่ส่วนภูมิภาค ประกอบกับในระยะนั้น ประเทศกำลังมีความต้องการครูในระดับปริญญาตรีเป็นจำนวนมาก โดยดำริของ พณฯ พลเอกมังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีความเห็นว่า วิทยาลัยวิชาการศึกษา วิทยาเขตประสานมิตร ซึ่งได้รับการยกฐานะขึ้นจากโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง เมื่อปี 2497 . วิทยาลัยการปกครอง เป็นสถาบันการฝึกอบรมข้าราชการฝ่ายพลเรือน ที่มีประวัติศาสตร์ และ ความเป็นมาที่ต่อเนื่องยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย . วิทยาลัยการปกครอง ก่อตั้งครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483 ในสมัยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในสมัยนั้นเรียกว่า "โรงเรียนข้าราชการฝ่ายปกครอง" รับนักศึกษาที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร เป็นเวลา 2 ปี โดยใช้พระตำหนักสุวัทนาเป็นหอนอนของนักเรียน และพระที่นั่งนงคราญสโมสรเป็นสถานที่ทำงานของ เจ้าหน้าที่ มีการศึกษาวิชาที่ว่าด้วยลักษณะกฎหมายอาญา หลักการจับกุม สืบสวน สอบสวนคดีอาญา ประวัติศาสตร์ จรรยาของนักปกครอง ขับรถยนต์ ขี่ม้า และยิงปืน เป็นต้น . จอมพล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีปี ๒๔๗๘-๒๔๗๙ (จำได้ไม่แม่นนัก) ขึ้นครองประเทศไม่ถึงปี ก็สั่งให้ตัดต้นหมาก โค่น ลงทุกต้น ห้ามคนกินหมาก เลยจำเป็นต้องแอบกินหมากกัน คนกินหมากถ่มน้ำ หมากตามถนนหนทางทำให้ไม่น่าดู จะถูกปรับหรือจับเข้าคุกสมัยโน้นใครมา เยี่ยมคุณยาย ท่านมักจะบอกว่ายกเชี่ยนหมากมาลูกเขากินหมากไปและ คุยกันไป เปรียบเสมือนฝรั่งเขามาเยี่ยมเยียนแล้วดื่มน้ำชากัน ต้นหมากถูกโค่นลงเป็น จำนวนมากทำให้หาหมากกินไม่ได้ ใบพลูก็แพงเท่าใบทอง จังหวัดธนบุรีเป็น จังหวัด ที่มีต้น หมากเต็มทั้งจังหวัด ส่งขายลูกหมากทั่วประเทศ น่าเสียดาย ที่ต้นถูก โค่นลงหมด หาซื้อลูกหมากไม่ได้ ต้องซื้อทาง Black Market ประการต่อมา โยมไม่เข้าใจว่า ท่านห้ามหรือบังคับ คือเวลาออกนอกบ้าน ผู้ใหญ่ หรือหนุ่มสาวต้องใส่หมวกกันทุกคน .ขณะนั้น เวลานั้นฝรั่งมาธุรกิจ ในกรุงเทพฯ มากเขาไม่อยากเห็นน้ำหมาก บ้วนตามพื้นถนน และใส่หมวกข้าพิธีเรียบร้อย สุภาพดี อีกอย่างหนึ่ง โยมทราบ มาว่าท่านบังคับ คือ ทุกๆ บ้านที่มีที่ดินเหลือท่านสั่งให้ขุดถนนหนทางทุกกระ เบียดนิ้ว และปลูกสวนครัวตามรั้วต้องปลูกไม้เลื้อย เช่น ตำลึงหรือบวมเป็นต้น ตามบ่อก็มีผักบุ้ง ผักกระเฉด และ ในน้ำต้องมีปลา เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลาสลิด เป็นต้น แทนที่เราจะตัดบวบไปขายหรือใช้กินเอง เรามักจะปล่อย ให้บวบ แก่เข้ารัง แกะเมล็ดออกไว้ทำพันธ์อีก เอารังบวบ แช่น้ำจนนิ่ม แผ่ขยายให้เป็นแผ่น ตัดเย็บ ให้ถูกขนาดเท่าหัว ทำเป็นหมวกอย่างสวยงาม ติดดอกไม้ให้น่าดูนิยมกันมาจน หาบวบกินไม่มี เขาเอาไปทำหมวก ราคาสูงดิ่ง ทั้งสวยงามเย็นหัวดี ไม่ร้อนระอ เหมือนประเภทอื่น . ทุกเช้าวิทยุจะเปิดกระจายเสียงดังลั่นไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่แปด โมงเช้าจะเป็นเพลงชาติ ต่อมาก็เพลงไก่แก้ว ท่านจอมพลป. พิบูลสงคราม เกิดปีระกา (ไก่) สุดท้ายก็เพลงไตรรงค์ธงไทย เดินไปที่ไหนก็จะได้รับใบปลิว มีเนื้อความว่า "ไทยทำ ไทยใช้ ไทยขาย ไทยซื้อ ไทยเจริญ" ซึ่งมีความหมายว่า "ท่านมีความรัก ต่อคนไทยและบูชาชาติไทย" การที่ท่านบังคับใช้ทำสวนครัวนั้น โยมคิดว่า ทุกซอกทุกมุมในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ร้านขายของทุกอย่างหรือร้านขายของชำ ร้านขายผัก ร้านขายถ่าน ร้านขายผ้า เจ้าของล้วนเป็นคนจีนทั้งนั้น เวลาตรุษจีนร้านจะปิดหมด บางครั้งปิดตั้ง ๕ วัน หรือบางทีเขาไม่ลงเอยกับรัฐบาล เขาจะปิดร้านไม่ยอมขายให้กับคนไทย แต่จะเปิดขายให้กับคนจีนเท่านั้น ถ้าคนจีนมีอะไร ไม่ถูกใจ กับรัฐบาล เขาก็ปิดร้าน เป็นอย่างนี้บ่อยครั้ง ท่านจึงแนะนำให้เราทำสวนครัว เพราะถ้าร้านจีนปิดเราก็ ไม่อดอีกต่อไป . ในระหว่างนั้น (พุทธศักราช 2483) เกิดมีกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เรื่องดินแดนด้านอินโดจีน และเกิดการสู้รบจนทหารบาดเจ็บ ทหารที่อยู่ชายแดนไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด จึงประกาศตั้งองค์การรักษาพยาบาลทหารในเขตหลังและตั้งคุณหลวงธำรงฯ เป็นผู้อำนวยการ .เมื่อ พ.ศ. 2482 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ขณะนั้น พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ส่ง หลวงจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ ไปดูงานเกี่ยวกับศาลคดีเด็กในทวีปเอเซียและยุโรป เมื่อกลับมาประเทศไทยได้เสนอรายงานการดูงานที่ประเทศอิตาลี เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ต่อกระทรวงยุติธรรม ต่อมาได้มีบันทึกของประธานศาลฎีกา รายงานทำความเห็นเรื่องการจัดตั้งศาลคดีเด็กเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่เรื่องต้องระงับไป เนื่องจากอยู่ในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาในปีงบประมาณ 2495 กระทรวงยุติธรรมเปิดดำเนินการก่อสร้างอาคารศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง ขึ้นที่บริเวณใกล้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ด้านถนนราชินี เป็นอาคารตึก 3 ชั้น ตลอดทั้งหลัง กว้าง 9 เมตร ยาว 52.50 เมตร และในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2495 ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์โดย ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้มาเป็นประธานในพิธี .องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ม.ท. กำลังก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ บริษัท มหาชน และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ภายหลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกา ยุบเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง อสมท เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2547 .อ.ส.ม.ท. เกิดขึ้นจากรากฐานเดิม บริษัทไทยโทรทัศน์จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2495 สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อให้บริการสื่อโทรทัศน์แก่ประชาชน 2 ปีต่อมา ทีวีช่อง 4 ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของไทยก็ถือกำเนิดขึ้น พัฒนาการส่งออกอากาศจากระบบขาวดำเป็นระบบสี แต่ในยุคนั้นเครื่องรับโทรทัศน์ยังไม่แพร่หลาย บริษัทมีรายได้จากเพียงค่าโฆษณา ขณะที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ค่าใช่จ่ายมาก .ความสัมพันธ์ระหว่างจอมพล ป.กับภาพยนตร์เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหม ตอนนั้นท่านเริ่มมองเห็นความสำคัญของภาพยนตร์ในฐานะเป็นสื่อสำหรับเผยแพร่กิจการของรัฐบาล ดังนั้นท่านจึงเกิดความคิดที่จะสร้างภาพยนตร์ออกมาเรื่องหนึ่ง เป็นภาพยนตร์ขนาดยาวใช้ดาราแสดง มีเนื้อหาเกี่ยวกับทหารสามเหล่าทัพ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อว่า " เลือดทหารไทย " โดยมอบหมายให้ทีมงานของบริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุง ซึ่งนำโดยขุนวิจิตรมาตรา มาดำเนินงานถ่ายทำ ส่วนกระทรวงกลาโหมให้การสนับสนุนในเรื่องกำลังพล และยุทโธปกรณ์ มาประกอบฉาก เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายปรากฎว่าได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม . สี่ปีต่อมาจอมพล ป. พิบูลสงครามได้ขึ้นเป็นผู้นำประเทศอย่างเต็มตัว ถึงตอนนี้ท่านเห็นความสำคัญของภาพยนตร์มากขึ้น จึงได้ซื้อกิจการโรงถ่ายต่อจากบริษัทไทยฟิล์มก่อตังกองภาพยนตร์ทหารอากาศขึ้นมา ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยมีจุดประสงค์เพื่อผลิตภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์กิจการของรัฐบาล ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เกิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้น จอมพล ป. ได้มอบหมายให้กองถ่ายภาพยนตร์ทหารอากาศผลิตภาพยนตร์สนองนโยบายรักชาติของรัฐบาลถึงสามเรื่องด้วยกัน ได้แก่ "บ้านไร่นาเรา" (๒๔๘๕) "สงครามเขตหลัง" และ "บินกลางคืน" (๒๔๘๖) . สถานธนานุเคราะห์ หรือ โรงรับจำนำ เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล ในสมัย ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนขาดแคลนเงินที่จะนำไปใช้ในการดำรงชีพ หรือนำไปลงทุนประกอบอาชีพ โดยนำทรัพย์สินมาจำนำเสียดอกเบี้ยในอัตราต่ำ และยังเป็นการตรึงระดับอัตราดอกเบี้ยรับจำนำ มิให้โรงรับจำนำเอกชนเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ จากประชาชนผู้ใช้บริการเกินอัตราที่พระราชบัญญัติโรงรับจำนำ กำหนดอีกด้วย . เมื่อวันที่ ๑๗ ต.ค.๒๔๙๓ ได้มีการลงนามความช่วยเหลือทางทหารระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐฯ โดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในฐานะ รมว.กต. ฝ่ายไทย และ นาย เอดวิน เอฟ แสตนตัน เอกอัครราชทูตฝ่ายสหรัฐ รัฐบาลไทยโดย กระทรวงกลาโหม ได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ ประสานงานขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของกองทัพไทย ดำเนินการรับยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ มอบให้ ต่อมาเมื่อสหรัฐฯ ส่งหน่วยทหาร มาตั้งอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น หน่วย JUSMAG ก็ได้ขยายข่ายงานกว้างขึ้น เปลี่ยนชื่อเป็น USMAGTHAI และเมื่อมีการจัด ส่วนราชการ กลาโหมและ บก.ทหารสูงสุด งานของคณะเจ้าหน้าที่ที่ประสานการช่วยเหลือทางทหารก็ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ตามคำสั่ง บก.ทหารสูงสุด (เฉพาะ) ที่ ๗๒/๒๕๑๓ และเมื่อหน่วยทหารสหรัฐฯ ได้ถอนตัวออกจากประเทศไทยการช่วยเหลือ แบบให้เปล่าได้เปลี่ยนเป็น การให้ FMS credit แก่ไทยในการกู้จัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหารจากสหรัฐฯ ส่วน บก. USMAGTHAI ก็ได้เปลี่ยนกลับมาเป็น JUSMAGTHAI ตามเดิม . วารสารกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นวารสารที่กรมการปกครอง (ในขณะนั้นเรียกว่ากรมมหาดไทย) ได้จัดพิมพ์ขึ้นเผยแพร่โดย พล.ท. มังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้เสนอต่อ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นว่า กระทรวงมหาดไทย เป็นสมควรที่จะให้มีการเผยแพร่ความรู้และกฎหมายต่าง ๆ แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และราษฎร โดยจัดพิมพ์ โฆษณา ขึ้นให้แพร่หลายและให้ชื่อหนังสือที่จัดพิมพ์นี้ว่า "วารสารกำนันผู้ใหญ่บ้าน" และได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น . พันตรีหลวงพิบูลสงครามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ลักษณะการปกครองของรัฐบาลชุดนี้ มีลักษณะเผด็จการชาตินิยมแบบทหาร รัฐบาลได้นำลัทธิชาตินิยมแบบฟาสซิส (Fascism) และนาซี (Nazism) มาผสมผสานใช้เป็นอำนาจเด็ดขาด และสร้างความรู้สึกชาตินิยมอย่างรุนแรง ทำให้ประชาชนหลงใหลในเชื้อชาติและต้องการใช้กำลัง . แนวนโยบายการบริหาร มีตั้งแต่ โครงการรวมชาติ การสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ความมั่นคงของชาติ และความสนใจต่อผลประโยชน์ของสาธารณะ รัฐบาลจึงประกาศ นโยบายสร้างชาติ เป็นเป้าหมายในการบริหารประเทศ . มีการปลุกเร้าจิตสำนึกของประชาชนด้วยลัทธิผู้นำนิยม ลัทธิชาตินิยมหรือลัทธิชูชาติและการปฏิวัติวัฒนธรรม มีการปรับปรุงตัวอักษรไทยใหม่ (แต่ในที่สุดก็ต้องยกเลิก) มีการยกเลิกยศบรรดาศักดิ์ต่าง ๆ ที่สำคัญยิ่งคือได้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยาม มาเป็น ไทย เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2482 รัฐบาลพลตรีหลวงพิบูลสงครามได้ปราบปรามปรปักษ์ทางการเมืองอย่างรุนแรง และเข้าไปเกี่ยวพันกับสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยยินยอมให้ญี่ปุ่นเคลื่อนกองทัพลูกพระอาทิตย์ในดินแดนไทย และเหตุการณ์สำคัญประการหนึ่งคือการเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส และสงครามอินโดจีนถึงขั้นวิกฤตเมื่อไทยตอบโต้ฝรั่งเศส และได้ดินแดนคืนจากอินโดจีนฝรั่งเศส (พระตะบอง พิบูลสงคราม จัมปาศักดิ์และถานช้าง) พลตรีหลวงพิบูลสงครามได้รับพระราชทานยศจอมพลเพราะเหตุนี้ . ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ตามที่กล่าวมาแล้ว ประชาชนทุกหมู่เหล่าจึงพร้อมใจกันถวายพระนาม มหาราช แด่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และรัฐบาลอันมี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งเหล่าพสกนิกรชาวไทย ได้พร้อมใจกันสร้างพระราชอนุสาวรีย์ประดิษฐาน ณ วงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี ซึ่งศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี คณบดีประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรขณะนั้น เป็นผู้ออกแบบ . ทางราชการได้ประกอบพระราชพิธีเปิดและถวายบังคมพระบรมราชอนุสาวรีย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2497 และในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2497 จึงมีรัฐพิธีเปิดเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง . ในยุคล่าอาณานิคม ประเทศไทยได้เสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสรวม 5 ครั้ง เป็นพื้นที่ทั้งสิ้น 481,600 ตารางกิโลเมตร นับตั้งแต่ปลายรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โดยไทยต้องยินยอมเสียดินแดนบางส่วนไป เพื่อรักษาเอกราชและดินแดนส่วนใหญ่ไว้ ทำให้พื้นที่ประเทศไทยเหลืออยู่เพียง 513,600 ตารางกิโลเมตร . เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้นในปี พ.ศ. 2482 ฝรั่งเศสมีความห่วงใย อาณานิคมของตน ในอินโดจีนเป็นอันมาก จึงได้เสนอขอทำสัญญาไม่รุกรานกันกับประเทศไทย เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถือโอกาสยึดดินแดนคืน คณะรัฐมนตรีของไทยในครั้งนั้น ซึ่งมีนายพันเอกหลวงพิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการต่อรองประวิงเวลากันมาหลายเดือน ในที่สุดก็ได้ทำสัญญาไม่รุกรานกันเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2484 อันเป็นห้วงเวลาที่กรุงปารีส ใกล้จะเสียแก่ฝ่ายเยอรมัน ดังนั้น การที่ฝ่ายฝรั่งเศสประนามว่าไทยใช้มีดทะลวงหลัง เมื่อตนเพลี่ยงพล้ำนั้นจึงไม่เป็นความจริง . ต่อมาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2484 วันเดียวกับที่รัฐบาลฝรั่งเศสที่เมืองวิซี่ได้ทำสัญญา ตกลงยินยอมให้ญี่ปุ่นใช้ เมืองฮานอย และเมืองไฮฟอง เป็นฐานทัพ ญี่ปุ่นได้ส่งทหารขึ้นบก ในอินโดจีนถึง 35,000 คน เป็นการเปลี่ยนสภาพอาณานิคมของฝรั่งเศสในอินโดจีนโดยสิ้นเชิง ทำให้การทำสัญญาไม่รุกรานกับไทยไร้ความหมาย เกิดปัญหาความเป็นความตาย สำหรับประเทศไทย .ประเทศไทยได้ประท้วงไปยังประเทศฝรั่งเศสอย่างรุนแรงว่า การกระทำของฝรั่งเศสนั้น เป็นอันตรายแก่ประเทศไทย ฉะนั้นเมื่อฝรั่งเศสจะรักษาอธิปไตยในอินโดจีนไว้ ประเทศไทยก็จำต้องเรียกร้องเอาดินแดนคืน เพื่อประโยชน์ในการป้องกันประเทศ และเพื่อมิให้ประชาชนชาวไทย ที่อยู่ในปกครองของฝรั่งเศส ต้องตกเป็นอยู่ในปกครองของประเทศที่ 3 ต่อไปอีก ฝรั่งเศสกล่าวหาว่าไทยใช้มีดแทงด้านหลัง ในขณะที่ฝรั่งเศสปราชัย ฝ่ายฝรั่งเศสใช้ถ้อยคำรุนแรง โดยกล่าวว่ายกดินแดนไทยให้ญี่ปุ่นดีกว่าที่จะคืนให้แก่ประเทศไทย .ในที่สุดนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมืองซึ่งเป็นยุวชน นายทหาร ได้ตั้งผู้แทนไปพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอร้องเดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืน ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้วางหลักไว้เป็นบรรทัดฐานที่จะไม่ให้พระสงฆ์องค์เจ้า และนักเรียนนิสิตนักศึกษา ที่อยู่ในวัยศึกษา เข้าเกี่ยวข้องกับการเมืองเรื่องลัทธิและเรื่องพรรค ฯลฯ แต่ในกรณีนี้เห็นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักชาติอันเป็นสิทธิและหน้าที่ของประชาชน จึงไม่มีอำนาจที่จะห้ามได้ เมื่อได้ปรึกษากับอธิบดีกรมตำรวจแล้ว มีความเห็นสอดคล้องกัน จึงได้รับทราบไว้ และตักเตือนไม่ให้ล่วงเกินสถานทูต หรือคนสัญชาติฝรั่งเศส ส่วนข้อความบนแผ่นป้ายต่าง ๆ ก็ไม่ให้ใช้คำพูดที่หยาบคายก้าวร้าว การเดินขบวนได้เริ่มขึ้น เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2483 ประชาชนนับหมื่นทุกเพศทุกวัย พากันมาจากทุกสารทิศ คนเฒ่าคนแก่ อุ้มลูกจูงหลาน ร้องไห้ฟูมฟายด้วยความเคียดแค้นที่ไทยต้องเสียดินแดนไป ความรู้สึกนี้ได้แผ่ขยายไปทั่วประเทศ เป็นการแสดงมติมหาชนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทั้งชาติ ขบวนการเรียกร้องดินแดนคืนของยุวชนนายทหาร ไหลหลากมาเต็มหน้าพระลานและท้องสนามหลวง และได้มาหยุดชุมนุมกันหน้ากระทรวงกลาโหม .พลตรี หลวงพิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พันเอก หลวงเกรียงศักดิ์พิชิต รองผู้บัญชาการทหารบก เจ้ากรมยุวชนทหาร และรองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มาต้อนรับที่หน้ากระทรวงกลาโหม ผู้แทนของมหาวิทยาลัยทั้งสองในเครื่องแบบยุวชนทหาร ได้เรียนเสนอการเรียกร้องดินแดนคืนต่อ พลตรี หลวงพิบูลสงคราม ขอให้เป็นผู้นำกองทัพของชาติ เข้ายึดเอาดินแดนของไทยกลับคืนมา ให้พี่น้องชาวไทยที่อยู่ในดินแดนดังกล่าว ได้กลับมาร่วมเป็นบ้านพี่เมืองน้องของไทยตามเดิม และยุวชนนายทหาร ทั้งสองมหาวิทยาลัย จะมอบชีวิตไว้เป็นชาติพลี . พลตรี หลวงพิบูลสงคราม ได้กล่าวปราศรัยต้อนรับ และสรรเสริญสดุดีในความรักชาติ ความสามัคคี และความเสียสละ เพื่อประเทศชาติของชาวไทยทั้งมวล และได้ร่วมกันกล่าวปฏิญาณตน หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จบแล้วได้กล่าวอวยชัยให้พร ไชโยสามครั้ง เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ซาบซึ้งตรึงใจเป็นที่สุด . การเตรียมกำลังตามแผนยุทธศาสตร์ ได้ดำเนินไปตามลำดับ ฝ่ายฝรั่งเศสได้เคลื่อนกำลังเข้าประชิดแดนไทย ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2483 ในที่สุดกองทัพไทย เคลื่อนกำลังเข้าสู่ดินแดนเดิมของเราเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2483 ทางด้านอำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีณบุรี ไทยได้ประกาศสถานสงครามกับอินโดจีน เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2484 . กองทัพไทย มีชัยชนะกองทัพฝรั่งเศสในทุกด้าน ดังนี้ กองพลพายัพ ยึดได้แคว้นหลวงพระบาง ฝั่งขวาห้วยทราย ตรงข้ามเชียงแสน มีเมืองปากลาย หงสา และเชียงฮ่อน กองทัพอิสาน กองพลอุบลยึดได้แคว้นนครจัมปาศักดิ์ กองพลสุรินทร์ ยึดได้เมืองสำโรงจงกัล ทางจังหวัดเสียมราฐ กองทัพบูรพา ยึดได้พื้นที่ทางทิศตะวันตกของศรีโสภณ กองพลจันทบุรี ยึดได้บ้านกุบเรียง และบ้านห้วยเขมร ทางด้านทิศตะวันตกของบ่อไพลิน และพระตะบอง กองทัพเรือ ได้มีการรบที่เกาะช้าง เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2484 ซึ่งมีรายละเอียดอยู่แล้วโดยเฉพาะ กองทัพอากาศ ได้ทำการรบจนมีชัยทางอากาศ และได้ไปทำลายสถานที่สำคัญทางทหาร ในอินโดจีนอีกหลายแห่ง .ไทยได้รับดินแดนบางส่วนที่เสียให้แก่ฝรั่งเศษกลับคืนมารวมประมาณ 69,000 ตารางกิโลเมตร จากดินแดนลาวและเขมรที่ไทยเสียให้แก่ฝรั่งเศษในเหตุการณ์หลายครั้ง รวมทั้งสิ้นประมาณ 467,800 ตารางกิโลเมตร โดย ทหาร.คอม ................เรื่องที่สี่เป็นเรื่องสงครามโลกที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยผมได้อ่านจากห้องสมุดของโรงเรียนนายร้อยตอนที่เป้นชั้นหนึ่งที่ถูกกักไม่ได้ออกไปไหนกว่าหกเดือนก็เลยมีโอกาสได้อ่านหนังสือของห้องสมุดที่โรงเรียนหมดไปหลายชั้น โดยเรื่องที่จำได้ดีเรื่องหนึ่งคือเรื่องของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ และมียศในขณะนั้นเพียง พลตรี ซึ่งอยู่ในห้วงเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง และไทยยังเป็นกลางอยู่ ก่อนอื่นขอแทรกนิดเพื่อความไม่งงมากไปกว่านี้ก็คือ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สี่เรื่อยมาประเทศที่เข้ามาล่าอาณานิคมในแถวๆ ใกล้บ้านเรานั้นก็มีสองประเทศหลัก ๆ คืออังกฤษและฝรั่งเศส โดยสามารถยึดครองเอาประเทศต่างๆ เข้าเป็นอาณานิคมได้เกือบหมดจะมีเหลือแต่ญี่ปุ่นและประเทศไทยเท่านั้น แต่สำหรับประเทศไทยทางอังกฤษและฝรั่งเศสก็ได้ใช้วิธีการต่าง ๆ เข้ายึดครองดินแดนโดยรอบประเทศไทยปัจุบันไม่ว่าจะเป็นทางเหนือใต้ออกตก โดยเฉพาะทางตะวันออกนั้นได้ยึดเอาฝั่งขวาแม่น้ำโขงและพระตะบองเสียมราฐไป ซึ่งประเทศไทยได้แต่หวานอมขมกลืนเพราะไม่มีพลังอำนาจทางทหารใด ๆ ไปสู้รบปรบมือได้ ทำได้แต่ เพียงยอมเสียดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้ ................ เวลาได้ผ่านมาร่วมร้อยปี ร้อยเอกแปลก ขีตะสังขะ หรือจอมพล ป. ในเวลาต่อมาได้เก็บความคิดแค้นนี้ไว้ตลอดเวลา และเมื่อมีโอกาสได้ไปเรียนหลักสูตรทหารปืนใหญ่ที่ฝรั่งเศสว่า ครั้งใดที่ได้บอกกับคนฝรั่งเศสว่ามาจากประเทศสยาม คนฝรั่งเศสมักพูดว่าประเทศสยามเป็นประเทศเห็บประเทศเหาที่หลบอยู่ในส่วนใดของโลกก็ไม่รู้ ซึ่ง ร้อยเอกแปลกมักจะเอาคำ ๆ นี้ มาบอกกับเพื่อนสนิทเสมอ วันหนึ่งจะต้องทำให้พวกฝรั่งเศสเหล่านี้ได้รู้ว่าประเทศสยามไม่ใช่ประเทศเห็บประเทศเหาแบบที่คนฝรั่งเศสคิดและจะต้องทำให้คนพวกนี้ได้รู้สำนึกให้จงได้ ................เหตุการณ์ได้ผ่านมาจนร้อยเอกแปลกเป็นพลตรี ป พิบูลสงคราม และเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย และหลังจากที่เกิดกรณีพิพาทอินโดจีน พลตรี ป. นายกรัฐมนตรี ได้รับตำแหน่งผู้บัญการการกองทัพใหญ่ที่คุมกองทัพอีสานและกองทัพบูรพา และได้ทำการบุกข้ามชายแดนขับไล่ฝรั่งเศสออกจากดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงและพระตะบองเสียมราฐออกไปจนหมดสิ้น ซึ่งนับได้ว่าการรบครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ประเทศไทยสามารถรบชนะฝรั่งตาน้ำข้าวได้ด้วยการบัญชาการของลูกชาวสวนทุเรียนเมืองนนทบุรี ................จากคุณงามความดีที่ปรากฏนี้เองรัฐบาลจึงได้ทำเรื่องกราบบังคมทูลขอพระราชทานปูนบำเน็จรางวัลให้แก่พลตรี ป. พิบูลสงคราม ด้วยการขอพระราชทานยศเป็นพลเอก ซึ่งทางสำนักพระราชวังได้ทำหนังสือตอบกลับมาว่า ในการที่ พลตรี ป พิบูลสงครามได้กระทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติด้วยการขับไล่ผู้มารุกรานแผ่นดินให้หมดไปจากแผ่นดินได้นั้น ซึ่งรัฐบาลได้ขอปูนบำเน็จด้วยการขอพระราชทานยศให้เป็นพลเอกนั้น ทางสำนักพระราชวังพิจารณาแล้วว่าการกระทำดังกล่าวนั้นไม่น่าจะเป็นการเหมาะสมที่จะเลื่อนยศให้ตามที่เสนอมา ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสมสำนักพระราชวังจึงได้ถวายพระราชบังคมกราบทูลยศ จอมพล ให้แก่พลตรี ป พิบูลสงครามเพื่อเป็นเกียรติยศและตัวอย่างที่ดีงามของคนไทยสืบไป . จอมพล ป. พิบูลสงคราม จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยตนเอง โดยตั้งพรรคขึ้นชื่อว่า พรรคเสรีมนังคศิลา จอมพล ป. พิบูลสงคราม ลงสมัครในพระนคร ซึ่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายควง อภัยวงศ์ ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย .หลังจาก การเลือกตั้ง จอมพล ป. ก็ได้ตั้งรัฐบาลอีกเพราะพรรคเสรีมนังคศิลามีสมาชิก 83 คนได้รับเลือกเข้ามาจากจำนวนสมาชิก 160 คน (เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่พรรคการเมืองพรรคเดียวได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสภา โดยครั้งที่สองเกิดขึ้นอีก 48 ปีต่อมา เมื่อมีการเลือกตั้ง 6 ก.พ. 48 ที่พรรคไทยรักไทยเพียงพรรคเดียวที่สมาชิกได้รับการเลือกเข้ามามากกว่ากึ่งหนึ่งของสภา ซึ่งถูกกล่าวหาจากฝ่ายตรงข้ามเช่นเดียวกัน ว่ามีการใช้อิทธิพลของรัฐบาลที่ทำให้ได้มาซึ่งการชนะการเลือกตั้ง) นิสิต นักศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เตรียมการเดินขบวนคัดค้าน ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2500 เวลา 9.00 น. นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ชุมนุมกันที่หน้าหอประชุมและลดธงชาติลงครึ่งเสาเป็นการประท้วงการเลือกตั้ง และไว้อาลัยระบอบประชาธิปไตย ในวันเดียวกันนั้นเวลาประมาณเที่ยงวัน นิสิต นักศึกษา และประชาชนได้ไปชุมนุมกันที่กระทรวงมหาดไทย เสนอข้อเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ เป็นโมฆะ เมื่อทางกระทรวงมหาดไทยให้คำตอบไม่ได้ พวกประท้วงก็เดินไปยังทำเนียบรัฐบาล . ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้นตำรวจรักษาการณ์ได้ปิดประตูไม่ยอมให้เข้า ผู้ประท้วงได้พังประตูและเฮโลกันเข้าไปข้างในปรากฏว่า จอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ ได้รออยู่แล้วที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า จอมพล ป. พยายามพูดให้ฝูงชนอยู่ในความสงบ แต่ไม่มีใครฟัง ........... การเปลี่ยนแปลงในช่วงท้าย ๆ ของการครองอำนาจของ จอมพล ป. เป็นเรื่องที่ก้าวหน้ายิ่งและเพราะ การเปลี่ยนแปลง ที่มีลักษณะ ก้าวหน้า นั่นแหละที่ทำให้อภิมหาอำนาจหนุน เสือตัวใหม่ ขึ้นมา . วันที่ 16 กันยายน 2500 เวลา 20.00 น.พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารสั่งรถถังเคลื่อนเข้ายึดที่ทำการสำคัญของรัฐบาล ทำการโค่นล้มรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ได้เดินทางลี้ภัยไปต่างประเทศโดยไปที่เขมรก่อนและเดินทางไปอีกหลายประเทศ ไปบวชที่พุทธคยา อินเดีย และในที่สุดไปอยู่ที่ญี่ปุ่นจนถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2507
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์![]() กลับสู่หน้าหลัก |
![]() กลับสู่หน้าหลัก ![]() เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ |
|
|
บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 1 มี.ค. 47 ถ้าท่านติดตั้งโปรแกรม ICQ ท่านสามารถส่งเวบนี้ไปยังเพื่อนของท่านที่อยู่ใน Contact list ใน ICQ ด้วยการคลิกที่ชื่อเพื่อนท่านใน Contact list แล้วเลือก Web Page address (URL) หน้าต่างใหม่จะเปิดขึ้นมา ดูว่าตรงกับชื่อ address ในเบราเซอร์ แล้วกด Send ได้เลย ท่านสามารถส่งข้อความหาผมโดยตรงได้การพิมพ์ลงในช่องด้านล่างเรียบร้อย แล้วกด Send ได้เลยครับ |
||