|
|||
|---|---|---|---|
| " สงคราม คือกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ " | |||
| ความเป็นมาที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เดินทางมาขอบคุณทหารไทย ซึ่งอาจจะทำให้ท่านคิดอะไรได้บางอย่าง | ท่านคิดอย่างไร&xoxox | |
|---|---|---|
ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวขอบคุณทหารไทย หน้าตึกกองบัญชาการกองทัพบก 19 ต.ค. 46 (ภาพจาก ผู้จัดการออนไลน์) ...................... 19 ตุลาคม 2546 คงเป็นวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งของกองทัพบกต้องบันทึกไว้ เพราะเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เดินทางมาเข้ามาในกองบัญชาการกองทัพบก เพื่อความมุ่งหมายหลักที่จะขอบคุณกำลังพลของกองทัพไทยที่ให้การสนับสนุนกองทัพสหรัฐ ในการเข้าร่วมในสมรภูมิ ที่อัฟกานิสถานและอิรักรวมทั้งย้อนหลังไปถึงติมอร์ตะวันออก เหตุการณ์ดังกล่าวถ้ามีคนพูดเมื่อก่อนหน้าเดือนกันยายน 2546 คนคนนั้นคงโดนกล่าวหาว่าเป็นคนเสียสติอย่างแน่นอน เพราะใครเลยจะคิดว่าผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศที่มีพลังอำนาจมากที่สุดของโลกในยุคปัจจุบัน จะขอพบกับกำลังพลของทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่โดยที่มิได้หวังว่าจะมีใครมาเห็นถึงคุณค่าหรือหวังสิ่งตอบแทนใด ๆ นอกจากความเชื่อมั่นว่าตนเองนั้นทำไปเพราะความเป็นทหารและเพื่อตอบแทนแผ่นดินเกิดเท่านั้น ทหารเหล่านี้คือทหารอาชีพอย่างแท้จริง ทหารที่ไม่มีวันตายและวันนี้พวกเขาจะไม่สูญหายไปตามกาลเวลาเหมือนทหารอาชีพอื่น ๆ อีกต่อไปเพราะวันนี้เขาไม่เพียงแต่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตนเองและครอบครัวที่ตนเองรักเท่านั้น แต่พวกเขาคือผู้ที่ทำให้ประเทศไทยมีความภาคภูมิใจและได้รับเกียรติที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยมีมาก่อนในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ผมอยากจะบอกทุกท่านว่าท่าน คือ วีรบุรุษแห่งชาติที่แท้จริง นี่คือเกียรติยศที่แท้จริงที่ทุกคนไฝ่ฝันหา ...................... เพื่อเป็นการเติมประวัติศาสตร์นั้นให้เต็มในส่วนที่ผมได้เข้าร่วมและรู้เห็นที่ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้ผมจึงขอบันทึกในส่วนที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยดังนี้ คืนวันที่ 7 ตุลาคม 2544 เกือบหนึ่งเดือนที่ ตึกแฝดเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ นครนิวยอร์กถล่มลงมาจากเหตุการณ์ก่อการร้ายและกลายเป็นเพียงซากผงธุลีรวมกับร่างของมนุษย์เกือบสามพันคน คืนนั้นผมเข้าเวรนายทหารเวรยุทธการ ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ประมาณเที่ยงคืนหลังจากที่สรุปรายงานประจำวันเสร็จก็นอนเฝ้าห้องยุทธการเพื่อคอยติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในความรับผิดชอบของกองทัพบก ก็มีรายงานจากโทรทัศน์ว่ากองทัพสหรัฐ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถานกลุ่มที่ให้ความอุปถัมภ์แก่ โอซามา บินลาเด็น ผู้นำและผู้วางแผนหลักในการก่อการร้ายที่ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ ซึ่งทำให้ผมเองใจจดใจจ่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างมากตามประสาของผู้ที่มีอาชีพทหารพึงสนใจทั่วไป ภาพที่ถ่ายทอดออกมานั้นเป็นภาพที่ไม่ชัดเจนเพราะเป็นเวลาประมาณสี่ทุ่มของอัฟกานิสถาน คงเห็นแต่แสงไฟจากการระเบิดวูบวาบไปมาประกอบกับคำบรรยายของนักข่าว ตาของผมก็มองโทรทัศน์ไปโดยที่ภาพมิได้อยู่ในจุดรวมของสายตาแต่กลับมีภาพที่เกิดจากจินตนาการของผมที่มีจิตสงบนิ่งได้เกิดภาพชัดเจนที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนคือ ภาพที่นักรบตาลีบันได้ใช้อาวุธใหญ่น้อยยิงถล่มพระพุทธรูปยืนสลักจากหินที่สูงที่สุดในโลกและมีอายุกว่า 1500 ปีรวมทั้งพระพุทธรูปหินอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงบริเวณหน้าผาบามิยันในอัฟกานิสถานเมื่อต้นปี 2544 จนพระพุทธรูปเหล่านั้นได้พังทลายลงมาทั้งหมด ผมเองแม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ที่มีศรัทธาที่แรงกล้าในศาสนาพุทธมากเท่ากับยายของผมที่ชั่วชีวิตหลังจากที่ผ่านพ้นเยาวัยที่ลำบากจนก่อร่างสร้างตัวได้จวบจนวาบปราณชีวิตเมื่อปี 2516 ได้มุ่งมั่นบริจาคทรัพย์สินที่ทำมาทั้งชีวิตในการบวขภิกษุสามเณรหลายสิบรูปและสร้างวัดวาอารามจนหมดด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่นในพุทธศาสนาและได้ถ่ายทอดให้กับลูกหลานสืบต่อกันมา ซึ่งอย่างที่บอกว่าผมเองคงไม่ถึงขนาดนั้นแต่ก็ทำให้สิ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิดของผมตอนนั้นก็คือ สิ่งที่เกิดกับกลุ่มตาลีบันอย่างชัดเจนก็คือ กฏแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว การถล่มตาลีบันของสหรัฐ ทำต่อเนื่องอีกประมาณสามอาทิตย์ กรุงคาบูลของอัฟกานิสถานก็แตก และสหรัฐ สามารถขับไล่กลุ่มตาลีบันลงจากอำนาจได้อย่างเบ็ดเบ็ดเสร็จ ...................... ในช่วงก่อนหน้านั้นหน้าที่ประจำของของที่กองยุทธการ กรมยุทธการทหารบกหลังจากที่ผมกลับมาจากติมอร์ก็มีสองความรับผิดชอบหลักในฐานะฝ่ายเสนาธิการ อย่างแรกคือการวางแผนใช้กำลังในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดนรวมทั้งการผนึกแผนการป้องกันและแก้ไขยาเสพติดกับกรมฝ่ายเสธาธิการอื่น ๆ ในกองบัญชาการกองทัพบกและหน่วยงานพลเรือน แต่ตอนหลังรัฐบาลได้ประกาศให้การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นนโยบายหลัก ก็มีคนมาช่วยอีกหลายคน สำหรับงานที่สองที่ผมรับผิดชอบเต็ม ๆ ก็คือการติดต่อประสานงานระหว่างกองทัพบกกับ จัสแม็ก ไทย หรือหน่วยให้คำปรึกษาทางทหารสหรัฐ ประจำประเทศไทย ในเรื่อง การเพิ่มขีดความสามารถของกำลังพลกองทัพบกและการใช้กำลังอื่น ๆ หน้าที่นี้ผมเองในเวลานั้นคงจะเหมาะสมที่สุดเพราะเคยผ่านหลักสูตรชั้นนายร้อยและนายพันทหารราบของสหรัฐ ซึ่งต้องผ่านการดำเนินกรรมวิธีต่าง ๆ จากจัสแม็กไทยด้วย ดังนั้น หลังจากที่สหรัฐ เข้ากรุงคาบูลได้ไม่นาน ราวปลายต้นเดือนพฤศจิกายน 2544 ผมก็ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาระดับกรมยุทธการว่า ให้ประสานรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่จัสแม็กไทย เกี่ยวกับอัฟกานิสถาน ซึ่งจากการประสานในขั้นต้นกับเจ้าหน้าที่จัสแม็กไทย ซึ่งได้แก่ พันเอก แบรี่ แชบปิโร่, พันตรี วินซ์ เรียลดอน, พันตรี เท็ด โช ก็ทราบว่า สหรัฐ ได้เสนอความต้องการที่จะให้ไทยจัดกำลังทหารช่างจำนวนหนึ่งสนับสนุนภารกิจของทหารสหรัฐ ในอัฟกานิสถานที่เรียกว่า กองกำลังผสม โดยมีสหรัฐเป็นผู้นำ ซึ่งการเจรจาในรอบแรก ๆ ในระดับผู้ปฏิบัติงานได้กำหนดกรอบที่ทำให้ผมเองต้องคิดหนัก ไม่ว่าจะเป็นการที่ไทยต้องดำเนินการเองเกือบทั้งหมด ไหนจะเรื่อง การส่งกำลัง การติดต่อสื่อสาร สภาพอากาศ ความปลอดภัย รวมทั้งเลยไปถึงเรื่องการยอมรับและให้การสสับสนุนจากคนในกองทัพและผลกระทบการเมืองอื่น ๆ อีก จะมียกเว้นก็แต่เรื่องการขนย้ายทางยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่หลังจากคุยกันไปได้สองสามครั้ง รวมทั้งการประชุมประสานงานกับหน่วยที่เกี่ยวข้อง ก็ได้แนวทางที่ชัดเจนและนำได้ต่อรองจากทางฝ่ายสหรัฐ ซึ่งทางสหรัฐได้ให้คำตอบเรื่องการแก้ปัญหาต่าง ๆ จนเป็นที่น่าพอใจ รวมทั้งการการจัดกำลังรบพิเศษเพื่อให้การคุ้มกันหน่วยทหารช่าง จนผมเองเชื่อว่าในสามประเทศที่เป็นตัวเลือกของสหรัฐในส่วนทหารช่างนั้น ไทยจะต้องเป็นประเทศแรกแน่ ๆ ที่จะได้รับเลือกและคงเดินทางไปประมาณเมษายน 2545 ดังนั้น ประมาณกลางเดือน พฤศจิกายน 2544 ผมจึงตัดสินใจเข้าพบกับผู้บังคับบัญชาและแจ้งความประสงค์ว่า ถ้าการจัดกำลังทหารช่างไปอัฟกานิสถาน เป็นจริงขึ้นมาผมขออาสาสมัครไปเป็นฝ่ายเสนาธิการประจำกองกำลังของไทย ซึ่งตอนนั้น ภรรยาผมมีกำหนดคลอดลูกคนที่สามในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 ที่จะถึง ...................... อย่างไรก็ตามในช่วงหลังจากนั้นจนต้นปี 2545 ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ลดระดับลงไป และเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2544 ผมเองได้รับแจ้งว่าสหประชาชาติคัดเลือกผมให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่กรมปฏิบัติการรักษาสันติภาพตั้งแต่ 20 กรกฎาคม 2545 รวมทั้งราวต้นปี 2545 ได้เกิดความขัดแย้งบริเวณแนวชายแดนทางภาคเหนือ ก็ยิ่งทำให้ความสำคัญเรื่องการจัดกำลังดังกล่าวลดความสำคัญลงไปอีก รวมทั้งแนวความคิดดังกล่าวที่ยังคงเป็นความลับ แต่เมื่อมีการแลกเปลี่ยนข่าวสารเมื่อใครทราบถ้าไม่แสดงความคิดว่าเป็นไปไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นจริง ก็ไม่มีใครสนับสนุนเท่าไรนักโดยเฉพาะเมื่อทราบว่าไทยต้องจ่ายเงินเองหมด จนประมาณกุมภาพันธ์ 2545 เจ้าหน้าที่จัสแม็กไทยก็กลับเข้ามาอีก คราวนี้ติดต่อผ่านมาทางกองบัญชาการทหารสูงสุด ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งผมคิดว่าเขาคงติดต่อกับกระทรวงต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลด้วย เพราะในขั้นตอนนี้รู้สึกว่าเขามีความมั่นใจว่าไทยจะต้องให้การสนับสนุนแน่เพราะได้กำหนดความต้องการที่ชัดเจนมาด้วยสำหรับรูปแบบในการจัดกำลังว่าต้องการทหารช่างระดับกองร้อย ซึ่งแตกต่างจากที่ตกลงกันไว้แต่แรกว่าต้องการชุดทหารช่างประมาณ 25 คนซึ่งผมได้เตรียมการไว้ กองบัญชาการทหารสูงสุดได้เรียกประชุมเป็นการด่วนเพื่อหาแนวทางการปฏิบัติผมเองได้เป็นตัวแทนของกองทัพบกเข้าร่วมประชุมและต้องเตรียมโครงสร้างการจัดและอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาด้วย ปัญหาที่ต้องเจอก็คือในช่วงเวลานั้น กรมการทหารช่างซึ่งเป็นหน่วยหลักในการจัดกำลังต้องทุ่มเทขีดความสามารถเพื่อเตรียมการแก้ไขปัญหาแนวชายแดนทางภาคเหนือจึงไม่มีเวลาและกำลังพลเพียงพอในการจัดทำบัญชีอาวุธยุทโธปกรณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องส่งทางสหรัฐ พิจารณาเตรียมการขนส่งโดยด่วน เมื่อไม่ได้จากหน่วยงานที่มีความชำนาญ แต่ต้องทำให้ทันเวลาผมเองก็ต้องแก้ไขปัญหาตามหน้าที่ที่รับผิดชอบให้ได้ ด้วยการสวมวิญญานทหารช่างที่เรียนมาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ให้เป็นประโยชน์ โดยไปขออัตราการจัดกองพันทหารช่างสนามและกองพันทหารช่างก่อสร้างจากกองการจัด มานั่งอ่านทบทวนอยู่หนึ่งคืนแล้วก็จัดยุทโธปกร์ทหารช่างเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาลงนามส่งให้เจ้าหน้าที่สหรัฐ และหน่วยที่เกี่ยวข้องพิจารณาก่อนการประชุมในวันรุ่งขึ้น ...................... ในการประชุมที่กองบัญชาการทหารสูงสุดได้จัดขึ้นสองรอบโดยรอบแรกเป็นรอบเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานซึ่งเชิญเจ้าหน้าที่ส่วนราชการพลเรือนหน่วยงานหนึ่งเข้ามาให้ข้อคิดเห็นด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวคงเป็นไปได้ยากและมีขั้นตอนอีกมากและขอไม่เข้าร่วมประชุมในรอบสองระหว่างทหารไทยกับสหรัฐ เพราะอาจจะทำให้เกิดข้อผูกมัด จึงทำให้การประชุมเริ่มมีความลังเลมากเข้าไปอีกโดยเฉพาะในสถานการณ์ตอนนั้น มีกองทัพบกเพียงเหล่าทัพเดียวเท่านั้นที่มีคีวามพร้อมที่สุดที่สามารถตอบได้ในที่ประชุมว่าสามารถจัดกำลังได้และพร้อมเดินทางใน 1 เมษายน 2545 และจากผลความไม่แน่ใจในรอบแรกก็ทำให้การประชุมในรอบที่สองระหว่างกองทัพไทยและสหรัฐ ไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ ว่าการจัดกำลังดังกล่าวจะเป็นการจัดเพื่อไปปฏิบัติงานจริงหรือเป็นการจัดเพื่อเสมือนการฝึกทดสอบความชำนาญและแสดงให้สหรัฐ เห็นว่าทหารไทยให้ความร่วมมือ เท่านั้น ...................... แต่เพื่อความไม่ประมาทรวมทั้งความรับผิดชอบของผมและจากที่ได้รู้จักนิสัยทหารสหรัฐ มาพอสมควรผมเองยังเชื่อว่ายังคงมีความเป็นไปได้ที่ไทยจะจัดกำลังร่วมปฏิบัติการกับสหรัฐ ในอัฟกานิสถาน จึงเตรียมการและวางแผนคู่ขนานไปด้วย โดยกำหนดวันพร้อมออกเดินทางออกจากประเทศไทยของกองกำลังไทยเป็นวันที่ 1 เมษายน 2545 และแจ้งให้สหรัฐ ทราบว่ากองทัพบกต้องการจัดส่วนลาดตะเวนเพื่อตรวจภูมิประเทศประมาณ 2 4 อาทิตย์ล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวทางสหรัฐ ไม่สามารถให้คำตอบได้ทันเวลา อีกทั้งการติดต่อในระดับรัฐบาลยังไม่บรรลุผล สหรัฐ จึงตกลงใจเลือกกำลังทหารช่างของประเทศทางยุโรป (คิดว่าอิตาลี) ไปก่อนเป็นลำดับแรก โดยที่ยังคงบัญชีรายชื่อไทยไว้ในการผลัดเปลี่ยนในลำดับต่อไป โดยที่ในห้วงเวลานั้นได้มีการหมุนเวียนกำลังพลของจัสแม็กไทยและผมต้องเดินทางมาปฏิบัติงานที่สหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก จึงต้องส่งมอบหน้าที่นี้ให้กับน้องที่ทำงานร่วมกันรับผิดชอบต่อไป ซึ่งทำให้ไม่ทราบรายละเอียดการดำเนินาการต่อได้ แต่ก็ยังคงติดตามข่าวมาอย่างสม่ำเสมอ ...................... จวบจนกระทั่งทราบว่ารัฐบาลอนุมัติให้จัดทหารไปอัฟกานิสถานแล้วตอนมาทำงานที่นิวยอร์ก ซึ่งกองร้อยทหารช่างดังกล่าวเรียกว่า กองกำลังเฉพาะกิจ 975 ไทย อัฟกานิสถาน และเดินทางใน 15 มีนาคม 2546 หลังจากนั้น รัฐบาลยังอนุมัติให้จัดกองพันทหารช่างหย่อนกำลังที่เรียกว่า กองกำลังเฉพาะกิจปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรม 976 ไทย อิรัก ปฏิบัติภารกิจในการสนับสนุนกำลังผสมที่สหรัฐเป็นผู้นำในอิรักอีกด้วย โดยเดินทางเมื่อ กันยายน 2546 และต้นเดือน ตุลาคม 2546 ที่ผ่านมา ซึ่งก็ทำให้ผมแอบภูมิใจไปด้วย และดีใจที่สิ่งที่ผมทำไว้ไม่เสียเปล่า ..............แต่ก็ไม่ได้เขียนลงในเวบในห้วงเวลานั้น รวมทั้งก่อนหน้าที่ทราบว่าประธานาธิบดีสหรัฐ จะเดินทางไปขอบคุณทหารไทยที่ให้การสนับสนุนสหรัฐที่กองบัญชาการกองทัพบก เพราะเกรงว่าจะเป็นการไม่เหมาะสมนัก จนวันนี้หลังจากจบการที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้กล่าวขอบคุณทหารไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงคิดว่าน่าจะได้เวลาอันควรที่จะได้นำบันทึกนี้มาให้ผู้ที่สนใจความเป็นมาที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ต้องเดินทางมาด้วยตนเองเพื่อขอบคุณไม่แต่ทหารไทยแต่หมายถึงประเทศไทยด้วยเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเพื่อให้เหล่าทหารทุกคนได้ร่วมภาคภูมิใจไปด้วย ผมเคยเองได้เขียนไว้เมื่อ 9 กันยายน ถึง การขอบคุณทหารของสหรัฐ จากประธานาธิบดีสหรัฐ ผ่านทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งคงไม่แปลกอะไรเพราะเขาเป็นคนชาติเดียวกัน จะแปลกถ้าเขาไม่ขอบคุณต่างหาก แต่ที่ไม่นึกไม่ฝันก็คือ ประธานาธิบดีคนเดียวกันนี้ เดินทางมาขอบคุณทหารไทยด้วยตนเองทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนและทหารเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็คือลูกชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น ตรงนี้ต่างหากที่ผมว่าไม่รู้จะใช้คำเรียกว่าอย่างไรถึงจะเหมาะสม แล้วคุณล่ะมีอะไรแปลก ๆ เกิดขึ้นในความความคิดบ้างไหม หลังจากที่คุณอ่านบรรทัดสุดท้ายนี้จบ ![]() กลับสู่หน้าหลัก |
คน)
![]() กลับสู่หน้าหลัก ![]() เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ |
|
|
บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 19 ต.ค. 46 ถ้าท่านติดตั้งโปรแกรม ICQ ท่านสามารถส่งเวบนี้ไปยังเพื่อนของท่านที่อยู่ใน Contact list ใน ICQ ด้วยการคลิกที่ชื่อเพื่อนท่านใน Contact list แล้วเลือก Web Page address (URL) หน้าต่างใหม่จะเปิดขึ้นมา ดูว่าตรงกับชื่อ address ในเบราเซอร์ แล้วกด Send ได้เลย ท่านสามารถส่งข้อความหาผมโดยตรงได้การพิมพ์ลงในช่องด้านล่างเรียบร้อย แล้วกด Send ได้เลยครับ |
||