" ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว "
พลทหาร ท่านอยากให้คนที่เข้ามารับใช้ชาติรวมทั้งพ่อแม่ของเขาภาคภูมิใจและมีเกียรติที่ได้เป็นบ้างไหม ท่านคิดอย่างไร&xoxox

.................... หลังจากได้อ่านกระทู้นี้เกี่ยวกับพลทหารรับใช้ในกระดานเสวนาแล้ว ผมเองได้เขียนเตือนไว้ให้เบา ๆ กันหน่อยเพราะว่าล่อแหลมต่อการที่จะมีเรื่องได้ แต่ผมก็ไม่ได้เอาออก เพราะคิดว่าเป็นกระทู้ที่น่าสนใจ แล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้นเพราะมีคนเข้ามาช่วยกันเขียนหลายคนในเวลาสองวัน ซึ่งอ่านแล้วก็ยังรู้สึกว่าชีวิตของพลทหารที่สะท้อนออกมายังไม่ดีเท่าไรนัก อ่านแล้วก็ยังหดหู่ใจ พอสมควร ซึ่งคิดว่าคงจะแก้ได้ยากเต็มทีในช่วงชีวิตของเรา เอาว่ามาอ่านแล้วไม่ให้เกิดความหดหู่ใจต่อชีวิตพลทหารบ้างก็น่าจะดีนะครับแม้ว่าจะไม่ใช่พลทหารของไทย แล้วก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อระดับโลกระดับคลาสสิกเลยก็ว่าได้ ลองอ่านดูก่อนแล้วกัน
.................... เมื่อคืนผมก็นึกถึงกระทู้นี้ขึ้นมาก่อนจะนอนแล้วก็ระลึกถึงเรื่องดี ๆ ของพลทหารขึ้นมาได้ เพียงแต่ว่าไม่ใช่พลทหารไทยเท่านั้น แต่ก็อยากเอามาเล่าสู่กันฟัง เผื่อบางทีอาจจะทำให้ใครบางคนมีความรู้สึกที่ดีต่อพลทหารอยู่บ้าง
.................... ท่านที่ชอบดูหนังสงคราม (ซึ่งต้องสร้างโดยสหรัฐ ฯ อยู่แล้ว) เมื่อ ห้าหกปีก่อนคงจะได้ดูเรื่อง Saving Private Ryan นะครับ (คิดว่าตอนเอามาฉายที่ไทยเขาก็ใช้ชื่อเรื่องนี้ทับลงไปเลยโดยไม่ได้ตั้งชื่อเป็นไทยใหม่) สำหรับท่านที่ยังไม่เคยดูลองไปหาเช่ายืมหรือซื้อมาดูได้นะครับคิดว่าคงหาไม่ยาก ซึ่งถ้าอ่านชื่อเรื่องโดยที่ไม่เคยทราบเนื้อเรื่องแล้วคงจะงงกับชื่อเรื่องอยู่บ้างว่ามันเป็นหนังสงครามได้อย่างไรเพราะแปลเป็นไทยได้ตรง ๆ ว่า "รักษาพลทหารไรอัน" ซึ่งฟังแล้วไม่ค่อยจะได้เรื่องเท่าไร เอาว่าผมจะสรุปเรื่องให้ฟังแล้วกัน หนังเรื่องนี้ก็มีอยู่ว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่สหรัฐ ฯ ส่งทหารไปรบกับเยอรมันที่ยุโรป และญี่ปุ่นทางด้านแปซิฟิกนั้น ก็มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่งนามสกุล Ryan ซึ่งมีลูกชาย 4 คนแล้วก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นพลทหารทั้งสี่คนที่ถูกส่งไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งนี้ โดยต่างคนต่างไปกันคนละสมรภูมิ ซึ่งทำให้ Ryan สามคนเสียชีวิตจากการรบ คงเหลือ Ryan ผู้น้องเพียงคนเดียว ซึ่งตามนโยบายของสหรัฐ ฯ แล้วครอบครัวที่ลูกชายไปรบแล้วเสียชีวิตแบบนี้ ลูกชายคนที่เหลือจะต้องถูกเรียกตัวกลับประเทศ เพราะถือว่าครอบครัวนั้นได้เสียสละเพียงพอแล้ว แล้วครอบครัวนั้นก็จะได้แหลือผู้สืบสกุลต่อไปด้วย จึงทำให้กองทัพบกสหรัฐ ฯ มอบภารกิจการรักษาชีวิตของพลทหารไรอัน ที่ติดพันการรบอยู่กับทหารเยอรมันซึ่งติดต่อกับหน่วยไม่ได้ให้กับ ชุดเฉพาะกิจที่นำโดยร้อยเอกมิลเลอร์ อันเป็นที่มาของชื่อหนังเรื่องนี้ ไปนำตัวกลับมาเพื่อส่งตัวกลับสหรัฐ ฯ ตามนโยบาย ซึ่งในตอนท้ายของเรื่อง กว่าที่ทำทำให้การช่วยเหลือดังกล่าวสำเร็จได้ก็ทำให้ต้องสูญเสียชีวิตของร้อยเอกหัวหน้าชุดค้นหา รวมทั้งทหารในชุดอีกหลายคนเพื่อแลกกับความต้องการที่นำพลทหารคนหนึ่งที่ไม่ได้มีผลการตัดสินแพ้ชนะของสงครามแต่อย่างไรกลับประเทศ แต่จากฝีมือการกำกับหนังที่เหลือกำลังลากของพ่อมดฮอลีวูด สตีเฟ่น สปิลเบอร์ก ทำให้ภาพของภาพยนตร์เรื่องนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อทหารจากคนที่ชมอย่างมาก เรียกได้ว่าทำให้เกิดความเชื่อมันในกองทัพสหรัฐ ฯ การรักหมู่รักคณะ การเห็นคุณค่าของชีวิตของคนที่ไม่จำกัดชั้นยศ แม้ว่าคนดูจะรู้ว่าเป็นเรื่องที่มีการแต่งเติมเพื่อให้มีความสนุกสนานก็ตาม แล้วที่ทำให้คนทั่วไปงงเข้าไปอีกก็คือ กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ฯ เชิญผู้กำกับไปรับเหรียญเชิดชูเกียรติจากกระทรวงกลาโหมอีกด้วย แล้วทางกองทัพของเราก็เอากับเขาด้วย ด้วยการร่วมกับบริษัทที่จัดฉายหนังในเมื่อไทยเปิดรอบหนังพิเศษให้พลทหารเข้าไปดูฟรีอยู่หลายรอบตอนที่เข้ามาฉายในเมืองไทย

....................จากเรื่องเล่าที่กลายเป็นหนังอย่างที่ว่า กลับกลายมาเป็นเรื่องจริงที่ใกล้เคียงกับหนังเมื่อ คืนวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ในระหว่างสงครามระหว่างสหรัฐ ฯ กับอิรัก ซึ่งในประเทศสหรัฐ ฯ ได้เอาข่าวดังกล่าวมาประโคมข่าวกันอย่างใหญ่โตกันเลยทีเดียว ซึ่งสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซีได้เตรียมที่จะเอาเรื่องราวนี้มาสร้างเป็นหนังฉายทางโทรทัศน์ปลายปีนี้แล้ว โดยผมตั้งชื่อเรื่องไว้ล่วงหน้าว่า Saving Private Jessica เรื่องก็มีอยู่ว่า หลังจากที่สหรัฐ ฯ ได้เปิดฉากสงครามได้สี่วัน รถบรรทุกของ กองร้อยซ่อมบำรุง กองพลทหารราบที่ 507 ได้พลัดหลงเข้าไปอยู่ในวงล้อมของทหารอิรัก ทำให้ทหารที่มากับรถดังกล่าวสูญหายไป 8 คน โดยมีพลทหารหญิงชื่อ เจสซิก้า ลินช์ อายุ 19 ปี ซึ่งรูปที่เอามาลงตามหน้าหนังสือพิมพ์จัดได้ว่าดูดีทีเดียว รวมอยู่ด้วย ซึ่งต่อมากลุ่มทหารที่ถูกจำหน่ายว่าสาบสูญ 5 คนได้ปรากฏตัวทางทีวีของชาติอาหรับในฐานะเชลยศึกที่อยู่ในสภาพบาดเจ็บ สำหรับอีก 2 คน มาทราบภายหลังว่าถูกสังหารระหว่างการปะทะ แต่ไม่ปรากฏภาพของพลทหารเจสซิก้า ในช่วงที่พลทหารเจสซิก้า สาบสูญอยู่นี้ ทางครอบครัวและที่บ้านเกิดก็ยังคงมีความหวังว่าพลทหารเจสซิก้ายังคงมีชีวิตอยู่ก็ได้ผูกริบบิ้นสีเหลืองกันทั่วเมืองไปหมด

........ผมขอตัดตอนหน่อย มาอธิบายว่าทำไมต้องผูกริบบิ้นสีเหลืองทั่วเมือง เท่าที่ผมทราบมาแบบไม่ยืนยันถึงสาเหตุของการผูกริบบิ้นรอคนกลับมานั้นมาจากหนังเรื่องหนึ่ง (อีกแล้ว) ที่เป็นเรื่องของชายหนุ่มและหญิงสาวคนรักที่ต้องจากกันไปหลายปีโดยไม่ได้ติดต่อกัน เพราะผู้ชายทำผิดต้องติดคุกอยู่หลายปีก่อนที่จะพ้นโทษ ก็ได้เขียนจดหมายไปบอกอดีตสาวคนรักว่าตนเองกำลังจะพ้นโทษแล้ว แล้วก็ยังรักหญิงสาวนั้นอยู่ อยากจะไปหาแต่ก็ไม่แน่ใจว่าเวลาที่ห่างหายกันไปหลายปี ไม่รู้ว่าสาวเจ้าเปลี่ยนแปลงอะไรไปหรือไม่ซึ่งเขาก็บอกว่าหลังจากที่ออกจากคุกแล้วจะผ่านไปหน้าบ้านของแฟนเก่าที่มีต้นโอ๊คใหญ่อยู่หน้าบ้านแล้วก็บอกให้สาวคนรักว่าถ้ายังเหมือนเดิมก็ขอให้ผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้ที่ปลายกิ่งต้นโอ๊ก 1 ชิ้น เพื่อแสดงว่ายังคงรักเขาอยู่เขาก็จะได้แวะเข้าไปหาที่บ้าน แต่ถ้าทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้วก็ไม่ต้องทำอะไร ถ้าเขาหน้าบ้านแล้วไม่มีริบบิ้นผูกที่ต้นโอ๊กก็เป็นเข้าใจว่าความรักไม่เหมือนเดิมแล้ว เขาก็จะผ่านไปโดยไม่รบกวน แล้ววันสู่อิสรภาพของหนุ่มก็มาถึงด้วยความตื่นเต้นว่าจะมีริบบิ้นสีเหลืองผูกไว้ที่ปลายกิ่งโอ๊กหรือไม่ หนุ่มที่ว่านั่งรถบัสแล้วก็เล่าเรื่องให้คนในรถที่นั่งมาด้วยฟังแล้วก็บอกให้ช่วยดูต้นโอ๊คที่ว่าให้ด้วยเพราะเขาไม่กล้าจะดูด้วยตนเอง เรียกว่ายิ่งเข้าใกล้บ้านหญิงสาวใจยิ่งเต้นแรง แล้วคุณลองคิดถึงความรู้สึกของชายหนุ่มดังกล่าวซิว่ายิ่งเข้าไปใกล้เสียงเฮของคนในรถบัสยิ่งโห่ร้องยินดีดังขึ้นดังขึ้น จนทำให้เขาเปิดตามาดูต้นโอ๊กหน้าบ้านสาวสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาก็คือกิ่งของต้นโอ๊กไม่ได้ถูกผูกด้วยริ้บบิ้นสีเหลืองเพียงชิ้นเดียว แต่ทั้งต้นโอ๊กถูกผูกด้วยริ้บบิ้นเหลืองอร่ามทั้งต้น หนังเรื่องนี้ผมไม่เคยดูหรอกครับได้แต่ฟังเพลงซึ่งเป็นเพลงฮิตเมื่อเป็นสิบปีมาแล้ว ลองหาฟังดูก็แล้วกันนะครับ

.......ตัดกลับมาเรื่องพลทหารต่อ หลังจากที่พลทหารเจสซิก้าหายไป ได้สักพักหน่วยข่าวกรองกลางก็ได้รับข่าวสารว่ามีเชลยศึกที่ถูกจับได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมี่เมืองนัสริย่า เมืองเดียวกับที่เชลยศึกถูกจับตัวไป ซึ่ง กองกำลังสหรัฐ ฯ เชื่อว่าเชลยศึกที่ว่าเป็น พลทหารเจสซิก้า ดังนั้นปฏิบัติการ Saving Private Jessica ก็เริ่มขึ้นในคืนวันที่ 1 เม.ย. ด้วยการระดมกำลังหน่วยจู่โจมของกองทัพบก กำลังรบพิเศษของทหารเรือ ทหารอากาศและนาวิกโยธิน ซึ่งคิดว่าเป็นร้อยคนเคลื่อนย้ายด้วยเฮลิคอปเตอร์ เข้าชิงตัวเชลยศึกพลทหารเจสซิก้าที่ดรงพยาบาล แล้วก็ยังมีกำลังภาคพื้นดินอีกจำนวนหนึ่งทำการเข้าตีลวงอีกทางด้านหนึ่งของเมือง ซึ่งปฏิบัติการครั้งนี้ประสบความสำเร็จสามารถนำตัวพลทหารเจสซิก้า ออกมาได้โดยที่ไม่มีการสูญเสีย ซึ่งมีการถ่ายภาพปฏิบัติการชิงเชลยศึกเอามาฉายให้คนอเมริกันได้ดู เพื่อความอิ่มเอิบใจกันหลายรอบจนถึงวันนี้วันที่ 11 เมษายน ข่าวคราวของพลทหารเจสซิก้าก็ยังมีออกมาเรื่อย ๆ ทุกขั้นตอนเรียกว่าจะแพ้ดาราดัง ๆ ในสงครามไม่กี่คน เช่น ซัดดัม, บุช , รัมเฟล หรือ รมต. ข่าวสารของอิรัก เท่านั้น แรงเท่านั้นยังไม่พอเพราะ ทำให้ประธานาธิบดี บุช ประกาศให้วันที่ 3 เมษา ของทุกปี (ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน) เป็นวันระลึกถึงเชลยศึกของชาติไปเลย
....................กลับมาสู่โลกของเรา ที่เป็นจริงหน่อยนะครับ สำหรับพลทหารของเรา ตามที่เขียนเป็นหัวข้อไว้ละครับว่า “พลทหาร ท่านอยากให้คนที่เข้ามารับใช้ชาติรวมทั้งพ่อแม่ของเขาภาคภูมิใจและมีเกียรติที่ได้เป็นบ้างไหม” คำตอบคงไม่ยากนะครับแต่การปฏิบัติคงจะยากน่าดู แต่ยังไงก็ขอไว้อย่างว่าอย่าให้เขาหวังว่าจะเข้ามารับใช้ เพื่อที่จะได้ลูกสาวผู้พันระดับร้อยเอกเป็นภรรยาเลยนะครับ เพราะมันจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องเท่าไรนักนะครับผมว่า

กลับสู่หน้าหลัก

กลับสู่หน้าหลัก

CounterSee who's visiting this page.

เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 11 เม.ย. 46
ถ้าท่านติดตั้งโปรแกรม ICQ ท่านสามารถส่งเวบนี้ไปยังเพื่อนของท่านที่อยู่ใน Contact list ใน ICQ ด้วยการคลิกที่ชื่อเพื่อนท่านใน Contact list แล้วเลือก Web Page address (URL) หน้าต่างใหม่จะเปิดขึ้นมา ดูว่าตรงกับชื่อ address ในเบราเซอร์ แล้วกด Send ได้เลย

ท่านสามารถส่งข้อความหาผมโดยตรงได้การพิมพ์ลงในช่องด้านล่างเรียบร้อย แล้วกด Send ได้เลยครับ

ICQ PeopleSpace Directory
View My Page

Page an ICQ User