|
|||
|---|---|---|---|
| " เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย " | |||
| ทหารพเนจร ตะลุยนิวยอร์ก ตอน 911 ฝันล่มถล่มไปพร้อมตึกเวิล์ดเทรด | ท่านคิดอย่างไร&xoxox | |
|---|---|---|
|
.................... 11 กันยายน 2544 เวลาสองทุ่มกว่า ๆ ขณะที่ผมกำลังทำงานอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่บ้านในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ทางด้านซ้ายของผมก็เปิดทีวีไปพร้อม ๆ กันด้วย ซึ่งเป็นช่วงข่าวของช่อง 9 พอดี ก็มีรายงานด่วนแทรกเข้ามาว่ามีอุบัติเหตุเครื่องบินเล็กชนตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ แต่คาดว่าคงไม่มีคนได้รับอันตรายเท่าไร ซึ่งผมเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก นอกจากมีความรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในความคิดว่าในชีวิตขอให้มีโอกาสได้ไปเหยียบของจริงสักครั้ง แต่ก็ยังมองไม่เห็นโอกาสที่มีความเป็นจริงสักในระยะเวลาอันใกล้สักเท่าไร เพราะคิดว่าตัวเองคงไม่ได้รับการคัดเลือกจากสหประชาชาติให้มาทำงานที่นิวยอร์กแล้ว หลังจากสอบสัมภาษณ์ผ่านไปสามเดือนกว่า โดยไม่มีการติดต่อมาจากทางสหประชาชาติอีกเลย ผมก็ยังคงทำงานต่อไป แต่หูก็ยังฟังข่าวอยู่ ซึ่งเมื่อผ่านไปสักครู่ก็มีรายงานว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่อุบัติเหตุเสียแล้ว เพราะหลังจากเครื่องบินลำแรกซึ่งต่อมามีการยืนยันว่าเป็นเครื่องบินโดยสารไม่ใช่เครื่องบินเล็กส่วนตัวตามที่รายงานแต่แรก ก็มีเครื่องบินโดยสารลำที่สอง บินเข้าชนตึกเวิล์ดเทรดคู่แฝดด้านใต้อีกตึกหนึ่ง แล้วก็มีข่าวเพิ่มเติมว่ามีเครื่องบินอีกลำพุ่งชนตึกเพนตากอน หรือตึกกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ ฯ ที่วอชิงตัน ดีซี คราวนี้สถานีโทรทัศน์ของเราบางช่องก็เอาเหตุการณ์ถ่ายทอดสดจากสหรัฐ ฯ แทรกรายการปกติเลย ซึ่งก็ทำให้ผมที่ไม่ค่อยจะยอมลุกจากคอมพิวเตอร์ง่าย ๆ แต่พอมาเจอรายการสดงานนี้ ผมต้องลุกจากเก้าอี้ที่ทำงานคอมพิวเตอร์ แล้วมานั่งที่โซฟาเพื่อดูรายการถ่ายทอดสดครั้งนี้อย่างไม่กระพริบตา ซึ่งสิ่งที่เหลือเชื่อก็คือการเห็นภาพตึกทั้งสองถล่มลงมาในเวลาจริงเหมือนกับคนสหรัฐ ฯ ได้เห็น รวมทั้งภาพของเครื่องบินที่บินพุ่งเข้าชนตึกที่เขานำมาถ่ายซ้ำแล้วซ้ำอีก ....................ซึ่งทำให้มีสิ่งที่พุ่งพรวดเข้ามาในความคิดของผมสองอย่างก็คือ อย่างแรกผมคิดว่าผู้ที่ดำเนินการในครั้งนี้สุดแสนจะร้ายกาจ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่านักยุทธศาสตร์หรือนักการทหารในปัจจุบันและอนาคตคงจะปฏิเสธได้ยากก็คือ กลุ่มคนที่วางแผนการปฏิบัติการครั้งนี้สุดแสนที่จะอัจฉริยะ น่าทึ่งและมีจินตนาการที่เหลือเชื่อเสียไม่มี ซึ่งแผนการโจมตีครั้งนี้ผมคิดว่ามีความคลาสสิกเทียบเท่ากับการที่ญี่ปุ่นวางแผนเปิดฉากสงครามกับสหรัฐ ฯ ด้วยการโจมตีฐานทัพของสหรัฐ ฯ ที่ เพิร์ล ฮาเบอร์ ฮาวาย เมื่อ 7 ธันวาคม 2485 โดยที่สหรัฐ ฯ ไม่รู้ตัวมาก่อนซึ่งถ้าท่านสนใจลองหาวีดีโอหรือซีดีเรื่อง โตรา โตรา โตร่า มาดูแล้วกัน แล้วก็ทำให้ผมมาคิดได้เพิ่มเติมภายหลังก็คือ การถล่มตึกครั้งนี้ช่างคล้ายคลึงกับภาพยนต์เรื่อง สตาร์วอร์ตอนแรกที่สร้างเมื่อ 20 กว่าปีก่อนเสียจริง ๆ ซึ่งมีเรื่องราวของการทำสงครามระหว่างดวงดาว โดยตอนสุดท้ายของเรื่อง ฝ่ายพระเอกของเรื่องคือ ลุก สกายวอร์คเกอร์ คนทะเลทราย กับ ฮัน โซโล ทหารรับจ้างระหว่างดาว ซึ่งได้รับแรงจูงใจจากโอบีวัน เคนโนบี อัศวินเจได ได้วางแผนเข้าใช้ยานอวกาศรบบุกทลวงเข้าโจมตีเพื่อทำลาย แกนกลางของดาวดำ ซึ่งเป็นศูนย์กลางหรือหัวใจของ โครงสร้างของจักรวรรดิ หรือเอ็มไพร์ ซึ่งตัวผู้ร้ายคือ ดาร์ท เวเดอร์ อัศวิน เจได ด้านมืดหรือด้านความชั่วร้ายเป็นผู้ควบคุมอยู่ ซึ่งในที่สุดก็สามารถนำยานอวกาศรบบุกทะลวงเข้าไปถึงจุดศูนย์กลางของดาวดำ และทำลายได้จนดาวดำระเบิด ซึ่งท่านเชื่อไหมว่า ชื่อทั่วไปที่เขาใช้เรียก รัฐนิวยอร์ก คือ เอ็มไพร์ สเตท หรือรัฐจักรวรรดิ ซึ่งเป็นชื่อที่เขาเอามาตั้งเป็นชื่อตึกเอ็มไพร์สเตท ที่ปัจจุบันกลับมาเป็นตึกที่สูงที่สุดในนิวยอร์กอีกครั้งนั่นแหละครับ แล้วสิ่งที่คิดว่าคงเป็นแกนกลาง ของนิวยอร์ก และอาจจะเป็นแกนกลางของสหรัฐ ฯ ไปด้วยก็คือตึกแฝดเวิร์ดเทรด เซ็นเตอร์นี่แหละ ซึ่งต่อมาในเดือนตุลาคม สหรัฐ ฯ ได้เปิดฉากถล่มกลุ่มก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน ซึ่งทางโทรทัศน์ของสหรัฐ ฯ บางช่องได้ใช้หัวข้อในการรายงานข่าวว่า เอ็มไพร์สไตร์คแบ็ค หรือการโจมตีกลับของจักรวรรดิ ซึ่งเหมือนกับชื่อภาพยนต์สตาร์วอร์ ภาคที่ 2 แต่ก็เห็นใช้อยู่ไม่กี่วันก็เปลี่ยนไปเป็น อเมริกาแอทวอร์ หรือ อเมริกาทำสงคราม ซึ่งผมเดาเอาว่าคงมีคนไปเตือนว่าการใช้หัวข้อว่า เอ็มไพร์สไตร์แบ็ค น่าจะเป็นผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสหรัฐ ฯ เพราะอาจจะมีคนเอาไปเปรียบว่าเป็นพวกผู้ร้ายเหมือนในภาพยนต์เรื่องสตาร์วอร์ได้ ซึ่งในความเป็นจริงใครเป็นฝ่ายธรรมหรือฝ่ายอธรรม ผมคงจะต้องให้ท่านเอาไปคิดต่อเอาเองนะครับ โดยยังไงก่อนตัดสินใจว่าใครเป็นฝ่ายไหนซึ่งผมว่าท่านควรจะต้องเลือกหรือตัดสินใจได้ ก็ขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้งนะครับ ....................สำหรับอีกความคิดหนึ่งที่ว่าพุ่งพรวดเข้ามาในสมองก็คือ ความตั้งใจของผมที่เคยคิดไว้เมื่อตอนเรียนชั้นนายพันทหารราบที่สหรัฐ ฯ เมื่อ ปี 2536 ว่าอยากมายืนบนยอดตึกเวิร์ลเทรดสักครั้ง แต่ตอนนั้นไม่มีโอกาส เนื่องจากไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายเป็นค่าไปเที่ยวได้ เพราะตอนนั้นได้รับเบี้ยงเลี้ยงจากสหรัฐ ฯ กับไทยไม่กี่บาทซึ่งแต่ค่าเดินทางจากค่ายเบนนิ่ง จอร์เจียร์ มานิวยอร์กก็จะไม่พอแล้ว ซึ่งก็ได้แต่คิดว่าวันหนึ่งคงได้กลับมาอีกเพื่อทำฝันให้เป็นจริง แต่เหตุการณ์และภาพที่เห็นจากทีวีตรงหน้าคงทำให้ความฝันดังกล่าวของผมล่มสลายไปพร้อมกับภาพตึกเวิร์ลเทรดที่ถล่มให้เห็นกันสด ๆ ไปด้วย ....................จากวันนั้นเป็นต้นมาความคิดที่จะเดินทางมานิวยอร์ก ก็ค่อย ๆ เลือนไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในห้วงปลายเดือนตุลาคมและต้นเดือน พฤศจิกายน 44 ผมได้รับการติดต่อจากนายทหารเรือหญิงสังกัดสำนักปลัดกระทรวงกลาโหมซึ่งเคยเป็นนายทหารสังเกตการณ์ที่ติมอร์ตะวันออกห้วงเดียวกับที่ผมเป็นหัวหน้าฝ่ายข่าวของกองพลน้อยภาคตะวันออกของกองกำลังรักษาสันติภาพ ที่ติมอร์ตะวันออกเช่นเดียวกัน แล้วก็จำได้ว่าเคยเจอกันครั้งหนึ่งแต่ไม่ได้คุยอะไรกันที่ดิลี เมืองหลวงของติมอร์ตะวันออก แล้วก็ไม่เคยเจอกันอีกเลยประมาณสองปีครึ่ง โดยเขาติดต่อเข้ามาทางยาฮูแมสเซ้นเจอร์เพื่อขอช่วยเหลือทางด้านความรู้คอมพิวเตอร์ ผมก็ช่วยแนะนำไป แล้วก็คุยกันทางเนทสอบถามดูเพราะเห็นยาฮูไอดีบอกว่าเป็นอดีตนายทหารสังเกตก่ฃารณ์ที่ติมอร์ตะวันออก จึงได้ทราบว่าเขาได้รับการคัดเเลือกจากสหประชาชาติให้เข้าทำงานที่กรมปฏิบัติการรักษาสันติภาพที่นิวยอร์ก พร้อมกับนายทหารสังกัดกองทัพบกอีกคนหนึ่งซึ่งจะเดินทางเดือนพฤศจิกาและธันวาคมนี้ ตอนที่คุยกันก็เป็นห้วงที่เขาเตรียมตัวจะเดินทางมาทำงานที่สหรัฐ ฯ ผมก็แสดงความยินดีในความโชคดีของเขาและอวยพรให้ทำงานประสพความสำเร็จแล้วก็ถ้ามีอะไรที่พอจะช่วยได้ก็ขอให้บอกผ่านทางเนทมาเวลาไปถึงอเมริกาอันไหนทำได้จะช่วย ....................แต่ในเวลาเดียวกันห้วงความคิดของผมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ทราบจากเขาก็คือ ความหวังของผมและที่สิ่งที่ผมเคยคิดเข้าข้างตัวเองมาตลอดว่าผมมีความเหมาะสมในคุณสมบัติต่าง ๆ ที่สหประชาชาติจะต้องเลือกผมเข้าทำงานเป็นแน่แท้ ตามที่ผมสมัครไว้พร้อมกับนายทหารทั้งสองคนที่ได้รับเลือกนี้ ผมเองคงจะบอกความจริงกับตัวเองและยอมรับว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงภาพฝันและการหลอกให้กำลังใจตนเองให้มุมานะทำงานเท่านั้นเอง ในโลกของความเป็นจริงผมคงจะต้องลืมเรื่องการไปนิวยอร์กได้แล้ว เพราะคงจะเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเลือกทหารไทยไปทำงานพร้อมกันทีเดียว 3 คน ซึ่งความเชื่อของผมแต่ก่อนขนาดมีทหารไทยแค่คนเดียวที่ทำงานอยู่ที่ กรมปฏิบัติการรักษาสันติภาพ สหประชาชาติเพียงคนเดียว ก็แทบจะเป็นการปิดประตูแห่งโอกาสสำหรับทหารไทยคนอื่น ๆ หมดแล้ว ผมควรจะต้องตื่นจากฝันแล้วมาตั้งเป้าทำงานใหม่โดยเอาจุดหมายการเรียนปริญญาโทที่ออสเตรเลียตามที่สอบได้มาเป็นแรงผลักดันในการทำงานและดำรงชีวิตซึ่งน่าจะดีกว่าการฝันลม ๆ แล้ง ๆ แล้วก็ฟุ้งซ่านเวลามีคนถามถึงเรื่องการไปทำงานกับสหประชาชาติด้วย ซึ่งผมเองก็ยังคงเดินหน้าสู้งานตะลุยทุกอย่างที่ขวางหน้าของผมต่อไปไม่ลดละ ตื่นตี 4 ตี 5 มาทำงานที่ค้าง ออกกำลัง ออกจากบ้าน 6 โมงเช้า ทำงานจนหกโมงเย็นกลับบ้าน 2 ทุ่มดูแลครอบครัว ให้รางวัลชีวิตวันหยุดด้วยการทดแทนคุณพ่อแม่วันด้วยการกลับไปเยี่ยมหาท่านที่นับวันจะแก่ชราอย่างไม่ย่อท้อ ซึ่งที่ผ่านมาได้แต่คิดแต่เรื่องตนเองเป็นส่วนใหญ่ วันหยุดไหนไม่ได้ไปบ้านที่เพชรบุรีก็เอางานมาทำต่อที่บ้านผสมกับการเล่นอินเตอร์เนท ทำเวบไซด์ที่ท่านกำลังอ่านนี้เป็นงานอดิเรก แล้วก็พาภรรยาไปตรวจครรถ์ที่จะคลอดลูกคนที่ 3 ซึ่งกำหนดไว้ปลายเดือนพฤศจิกายน ....................วันเวลาก็เดินของมันไปตามปกติวันแล้ววันเล่า แล้วในที่สุดวันที่ 21 พฤศจิกายน 44 วันซึ่งถือได้ว่าเป็นวันที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งของชีวิตก็มาถึง ถ้าท่านยังไม่เคยอ่านกรุณาคลิกได้ครับที่ วันที่สหประชาชาติรับผมเข้าทำงานในตำแหน่งนายทหารแผน กรมปฏิบัติการสันติภาพที่ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ต่อจากบทความนี้แต่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ครับ ................. สำหรับตอนต่อไป กรุณาติดตามนะครับ ![]() กลับสู่หน้าหลัก |
![]() กลับสู่หน้าหลัก ![]() เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ |
|
|
บทความทรงจำนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 081731 ธ.ค. 45 ถ้าท่านติดตั้งโปรแกรม ICQ ท่านสามารถส่งเวบนี้ไปยังเพื่อนของท่านที่อยู่ใน Contact list ใน ICQ ด้วยการคลิกที่ชื่อเพื่อนท่านใน Contact list แล้วเลือก Web Page address (URL) หน้าต่างใหม่จะเปิดขึ้นมา ดูว่าตรงกับชื่อ address ในเบราเซอร์ แล้วกด Send ได้เลย ท่านสามารถส่งข้อความหาผมโดยตรงได้การพิมพ์ลงในช่องด้านล่างเรียบร้อย แล้วกด Send ได้เลยครับ |
||