"ศัตรูที่สามารถ ทำให้ชาติค้นพบทหารอาชีพ"
ความแข็งแกร่งของรัสเซีย ตอนที่ ๗ ความสัมพันธ์ของรัสเซียกับกลุ่มเครือรัฐเอกราช ท่านคิดอย่างไร

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
ข้อตกลงเบื้องต้น: บทความนี้เป็นมุมมองของผู้เขียนที่ต้องการสื่อให้เห็นความแข็งแกร่งของรัสเซียในลักษณะต่างๆ ผู้ที่เข้ามาอ่านก็ขอให้มองในทัศนะเชิงบวก และเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนะ อย่าคิดมาก

บทความเกี่ยวข้องที่ผ่านมา ความแข็งแกร่งของรัสเซีย ตอนที่ ๖ ความสัมพันธ์รัสเซียกับตะวันออกกลาง

๑. กล่าวนำ ในบรรดาภูมิภาคต่างๆ ของโลกนั้น รัสเซียให้ความสำคัญในนโยบายต่างประเทศกับกลุ่มเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States-CIS) มากที่สุด อาจจะกล่าวได้ว่า การดำรงอยู่ของความเป็นมหาอำนาจ หรือการจะก้าวกลับคืนสู่ความเป็นอภิมหาอำนาจเหมือนเช่นอดีตสหภาพโซเวียตนั้น รัสเซียจำเป็นต้องอาศัยฐานสนับสนุนทางการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร สังคมจิตวิทยา และอื่นๆ จากกลุ่มเครือรัฐเอกราชแทบทั้งสิ้น
.............. การก่อตัวขึ้นของกลุ่มเครือรัฐเอกราชเมื่อปลายปี ๑๙๙๑ และเป็นที่มาของการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในเวลาต่อมา หรือที่ใช้ศัพท์สวยหรูว่า เป็นการแยกจากกันแบบ “Peaceful Divorce” ซึ่งในสมัยช่วงทศวรรษที่ ๑๙๙๐ นั้น ความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม CIS ก็ลุ่มๆ ดอนๆ ผ่านสภาวะรุมเร้าทั้งทางการเมืองภายใน วิกฤตทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมจิตวิทยา การเกิดสงครามภายในเกี่ยวกับเชื้อชาติ พรมแดน และดินแดน แต่ภายหลังจากที่ ปธน.ปูตินก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำของรัสเซีย สถานภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร และโครงสร้างทางสังคมภายในของรัสเซียเข้มแข็งขึ้น จนส่อแนวโน้มว่า รัสเซียอาจจะรวบรวมกลุ่มเครือรัฐเอกราชเข้าด้วยกันเป็นสหภาพ CIS ภายใต้การนำของรัสเซีย โดยมีข่าวลือว่า รัสเซียได้หารือกับผู้นำของชาติสมาชิก CIS อย่างไม่เป็นทางการเมื่อปี ๒๐๐๓ ซึ่งอาจจะเริ่มต้นด้วยการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจก่อน นอกจากนั้น ในบรรดากลุ่ม CIS รัสเซียได้เริ่มรวมกับเบลารุสในมิติต่างๆ อาทิ การทหาร การเงิน และเศรษฐกิจ
.............. อย่างไรก็ตาม ในปี ๒๐๐๔ ต่อเนื่องมาจนถึงปี ๒๐๐๕ เค้าลางของความผันผวนของสถานการณ์โดยรวมของกลุ่ม CIS ก็เกิดขึ้นอาทิ การเกิดการปฏิวัติประชาธิปไตย (Color Revolution) ในจอร์เจีย ยูเครน มอลโดวา และคีร์กีซสถาน, การประกาศฟื้นองค์กร GUUAM (จอร์เจีย ยูเครน อุซเบกิสถาน อาเซอร์ไบจัน และมอลโดวา), การขยายจำนวนสมาชิกของนาโต้เข้าสู่กลุ่มรัฐบอลติกและยุโรปตะวันออกประชิดพรมแดนตะวันตกของรัสเซีย, การขยายอิทธิพลทางทหารของสหรัฐฯ ในเอเชียกลางและคอเคซัส, การประกาศร่วมแกน East-West ในการ Bypass การส่งน้ำมันจากทะเลสาบแคสเปียนสู่ทะเลดำโดยไม่ผ่านท่อน้ำมันของรัสเซีย และการขยายอิทธิพลของจีนเข้าสู่กลุ่มประเทศเอเชียกลาง เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ล้วนบั่นทอนการดำรงอยู่ของกลุ่ม CIS และส่งผลกระทบต่ออิทธิพลของรัสเซียในกลุ่ม CIS อย่างมาก ถึงกับมีคำกล่าวว่า กลุ่ม CIS แตกแยกกันแล้ว แต่เพียงไม่ประกาศอย่างเป็นทางการเท่านั้น
.............. บทความนี้จะอธิบายถึงการกำเนิดของกลุ่ม CIS พอสังเขป จากนั้นจะกล่าวถึงมุมของรัสเซียต่อความสัมพันธ์กับกลุ่ม CIS ในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร ต่อเนื่องด้วยภาพสถานการณ์ต่ออนาคตของกลุ่ม CIS และสุดท้ายจะสรุปภาพรวมของรัสเซียกับกลุ่ม CIS

๒. การกำเนิดของกลุ่ม CIS ภายหลังจากการเกิดกบฏภายในประเทศสหภาพโซเวียตเมื่อเดือน ส.ค.๑๙๙๑ ส่งผลกระทบต่ออิทธิพลความเป็นมหาอำนาจของสหภาพโซเวียต และส่งผลให้สาธารณรัฐบอลติกทั้งสาม (ลัตเวีย ลิธัวเนีย และเอสโทเนีย) ประกาศตัวเป็นเอกราชอย่างเป็นทางการจากสหภาพโซเวียต ต่อมาเมื่อ ๘ ส.ค.๑๙๙๑ ผู้นำสาธารณรัฐเชื้อสายสลาฟทั้งสาม (รัสเซีย ยูเครน และเบลารุส) ได้ประชุมหารือกันเพื่อรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการทหาร รวมไปถึงมีมติต้องการแยกตัวเป็นเอกราชออกจากสหภาพโซเวียต หลังจากนั้นได้เกิดการประชุมผู้นำสาธารณรัฐของสหภาพโซเวียต ๑๑ ชาติได้แก่ อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจัน เบลารุส คีร์กีซสถาน คาซัคสถาน มอลโดวา รัสเซีย เตอร์กเมนิสถาน ทาจิกิสถาน ยูเครน และอุซเบกิสถาน โดยมีจอร์เจียเป็นผู้สังเกตการณ์ (จอร์เจียเข้าร่วมเป็นสมาชิกภายหลัง) เมื่อ ๒๑ ธ.ค.๑๙๙๑ ที่กรุงอัลมา-อาตา ประเทศคาซัคสถาน เพื่อจัดตั้งกลุ่มเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States – CIS) ขึ้น หรือนัยก็คือ การประกาศเอกราชออกจากสหภาพโวเวียตนั่นเอง ส่งผลให้ทุกชาติสมาชิกกลุ่ม CIS เป็นเอกราชไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลสหภาพโซเวียตที่นำโดยนายกอร์บาชอฟ ทำให้นายกอร์บาชอฟต้องประกาศยุบสหภาพโซเวียตในเวลาต่อมา
.............. หลังจากนั้นกลุ่มเครือรัฐเอกราชได้ประชุมหลายครั้ง และร่วมมือกันออกข้อตกลงหลายฉบับเพื่อความร่วมมือกันทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ เพราะเล็งเห็นว่า รัฐบาลสหภาพโซเวียตอ่อนแอเกินกว่าที่จะปกครองประเทศ การดำรงอยู่ของสหภาพโซเวียตอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งและแตกตัวของประเทศเอกราชมากมายภายในสาธารณรัฐอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัสเซียที่กว้างขวางใหญ่โต อาจจะมีหลายเขตปกครองของรัสเซียต้องการแยกตัวออกเป็นเอกราชเช่นเดียวกับชาติบอลติก
.............. การประชุมของผู้นำประเทศต่างๆ ในกลุ่ม CIS จึงส่งผลให้เกิดข้อตกลงในการขจัดปัญหาต่างๆ มากมายอาทิ การแบ่งทรัพย์สินและหนี้สินของอดีตสหภาพโซเวียต การถือครองสิทธิ์ของอดีตสหภาพโซเวียตในองค์กรการเมืองระหว่างประเทศ การแบ่งกำลังรบทางทหาร การขจัดปัญหาพรมแดนระหว่างชาติสมาชิก และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย นอกจากนั้นยังเป็นการสร้างพันธกรณีในการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ และการทหารเพื่อสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นในบรรดาชาติสมาชิกของกลุ่ม CIS ด้วย
.............. อย่างไรก็ตาม การรวมตัวกันของกลุ่ม CIS ตั้งแต่ปี ๑๙๙๑ เป็นต้นมา กลับถูกมองว่า เป็นฐานอำนาจของรัสเซียในการคงอิทธิพลของตนเองภายในภูมิภาค หลายชาติสมาชิกของ CIS มองว่า รัสเซียกำลังต้องการกลืนชาติของตนเองกลับเป็นสหภาพโซเวียตใหม่อีกครั้ง รวมถึงปัญหากลุ่มแบ่งแยกตนเองเป็นเอกราชอาทิ Abkhazia และ South Ossetia ของจอร์เจีย, Trans-dniester ของมอลโดวา หรือ Nagorny Karabakh ของอาเซอร์ไบจัน ล้วนได้รับการหนุนหลังจากรัสเซียแทบทั้งสิ้น นอกจากนั้นรัสเซียยังหาทางส่งกำลังทหารของตนเองเข้าไปประจำในดินแดนของประเทศเหล่านั้น และไม่มีทีท่าว่าจะถอนทหารจากไป เมื่อมองในภาพรวมทางเศรษฐกิจ หลายประเทศต้องอาศัยพึ่งพาการค้ากับรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังงานจากรัสเซีย เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดการรวมกลุ่มของ GUUAM เมื่อปี ๑๙๙๗ เพื่อประกาศตัวเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการรวมตัวกันของชาติสมาชิก CIS ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร แต่แท้จริงแล้วก็คือ การจัดตั้งองค์กรใหม่ภายใน CIS เพื่อต่อต้านอิทธิพลของรัสเซีย แต่ต่อมาในปี ๑๙๙๗-๑๙๙๘ เกิดสภาพวิกฤตทางเศรษฐกิจ องค์กร GUUAM จึงเลือนหายไป และต่อมารัสเซียที่เข้มแข็งกว่าภายใต้การนำของ ปธน.ปูติน เริ่มขยายอิทธิพลทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารต้องการอาศัยกลุ่ม CIS เพื่อเป้าหมายการฟื้นคืนสหภาพโซเวียตขึ้นมาใหม่
..............เมื่อเกิดความหวาดระแวงขึ้นในหมู่ชาติสมาชิก CIS แล้ว แม้รัสเซียจะพยายามอธิบายเช่นไร ก็ไม่สามารถจะขจัดความเคลือบแคลงสงสัยได้ ประกอบกับนาโต้ขยายจำนวนสมาชิกเข้าสู่รัฐบอลติกและยุโรปตะวันออกประชิดพรมแดนรัสเซีย สหภาพยุโรปหยิบยื่นความช่วยเหลือต่างๆ แก่บรรดากลุ่มคอเคซัส สหรัฐฯ เริ่มเข้ามาคงกำลังทหารในคอเคซัสและเอเชียกลาง ทำให้ชาติสมาชิกของ CIS อาทิ กลุ่ม GUUAM เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงผู้นำอย่างต่อเนื่อง ผู้นำคนใหม่ของกลุ่มประเทศ GUUAM ได้รับการสนับสนุนในการก้าวขึ้นสู่อำนาจจากชาติตะวันตก และใช้ข้ออ้างในการเข้าร่วมกับสหภาพยุโรปและนาโต้เพื่อหลุดพ้นจากกลุ่ม CIS ดังนั้นในปัจจุบัน กลุ่ม CIS จึงแทบจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่ม GUAM (อุซเบกิสถานประกาศถอนตัวออกจากกลุ่ม GUUAM เมื่อเดือน เม.ย.๒๐๐๕) ซึ่งประกาศจะรวมกับสหภาพยุโรปและนาโต้ และกลุ่ม CIS ที่เหลืออยู่กับรัสเซีย แน่นอนว่า กลุ่มที่เหลือก็ไม่ได้มีใจอยู่กับรัสเซียแบบหมดใจ กำลังหาทางจากไปแบบสันตินั่นเอง
.............. รัสเซียจึงต้องกลับมาพิจารณาว่า เกิดอะไรขึ้นต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศ การทหาร และเศรษฐกิจของตนเองต่อกลุ่ม CIS ในห้วงเวลาที่ผ่านมา รัสเซียจะทำอย่างไรเพื่อรักษาอิทธิพลของตนเองภายในกลุ่ม CIS เอาไว้ให้ได้

๓. มุมมองของรัสเซียต่อความสัมพันธ์ทางการเมืองกับกลุ่ม CIS รัสเซียแบ่งเขตของกลุ่ม CIS ออกง่ายๆ เป็น ๓ เขต (Zone) ได้แก่เขตตะวันตก (เบลารุส มอลโดวาและยูเครน), เขตคอเคซัส (จอร์เจีย อาร์เมเนีย และอาเซอร์ไบจัน) และเขตเอเชียกลาง (คาซัคสถาน เตอร์กเมนิสถาน คีร์กีซสถาน อุซเบกิสถาน และทาจิกิสถาน) ตามภาพที่ปรากฏในหน้าถัดไป แม้ทุกเขตจะมีความสำคัญที่แตกต่างกันออกไป แต่ทุกเขตก็มีความสำคัญต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของรัสเซียในมิติต่างๆ แทบทั้งสิ้น
  • ......... ๓.๑ เขตตะวันตก เป็นดินแดนที่มีเชื้อสายสลาฟเช่นเดียวกับรัสเซีย เบลารุสมีประชากร ๑๐.๓ ล้านคนแต่ประชากรเชื้อสายรัสเซียมีถึงร้อยละ ๑๑.๔ หรือมากกว่า ๑.๒ ล้านคน ยูเครนมีประชากร ๔๗.๔ ล้านคน แต่มีประชากรเชื้อสายรัสเซียถึงร้อยละ ๑๗.๓ หรือประมาณ ๙ ล้านคน มอลโดวามีประชากร ๔.๕ ล้านคน แต่มีประชากรเชื้อสายรัสเซียถึงร้อยละ ๑๓ หรือประมาณ ๕ แสนกว่าคน ดินแดนเขตตะวันตกนี้จึงมีความผูกพันทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และการศึกษาระหว่างประชากรกับรัสเซียเป็นอย่างมาก


    .............. รัสเซียเคยคิดว่า ถ้าหากจะเกิดการรวมตัวกันเป็นสหภาพ ก็น่าจะเกิดขึ้นระหว่างรัสเซียกับดินแดนในเขตนี้ก่อน เหมือนอย่างที่ทั้งสามชาติสลาฟเคยร่วมหารือกันก่อตั้งกลุ่ม CIS เมื่อปี ๑๙๙๑ แต่รัสเซียก็คาดการณ์ผิด ยูเครนเข้มแข็งเกินกว่าที่ต้องการจะรวมตัวกับรัสเซีย ยิ่งยูเครนภายใต้การนำของประธานาธิบดี Yushchenko แล้ว ไม่ต้องการอยู่ใต้อิทธิพลของรัสเซีย (ซึ่งรัสเซียไม่เคยสนับสนุนนาย Yushchenko ระหว่างการเลือกตั้ง ปธน.เมื่อปลายปี ๒๐๐๔ เนื่องจากนาย Yushchenko ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก) ยูเครนต้องการออกจากกลุ่ม CIS เพื่อเข้าไปรวมกับสหภาพยุโรปและนาโต้ ยูเครนเป็นแกนนำสำคัญของการฟื้นกลุ่ม GUUAM เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของกลุ่ม CIS ในการออกจากร่มเงาของรัสเซีย แม้ประชากรในยูเครนจะลงความเห็นว่า ไม่ต้องการเข้าเป็นชาติสมาชิกนาโต้ แต่ต้องการเข้าร่วมกับสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม รัสเซียยังมองว่า อิทธิพลของรัสเซียในเขตตะวันออก และตอนใต้ของยูเครนที่ไม่ได้เลือกนาย Yushchenko ยังคงอยู่ และยูเครนกำลังจะมีการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติหรือสภา Rada ในอนาคตอันใกล้ ถ้าหากกลุ่มฝักใฝ่รัสเซียสามารถครองเสียงข้างมากในสภา Rada ได้แล้ว ปธน. Yushchenko ของยูเครนคงจะบริหารประเทศด้วยความยากลำบากกว่าเดิม นอกจากนั้น หากรัสเซียเขย่าปัญหาน้ำมัน และปัญหาชนเชื้อสายรัสเซียในยูเครนอย่างต่อเนื่องแล้ว ท่าทีอันแข็งกร้าวของนาย Yushchenko น่าจะอ่อนลงในที่สุด


    .............. สำหรับมอลโดวาภายใต้การนำของ ปธน. Vladimir Voronin ไม่มีจุดยืนที่แน่นอน ไร้ความหมายในสายตาของรัสเซีย เดิมนั้นรัสเซียเคยสนับสนุน ปธน. Voronin ขึ้นเป็น ปธน.สมัยแรก ต่อมาในสมัยที่สอง ปธน. Voronin กลับหันหลังให้รัสเซียไปแนบแน่นกับยูเครน และจอร์เจียเพียงเพื่อการก้าวสู่ตำแหน่ง ปธน.ในวาระที่สอง การเข้มงวดและจำกัดการเดินทางเข้ารัสเซียของคนมอลโดวาหรือการเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าการเกษตรของมอลโดวาที่ส่งเข้ารัสเซีย ก็แทบจะเขย่าสถานการณ์การดำรงอยู่ของรัฐบาลมอลโดวาแล้ว
    .............. เบลารุสภายใต้การนำของ ปธน. Alexander Lukashenko ไม่มีทางเลือกเพราะสหรัฐฯ และชาติตะวันตกหมายหัวเอาไว้ว่าเป็น “The Last Dictator in Europe” มีรายงานข่าวกรองของหน่วย FSB รัสเซียยืนยันว่า ชาติตะวันตกกำลังส่งเงิน ๕ ล้านเหรียญไปสนับสนุนฝ่ายค้านในเบลารุสให้ทำการปฏิวัติประชาธิปไตยล้มล้าง ปธน.Lukashenko ซึ่งยิ่งทำให้เบลารุสต้องผูกพันกับรัสเซียทางการเมือง การทหาร เศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งที่รัสเซียกับเบลารุสก็ผูกพันกันทางเชื้อชาติอยู่แล้ว ดังนั้นรัสเซียกับเบลารุสน่าจะมีความผูกพันกันแนบแน่นที่สุดในกลุ่ม CIS
  • ......... ๓.๒ กลุ่มคอเคซัส เป็นดินแดนที่รัสเซียมีอิทธิพลอ่อนแอที่สุดภายในกลุ่ม CIS ดินแดนคอเคซัสเป็นรอยต่อระหว่างทะเลดำทางตะวันตก และทะเลสาบแคสเปียนทางตะวันออก ในอดีตนั้นสหภาพโซเวียตต้องแข่งอิทธิพลกับตุรกีและอิหร่านในการครอบครองดินแดนแห่งนี้ แต่ในปัจจุบันจอร์เจียภายใต้การนำของ ปธน. Mikhail Saakashvili และ ปธน. Ilkham Aliyev ของอาเซอร์ไบจันกลับจับมือกับผู้นำยูเครนในการฟื้นคืนกลุ่ม GUAM
    .............. รัสเซียมองกลุ่ม GUAM ด้วยความหนักใจ เพราะเป็นเสมือนม้าไม้โทรจันของชาติตะวันตกที่เข้ามาบั่นทอนการคงอยู่ของกลุ่ม CIS และทำลายอิทธิพลของรัสเซีย นอกจากนั้นการเข้ามาของสหรัฐฯ ในจอร์เจียและอาเซอร์ไบจันยิ่งส่งผลคุกคามต่ออิทธิพลของรัสเซียอย่างมาก ในอดีตนั้น รัสเซียเคยมองกลุ่ม GUAM แบบไร้ราคา แม้จะให้นิยามการรวมตัวกันว่า เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของกลุ่ม CIS ในมิติการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ เพราะอย่างไร กลุ่มนี้ก็ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจและน้ำมันจากรัสเซีย ไม่มีทางไปรอด แต่ปัจจุบัน การสอดตัวเข้ามาสนับสนุนการรวมตัวของกลุ่ม GUAM จากชาตินาโต้อาทิ กลุ่มรัฐบอลติก โปแลนด์ โรมาเนีย ตุรกี และสหรัฐฯ ยิ่งทำให้เกิดความเด่นชัดว่า ชาติตะวันตกและสหรัฐฯ กำลังทำให้รัสเซียขัดแย้งกับชาติดั้งเดิมของกลุ่มวอร์ซอว์แพค และตระหนักได้ว่า อิทธิพลของรัสเซียในเขตคอเคซัสกำลังจะหมดลง
    .............. การใช้ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและพลังงานอาจจะไม่สามารถกดดันจอร์เจีย และอาเซอร์ไบจันได้เนื่องจากตุรกี และสหรัฐฯ เข้ามาช่วยเหลือ แต่ปัญหาชนกลุ่มน้อยในจอร์เจีย และอาเซอร์ไบจันที่รัสเซียหนุนหลังอยู่ น่าจะเป็นสิ่งที่สามารถส่งผลสะเทือนต่อเสถียรภาพภายในของประเทศเหล่านี้ได้ในระยะยาว
    .............. อาร์เมเนียภายใต้การนำของ ปธน. Robert Kocharyan เป็นชาติที่แนบแน่นกับรัสเซียมากที่สุดเนื่องจากรัสเซียสนับสนุนอาร์เมเนียต่อปัญหา Nagorny Karabakh ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในอาเซอร์ไบจัน รัสเซียจึงมั่นใจว่า รัสเซียยังมีพันธมิตรเหลืออยู่ในเขตคอเคซัส
  • ......... ๓.๓ เขตเอเชียกลาง เป็นดินแดนขนาดใหญ่ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ประชากรค่อนข้างยากจน ดินแดนยังขาดการพัฒนา อย่างไรก็ตาม ดินแดนดังกล่าวนี้สำคัญต่อเสถียรภาพและความมั่นคงทางตอนใต้ของรัสเซีย ดินแดนนี้รัสเซียต้องอาศัยความร่วมมือจากชาติสมาชิก CIS ในการต่อต้านกลุ่มก่อการร้าย และสกัดกั้นการลักลอบส่งยาเสพติดจากอัฟกานิสถานเข้าสู่เขตตอนใต้ของรัสเซีย
    .............. จากปัญหาความกว้างใหญ่ของดินแดน ประชากรเบาบาง ยากจน และด้อยพัฒนาส่งผลให้ง่ายต่อการก่อความไม่สงบในพื้นที่ การเกิดการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาล ปธน. Akiyev ของคีร์กีซสถานเมื่อเดือน มี.ค.๒๐๐๕ แล้วฝ่ายค้านที่นำโดยนาย Kurmanbek Bakiyev ขึ้นรักษาการณ์ ปธน.เพื่อรอการเลือกตั้ง ปธน.ใหม่ในอนาคตอันใกล้ ต่อเนื่องด้วยความพยายามล้มล้างรัฐบาลของ ปธน. Islam Karimov ของอุซเบกิสถาน โดยกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่และอัฟกานิสถานเมื่อเดือน พ.ค.๒๐๐๕ แม้จะไม่สำเร็จเนื่องจาก ปธน. Karimov ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามอย่างเด็ดขาด แต่ก็ทำให้รัสเซียมองเห็นว่า ดินแดนแห่งนี้ยังน่าเป็นห่วงต่อเสถียรภาพทางการเมือง และเศรษฐกิจ กำลังทหารและหน่วยงานรักษาความมั่นคงของประเทศเหล่านี้ยังอ่อนแอในการรักษาอธิปไตยของประเทศ


    .............. นอกจากนั้นรัสเซียก็ไม่แน่ใจว่า รัฐบาลคาซัคสถานของ ปธน. Nursultan Nazabayev, รัฐบาลเตอร์กเมนิสถานของ ปธน. Saparmyrat Niyazov และรัฐบาลทาจิกิสถานของ ปธน.Emomali Rakhamov จะเกิดความผันผวนเหมือนอย่างคีร์กีซสถาน และอุซเบกิสถานเมื่อใด อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงอาศัยนโยบายการต่อต้านการก่อการร้ายในการคงกำลังทหาร และอิทธิพลของตนเองในเอเชียกลาง ขณะที่จีนอาศัยองค์กร Shanghai Cooperation Organization - SCO ขยายอิทธิพลเข้าสู่เอเชียกลางเช่นกัน สองมหาอำนาจกำลังทำสงครามช่วงชิงพื้นที่ “เอเชียกลาง” ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลเดิมของรัสเซีย แน่นอนว่า ความอ่อนไหวของผู้นำทั้ง ๕ ของเขตเอเชียกลางย่อมส่งผลกระทบต่ออิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ๔. มุมมองของรัสเซียต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกลุ่ม CIS
  • ......... ๔.๑ รัสเซียมองว่า กลุ่ม CIS มีความหลากหลายในโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจอย่างมาก หากมองในตารางจะเห็นได้ชัดเจนว่า หลายประเทศนั้นประชากรยังมีความยากจนอยู่มาก ยิ่งมองดูตัวเลขการส่งออกและนำเข้าระหว่างรัสเซียกับประเทศเหล่านั้น จะเห็นได้ชัดเจนว่า หลายประเทศต้องพึ่งพารัสเซียอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และการลงทุน การส่งออกน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติไปหลายประเทศ รัสเซียก็คิดในราคามิตรภาพ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ปรากฏก็คือ รัสเซียมักอาศัยปัจจัยน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเป็นตัวกดดันให้หลายประเทศต้องยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขการคงอิทธิพลของรัสเซียในประเทศนั้น ๆ อาทิ จอร์เจีย มอลโดวา ยูเครน เบลารุส อาร์เมเนีย

  • ......... ๔.๒ การริเริ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ๔ ฝ่ายภายในกลุ่ม CIS หรือ Common Economic Space - CES ระหว่างรัสเซีย ยูเครน คาซัคสถาน และเบลารุส นับเป็นก้าวสำคัญของการลดปัญหาต่าง ๆ ภายในมิติทางเศรษฐกิจระหว่างกัน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว รัสเซียมีมูลค่าการส่งออกและนำเข้ากับยูเครน คาซัคสถาน และเบลารุสเป็นจำนวนมาก ซึ่งหาก CES สามารถเริ่มต้นไปได้เชื่อว่า จะยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ และปรับระดับพื้นฐานเศรษฐกิจของกลุ่ม CIS ให้ก้าวไปไกลได้โดยง่าย เนื่องจากทั้ง ๔ ประเทศมีขนาดเศรษฐกิจ (GDP) โดยรวมมากกว่าร้อยละ ๙๕ ของกลุ่ม CIS รวมกัน นั่นเป็นความปรารถนาของรัสเซียที่จะเพิ่มมูลค่า GDP ของตนเองให้มากเป็น ๒ เท่าภายในปี ๒๐๑๕ ด้วย
  • ......... ๔.๓ รัสเซียมองว่า เตอร์กเมนิสถานแม้จะมีทรัพยากรพลังงานอยู่มาก และมูลค่า GDP ก็เป็นลำดับที่ ๕ ในกลุ่ม CIS แต่รัฐบาลเตอร์กเมนิสถานระมัดระวังท่าทีในความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ อย่างมาก แม้กระทั่งในกลุ่ม CIS ก็ตาม สำหรับอาเซอร์ไบจันที่มีทรัพยากรพลังงานจากในทะเลสาบแคสเปียน แต่ก็คงเพียงพอสำหรับตนเองเท่านั้น เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ยังคงยากจน สำหรับมอลโดวา และจอร์เจียก็พึ่งพาการส่งออกสินค้าการเกษตรให้รัสเซียเป็นสำคัญ ไม่มีอะไรความโดดเด่น นอกจากนั้น ทาจิกิสถาน อุซเบกิสถาน และคีร์กีซสถาน ประชากรยังยากจนอยู่มาก ต้องพึ่งพาการค้ากับรัสเซียในหลายด้าน

  • ......... ๔.๔ การเกิดขึ้นของเส้นทางส่งน้ำมัน BTC จาก Baku ในอาเซอร์ไบจัน - Tbilisi ในจอร์เจีย - Ceyhan ในตุรกี นับเป็นความพยายามของตุรกี จอร์เจีย อาเซอร์ไบจัน และสหรัฐฯ ที่ต้องการ Bypass การขนส่งน้ำมันจากทะเลสาบแคสเบียนไปยังทะเลดำ โดยไม่ใช้เส้นทางส่งน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งในชั้นต้นรัสเซียยังไม่ให้ความสำคัญ เพราะน้ำมันจากอาเซอร์ไบจันสามารถผลิตได้ประมาณ ๕๐ ล้านตันเท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะคุ้มค่ากับการลงทุนการสร้างท่อน้ำมันใหม่หลายพันล้านเหรียญ แต่เมื่อ ปธน. Nazabayev ของคาซัคสถานร่วมลงนามในการส่งน้ำมันจำนวนมหาศาลผ่านเส้นทาง BTC แล้ว ยิ่งทำให้รัสเซียมองเห็นได้ว่า คาซัคสถานเริ่มนโยบายลู่ลมเข้ากับทั้งรัสเซียและสหรัฐฯ ดังนั้นหากในอนาคตมีการขยายเส้นทางไปขึ้นที่ยูเครนและมอลโดวา (สมาชิกของกลุ่ม GUUAM) แล้ว รัสเซียจะยิ่งหมดไพ่สำคัญคือน้ำมันที่เคยใช้กดดันยูเครนและมอลโดวาให้อยู่ในกลุ่ม CIS

    ๕. มุมมองของรัสเซียต่อความสัมพันธ์ทางทหารกับกลุ่ม CIS
  • ......... ๕.๑ ภายหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต รัสเซียมีปัญหากับหลายชาติสมาชิก CIS เกี่ยวกับกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ทางทหารของอดีตสหภาพโซเวียต เนื่องจากสมัยที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต หน่วยทหารและยุทโธปกรณ์ที่อยู่ในดินแดนสหภาพโซเวียตก็เป็นหนึ่งเดียว แต่พอแตกออกเป็น ๑๕ ชาติ ก็ต้องมีการแบ่งยุทโธปกรณ์ทางทหารเกิดขึ้น ซึ่งรัสเซียต้องใช้เวลาหลายปีในการเจรจากับยูเครนเพื่อเช่าฐานทัพเรือที่ Sevastopol ต้องเช่าศูนย์อวกาศ Baikonur ในคาซัคสถาน ต้องอาศัยฐานทัพเดิมในคีร์กีซสถาน และอุซเบกิสถาน ต้องเช่าสถานีเรดาร์ในอาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจัน ยูเครน และเบลารุส นอกจากนั้นรัสเซียยังต้องแบ่งครึ่งเรือรบในกองเรือทะเลดำกับยูเครน ต้องกระจายกองเรือเล็กทะเลสาบแคสเปียนให้อาเซอร์ไบจัน เตอร์กเมนิสถานและคาซัคสถาน ซึ่งยังไม่รวมถึงการสูญเสียท่าเรือและสนามบินอีกหลายแห่งในกลุ่มรัฐบอลติกทั้งสาม สิ่งเหล่านี้นับเป็นปัจจัยขัดขวางความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงระหว่างชาติสมาชิก CIS อย่างยิ่ง
  • ......... ๕.๒ การก่อตัวของกลุ่ม CIS แม้จะมีการจัดตั้งกองกำลังร่วมภายใน CIS และหน่วยปฏิบัติการรักษาสันติภาพเพื่อรักษาความมั่นคง และยุติความขัดแย้งในกลุ่มชาติสมาชิก CIS ที่มีปัญหา อาทิ มอลโดวา (Trans-dniester), จอร์เจีย (Abkhazia และ South Ossetia), อาเซอร์ไบจัน (Nagorny Karabakh), อุซเบกิสถาน (ปัญหายาเสพติดกับอัฟกานิสถาน) แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร จอร์เจีย มอลโดวา และอาเซอร์ไบจัน หวาดระแวงต่อการคงอยู่ของกำลังทหารรักษาสันติภาพ (ซึ่งเป็นของรัสเซีย) และต้องการให้ถอนทหารรัสเซียออกไปจากประเทศตน ยูเครนมองว่ากองเรือทะเลดำของรัสเซียที่ Sevastopol น่าจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการเข้าเป็นสมาชิกนาโต้ของตนเองในอนาคต
    .............. นอกจากนั้นการฝึกร่วมของกลุ่ม CIS ก็ไม่เคยสมบูรณ์แบบ ยูเครน และเตอร์กเมนิสถาน ไม่สนใจการฝึกร่วมระดับพหุภาคี (ยกเว้นทวิภาคี) จอร์เจียประกาศว่าตนเองจะเข้าเป็นสมาชิกนาโต้ และปฏิเสธแม้กระทั่งจะให้เครื่องบินรบของชาติสมาชิกที่ฝึกร่วมบินผ่าน นอกจากนั้นยังมีแนวโน้มว่า การประชุมคณะกรรมการประสานงานด้านการทหารของกลุ่ม CIS ในเดือน มิ.ย.๒๐๐๕ นี้อาจจะประกาศยุติกองบัญชาการประสานงานทางทหารไปเลยทีเดียว
  • ......... ๕.๓ อย่างไรก็ตาม รัสเซียก็ยังไม่หมดทางเลือกในการประสานงานทางทหารภายในกลุ่ม CIS ที่เหลืออยู่ภายใต้องค์กรที่เรียกว่า CIS Collective Security Treaty Organization (CSTO) ซึ่งประกอบด้วย รัสเซีย เบลารุส คาซัคสถาน อาร์เมเนีย คีร์กีซสถาน และทาจิกิสถาน โดยในอนาคต รัสเซียยังเชื่อว่า อุซเบกิสถานซึ่งเพิ่งมีปัญหาภายในประเทศจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอาจจะเข้าร่วมกับ CSTO
  • ......... ๕.๔ รัสเซียเคยมองอย่างมีความหวังว่า ถ้าหากกลุ่ม CIS สามารถร่วมมือกันอย่างสมบูรณ์แบบในด้านการทหารและความมั่นคง รัสเซียจะสามารถประสานยุทธบริเวณทางตะวันตกในเบลารุสและยูเครน สามารถจัดยุทธบริเวณในเขตคอเคซัสโดยเชื่อมกับอาร์เมเนียและกองกำลังของตนเองในประเทศอื่นของอนุภูมิภาค รวมทั้งจัดยุทธบริเวณในเขตเอเชียกลางเชื่อมโยงคาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถานเข้าด้วยกัน นอกเหนือจากเขตยุทธบริเวณในภาคทหารต่าง ๆ ของรัสเซียที่มีอยู่แล้ว พูดง่าย ๆ สิ่งเหล่านี้ก็คือการฟื้นสภาพภาคทหารดั้งเดิมสมัยสหภาพโซเวียต แม้จะไม่มีจำนวนมากถึง ๑๖ ภาคทหารเหมือนในสมัยสหภาพโซเวียต แต่ก็ทำให้รัสเซียฟื้นอิทธิพลทางทหารมากขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม เป้าหมายดังกล่าวหมายถึงงบประมาณทางทหารจำนวนมหาศาล และชาติสมาชิกของกลุ่ม CIS ต้องร่วมมือกับรัสเซียด้วยความจริงใจ และไว้วางใจได้นั่นเอง
  • ......... ๕.๕ การขยายจำนวนสมาชิกของนาโต้ การเข้ามาปรากฎของกำลังทหารสหรัฐฯ และการขยายอิทธิพลของจีนผ่านองค์กร SCO เป็นสิ่งที่รัสเซียมองด้วยความระแวงสงสัย นาโต้อ้างการขยายสมาชิกเพื่อความมั่นคงในภูมิภาค แต่การปรับการวางกำลังทหารของนาโต้ในกลุ่มรัฐบอลติก และยุโรปตะวันออก น่าจะมีเป้าหมายที่รัสเซียมากที่สุด
    .............. การเข้ามาคงกำลังทหารในจอร์เจีย อาเซอร์ไบจัน คีร์กีซสถาน และทาจิกิสถานของสหรัฐฯ โดยอ้างการต่อต้านการก่อการร้าย รัสเซียมองว่า สหรัฐฯ กำลังดำเนินนโยบายกดดันอิหร่านและซีเรียเพื่อครอบครองแหล่งน้ำมัน รวมไปถึงการปิดกั้นการขยายอิทธิพลของจีนในกลุ่มเอเชียกลางมากกว่า
    .............. รัสเซียกำลังถูกนาโต้ สหรัฐฯ และจีนทดสอบศักยภาพทางทหารมากกว่า อย่างไรก็ตาม ศักยภาพทางทหารของรัสเซียก็เป็นที่น่าสงสัย รัสเซียยังไม่สามารถจัดการกับปัญหากลุ่มแบ่งแยก ดินแดนเชชเนียได้โดยสันติ แม้จะมีศักยภาพสูงกว่ามาก ยิ่งปล่อยให้สถานการณ์เชชเนียยาวนานไปเพียงใด ความศรัทธาและชื่อเสียงของกองทัพรัสเซียที่จะเป็นผู้นำของกลุ่ม CIS ยิ่งลดลงไปด้วย

    ๖. ภาพสถานการณ์ (Scenario) ของกลุ่ม CIS จากปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้น ทำให้เกิดคำถามที่หลายคนต้องการคำตอบอยู่ ๒ ประการว่า อนาคตของกลุ่ม CIS จะเป็นอย่างไร และภาพสถานการณ์ (Scenario) ในอนาคตจะมีลักษณะอย่างไร ซึ่งหากพิจารณาปัจจัยด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารของรัสเซียเป็นแรงผลักดัน (Driving Forces) สำคัญแล้ว ภาพสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคตของกลุ่ม CIS น่าจะได้ ๓ ภาพสถานการณ์ดังนี้.-
  • ......... ๖.๑ ภาพสถานการณ์ที่หนึ่ง : เกิดการแตกตัวหรือล่มสลายของกลุ่ม CIS อย่างสิ้นเชิง
    .............. ภาพสถานการณ์นี้เลวร้ายที่สุดต่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของรัสเซีย ซึ่งน่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นภายในกลุ่ม CIS แล้วนำไปสู่การประกาศยุบองค์กร CIS อย่างเป็นทางการ ซึ่งน่าจะมีปัญหามาจากความขัดแย้งต่าง ๆ อาทิ ปัญหาเขตแดน หรือดินแดนเป็นสำคัญ ซึ่งผลดังกล่าวจะทำให้อิทธิพลของรัสเซียลดลงในภูมิภาคลดลงไปเท่ากับกลุ่มนาโต้, สหภาพยุโรป, OSCE และสหรัฐฯ ซึ่งจะแข่งขันการใช้ศักยภาพและอิทธิพลของตนเองในบรรดาอดีตชาติสมาชิก CIS ที่แตกจากกัน
    .............. ภาพสถานการณ์นี้จะเกิดจากการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ เข้าสู่ภูมิภาคของ CIS ด้วยความเหนือกว่าด้านนโยบายการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งจะขยายไปสู่ความแตกแยกในกลุ่ม CIS ให้เกิดความขัดแย้งซึ่งกันและกัน แล้วล่มสลายไปในที่สุด ความชัดเจนของภาพสถานการณ์นี้จะอยู่บนปัจจัยของสถานการณ์รัสเซียภายหลังการเลือกตั้ง ปธน.ในปี ๒๐๐๘ ว่า ปธน.ปูตินจะยังคงอยู่ในอำนาจต่อไปหรือไม่ (ปธน.รัสเซียสามารถครองตำแหน่งได้เพียง ๒ วาระ)
  • ......... ๖.๒ ภาพสถานการณ์ที่สอง : กลุ่ม CIS จะลดจำนวนลงแต่เสริมด้วยศักยภาพของรัสเซียและจีน
    .............. ภาพสถานการณ์นี้จะเกิดจากรัสเซียที่เป็นแกนกลางของ CSTO (ประกอบด้วย เบลารุส รัสเซีย อาร์เมเนีย คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน และทาจิกิสถาน) เชื่อมต่อกับจีนที่เป็นแกนกลางของ SCO (จีน รัสเซีย คาซัคสถาน ทาจิกิสถาน คีร์กีซสถาน อุซเบกิสถาน และเตอร์กเมนิสถาน) ด้วยองค์กร European-Asian Economic Cooperation และนำไปสู่การรวมตัวกันเป็นองค์กร ๆ เดียว การรวมตัวขององค์กรเดียวนี้ จะทำให้รัสเซียและจีนสามารถจัดตั้งแนวร่วมพันธมิตรตั้งแต่เบลารุสไปจนจรดจีน สามารถเชื่อมต่อภูมิรัฐศาสตร์และแข่งขันในมิติการทหารและเศรษฐกิจกับชาติตะวันตกได้
    .............. ภาพสถานการณ์นี้น่าจะเกิดจากการเติบโตด้านการทหาร และเศรษฐกิจของจีน แล้วขยายตัวในเชิงอิทธิพลผ่าน SCO ต่อเนื่องไปยัง EAEC ความชัดเจนของภาพสถานการณ์จะเกิดขึ้นต่อสถานการณ์ของเอเชียกลางภายหลังปี ๒๐๑๐ หรือ ๒๐๑๕ ภาพสถานการณ์นี้จะเกิดการปะทะกันในสงครามช่วงชิงพื้นที่ “เอเชียกลาง” ระหว่างมหาอำนาจทั้ง ๓ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย
  • ......... ๖.๓ ภาพสถานการณ์ที่สาม : การแตกตัวของกลุ่ม CIS ในลักษณะการเกาะกลุ่มเชิงผลประโยชน์ที่มีรัสเซียเป็นแกน
    .............. ภาพสถานการณ์นี้ค่อนข้างจะพัฒนาใกล้เคียงกับในปัจจุบัน แต่ลดเป็นความร่วมมือที่ใกล้ชิดระดับทวิภาคี และพหุภาคี อาทิ รัสเซีย-เบลารุส, ความร่วมมือรัสเซีย-เอเชียกลาง (คาซัคสถาน, คีร์กีซสถาน, ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน), ความร่วมมือรัสเซีย-คอเคซัส (อาเซอร์ไบจัน, อาร์เมเนีย) ภาพสถานการณ์นี้อาจพัฒนาต่อเนื่องไปในเชิงปริมาณและคุณภาพขององค์กร CSTO, EAEC, CAECO, CES และอื่น ๆ
    .............. ภาพสถานการณ์นี้จะเกิดการแข่งขันอย่างรุนแรงระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก แต่จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจเป็นสำคัญ นอกจากนั้นจะเห็นภาพความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับกลุ่มชาติสมาชิก CIS ที่เหลืออยู่ได้เด่นชัด นอกจากนั้น เมื่อเน้นในมิติเชิงเศรษฐกิจ หรือความมั่นคงแล้วอาจจะเปิดกว้างสำหรับความร่วมมือกับชาติ CIS อื่น หรือชาตินอกกลุ่ม CIS อีกด้วย

    ๗.สรุป
  • ......... ๗.๑ เหตุการณ์การปฏิวัติประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในจอร์เจีย ยูเครน มอลโดวา และคีร์กีซสถาน ตลอดจนการฟื้นองค์กร GUAM (อุซเบกิสถานประกาศถอนตัวเมื่อเดือน เม.ย.๒๐๐๕) ขึ้นมาใหม่ทำให้ความหวังของรัสเซียในความพยายามที่จะรวบรวมกลุ่ม CIS ให้เป็นหนึ่งเดียวในห้วง ๒ ปีที่ผ่านมาเลือนรางไป แนวโน้มของการแตกตัวของกลุ่ม CIS อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตหรืออาจจะยั่งยืนด้วยความมั่นคงก็ย่อมอาศัยความเข้มแข็งของรัสเซียในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร ตลอดจนการพึ่งพาความชัดเจนของนโยบายต่างๆ ที่รัสเซียจะดำเนินต่อกลุ่ม CIS นอกจากนั้น หลายฝ่ายกำลังมองรัสเซียภายหลังการเลือกตั้ง ปธน.ปี ๒๐๐๘ ว่า ใครจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ถ้าหากไม่ใช่ ปธน.ปูติน ย่อมส่งผลกระทบอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
  • ......... ๗.๒ การเข้ามาคงอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชียกลางและคอเคซัส หรือการขยายสมาชิกของนาโต้เข้าสู่ประชิดพรมแดนรัสเซียนั้น รัสเซียอาจจะมองว่า สหรัฐฯ กำลังแผ่อิทธิพลเพื่อมุ่งหวังพลังงานในภูมิภาค หรือนาโต้กำลังบ่อนทำลายรัสเซียให้อ่อนแอ แต่หากมองในมุมกลับกัน ถ้าหากรัสเซียมีความเข้มแข็งในเชิงนโยบาย และไม่มีการเอาเปรียบ หรือกดดันชาติสมาชิกของ CIS ในเอเชียกลางหรือคอเคซัสแล้ว เชื่อว่ารัสเซียก็ยังคงมีอิทธิพลอยู่ดังเดิม และชาติสมาชิก CIS เหล่านั้นก็คงไม่ประกาศกร้าวขับไล่กองทหารรัสเซียให้ออกจากประเทศของตนเอง
  • ......... ๗.๓ การกดดันชาติสมาชิก CIS ในลักษณะที่ต้องยอมตามรัสเซียด้วยความเหนือกว่าในปัจจัยต่างๆ อาทิ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ หรือการเข้มงวดตรวจการนำเข้าสินค้าเกษตร หรือการเข้มงวดหนังสือเดินทาง หรือการข่มขู่ที่จะสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในประเทศชาติสมาชิก CIS อาจจะได้ผลตามที่รัสเซียต้องการในระดับหนึ่ง แต่ไม่ยั่งยืนยาวนาน ประเทศที่ถูกกดดันเหล่านี้ย่อมหาทางเลือกใหม่ในการตอบโต้การกดดันของรัสเซีย ดังนั้นรัสเซียน่าจะปรับเปลี่ยนเป็นความร่วมมือในลักษณะที่เท่าเทียม หรือเอื้อหนุนในสิ่งที่ชาติสมาชิก CIS อื่นขาดแคลน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่การเขียนในนโยบายสวยหรูเท่านั้น แต่ต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว รัสเซียก็จะสามารถคงอิทธิพลของตนเองในกลุ่ม CIS ได้ดังเดิมเนื่องจากชาติสมาชิก CIS อื่นก็มีพื้นความสัมพันธ์ที่ดีกับรัสเซียมาตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียตเช่นกัน
  • ......... ๗.๔ สำหรับภาพสถานการณ์ในอนาคตที่จะบ่งชี้การคงอยู่หรือการล่มสลายของกลุ่ม CIS นั้น นักวิชาการอาจจะมีปัจจัย Driving Forces สำคัญมากมาย แต่สุดท้ายจะอยู่ที่ปัจจัย “รัสเซีย” เป็นสำคัญ รัสเซียจะเป็นผู้ให้คำตอบว่า ตนเองจะเป็นผู้ทำลายหรือสร้าง CIS ให้เข้มแข็ง ก้าวหน้า และยั่งยืน จนอาจจะนำไปสู่การปูพื้นฐานของการเป็นสหภาพ CIS ในอนาคต

    ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

    เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับรัสเซีย
  • รอบรู้เรื่องราวทั่วไปของรัสเซีย
  • ความแข็งแกร่งของรัสเซีย
  • แสนยานุภาพของหมีขาว

    กลับสู่หน้าหลัก

  • บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 3 ก.ค. 48
    โดย Black Rasputin

    กลับสู่หน้าหลัก

    CounterSee who's visiting this page.

    เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

    ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ