
ปฐมบทติมอร์ตะวันออก ภาระที่รอคอย
................เหตุการณ์ก่อนมีคำสั่งให้ไปติมอร์ จากการที่ผมมีหน้าที่เป็นรองผู้บังคับกองพัน และมีความสนใจในการทำโฮมเพจในอินเตอร์เนท โดยมีแนวความคิดในการจัดทำโฮมเพจในแนวทหารและบทความทั่วไป เนื่องจากค่อนข้างจะมีเวลามากกว่าแต่ก่อนแล้วก็พอมีเงินที่พอจะใช้ในการตอบแทนคืนกลับให้แก่สังคมได้ แล้วก็ยังเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นงานอดิเรก ประกอบกับผมเป็นคนชอบนอนดึกอยู่แล้ว จึงทำให้ ผมได้มีโอกาสเสนอข่าว ที่เกี่ยวข้องกับติมอร์ตะวันออก ซึ่งทำให้ผมพอทราบความเป็นไปอยู่บ้าง แล้วก็มีความรู้สึกแบบเล็ก ๆ ว่าน่าจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะได้มีโอกาส มาปฏิบัติหน้าที่ในภายหลัง เหตุการณ์ในติมอร์ตะวันออกนั้นมีความเป็นมาที่ยาวนาน และคงเป็นสิ่งที่เป็นเคราะห์กรรมของชาวติมอร์ด้วยส่วนหนึ่ง ที่ถูกปกครองจากประเทศอื่นมาเป็นเวลา หลายร้อยปี ซึ่งสิ่งที่ชาวติมอร์ได้รับนั้นไม่ค่อยจะคุ้มเท่าไรนัก แม้ว่าเมื่อปี 2518 ประเทศที่เคยปกครองมา 4 - 500 ปี จะถึงคราวปล่อยให้เป็นเอกราช แต่จากการที่ ที่ผ่านมาคนติมอร์เองไม่ได้รับการบอกเล่า ความเป็นไปของโลกภายนอกเท่าที่ควรตามประสาเมืองอาณานิคม จึงทำให้ มีประเทศใหม่เข้ามาครอบครองแทน สิ่งนี้ต่อเนื่องมาอีกกว่า 23 ปี จนได้มีแรงสนับสนุนจากโลกภายนอก หลังจากที่เหตุการณ์บริเวณอื่น ๆ ของโลกลดความรุนแรงลง แรงผลักดันต่าง ๆ จากองค์กรทั่วโลกทำให้มีการลงคะแนนเสียงเพื่อให้เลือกอนาคตว่าติมอร์ตะวันออก จะเป็นประเทศเอกราชหรือไม่ แต่สิ่งที่ทำให้การเป็นเอกราชของติมอร์ถูกเร่งให้เป็นรูปธรรมคงจะไม่พ้น สนานีข่าวยักษ์ CNN ที่ได้ลงภาพความทารุณโหดร้ายที่เกิดขึ้นภายหลังการลงประชามติ ที่นำเอาภาพของประชาชนที่ถูกประชาชนที่มีความคิดตรงข้ามรุมทำร้ายต่อหน้าต่อตา วันละนับสิบ ๆ รอบ และภาพที่คนด้วยกันหิ้วศีรษะของมนุษย์ด้วยกันยกชูให้กล้องถ่ายภาพ เหมือนกับเด็กตามสี่แยกไฟแดงที่ยกพวงผลไม้ หรือพวงมาลัยขายตอนรถติดไฟแดง คลื่นของผู้หลบหนีจากความโหดร้ายนับพันนับหมื่นที่รอคอยยานพานะมารับตัวออกไปจากดินแดนที่ตนเองเกิด การย้ำคิดย้ำทำดังกล่าวทำให้ประชาคมโลก ได้มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า
....................... คงถึงเวลาแล้วที่ ประชาชนที่มีความคิดแตกต่างแต่ไม่มีทางสู้ควรจะได้รับการคุ้มครองให้มีชีวิตอยู่ได้บนพื้นโลกใบนี้ เหมือนกับมนุษย์ทุกคนที่เกิดมา และสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้นั้นคงจะไม่มีใครทำได้ดีกว่าทหารที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีเท่านั้น ซึ่งสหประชาชาติผู้ที่เป็นตัวแทนของประชาคมโลกจึงได้เชิญชวนชาติต่าง ๆ เพื่อก่อเกิดกำลัง ที่เรียกตนเองภายหลังว่า International Forces East Timor หรือที่เรารู้จักกันในนามของ INTERFET มาเป็นผู้สร้างสรรค์สันติภาพให้ก่อเกิดในดินแดนแห่งนี้ ซึ่งประเทศผู้ซึ่งทำหน้าที่นำของกองกำลัง INTERFET นี้คือออสเตรเลีย โดยที่มีประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำตามวาระ ของกลุ่มประเทศอาเซียนเสนอตัวเป็นชาติที่ 2 ในการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพนี้ และได้รับเกียรติให้เป็น รองผู้บัญชาการกองกำลัง INTERFET ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งนับว่าภารกิจในครั้งนี่นั้นเป็นภารกิจที่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่เคยกระทำมาก่อน
................
เนื่องจากในครั้งนี้นั้นเป็นการนำกำลังทหารไทยกว่า 1,500 นาย ซึ่งประกอบด้วยกำลังรบที่ดีที่สุดและยุทโธปกรณ์ทั้งตามอัตราการจัดและยุทโธปกรณ์พิเศษอื่น เช่น ยานพานะทางทหารเกือบ 200 คัน เฮลิคอปเตอร์ 6 ลำ ข้ามน้ำข้ามทะเลเกือบ 2,000 ไมล์ ไปปฏิบัติการที่แทบจะไม่มีใครรู้จักมาก่อน และนี่คือความกล้าหาญของทหารไทยของเราที่มีจุดมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ อันมีเกียรติและเพื่อผดุงไว้เพื่อความยุติธรรมและสันติภาพให้เกิดขึ้นบนผืนโลก และสิ่งนี้เชื่อได้ว่าในการกระทำที่ห้าวหาญเด็ดเดี่ยวครั้งนี้นั้น มิได้เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดชื่อเสียงต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้นแต่สิ่งนี้ คือภาพที่ชัดเจนของประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทุกคนที่แสดงให้ชาวโลก ได้ประจักษ์ถึงความมีคุณธรรมและเสียสละ ในการที่จะแสดงออกอย่างกล้าหาญที่จะเป็นผู้ปกป้องคุ้มครอง ผู้บริสุทธิ์ ให้มีสิทธิมีชีวิตได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ๆ ในโลก ซึ่งแน่นอนว่าภารกิจครั้งนี้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเลย
ซึ่งแน่นอนว่าภารกิจครั้งนี้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเลย ความยุ่งยากและความยากลำบากในการดำเนินการในส่วนที่สามารถจะเก็บไว้เป็นบทเรียนและบันทึกประวัติศาสตร์เพื่อทหารไทยรุ่นหลังนั้น ผมจะได้บันทึกให้อ่านจากหน้าโฮมเพจนี้ในโอกาสต่อไป
ตอนที่ 2
การตัดสินใจที่ยากยิ่งของลูกผู้ชายคนหนึ่งระหว่างเสียงเรียกร้องของแผ่นดินและความรับผิดชอบที่มีต่อครอบครัว
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
โดยท่านเข้ามาอ่านป็นคนที่ 
ข้อมูลนี้ได้จัดทำขึ้นเมื่อ 20 พ.ย. 42
ส่งความคิดของท่านมาที่
benjapol5@hotmail.com
กลับสู่หน้าหลัก
กลับสู่หน้าหลัก