ธงไตรรงค์ประทับไหล่ ความหมายที่เหนือคำอธิบาย

............... เมื่อตอนเรียนเสธปี ๓๘ เพื่อนสนิทของผมที่เป็น แพทย์ ซึ่งมักจะคุยกันแบบที่เรียกว่าไม่เคยคุยกับใครมากเท่านี้มาก่อน ได้เคยถามว่าในชีวิตการเป็นทหารนั้นต้องการอะไรมากที่สุด ซึ่งผมก็ได้ตอบไปแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะคำตอบนี้มีอยู่ในสมองมานานแล้วก็คือ การที่ได้เป็นทหารคนแรกที่เดินก้าวข้ามแนวชายแดนของประเทศไทย พร้อมอาวุธและกำลังพล โดยมีภารกิจเพื่อปฏิบัติการทางทหาร เหมือนกับครั้งที่ท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม วีรบุรุษไทยในดวงใจของแท้หนึ่งเดียวของผมเคยทำมาแล้วเมื่อตอนสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้วในที่สุดวันที่ผมรอคอยก็ได้มาถึงแม้ว่าจะไม่เหมือนไปเสียทั้งหมดทีเดียว ความภาคภูมิใจของผมที่ได้มารับราชการทหารเพื่อรับใช้ชาติ นั้น ได้มาถึงแล้วหลังจากที่คอยมานาน ผมเองได้รับคำสั่งมาให้เตรียมเดินทางไปติมอร์โดยให้เตรียมของอย่างน้อยเพื่อที่จะอยู่ ๑ เดือน และสิ่งที่ทำให้ผมมีความอิ่มเอิบใจมากที่สุดก็คือการที่ต้องหาแถบธงไตรรงค์มาติดที่ไหล่ด้านซ้ายของเครื่องแบบ ซึ่งผมเองนั้นไม่เคยคิดฝันมาก่อน เพราะตัวผมเองก็เคยไปศึกษาที่ต่างประเทศมาก็หลายครั้ง ฝึกร่วมกับต่างชาติมาก็หลายหนแต่ก็ไม่เคยที่จะมีโอกาส ได้ติดธงชาติไว้ที่ไหล่เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ในครั้งนี้นั้นแม้ว่าจะไม่รู้ว่าจะไปหาแถบธงชาติที่ไหน และก็เวลาที่ไม่มี แต่ก็เป็นสิ่งแรกเลในการเตรียมตัวครั้งนี้ที่เมื่ออกจาก บก.ทบ. แล้วได้มุ่งตรงไปเพื่อหาแถบธงชาติก่อนอย่างอื่นใด
.............. การเตรียมการต่าง ๆ ในเรื่องสิ่งของนั้นเสร็จสิ้นลงด้วยเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากการเดินทางบ่อย ๆ จึงไม่ค่อยต้องวิ่งหาอะไรที่ใช้เวลายาวนานนัก ประมาณ ๖ โมงเย็นของต่าง ๆ ก็แล้วเสร็จ สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือการกล่าวอำลาผู้บังคับบัญชา ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่ภรรยาของนายทหารใหญ่ท่านหนึ่งได้เสียชีวิตลง จึงทำให้นายทหารต่าง ๆ ไปร่วมงานศพกันเป็นส่วนใหญ่ ผมเองจึงต้องรอประมาณ ๒ ทุ่ม จึงได้เดินสายกล่าวลาคนแรกก็เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ซึ่งสิ่งที่ผมเมื่อบอกมาแล้วทำให้รู้สึกว่าผมเองไม่ได้เอาเปรียบใครก็คือ การไปครั้งนี้นั้นผมจะขอย้ายหน่วยไปในครั้งนี้เลย เพื่อไม่ต้องให้ใครมาคอยลำบากใจและผมเองก็สบายใจด้วยที่ได้ทำเช่นนั้น ในการไปลาครั้งนี้นั้น สิ่งที่ทำให้ผมไม่อาจลืมได้คงจะเป็น ผู้บังคับบัญชาท่านหนึ่งที่ท่านได้เรียกเข้าไปคุยในบ้าน ให้แนวทางต่าง ๆ ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย และยังได้มอบพระมาให้ด้วยองค์หนึ่ง ซึ่งท่านก็ทราบดีว่าผมเองแม้ว่าจะเป็นพุทธศาสนิกชน แต่ก็ไม่ได้เป็นคนที่เชื่อถือในวัตถุ ซึ่งหลาย ๆ คนทราบดีและจะเห็นว่าผมเองจะเชื่อมั่นในตนเองค่อนข้างสูงมากกว่าจะไปพึ่งพาหรือ ฝากชีวิตไว้กับสิ่งอื่น ซึ่งผมเองก็ปฏิเสธในขั้นต้นเหมือนกันแต่ที่สุดแล้วก็น้อมรับมาด้วยดี หลังจากนั้นก็เก็บข้าวของเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งแม่ยายได้นำลูกของผมที่ฝากไว้ตั้งแต่กลางวัน มาที่บ้านด้วยเพื่อให้ผมได้กล่าวลาลูกซึ่งผมได้บอกกับลูกว่าอยู่กับแม่กับยายอย่าซุกซน พ่อไปทำงานคงไม่นานแล้วพ่อจะกลับมาอยู่กับลูก มาเล่นคอมพิวเตอร์กับลูกเหมือนเดิม หลังจากนั้นก็ขึ้นรถ พร้อมกับพาภรรยาคู่ชีวิตออกมาจากบ้านเวลาประมาณ ๒ ทุ่ม ซึ่งผมเองที่ต้องรีบออกมาก็เพราะทราบดีว่าการที่อยู่นานนั้น ภรรยาของผมคงจะต้องร้องไห้แน่ ๆ (สิ่งนี้แหละที่ทำให้เธอชนะใจผม)
............. หลังจากนั้น ผมก็ให้ลูกน้องที่มาส่งพาไปที่บ้านเพื่อนสนิทที่อยู่ใกล้ ๆและได้ให้ลูกน้องขับรถไปส่งภรรยาที่บ้านแม่ยาย ที่บ้านเพื่อน มีเพื่อน ๆ มารวมกัน อยู่ ๕ คน เพื่อมากล่าวคำลาและอวยพรให้ผมไปพบกับสิ่งที่ผมต้องการที่ติมอร์ พร้อมกับได้เล่าเรื่องราวประสบการณ์ที่เขาเคยไปทำงานให้แก่สหประชาชาติที่คูเวต มาเมื่อหลายปีก่อนให้ฟัง ให้ผมพยายามเป็นมิตรกับทุกคนเพื่อเป็นการได้ข่าวก่อนที่จะถูกโจมตี และให้ระวังตัวอย่าซ่ามาก เพราะจะไม่คุ้ม คงเนื่องจากพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทและรู้ดีว่าผมเป็นคนชอบตื่นเต้นผจญภึยจึงได้เตือนสติเอาไว้ก่อน ซึ่งเราก็ได้คุยและแซวกันอีกหลายเรื่อง ราวกับพวกเรายังเป็นร้อยตรีจบใหม่ที่ยังไม่รู้อะไรเลย หลังจากนั้นเพื่อน ๆ ได้หยิบเอาของที่เตรียมกันมาเป็นของที่ระลึกและสิ่งของเพิ่มเติมที่หามาเซอร์ไพร้ผมซึ่งทำให้ ผมซาบซึ้งใจและเชื่อว่าการที่มีเพื่อนแท้จริง ๆ นั้นมันรู้สึกเป็นอย่างนี้นี่เอง และเมื่อเพื่อนผมทราบว่าผมแยกให้ภรรยากลับบ้านไปก่อน จึงได้บังคับให้ผมพาภรรยาผมไปส่งด้วยโดยให้ไปตามภรรยากลับมา ด้วยความต้องการลึก ๆ ของผมเองอยู่แล้วจึงได้ยอมรับให้ภรรยาตามมาที่ บก.ทบ.ที่เป็นจุดนัดพบด้วย เมื่อมาถึงกองบัญชาการกองทัพบกก็วุ่นวายอยู่กับการสอบถามว่าเราจะไปติมอร์ตะวันออกนั้นไม่ทราบว่าภารกิจที่ชัดเจนนั้นคืออะไร ซึ่งสิ่งต่าง ๆ นั้นก็เริ่มจะพอเห็นแนวทางพอสมควรเนื่องจากเห็นพี่ ๆ น้อง ๆ ที่มาจากกรมทหารราบที่ ๓๑ ส่วนหนึ่ง และนายทหารจากกรมยุทธการจำนวนหนึ่งพร้อมกับนายทหารฝ่ายเสธที่สมัครสอบไปด้วยกันเมื่อต้นอาทิตย์ จึงได้ทราบว่าภารกิจที่ไปนั้นคือการไปเตรียมการวางแผนร่วมกับออสเตรเลียและชาติอื่น ๆ ในการที่จะส่งกำลังทหารไทยจำนวนที่มากพอสมควรเข้าไปปฏิบัติภารกิจที่ติมอร์ตะวันออก
........... การสอบถามต่าง ๆ ได้สิ้นสุดลงเมื่อใกล้เวลาเที่ยงคืน ที่จะต้องเดินทางออกจาก บก.ทบ. ผมได้เดินกลับไปหาภรรยาที่ยืนคอยอยู่ห่าง ๆ ผมจับมือแล้วก็หอมแก้มครั้งหนึ่งบนใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของภรรยา แล้วก็บอกฝากดูแลลูก ๆ ให้ดีด้วยพร้อมกับสัญญาว่าจะต้องกลับมาหาแน่ อยู่ทางนี้ก็ตั้งใจทำงานและดูแลตนเองด้วย พี่เองคงจะไปไม่นาน พี่เองเป็นทหารหน้าที่อย่างหนึ่งคือการเสียสละเมื่อประเทศชาติเรียกร้อง สำหรับครอบครัวของทหารสิ่งนี้คงเป็นสิ่งที่ต้องร่วมในการเสียสละด้วยแล้วก็ขอให้ภูมิใจเช่นเดียวกับพี่ที่ได้เสียสละ ลูกน้อยทั้งสองถ้าเขาโตขึ้นเขาต้องเข้าใจในการไปทำหน้าที่ของพ่ออย่างแน่นอน และสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ปลูกฝังให้เขาได้เป็นบุคคลที่เป็นคนดีในอนาคตของสังคม ท่ามกลางการกล่าวอำลานั้น ในใจผมก็ยังคงไม่สงบยังและตอบกับตัวเองว่าผมไม่ได้โกหกภรรยาผม ผมเองต้องกลับมาแน่เพียงแต่ว่าตอนมาถึงนั้น ผมจะเดินมายืนอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักด้วยเท้าทั้งสองของผมหรือไม่ หรือจะมีคนแบบผมกลับมาผมเองก็ไม่อาจจะทราบได้ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับผมก็ตามสิ่งที่ผมมั่นใจว่าผมไม่ได้โกหกภรรยาของผม ก็คือเพื่อนทหารที่ไปกับผมนั้น ไม่ทิ้งผมให้อยู่ทอดร่างต่างประเทศเป็นแน่แท้ เขาจะต้องพาร่างของผมกลับมายังประเทศไทยเพื่อให้คนที่ผมรักได้เห็นหน้า ผมอย่างแน่นอนไม่ว่าผมจะมีลมหายใจกลับมาหรือไม่
  • ตอนที่ 5 วีรบุรุษแห่งสันติภาพหรือปีศาจสงคราม ฟ้าเท่านั้นที่รู้

    ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
    โดยท่านเข้ามาอ่านป็นคนที่ CounterSee who's visiting this page.

    ข้อมูลนี้ได้จัดทำขึ้นเมื่อ 17ม.ค.43 ส่งความคิดของท่านมาที่ benjapol5@hotmail.com
    กลับสู่หน้าหลัก กลับสู่หน้าหลัก