
ชีวิตนี้มีเพียงหนึ่งเดียวขอมอบให้บิดร มารดา ภรรยาและแผ่นดิน
.......................... ไปสอบภาษารอบแรกที่ ทภ.1 หารกลับมายังที่ทำงานและระบบระจำวันของผมยังคงเป็นไปตามปกติ เซ็นหนังสือ นั่งเขียนบทความลงอินเตอร์เนท อ่านหนังสือดูทีวี แล้วก็ ไอซีคิวกับบรรดาพลพรรคต่าง ๆ เล่นกับลูก ฟังรายการวิทยุไอที ๑๐๐.๕ โดยที่ยังไม่ได้เล่าอะไรให้ใครฟังจนใกล้เที่ยงคืนจึงได้เอ่ยปากถามภรรยาว่า ถ้าผมจะไปต่างประเทศสักระยะหนึ่งจะเลี้ยงลูกทั้ง ๒ คนได้ไหม ภรรยาผมเองก็ม่ได้ถามอะไรเพียงแต่บอกว่า ก็แล้วแต่ ว่าผมจะคิดว่าดีหรือไม่ คงจะเนื่องจากตั้งแต่รู้จักกันมาก็จะเห็นว่าผมเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ ก็เป็นได้ซึ่งเมื่อผมไม่ได้ถูกทัดทานอะไร ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงแต่ดับไฟโดยที่ตาและใจของผมเองยังคงเบิกกว้าง วันรุ่งขึ้นผมได้แจ้งให้ทางผู้บังคับบัญชาทราบว่าผมได้ทราบข่าวว่ามีการรับสมัครนายทหารไปติมอร์ตะวันออก ซึ่งผมมีความสนใจในการสมัครครั้งนี้ ซึ่งก็ได้รับอนุญาตให้ผมไปสอบตามความต้องการ วันที่ไปสอบเพื่อเป็นตัวแทนของกองทัพภาคนั้น ค่อนข้างจะฉุกละหุกเนื่องจากข่าวที่ ที่มานั้นด่วนมากเรียกว่าลงมาไม่ถึงกองพันเพราะจากกองทัพบกออกมาวันพุธ กองทัพภาคให้สอบวันศุกร์เลย ซึ่งแม้ว่าทางกองทัพบกกำหนดให้กองทัพส่งคนจำนวน ๑๑ คน เข้าสอบ แต่ในวันสอบที่กองทัพนั้นมี คนมาสอบเพียง ๗ คนเท่านั้น โดยส่วนตัวของผมเองจึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะผู้ควบคุมการสอบกำหนดให้ผ่านการสอบภาษาเพียง ๗๐ % เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ยากอะไรนักสำหรับตัวผมเองซึ่งเคยเรียนภาษาและทำการสอบแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว
...................การสอบครั้งนี้จึงเป็นแบบสบาย ๆ เมื่อผลสอบประกาศมาก็มีคนไม่ผ่านเพียงคนเดียวเท่านั้นเอง ผมเองได้ ๘๐ กว่าๆ หลังจากนั้นก็รออีก ๒ วัน คือวันเสาร์และอาทิตย์ ผมเองได้แนวข้อสอบมาจากน้องชายแต่กว่าจะได้มีโอกาสอ่านก็เลยเที่ยงวันอาทิตย์ไปแล้ว เนื่องจากอย่างแรกคิดว่าคงไม่มีใครสมัครแบบเดียวกับที่กองทัพภาคแล้วก็เพื่อน ๆ มาหาอยู่เป็นประจำในวันหยุด แต่ปรากฏว่าเช้าวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันสอบแข่งขันจริง โดยทำการสอบที่กรมยุทธศึกษาทหารบก ผมเริ่มรู้สึกว่าความคิดของผมเมื่อวันหยุดที่ ๆ ผ่านมาไม่เป็นจริงเสียแล้ว เพราะจำนวนพี่และน้องจำนวนไม่ต่ำกว่า ๔๐ คน ได้เดินทางมาจากหลายแห่ง ได้มายืนรอกันที่หน้าห้องชี้แจง ผมเองค่อนข้างจะเป็นรุ่นที่อาวุโสมากกว่าทั่วไปจึงมีเพื่อน ๆ มาสอบด้วยเพียง ๓ ๔ คน นอกนั้นก็เป็นน้อง ๆ หมด ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมเริ่มกังวลใจก็คือ ส่วนใหญ่คนที่มาสอบเป็นคนที่เคยไปต่างประเทศแบบเดียวกับผมทั้งนั้น โดยเฉพาะในวงสนทนาที่ผมได้แต่นั่งฟังอย่างเดียวก็จะมีการ บอกว่าส่วนใหญ่คือสิงห์สนามสอบที่ผ่านการสอบมาแล้วโชคโชน ที่ผ่านมาสอบไปเรียนปริญญษโทที่ออสเตรเลียขนาดสอบได้ ๙๓ % ยังถูกคัดออก บางคนก็พึ่งกลับ มาจากต่างประเทศ ไอ้ผมเองคิดอยากจะเอาหนังสือภาษาอังกฤษมาเปิดอ่านขึ้นมาทันที เพราะเอาติดตัวมาด้วยแต่ใจที่คิดอายน้อง ๆ และเพื่อน ๆ มีมากกว่าก็เลยได้แต่นั่งฟังไปเรื่อย ๆ จนเขาเรียกตรงจยอดและเข้าห้องสอบ ในการสอบครั้งนี้นั้น นับว่าเป็นการสอบภาษาอังกฤษที่ผมตั้งใจสอบมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราทุกครั้งผมจะสอบเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ ๘๐ %เท่านั้น เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการสอบแข่งกับตัวเองเท่านั้นซึ่งหมายถึงการสอบผ่านเปอร์เซ็นต์ที่เขากำหนดเท่านั้น ซึ่งถ้าไม่ ๗๕ % ก็ ๘๐ % เท่าที่ผ่านมาผมไม่มีปัญหาในเรื่องนี้มาก่อน แต่ในครั้งนี้นั้นแม้ว่าในหัวข้อการสอบจะมีคอมพิวเตอร์และการขับรถเข้ามาด้วย
...................... แต่ทางกรมยุทธการไม่มีเวลาก็ใช้วิธีการสอบภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียวและเอาคะแนนในการสอบนี้เป็นการตัดสินเลย การสอบครั้งนี้ผมจึงตั้งใจเป็นอย่างมากและนั่งจนหมดเวลา ซึ่งผลที่ออกมาก็เป็นที่น่าพอใจเพราะคนที่สอบผ่านเป็นคนแรกคือตัวผมเอง ซึ่งก็ทำให้ผมเริ่มยิ้มออกมาได้ในวันนี้ สำหรับเพื่อน ๆ ผมที่สอบไม่ผ่านผมก็ได้แต่พยักหน้าให้และบอกว่าใจเย็น ๆ อาจจะมีความต้องการมาเพิ่มอีกให้ส่งชื่อเอาไว้ก่อนกับพี่ที่มาคุมสอบ หลังจากนั้นก็สอบถามถึงการเตรียมตัวซึ่งก็ไม่มีรายละเอียดอะไรเพียงแต่บอกให้รอคำสั่ง ผมเดินทางกลับที่ทำงาน แล้วโทรศัพท์กลับไปบอกพ่อแม่ว่าผมสอบได้ไปต่างประเทศแล้วแต่ยังไม่ทราบวันเดินทางที่แน่นอน โดยที่ผมเองยังไม่ได้บอกว่าผมจะเดินทางไปที่ไหน และตอนเย็นภรรยาผมกลับมาบ้านถามผมว่าสอบได้ไหม ผมก็ตอบว่าได้เรียบร้อยแล้ว แฟนผมถามว่า ตอนนี้ติมอร์กำลังดังสงสัยจะไปติมอร์หรือเปล่า ผมเองก็ได้แต่ยิ้มๆ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอะไร ซึ่งในตอนกลางคืนระหว่างทานเข้าและพักผ่อนผมก็พยายามเปิดดูข่าวคราวของติมอร์ตะวันออกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นข่าวของโทรทัศน์บ้านเรา หรือช่องจากต่างประเทศ ซึ่งภาพที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำอีกก็คือภาพที่คนติมอร์คนหนึ่งวิ่งหนี แล้วมีคนถือมีดอีกกลุ่มหนึ่งไล่ตามจนทัน แล้วรุมฟันลงไปที่คนที่วิ่งหนีไม่ทันคนนั้น สำหรับอีกภาพเหตุการณ์หนึ่งก็คือ ก็คือภาพคนติมอร์ที่เดินถือศีรษะของคนติมอร์ด้วยกันเดินชูไปตามถนนให้ช่างภาพทีวีถ่ายไว้ ความรู้สึกของผมที่มีในขณะนั้นก็คือ ต้องมีคนไปหยุดการฆ่าฟันที่นั่น คนที่อ่อนแอที่ไม่มีทางสู้ที่ติมอร์กำลังคอยคนบางคนให้มาช่วยเขา และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกอยู่ในจิตใจคือมีคนบางคนที่อยู่ไกลโพ้นกำลังคอยความช่วยเหลือจากผมอยู่ สิ่งที่ผมคอยมาตลอดชีวิตการเป็นทหารนั้นได้มาถึงแล้ว
.......................การปฏิบัติหน้าที่อย่างชายชาติทหารอย่างสมเกียรติเหมือนเช่นดังบรรพบุรุษ ไม่ได้ไกลอีกต่อไปแล้ว ตลอดเวลาที่คอยคำสั่งว่าจะให้เดินทางเมื่อไหร่นั้น ทำให้ผมไม่อาจจะอยู่นิ่งต่อไปได้ เพราะไม่มีข้อมูลข่าวสารให้เตรียมการใดๆ เพิ่มเติมเลยนอกจากข่าวทางทีวีและหนังสือพิมพ์ เพื่อนฝูงและพี่ ๆ ที่สนิทกันหลายคนได้เข้ามาแสดงความเป็นห่วง บางคนแสดงความยินดีที่ผมได้มีโอกาสไปครั้งนี้ สำหรับคนที่ไม่ชอบหน้ากันก็พูดลอยลมมาให้ได้ยินว่าไปเพื่อหวังรวย ไปเพื่อประชดชีวิต บางคนก็ว่าเสียสติบ้าง แล้วก็มีคนแซวว่าจะคอยดูศีรษะของผมออกทีวี ผมเองก็ได้แต่ยิ้มเพราะจริง ๆ แล้วถ้าเขาสนิทสนมกับผมมาก่อนเขาจะต้องรู้แต่แรกว่าไม่เหตุการณ์แบบนี้เกิดที่ไหนในโลกแล้วมีทหารไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง รายชื่อแรก ๆ ของทหารไทยนั้นควรจะมีชื่อผมอยู่ในบัญชีนั้นด้วย ผมรออยู่จนวันที่ ๓ ทราบข่าวจากทีวีว่าประธานาธิบดีของอินโดนีเซียได้ประกาศยอมรับให้ส่งทหารเข้าไปรักษาความสงบที่ติมอร์ตะวันออกได้แล้ว วันรุ่งขึ้นผมจึงขออนุญาติผู้บังคับบัญชาเดินทางไป บก.ทบ. เพื่อให้ พ.ท.พงศ์อนันท์ เพื่อนสนิทของผมที่หาข่าวเพิ่มเติมว่าจะต้องเตรียมการอย่างไรต่อไป ในระหว่างนั้นทางนายกรัฐมนตรีของไทยก็ประกาศว่าไทยจะส่งกำลังทหารเข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ แต่การตัดสินใจดังกล่าวยังไม่ได้ตกลงมายังกองทัพบกผมจึงได้แต่บอกให้คอยก่อน กลางวันเพื่อนผมจึงพาไปทานเข้าแถว ๆ กองบัญชากการกองทัพบก
...................ในระหว่างที่นั่งทานกันอย่างสนุกสนานนั้นพี่ที่กรมยุทธการทหารบกก็โทรศัพท์เข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของผมที่ผมทิ้งเบอนร์ให้ไว้ว่า ให้เตรียมเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่ติมอร์ตะวันออกโดยให้พร้อมเดินทางเที่ยงคืน ๆ นี้ ข้าวที่กินอยู่ก็เลยต้องเลิกโดยทันที สิ่งแรกที่ผมทำคือการเตรียมหมวกแก๊ปลายพรางและธงไตรรงค์ที่ใช้ติดแขนเสื้อที่ผมไม่ได้เตรียมไว้ สำหรับสิ่งของอื่น ๆ นั้นได้เตรียมรายการไว้หมดแล้ว สำหรับเรื่องหนังสือเดินทางก็สะดวกหน่อยตรงที่ไม่ต้องดำเนินการใด ๆ สิ่งที่ยากลำบากที่สุดก็คือการที่ผมจะต้องบอกพ่อและแม่ผมผ่านทางโทรศัพท์ว่าผมต้องไปติมอร์ดินแดนที่ไม่รู้ว่าตรงไหน โดยที่ไม่ได้มีโอกาสไปกราบลาพ่อแม่ที่เคารพด้วยตนเอง สิ่งที่ผมบอกก็คือผมจะไปติมอร์แล้วก็คิดว่าไปไม่นาน แต่ในใจผมนั้นผมเองยังตอบไม่ได้ว่าผมจะไปนานเท่าไรแล้วจะได้กลับมาหรือไม่ ผมดีใจตรงที่พ่อผมไม่ได้คิดอะไรมากอวยพรให้ผมโชคดีแล้วจะมาส่งผมเองบอกว่าคงมาส่งลำบากเพราะเดินทางคืนนี้เลยตอนดึก การเดินทางของคนอายุมาก ๆ จากเพชรบุรีนั้นคงจะไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยโดยเฉพาะการเดินทางมาทางรถประจำทาง แต่สิ่งที่ทำให้ผมเองแทบกลั้นน้ำตาไม่ได้ในเวลาต่อมาก็คือหลังจากนั้นอีก ๔ ชั่วโมง ขณะที่ผมกำลังเก็บของอยู่นั้นทางบ้านผมได้โทรศัพท์จากเพื่อน ๆ ผมได้โทรมาหาอย่างไม่ขาดสายอวยพรให้เดินทางปลอดภัย แล้วก็มีสายหนึ่งที่โทรมาจากแม่ผม ซึ่งเองคิดว่าหลังจากที่ได้ทราบจากพ่อแล้วประติดประต่อเรื่องราวต่าง ๆ แล้วจึงได้โทรมาปนกับเสียงร้องให้ผ่านมาทางโทรศัพท์ ว่าผมจะไปที่ติมอร์ทำไม คนที่ท่ายางบอกว่าที่นั่นมีแต่การฆ่าฟันและสงครามความโหดร้าย การไปที่นั่นมีแต่อันตรายเท่านั้น เงินทองค่าตอบแทนแพงเท่าไหร่อย่าไปห่วงให้มาเอาที่บ้าน
.....................ผมเองก็ได้แต่ปลอบแม่ผ่านไปว่าการไปครั้งนี้ไม่มีอันตรายอย่างที่คิดหรอก การไปครั้งนี้ก็ไม่ได้ไปเพื่อเงินแต่อย่างไร การไปครั้งนี้นั้นการการทำหน้าที่อย่างมีเกียรติของทหาร และเกียรติอันนี้จะย้อนกลับมาสู่วงศ์ตะกูลของเราเอง ในที่สุด คนในอำเภอจะได้รับทราบว่าลูกของแม่เกิดมาไม่ได้เสียชาติเกิด ได้ตอบแทนแผ่นดินที่ได้อาศัยแล้ว ซึ่งแม่ก็ยังคงร้องไห้ต่อแม้ว่ากำลังพูดอวยพรให้ผมเดินทางโดยปลอดภัยและทำหน้าที่กลับมาอย่างสวัสดิภาพ ผมเองต้องรีบตัดบทเพื่อให้วางโทรศัพท์ก่อนที่ผมจะต้องร้องไห้ตามไปด้วย ด้วยการการบอกแม่ว่า ผมรักพ่อกับแม่มากที่สุดในชีวิตแล้วผมจะต้องกลับมากราบพ่อกับแม่ด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่ ผมขอกราบลาพ่อแม่กทางโทรศัพท์ครั้งนี้ไปก่อน ผมต้องขอโทษด้วยที่ไม่อาจสามารถให้พ่อแม่เห็นหน้าได้ในครั้งนี้ ขอให้พ่อกับแม่รักษาสุขภาพด้วย นั่นคงเป็นคำพูดสุดท้ายก่อนการเดินทางของผมที่มีต่อพ่อและแม่
ตอนที่ 4
ธงไตรรงค์บนเครื่องแบบ ภาระและความหมายที่เหนือคำอธิบาย
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
โดยท่านเข้ามาอ่านป็นคนที่ 
ข้อมูลนี้ได้จัดทำขึ้นเมื่อ 9 ธ.ค. 42 ส่งความคิดของท่านมาที่
benjapol5@hotmail.com
กลับสู่หน้าหลัก
กลับสู่หน้าหลัก