
ตอนที่ ๙ ออกสำรวจเมืองเบาเกา
................
เมื่อวันที่ ๓๐ ต.ค.ที่ผ่านมา ผมได้ออกลาดตระเวนพื้นที่ที่ตำบลลาการ่วมกับฝ่ายข่าว ซึ่งลากาเป็นตำบลที่อยู่ชายทะเล ห่างจากเมืองเบาเกาไปทางตะวันออกประมาณ ๓๐ กม.ระหว่างที่นั่งทานอาหารมื้อเที่ยงซึ่งเป็น MRE (ของไทย) หรือ Meal Readly to Eat ซึ่งก็คืออาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน หลังจากรับประทานข้าวผัดเนื้อทอดกระเทียมพริกไทยเรียบร้อยแล้ว กำลังจะหยิบขนมปังกรอบและผงน้ำสัปรดขึ้นมา เห็นเด็กๆ ที่มาห้อมล้อมพวกเราจำนวนหลายคนมองดูเรารับประทานอาหารอยู่ก็ให้รู้สึกสงสาร พวกเราก็เลยแจกขนมปังและผงน้ำสัปรดแก่เด็กๆ ไปจนหมด
ทุกครั้งที่ทหารไทยนั่งรถยนต์ผ่านไปจะได้ยินเสียง ไตแลนด์ ๆ ๆ ทุกครั้ง เด็กๆ จะตะโกนแข่งกับเสียงรถยนต์ที่ทหารไทยขับเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นในหมู่บ้านหรือตามถนนหนทาง เด็กๆ อายุไม่เกิน ๔-๕ ขวบ พบทหารไทยที่ไหน พวกเขาจะวิ่งไปห้อมล้อมพูดคุยด้วยอย่างอารมณ์ดีเสมอ ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสยิ้มด้วยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา "เด็กก็คือเด็ก" หากจะเอาสีขาวฉาบลงไปก็จะได้ความขาวกลับคืนมา ตรงกันข้ามถ้าเป็นสีดำ แน่นอนก็จะได้สีดำกลับคืนมา พวกเราทหารไทยทุกคนไม่เคยมีความคิดว่าจะเอาสีดำไปให้พวกเขา เราบอกเด็กๆ ทุกคนว่า เราคนไทยเข้ามาที่นี่ก็เพื่อช่วยเหลือพวกเขาโดยไม่มีสิ่งอื่นใดเจือปน เด็กทุกคนพยักหน้ารับยิ้มทั้งปากและใจ แถมบางคนยังสามารถสอนภาษาเตตุ้มอย่างง่ายๆ ให้พวกเราอีกด้วยทุกพื้นที่ที่พวกเราพบเด็กจะเห็นทุกคนสรวมกางเกงเก่าๆ ตัวเดียว มีเสื้อใส่บ้าง ไม่มีใส่บ้าง ที่อายุน้อยๆ ๑-๒ ขวบจะมีน้ำมูกเกรอะกรัง ผมแข็งเป็นเส้นใครเส้นมัน เนื้อตัวดำมะเมี่ยมเหงื่อท่วมตัว บ่งบอกว่าไม่ได้ผ่านการอาบน้ำมาแล้วเป็นสัปดาห์ บางคนไม่ยอมกลับไปบ้าน มืดลงก็อาศัยนอนอยู่ตามบ้านร้างที่ถูกเผาหรือตามรถยนต์ของยูเอ็นที่ถูกทุบจอดทิ้งไว้ตามจุดต่างๆ สอบถามบางคนบอกว่าพ่อแม่ไม่มี โดนฆ่าตายไปหมดแล้ว เด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุ ๑๓ ปี สอนให้ผมนับเลขเป็นภาษาเตตุ้มระหว่างที่นั่งคอย กุสเมาเดินทางมาปราศัยที่สาขาพรรค CNRT ประจำเมืองบาเกา บอกผมว่า พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่าเฉพาะเมืองบาเกาแห่งเดียวคงจะมีเด็กเร่ร่อนหรือเด็กที่ขาดพ่อแม่ ขาดที่พึ่งพิงจำนวนไม่น้อยทีเดียว
เราจะช่วยพวกเขาได้อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันต่อไปนะครับ
ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่า ที่ตลาดบาเกา สบู่ก้อนละ ๑๘,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ รูเปียส (ตกราว ๕๐-๗๐ บาท) สบู่หนึ่งก้อนสามารถแลกไก่ขนาดตัวละกิโลหรือกิโลกว่าๆ ได้หนึ่งตัว เมื่อสบู่มีราคาขนาดนี้จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมเด็กๆ จึงไม่อยากอาบน้ำซึ่งอย่างว่าแต่เด็กเลยแม้แต่ผู้ใหญ่ หลายคนก็ไม่อาบน้ำเช่นเดียวกัน ยกเว้นผู้ที่มีอันจะกินเช่นพวกที่อพยพกลับเข้าไป ส่วนมากพวกนี้จะเป็นผู้ที่แต่งเนื้อแต่งตัวดี มีผิวพรรณดี อพยพกลับเข้าไปอยู่ในบริเวณตัวเมือง แต่ส่วนใหญ่คนในชนบทยังเป็นเช่นที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น เส้นทางไปลากาเป็นถนนลาดยางขนาดกว้างเพียง ๔ เมตร รถยนต์ที่วิ่งสวนกันจะต้องขับให้ล้อข้างหนึ่งออกนอกขอบทาง พร้อมชลอความเร็วลง ความแคบของถนนและคดไปเคี้ยวมาทำให้ใช้ความเร็วได้ไม่เต็มที่ แต่ที่เหมือนกับประเทศไทยของเราก็คือ ที่นี่รถยนต์วิ่งซ้ายใครซ้ายมัน ตำบลลากาเป็นชนบทที่มีชายทะเลสวยงาม อากาศบริสุทธิ์ แทบว่าจะไม่มีร่องรอยแห่งการต่อสู้ ตัวอาคารบ้านพักและสถานที่ราชการระดับตำบลที่นี่ไม่ถูกเผา ยกเว้นสถานที่ที่เป็นของตำรวจและทหารอินโดนีเซียเท่านั้น ทุกที่ถูกเผาเรียบ โดยไม่มีหลักฐานว่าใคร กลุ่มใหนเป็นผู้เผา ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านยังจำข่าวติมอร์เมื่อต้นเดือนตุลาคมได้ จะเห็นว่าทหารอินโดนีเซียที่กำลังเดินแถวไปขึ้นเครื่องบินเพื่อถอนกำลังกลับประเทศ ทีวีได้ถ่ายให้เห็นไฟกำลังลุกไหม้อา
คารที่ทหารถอนตัวออกไป ใครจะเป็นคนเผา ถ้าไม่ใช่ผู้ที่ถอนตัวไป น่าคิดเหมือนกันนะครับ
...............๓๑ ต.ค.๔๒ เป็นวันอาทิตย์ซึ่งถือเป็นวันสำคัญทางศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค ชาวคาทอลิคทุกคนจะหยุดทำงานแล้วไปโบสถ์เพื่อทำพิธีมิตซา วันนี้จึงเป็นวันที่ผู้คนจากทุกตำบลจะแต่งตัวกันอย่างสวยงามเดินทางไปรวมกันที่ตัวอำเภอบาเกาเพื่อเข้าโบสถ์ที่มีชื่อว่าอันโตนิโอ ฟังบาทหลวงอบรมสั่งสอน ธรรม นอกจากนั้นแล้ววันนี้ยังเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของชาวติมอร์ตะวันออกวันหนึ่งเพราะเป็นวันที่นายซานานา กุสเมาจะเดินทางมาที่เมืองบาเกา เพื่อพบปะประชาชนและประชุมปรึกษาหารือกับผู้นำทางการเมืองในท้องถิ่น เพื่อเตรียมการจัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารประเทศ
เบาเกาหรือบาเกา ตามความถนัดลิ้นของคนไทย เป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากดิลี มีประชากรนับถึงเดือนตุลาคมซึ่งมีผู้อพยพกลับเข้ามาบ้างแล้วรวมทั้งสิ้นประมาณ ๙๙,๙๐๐ คน ตั้งแต่เช้ามีการเดินขบวนของกลุ่มต่าง ๆ ที่นิยมพรรค CNRT หรือ สภาแห่งชาติเพื่อเอกราชติมอร์ หลายกลุ่มตั้งแถวต่อกันถือดาบเดินเป็นแถวไปตามถนนในตัวเมือง ที่หัวขบวนมีการร้องเพลงปลุกใจและเต้นไปตามจังหวะทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เป็นที่น่าสังเกตุว่า การแต่งตัวเป็นไปตามประเพณีของชนเผ่าต่าง ๆ หรือตามกลุ่มต่าง ๆ บ้างก็มีการเอาขนไก่มัดรวมกันเป็นกลุ่มเสียบไว้เหนือศรีษะ โดยใช้ไม้ขดเป็นวงกลมรอบศรีษะแล้วเอากลุ่มขนไก่ผูกมัดไว้ เต้นนำขบวนไปตามถนน วันนี้ผู้ที่มารวมตัวกันในเมืองเบาเกา มีประมาณ ๔-๕ พันคน
เป็นครั้งแรกที่นายซานานา กุสเมา เดินทางมาที่บาเกา โดยมีประชาชนต้อนรับอย่างเต็มที่ บาเกามีสำนักงานสาขาของพรรค CNRT ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับโบสถ์คริสต์อันโตนิโอซึ่งอยู่บริเวณกลางเมือง
กลุ่มทหารของ FALINTIL ได้เดินทางมาจากที่ต่างๆ เพื่อมาต้อนรับผู้นำของเขา บางกลุ่มแต่งเครื่องแบบชุดพราง สวมหมวกแบเล่ย์แดงและดำ ซึ่งพวกเขาบอกว่าเดินทางมาจาก LOS PALOS ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเดินทางเข้ามาในเมือง หลังจากที่ต้องหนีไปอยู่ในป่าและทำการต่อสู้กับพรรคการเมืองอื่นๆ รวมทั้งทหารอินโดนีเซียมาเป็นเวลากว่า ๒๔ ปี โดยไม่เคยลงจากเขาเลย เช่น มิสเตอร์ ALUE สวมหมวกแบเล่ย์สีแดง หนวดเครารุงรัง แต่งเครื่องแบบชุดลายพราง บอกลักษณะเป็นผู้นำทางทหารของ FALINTIL เป็นต้น
เวลา ๑๗๐๐ นายชานานา กุสเมา ประธานสภาแห่งชาติติมอร์ (CNRT) ได้เดินทางโดย ฮ. S - ๗๖ ของ ทบ.ออสเตรเลียไปยังเมืองบาเกา โดยเข้าพักที่ที่ทำการสาขาพรรค CNRT ประจำเมืองบาเกา ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับโบสถ์คาทอลิคอันโตนิโอ โดยใช้ ฮ.S - ๗๖ จำนวน ๒ ลำ ลำแรกลงส่งเจ้าหน้าที่คุ้มกัน จำนวน ๔ คน และลำที่ ๒ ลงส่งนายชานานา กุสเมา และคณะ จำนวน ๘ คนลงที่หน้าโบสถ์อันโตนิโอ หลังจาก ฮ.บินกลับไป กลุ่มประชาชนที่มารอต้อนรับนายกุสเมา ได้โห่ร้องแสดงความยินดีและขอสัมผัสมือกับผู้นำของเขา ประชาชนได้ตั้งแถวทั้งสองข้างถนนและมีส่วนหนึ่งได้ร้องรำทำเพลงแสดงความยินดีด้วย มีการเป่าเขาควาย ซึ่งมีความหมายว่า "ได้รับชัยชนะแล้ว" หลังจากนั้น นายซานานา กุสเมา ได้ปราศรัยกับประชาชนชาวเมืองเบาเกา โดยการแนะนำตัวเล่าประวัติความเป็นมา รวมทั้งขอขอบคุณพี่น้องชาวติมอร์
ทุกคนที่ได้ให้ความร่วมมือช่วยกันสร้างติมอร์ให้เป็นเอกราช และว่าตนเองจะอยู่เพื่อชาวติมอร์และเพื่อกองทัพ FALINTIL ซึ่งประชาชนที่ฟังคำปราศรัยอยู่ที่นั่น ได้ชูมือขึ้นเหนือศรีษะพร้อมตะโกนร้อย ไชโย ไชโย
ในวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ ๐๘๐๐ นายซานานา กุสเมา มีแผนที่จะพบกับกลุ่มผู้นำการเมืองต่าง ๆ ๔ กลุ่ม โดยจะมีการประชุมกันที่บริเวณโบสถ์อันโตนิโอ และก่อนหน้านี้ บิชอบ คาร์ลอส เบโล ผู้นำศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค ได้เดินทางจากเมืองดิลี ไปพักที่โบสถ์อันโตนิโอแล้วเช่นเดียวกัน คาดว่าจะมีการปรึกษาหารือกัน เพื่อดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศต่อไป
...............การเมืองในติมอร์ตะวันออกกำลังดำเนินการต่อไป ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ แต่ผู้คนชาวติมอร์ตะวันออกจำนวนมากยังอยู่กับความยากจน เด็กๆ นับพันคนขาดที่พึ่ง ขาดพ่อขาดแม่ยังอยู่กับการเร่ร่อนต่อไป ขออนุญาตขายความคิดฝากไปยังผู้มีอุปการะคุณทั้งหลาย รวมทั้งผู้ที่มีความเมตตากรุณา มอบเสื้อผ้าที่ใช้แล้วหรือเสื้อผ้าใหม่ๆ ที่จะบริจาค เพื่อเป็นบุญเป็นกุศลสำหรับเด็กๆ ชาวติมอร์ตะวันออก ฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังทหารบกไทย-ติมอร์ จะดำเนินการแจกจ่ายให้แก่เด็กๆ ตามประสงค์ทุกประการ
ขอความกรุณาท่านที่สนใจจะบริจาค กรุณาบรรจุหีบห่อจ่าหน้าดังนี้ ถึง ทบ.สนามติมอร์ สิ่งของบริจาคสำหรับเด็กชาวติมอร์ ตู้ ปณ. ๓๓ ปณจ.ดุสิต สนามเสือป่า กทม.๑๐๓๓๐ และกรุณาวงเล็บไว้ข้างล่างด้วยว่า จากผู้ใดเป็นผู้ส่งไป ผมจะได้เขียนถึงเพื่อเป็นการขอบคุณในฐานะที่ท่านมีความเมตตา กรุณาต่อเด็ก
ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป ที่ติมอร์เริ่มจะเข้าหน้าฝนแล้วครับ ฝนที่นี่ตกแบบเดียวกับที่ภาคใต้ของไทยเรา นึกจะตกก็ตก พอตกแล้วแดดออก พอแดดหุบฝนตก อะไรทำนองนี้น่ะครับ ในตอนเช้าดวงอาทิตย์จะขึ้นตั้งแต่ประมาณตีห้ากว่าๆ และจะตกในราวห้าโมงเย็นแก่ๆ เพราะเกาะติมอร์อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกวางมากพอสมควร จึงเห็นดวงอาทิตย์ก่อนใครอื่น
ฝากบอกครอบครัว เพื่อนฝูงของกำลังพลทุกคน รวมทั้งท่านผู้อ่านทุกท่านด้วย
ไม่ต้องเป็นห่วง ทุกคนสบายดีครับ.
----------------------
ข้อมูลนี้ได้จัดทำขึ้นเมื่อ 9 พ.ย. 42 โดยท่านเข้ามาอ่านป็นคนที่
ส่งความคิดของท่านมาที่
benjapol5@hotmail.com
กลับสู่หน้าหลัก
กลับสู่หน้าหลัก