
ครบวาระการผลัดเปลี่ยนกำลังพล
...............
ในห้วงเดือนกรกฎาคม กองกำลังของประเทศไทยก็จะครบวาระในการเข้าร่วมกับกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ซึ่งได้ปฏิบัติการมาตั้งแต่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ รวมแล้วเป็นเวลา ๖ เดือนเต็มและในเดือนเดียวกันนี้ ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออก (UNTAET PKF Force Commander) ก็จะครบวาระในการปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกันซึ่งก็เป็นข่าวดีที่คนไทยได้รับเลือกจากเลขาธิการสหประชาชาติให้ปฏัติหน้าที่ ผบ.กองกำลังรักษาสันติภาพฯ คนต่อไป
............ผมได้เขียนถึงเรื่องราวของ ผบ.กองกำลังรักษาสันติภาพฯ ไว้ครั้งหนึ่งแล้วในฉบับก่อน ซึ่งในห้วงนันมีข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่าประเทศไทยจะได้รับเลือกให้จัดส่งนายทหารระดับสูงไปเป็น ผบ.กองกำลังรักษาสันติภาพฯ ต่อจาก พล.ท.ไจเม เดอ ลอส ซานโตส ชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งจะครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ในเดือนกรกฎาคมนี้ กองทัพไทยก็ได้ส่งรายชื่อให้องค์การสหประชาชาติพิจารณา ๒ ท่าน คือ พล.ท.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และ พล.ต.ทรงกิตติ จักรกาบาตร์ รองเจ้ากรมข่าวทหาร บก.ทหารสูงสุด เลขาธิการสหประชาชาติได้เลือก พล.ท.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็น ผบ.กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออกคนต่อไปซึ่งท่านผู้นี้จบการศึกษาทางด้านการทหารที่โรงเรียนนายร้อยสหรัฐฯ และจบการศึกษาปริญญาเอกวิศวกรรมโครงสร้าง จากสถาบันเอไอที นอกจากนั้นยังเป็นผู้บังคับหน่วยทหารมาแล้วหลายหน่วย การที่ยูเอ็นเลือกชาวไทยเป็น ผบ.กองกำลังรักษาสันติภาพฯ คนต่อไป จึงเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน
............ทางด้านกองกำลังของกองทัพไทยซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาสันติภาพอยู่ที่เมืองเบาเกาและเมืองวีเคเคก็จะครบวาระผลัดเปลี่ยนกำลังในต้นเดือนสิงหาคมนี้ซึ่งการผลัดเปลี่ยนกำลังดำเนินการขึ้นระหว่างวันที่ ๑ - ๑๐ ส.ค.๔๓ โดยมีกำลังพลจากกองพันทหารราบที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๖ (ร.๖ พัน.๑) ไปผลัดเปลี่ยน นับเป็นกำลังพลผลัดที่สองที่เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในติมอร์ฯ ที่ผมไม่นับกำลังพลที่เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ เป็นผลัดแรก ก็มีเหตุผลอยู่ว่า
............กำลังพลชุดนั้นเป็นกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในสังกัดกองกำลังอินเตอร์เฟตซึ่งจบภารกิจไปในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาและมีกำลังพลส่วนใหญ่แปรสภาพหรืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ในกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติจนครบวาระดังกล่าว
............ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายในการผลัดเปลี่ยนกำลัง เพียงชุดเก่าไปชุดใหม่มาก็สิ้นเรื่อง แต่จริงๆแล้ว มันไม่ง่ายดังที่คิดนะครับ ดูแต่ตอนเดินทางไปติมอร์ฯ ก็แล้วกัน เตรียมแล้วเตรียมอีก บรรจุสิ่งของอุปกรณ์ขนย้ายไปยังสนามบิน จัดระวางบรรทุก กำลังพลก็พร้อมแล้ว เครื่องบินก็บินไปรับแล้ว แต่ยังเดินทางไม่ได้เพราะเครื่องยนต์เกิดขัดข้องต้องร้องเพลงรออยู่ถึง ๒ - ๓ ครั้ง ก็ปวดเศียรเวียนเกล้ากันพอสมควรกับฝ่ายวางแผน เรื่องการผลัดเปลี่ยนกำลังก็เช่นเดียวกันก็ต้องวางแผนเอาไว้ถึง ๒ - ๓ แผนเพื่อเตรียมไว้กันปวดหัวกับการเปลี่ยนแผน แต่เมื่อถึงเวลาจริง มันอาจจะไม่ยุ่งยากเหมือนตอนเดินทางไปก็ได้ เพราะมีฝ่ายควบคุมการเคลื่อนย้าย (Movement Control) หรือ MOVCON เป็นผู้จัดหาเครื่องบินสนับสนุนการเคลื่อนย้ายแต่จะมีเครื่องชนิดไหนมานั้นขึ้นอยู่กับสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติในสหรัฐฯซึ่งจนถึงขณะ ที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้(๗ ก.ค.)ยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะขึ้นเครื่องที่ไหน ใช้เครื่องอะไร
............ ในขั้นต้นพวกเราได้เตรียมแผนเอาไว้เป็น ๓ แผน โดยแผนแรกขึ้นเครื่องที่เบาเกาบินตรงสู่กรุงเทพมหานคร ส่วน ร.๖ พัน.๑ ก็จะขึ้นเครื่องที่จังหวัดอุบลราชธานีบินตรงไปที่เมืองเบาเกาซึ่งแผนนี้ จะมีความสะดวกที่สุดสำหรับพวกเรา ทั้งผู้เดินทางไปและเดินทางกลับ
ส่วนแผนที่สอง หากไปขึ้นเครื่องที่เมืองดาร์วิน ประเทศออสเตรเลีย ก็จะต้องเคลื่อนย้ายจากเมืองเบาเกาไปเมืองดิลีด้วยรถยนต์และเคลื่อนย้ายจากเมืองดิลีไปเมืองดาร์วินด้วยเรือ ต่อจากเมืองดาร์วินก็ขึ้นเครื่องไปลงที่กรุงเทพฯ ในทางกลับกัน ร.๖ พัน.๑ ก็จะขึ้นเครื่องจากจังหวัดอุบลราชธานีไปลงที่เมืองดาร์วิน เคลื่อนย้ายต่อไปที่เมืองดิลีด้วยเรือและเดินทางต่อไปที่เบาเกาด้วยรถยนต์ ซึ่งหากต้องใช้แผนนี้จะทำให้ทุกคนลำบากสุดๆ ทุลักทุเลและเหน็ดเหนื่อยอย่างสุดๆ เพราะจะต้องขนอุปกรณ์ทั้งส่วนตัวส่วนราชการขึ้นรถลงเรือกันหลายครั้งและอาจจะต้องพักคอยที่ใดที่หนึ่งเป็นระยะเวลานานหรืออาจจะต้องค้างคืนที่ใดที่หนึ่งก่อนจะถึงจุดหมายปลายทางซึ่งจะมีเรื่องอาหารการกิน ที่นอน ที่อาบน้ำ ที่ปลดปล่อยของเก่าเข้ามาให้แก้ปัญหาเพิ่มเติมอีก
แผนที่สาม หากต้องไปขึ้นเครื่องที่เมืองดาร์วินและมีการเคลื่อนย้ายจากเมืองเบาเกาไปเมืองดาร์วินด้วยเครื่องบิน ก็จะขึ้นเครื่องบินขนาดกลางที่เมืองเบาเกาบินตรงไปต่อเครื่องขนาดใหญ่ที่เมืองดาร์วินไปที่ตำบลปลายทางกรุงเทพฯ ในทางเดียวกัน ร.๖ พัน.๑ ก็จะบินจากอุบลราชธานีไปยังเมืองดาร์วินและต่อเครื่องขนาดกลางไปที่เมืองเบาเกา
............โดยทั้งสามแผนจะแบ่งกำลังพลทั้งสองผลัด (ร.๓๑ พัน.๓ รอ.ผลัดที่ ๑ และ ร.๖ พัน.๑ ผลัดที่ ๒) เป็น ๓ ชุดๆ แรกของ ร.๖ พัน.๑ เดินทางวันที่ ๑ ส.ค. ๔๓ และชุดแรกของ ร.๓๑ พัน.๓ รอ. เดินทางวันที่ ๒ ส.ค. ชุดที่สองของ ร.๖ พัน.๑ เดินทางวันที่ ๕ ส.ค.และชุดที่สองของ ร.๓๑ พัน.๓ รอ. เดินทางวันที่ ๖ ส.ค. ชุดที่สามของ ร.๖ พัน.๑ เดินทางวันที่ ๙ ส.ค. และชุดที่สามของ ร.๓๑ พัน.๓ รอ. เดินทางวันที่ ๑๐ ส.ค.๔๓
............ถ้าสามารถเลือกได้ แผนแรกจะสะดวกที่สุดในการเดินทางไปและกลับของกำลังพล เพราะต่างก็ขึ้นลงยังที่หมายโดยตรงเลย ไม่ต้องขึ้นรถลงเรือหรือพักคอยที่ใดที่หนึ่ง แผนสองจะเป็นแผนที่ลำบากที่สุดทั้งสองฝ่ายจะต้องเดินทางสวนทางกันซึ่งไม่รู้ว่าจะมีปัญหาอะไรตามมาให้แก้อีก ส่วนแผนสามก็พอทำเนาเพราะใช้เวลาในการเดินทางจากเมืองเบาเกาไปเมืองดาร์วินน้อยกว่าแผนสอง ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางจากเมืองเบาเกาไปเมืองดิลีและเมืองดิลีไปเมืองดาร์วินอย่างน้อยก็เสียเวลาไปแล้วกว่า ๒๔ ชั่วโมง
............ทำไมเครื่องบินที่สนับสนุนการผลัดเปลี่ยนกำลังครั้งนี้ ไม่ยอมลงที่สนามบินเมืองเบาเกา ก็มีเหตุผลที่ทราบกันอย่างไม่เป็นทางการว่า เขาไม่ยอมลงเพราะสนามบินที่นี่ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกทางด้านการบิน ซึ่งก็รู้กันอยู่ว่าสนามบินแต่ละแห่งที่มีอยู่ในติมอร์ฯ ถูกทำลายหมดในช่วงเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วก่อนที่อินเตอร์เฟตจะเข้าไป ยังดีที่ทางวิ่งขึ้นลงไม่ถูกทำลายไปด้วยปัจจุบันจึงสามารถใช้การได้ ทั้งสนามบินโคโมโรในเมืองดิลีและสนามบินเมืองเบาเกา แต่ก็ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกในการบินดังกล่าว ถ้าไม่ลงที่เมืองเบาเกาที่อื่นไม่ต้องพูดถึง เพราะสนามบินเมืองเบาเกามีทางวิ่งขึ้นลงยาวที่สุดในติมอร์ฯ ซึ่งมีความยาว ๒,๔๐๐ เมตร ที่ผ่านมาเครื่องบินแอนโตนอฟของประเทศรัสเซียซึ่งเป็นเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเขาขนอุปกรณ์การช่วยเหลือเช่น รถยนต์ เฮลิคอปเตอร์และอุปกรณ์ขนาดหนักรวมทั้งขนเฮลิคอปเตอร์ของ ทบ.ไทยเมื่อตอนจบภารกิจอินเตอร์เฟต ขึ้นลงที่สนามบินเบาเกาอย่างสบายทั้งๆ ที่ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกในการขึ้นลง
............ ที่แน่นอนก็คือ ทำใจเถอะครับคงต้องไปขึ้นเครื่องกลับประเทศไทยที่เมืองดาร์วินแน่นอน แต่จะเดินทางอย่างไรเท่านั้น (เดี๋ยวก็รู้)
ปลายเดือนกรกฏาคม คงมีคำตอบจากสวรรค์.
ข้อมูลนี้ได้จัดทำขึ้นเมื่อ 7 ก.ค. 43 โดยท่านเข้ามาอ่านป็นคนที่
ส่งความคิดของท่านมาที่ ร.ท.ไทย ฤทธิ์ประเสริฐ
thai_timor2000@yahoo.com
หรือเข้าชมเวบไซท์ได้ที่
ข่าวสารทหารไทยในติมอร์ โดย ร.ท.ไทย ฤทธิ์ประเสริฐ
กรุณาแสดงความคิดเห็นและการถกแถลงของท่านได้ที่
กระดานเสวนา Home of Thai Cyber Military
หรือกล่าวติชม
บันทึกสมุดเยี่ยม
กลับสู่หน้าหลัก
กลับสู่หน้าหลัก