กองกำลังเฉพาะกิจร่วม ๙๗๒

ไทย/ติมอร์ตะวันออก

            ตอนที่ ๓

            ผมติดท่านผู้อ่านไว้ในฉบับที่แล้ว ในเรื่องประวัติของชาวติมอร์ตะวันออก ฉบับนี้เป็นเรื่องของความเป็นอยู่ของชาวติมอร์ตะวันออก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ เท่ากับเป็นการรู้จักชีวิตจิตใจของชาวติมอร์ตะวันออก ที่เราจะต้องไปอยู่ในอาณาเขตของเขา สุภาษิตซุนวู กล่าวไว้ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งก็ชนะทั้งร้อยครั้ง” น่าจะเป็นความจริง เพราะความเป็นอยู่ของชาวติมอร์ตะวันออก จะเป็นข้อมูลที่ใช้ในการวางแผนทางด้านกิจการพลเรือนและปฏิบัติการจิตวิทยาเป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งจะได้พูดถึงในตอนต่อไป

            ความเป็นอยู่ของชาวติมอร์ตะวันออก

            พ.ศ.๒๕๑๘ ประชากรบนเกาะติมอร์ทั้งเกาะมีประมาณ ๑.๘๕ ล้านคน ติมอร์ตะวันออกมีประชากรประมาณ ๖๘๐,๐๐๐ คน ร้อยละ ๙๗ เป็นชาวติมอร์ ที่เหลือจะเป็นชาวมาเลย์ มากาซาร์ ปาปัวร์ อาศัยอยู่ แต่ไม่มีชาวฮินดูหรือมุสลิมอยู่บนเกาะนี้ โดยทั่วไปประชากรจะมีหน้าตาไปทางมาเลย์ ผิวดำคล้ำ ผอมบาง ในติมอร์ตะวันออกจะมีภาษาที่แตกต่างกันจำนวน ๓๖ ภาษา สามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้สองภาษาคือ กลุ่มภาษามาเลโยโปลีนีเซียน (Malayo-Polynesian)     ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับภาษาบาฮาซาของอินโดนีเซียเพียงเล็กน้อย อินโดนีเซียจะไม่ยอมให้ชาวติมอร์พูดภาษาโปรตุเกสหรือเตตุ้ม (Tetum) ในกรุงดิลีเด็กชาวติมอร์วิจารณ์กันว่า ภาษาอินโดนีเซียเป็นภาษาหยาบคาย (the fucking language) ซึ่งในกรุงดิลีต้องใช้ภาษาอินโดนีเซียในการสื่อสารกันรวมทั้งตอบปัญหาต่างๆ กับเจ้าหน้าที่ชาวอินโดนีเซีย แต่ในพื้นที่ห่างไกลออกไป ชาวติมอร์ยังคงใช้ภาษาเตตุ้มระหว่างกัน แม้จะถูกสั่งห้ามพูดก็ตาม

            ประมาณร้อยละ ๙๑ ชาวติมอร์ตะวันออกนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิค   และมีนิกายโปแตสแตนท์ พุทธและพวกบูชาสัตว์หรือนับถือวิญญาณบ้างเล็กน้อย ชาวติมอร์กลัวและเกลียดชังชาวชวาซึ่งทหารอินโดนีเซียที่ปกครองอยู่ที่ติมอร์ส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิมที่มาจากเกาะชวา ชาวติมอร์มีความรู้สึกไม่พอใจและต่อต้านการเข้ามาปกครอง    หรือครอบงำทางการเมืองของคนชวาอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ทหารอินโดนีเซียที่ถูกส่งไปรุกรานติมอร์ตะวันออกในปี  พ.ศ.๒๕๑๘ นั้น  บางส่วนเข้าใจว่ารัฐบาลส่งไปปราบปรามคอมมิวนิสต์ บางส่วนเข้าใจว่ารัฐบาลให้ไปทำสงครามศาสนากับกลุ่มชาวคริสต์ในติมอร์ตะวันออก การไม่สามารถพูดกันรู้เรื่องเป็นปัญหาใหญ่ของการปฏิบัติการครั้งนั้น อินโดนีเซียเองก็ฟังและพูดภาษาเตตุ้มหรือภาษาโปรตุเกสได้  เช่นเดียวกันชาวติมอร์ก็ไม่เข้าใจภาษาอินโดนีเซีย

            ความเชื่อของชาวติมอร์ แม้ว่าจะนับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค แต่ก็ยังนับถือจิตวิญญาณหรือสัตว์ควบคู่ไปด้วย ชาวนายังคงใช้เลือดสาดลงไปบนดิน   ก่อนที่จะขุดดินเพื่อทำการเกษตร ชาวติมอร์เคร่งครัดในศาสนามาก มีความกระตือลือล้นที่จะสร้างโบสถ์ไว้มากๆ แม้ว่าจะต้องยอมเสียเส้นทางน้ำซึ่งมีความจำเป็นสำหรับดำรงชีวิตของพวกเขาอย่างมากก็ตาม อิทธิพลของศาสนาและความสำคัญของโบสถ์ ทำให้อินโดนีเซียเชิญโปป จอนปอลที่ ๒ ไปเยือนติมอร์ใน พ.ศ.๒๕๓๒ เพื่อให้ศีลให้พร โบสถ์ในปัจจุบันถูกแย่งชิงระหว่างฝ่ายชาวบ้านกับฝ่ายรัฐบาล เพื่อดึงเอาไปใช้ประโยชน์กับกลุ่มของตน

            ก่อนที่โปรตุเกสจะเข้าไปปกครอง ชาวพื้นเมืองติมอร์ตะวันออกจะมีกีฬาที่นิยมกันมาก   คือ การล่าหัวมนุษย์ หลังจากที่กีฬานี้หมดความนิยม กลุ่มล่าหัวมนุษย์กลับไปอยู่ตามหมู่บ้านเดิมของตนซึ่งพวกล่าหัวมนุษย์นี้คือชนเผ่าเตตุ้ม (Tetum Tribe)

            ชนเผ่าอีกกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่าอะโตนี่(Atoni)เชื่อกันว่าส่วนใหญ่จะเป็นพวกชนเผ่าดั้งเดิม (Aborigins)ของเกาะติมอร์ พวกนี้ได้ถูกขับไล่ให้ไปอยู่ทางตะวันตก ปัจจุบันชาวอะโตนี่จึงเป็นกลุ่มชนหลักของติมอร์ตะวันตก ชนเผ่านี้ได้ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยอีกหลายกลุ่ม ก่อนที่ชาวตะวันตกจะมายึดครองเกาะติมอร์เชื่อกันว่า  กลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดูซึ่งมาจากพวกชวาที่เข้ามาค้าขาย กลุ่มนี้จึงยังมีความเชื่อในจิตวิญญาณและบูชาบรรพบุรุษ นอกจากนี้ยังมีชาวเบลู (Beluese) และโรอิน(Roinese) ที่อพยพเข้ามาทีหลังกลุ่มอะโตนีและผลักดันให้กลุ่มอะโตนีเข้าไปอยู่ในพื้นที่ภูเขาด้านในของเกาะ

            ชนกลุ่มต่างๆ ทุกกลุ่มบนเกาะติมอร์จะเคี้ยวใบสุริท (Surih) หลังอาหารและในพิธีการต่างๆ ผู้ใหญ่จะเคี้ยวหมากวันละ ๑๕ ลูก เด็กจะเริ่มเคี้ยวใบสุริทที่อายุประมาณ ๗-๘ ปี

            ก่อนที่โปรตุเกสจะเข้าครอบครองติมอร์ตะวันออก เกาะติมอร์ถูกแบ่งออกเป็นเขตต่างๆ   ปกครองภายใต้กษัตริย์ของเขตนั้นๆ ในแต่ละเขตยังประกอบไปด้วยชนเผ่าต่างๆ หลายเผ่าพันธ์รวมกัน จากนั้นจึงแยกออกเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ชาวโปรตุเกสเข้ามาปกครองโดยส่งผู้แทนไปประจำตามเขตต่างๆลักษณะของบ้านที่อยู่อาศัย จะถูกสร้างต่างกันไปตามท้องถิ่นต่างๆในพื้นที่ตะวันออก บ้านจะปลูกอยู่บนเสาสูงๆ ทางชายฝั่งด้านเหนือจะเป็นบ้านทรงแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ในพื้นที่ที่มีภูเขาจะพบหมู่บ้านอยู่ตามยอดเขาสูง เพื่อป้องกันศัตรูเข้าไปโจมตี บ้านเรือนส่วนใหญ่จะปลูกห่างออกไปจากถนนมากและเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินเท้าซึ่งชาวติมอร์สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วมาก

            พวกชาวนาจะเลี้ยงชีพด้วยการปลูกข้าวโพดและพืชประเภทเผือก มัน หรือถั่วในผืนดินที่ตกทอดกันมาจากบรรพบุรุษ จะปลูกข้าวตามไหล่เขา มีการเลี้ยงควาย แพะ หมู ไก่และไก่ชน มีการถักผ้า ทำดาบ ลูกปัดแก้วและเครื่องรางที่ทำด้วยทองคำ เพื่อการแลกเปลี่ยนค้าขาย แต่ธุรกิจขายปลีกหรือพ่อค้าคนกลางจะเป็นของคนจีน เช่นในกรุงดิลีและคนจีนยังขยายไปทำการปลูกกาแฟเพื่อส่งออกอีกด้วย บริษัทคนจีนที่ใหญ่ที่สุดชื่อ แสงไทยฮู (Sang Tai Hoo) เจ้าของเป็นพี่น้องชาวจีนสองคนที่ทำการติดต่อค้าขายกับสิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเก๊า มีธุรกิจของคนจีนอยู่ในเมืองดิลีประมาณ ๔๐๐ กิจการหรือประมาณร้อยละ ๙๕ ของธุรกิจทั้งหมดในติมอร์ตะวันออก นอกจากนี้คนจีนยังทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางทำการซื้อขายผลิตผลการเกษตรและกาแฟอีกด้วย คนจีนจะไม่สนใจการเมือง จะสนใจอยู่แต่ธุรกิจของตน ในมุมมองของชาวติมอร์จะมองคนจีนว่า เป็นคนต่างชาติที่สนใจเฉพาะเรื่องเงินทองเท่านั้น ไม่สนใจเรื่องอื่นๆของติมอร์ แสวงประโยชน์จากทรัพยากรของติมอร์จนร่ำรวยและถ่ายเทความร่ำรวยไปยังสิงคโปร์และฮ่องกง ชาวติมอร์มีความรู้สึกที่ต้องการจะทำลายการเข้ามายึดธุรกิจของคนจีนค่อนข้างสูง ด้วยเหตุนี้ทำให้กลุ่มคนจีนเป็นกลุ่มที่สนับสนุนให้โปรตุเกสยึดครองติมอร์ตะวันออกต่อไป คนจีนจะอยู่ทั่วไปตามเมืองใหญ่ของติมอร์ตะวันออกและเมืองเล็กที่สามารถเปิดร้านขายของได้

            นอกจากชาวจีนแล้วก็มีชาวอาหรับอยู่ประมาณ ๕๐๐ คนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ชาวติมอร์ก็ไม่ไว้วางใจคนกลุ่มนี้เช่นกัน อาหรับส่วนใหญ่พูกภาษาบาฮาซา มาจากสุราบายา(Surabaya)  และมากาสซา (Makassar) มาเปิดร้านขายของเล็กๆ อยู่ในติมอร์ตะวันออก พวกอาหรับคือ กลุ่มชนที่สนับสนุนให้ติมอร์ตะวันออกรวมกับอินโดนีเซียเช่น นาย Mari Alkatiri หัวหน้าชุมชนชาวมุสลิมในกรุงดิลี เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในสมัยที่รัฐบาลของพรรคเฟรติลินประกาศเอกราช ในเมืองที่มีชาวเมติเตอร์เรเนียนอาศัยอยู่ พวกคนงาน เสมียน ผู้จัดการ จะพักนอนกลางวันประมาณวันละ ๔ ชั่วโมง ทำให้เมืองนั้นดูเงียบผิดปกติในช่วงนั้น

            ในกรุงดิลี  มีโบสถ์คริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นโบสถ์ที่โปป จอนปอลที่ ๒ มาทำพิธีในเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๒ ซึ่งวันนั้นผู้คนชาวติมอร์เดินทางออกมาจากทั่วสารทิศเพื่อเข้าร่วมพิธีส่วนใหญ่จะเดินทางด้วยเท้า กลุ่มเฟรติลิน อ้างว่าสถานที่แห่งนี้คือจุดที่ทหารอินโดนีเซียฆ่าชาวติมอร์ตะวันออกไปนับพันคน

            อาหารในเมืองดิลี จะเป็นอาหารของชาวชวาและชาวสุราเวสีเป็นส่วนใหญ่และไม่มีอาหารพื้นเมืองของชาวติมอร์ขาย

            คนที่อพยพเข้าไปอยู่ใหม่เช่นชาวชวา สุลาเวสี สุมาตราหรือคนจากหมู่เกาะอื่นรอบๆ ติมอร์ ส่วนใหญ่จะมีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่คนพื้นเมืองติมอร์จะเป็นคนเงียบ ไม่ชอบพูด โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้า แม้ว่าจะไม่ใช่ศัตรูของพวกเขา และส่วนใหญ่จะไม่ชอบผู้อพยพเข้าไปอยู่ใหม่ การทำธุรกิจของชาวติมอร์ชอบแบบตรงไปตรงมาและไม่มีการต่อรองราคา พวกโปรตุเกสที่ปกครองไม่สอนให้คนติมอร์อ่านหรือเขียนหนังสือ   คนติมอร์ส่วนใหญ่จะถูกจ้างให้เป็นลูกจ้างพื้นเมืองหรือคนรับใช้

คนโปรตุเกสหรือคนชาติอื่น

            ในห้วงที่อินโดนีเซียเข้าไปปกครอง ทหารอินโดนีเซียได้ครอบครองธุรกิจส่วนใหญ่ของชาวติมอร์ตะวันออก เช่น การส่งออกกาแฟและไม้ ทหารจะเป็นผู้ผูกขาดดำเนินการ กาแฟทั้งหมดจะต้องขายให้รัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้ราคาตายตัว ผู้ปลูกกาแฟบ่นว่า กาแฟของตนได้ราคาต่ำกว่าของชาวติมอร์ตะวันตกซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เพิ่มกระแสความไม่พอใจต่อทหารอินโดนีเซียเรื่อยมา  การส่งออกกาแฟ เพิ่งจะเปลี่ยนมาส่งออกให้บริษัทของคนอินโดนีเซียเชื้อสายจีนเมื่อเร็วๆ นี้เอง

            ต่อจากนี้ จะเป็นเรื่องของการจัดกำลังไปปฏิบัติภารกิจในติมอร์ตะวันออกซึ่งต้นฉบับในตอนต่อไป อาจจะล่าช้าไปบ้าง เพราะอยู่ในห้วงของการเดินทาง

            หากมีโอกาสเตรียมต้นฉบับไว้ล่วงหน้า

            ผมจะพยายามไม่ให้ขาดตอนครับ.

----------------------------