กองกำลังเฉพาะกิจร่วม ๙๗๒

ไทย/ติมอร์ตะวันออก

            ตอนที่ ๒

            ในห้วงเวลานี้ ส่วนล่วงหน้าของ กกล.ฉก.ร่วม ๙๗๒ (ไทย/ติมอร์) ได้เดินทางไปติมอร์แล้ว โดยมี พล.ต.ทรงกิตติ  จักกาบาตร์ รอง ผบ กกล.นานาชาติ/ ผบ.กกล.ฉก.ร่วม ๙๗๒ เป็นผู้นำ ซึ่งเดินทางไปเมื่อ ๑๙๐๐ วันที่ ๔ ต.ค. ที่ผ่านมา

            ขออนุญาตทำความเข้าใจเรื่องชื่อของหน่วยงานต่างๆ ของกองกำลังที่เดินทางไปติมอร์ตะวันออกในครั้งนี้ก่อนนะครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน กำลังพลของกองทัพไทยทั้งหมดที่เดินทางไปติมอร์จะอยู่ในความควบคุมบังคับบัญชาของ กองกำลังเฉพาะกิจร่วม ๙๗๒ (ไทย/ติมอร์ตะวันออก)หรือ กกล.ฉก.ร่วม ไทย/ติมอร์ โดยมี พล.ต.ทรงกิตติ  จักกาบาตร์ เป็นผู้บัญชาการกองกำลังฯ กำลังพลของกองทัพบกที่บรรจุในกองกำลังทหารบกไทย/ติมอร์หรือ กกล.ทบ.ไทย/ติมอร์ มี พ.อ.นภดล  เจริญพร  เป็นผู้บัญชาการกองกำลังฯ  กำลังพลของกองทัพเรือที่บรรจุอยู่ในหน่วยเรือเฉพาะกิจ มีผู้บังคับการเรือเฉพาะกิจเป็นผู้บังคับบัญชา และกำลังพลของกองทัพอากาศที่บรรจุอยู่ในหน่วยบินเฉพาะกิจ มีผู้บังคับฝูงบินเฉพาะกิจเป็นผู้บังคับบัญชา

            โดยสรุป การจัด กกล.ฉก.ร่วม ๙๗๒ ไทย/ติมอร์ มีหน่วยในบังคับบัญชาดังนี้คือ กองบัญชาการ กกล.ฉก.ร่วม ๙๗๒,กกล.ทบ.ไทย/ติมอร์,หน่วยเรือเฉพาะกิจ ,หน่วยบินเฉพาะกิจและหน่วยสนับสนุน

            มีบางหน่วยงาน มีการเรียกชื่อที่ซ้ำซ้อนกัน ตัวอย่างเช่น หน่วยสนับสนุน,ชุดแพทย์   เป็นต้นในการเขียนถึงหน่วยงานดังกล่าว ผมจะบอกต่อไปว่าเป็นหน่วยงานในสังกัดใดต่อท้ายเข้าไปด้วย เช่นชุดแพทย์ บก.ทหารสูงสุด เข้าทำการตรวจรักษาในพื้นที่หรือชุดแพทย์ กกร.ทบ.ไทย/ติมอร์   ทำการตรวจรักษาในพื้นที่  เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อจะให้ท่านผู้อ่านไม่สับสน เพราะเรามีชุดแพทย์ไปติมอร์สองหน่วยงาน รวมแล้วจำนวน ๖ ชุดครับ

            ระหว่างที่กำลังพลส่วนใหญ่ยังรอการเดินทางไปติมอร์อยู่นี้ ผมขอนำเสนอความรู้เรื่องติมอร์เพิ่มเติมจากฉบับที่แล้ว โดยเฉพาะ   ชาวติมอร์ตะวันออกจะมีความแตกต่างจากชาวติมอร์ตะวันตกอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว

            ชื่อพื้นเมืองเรียกชาวติมอร์ตะวันออกว่า ติม-ติม (Tim- Tim) สภาพเป็นเกาะที่มีฝั่งทะเลที่สวยงามชื่อ อัมเบโน (Ambeno)

            ในช่วงเวลาแห่งการเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกส พ.ศ.๒๒๔๔-๒๕๑๘ มีข้าหลวงไปปกครองโดยอยู่ในอาณัติของอุปราชแห่งกัว (Vicroy of Goa)  ซึ่งแต่ก่อนหน้านั้นก็มีพวกภราดาโดมินิกันพยายามที่จะเปลี่ยนศาสนาของชาวติมอร์ตะวันออกให้เป็นโรมันคาทอลิค    ชาวโปรตุเกสเข้ามาเพื่อแสวงโชคด้วยการหาไม้จันหอม นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จัดลำดับความมีจริยธรรมของพระคาทอลิคพวกนี้อยู่ในระดับต่ำมาก ในปี ๑๙๕๐ มีชาวโปรตุเกส ๘ คนเข้าไปอยู่ในอาณานิคมและควบคุมผู้นำในท้องถิ่น พวกภราดาโดมินิกันพวกนี้ มีทั้งทหาร พ่อค้าวาณิชและพวกกลาสี จะถูกเรียกว่า “แบล็ค โปรตุกีส”พวกนี้จะอยู่กินและมีลูกกับพวกผู้หญิงพื้นเมือง

            ในยุคแรกๆ ที่ชาวโปรตุเกสเข้ามาปกครอง เมืองหลวงของชาวติมอร์ตะวันออกอยู่ที่  เมืองท่าลิเฟา (Port of Lifao) ซึ่งอยู่ติดกับอัมเบโน ปัจุบันอยู่ในเขตติมอร์ตะวันตก ย้ายไปกรุงดิลีในปี พ.ศ.๒๓๑๒ เพราะถูกบีบจากกลุ่มก่อการร้ายให้ข้าหลวงหรือผู้ปกครองรัฐอาณานิคมย้ายไป  ซึ่งแต่ก่อนนั้นอาณาเขตระหว่างพวกดัชต์และพวกโปรตุเกสยังมิได้มีการปักปันเขตแดนที่แน่นอน  นักเดินเรือต่างชาติที่เดินทางเข้าไปแสวงหาลู่ทางทำมหากินในต้นศตวรรษที่ ๑๗  ต่างมองติมอร์ตะวันออกว่ามีความล้าหลัง เฉื่อยชา ไร้ประสิทธิภาพ เป็นประเทศด้อยพัฒนาสุดๆ ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในระยะต้นของสงครามโลกครั้งที่ ๒ กรุงดิลีเมืองหลวงของติมอร์ตะวันออก ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปาไม่มีถนนและไม่มีโทรศัพท์ใช้

            ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๕ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ กองทัพพระเจ้าจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นขึ้นบกที่กรุงดิลี ทหาร ๒๐,๐๐๐ คนยึดกรุงดิลีเป็นอาณานิคม กำลังทหารจำนวน ๓๐๐ นายของกองร้อยที่ ๒/๒ และ ๒/๔ ของออสเตรเลียได้ทำการต่อสู้อย่างเต็มความสามารถแต่ก็สู้ไม่ได้ จึงต้องร่นถอยไปในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๔๘๗  ทหารออสเตรเลียเสียชีวิต ๔๐ คน   ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นเหตุการณ์ของการสู้รับกันระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่ ๒   ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  การสู้รบในดินแดนของติมอร์ตะวันออกก่อให้เกิดความทุกข์ยากแก่ชาวติมอร์เป็นอันมาก หลังจากทหารออสเตรเลียถอยไป ทหารญี่ปุ่นก็ทำการแก้แค้นชาวติมอร์อย่างทารุน ที่ไปให้การสนับสนุนทหารออสเตรเลีย ประชากรของดินแดนแห่งนี้ลดลงไปจาก  ๔๗๒,๐๐๐ คนในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ถูกฆ่าเหลือเพียง ๔๐๓,๐๐๐ คนในปี พ.ศ.๒๔๘๙

            เป็นไทแก่ตัวจากทหารญี่ปุ่นเมื่อเดือนกันยายน ปี พ.ศ.๒๔๘๘ เพราะญี่ปุ่นยอมแพ้    ติมอร์ตะวันออกก็กลับไปอยู่ในอาณัติของโปรตุเกสอีก ทำให้ประชากรชาวติมอร์ตะวันออกที่เหลืออยู่ กลายเป็นโรมันคาทอลิคไปประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งถูกวัฒนธรรมโปรตุเกสกลืนไปด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกสก็ปล่อยประละเลย ไม่ให้การสนับสนุน   ชาวติมอร์ตะวันออก

            ผู้นำเอกราชอินโดนีเซีย โฮัมหมัด ยามิน ซึ่งเป็นนักการเมืองหัวรุนแรงกล่าวว่า  “ติมอร์ตะวันออกควรจะอยู่ในอาณัติและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรัฐแห่งอินโดนีเซีย” โดยกล่าวอีกว่า “มิใช่เพียงสภาพทางกายภาพของเราเท่านั้น   แต่ยังอาศัยอยู่กับคนอินโดนีเซียมาด้วยกันตั้งแต่ประวัติศาสตร์เริ่มต้น ทำให้เราทั้งหลายมีเมืองมารดรเหมือนกัน” ในทางตรงกันข้ามโมฮัมหมัด ฮัตตาซึ่งเป็นรองประธานาธิบดีกลับต่อต้านและไม่ยอมประสานความร่วมมือใดใดทั้งสิ้น  เหนือสิ่งอื่นใด ผู้นำอินโดนีเซียส่วนใหญ่จะไม่ให้การสนับสนุนติมอร์ตะวันออก

            การรุกรานและการผนวกดินแดนในปี พ.ศ.๒๕๑๘

            อาดัม มาลิค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย กล่าวเมื่อ ๓๐ มีนาคม  พ.ศ.๒๕๒๐ ว่า “คน ๕๐,๐๐๐ คนหรือ ๘๐,๐๐๐ คนถูกฆ่าทิ้งในสงครามกลางเมืองติมอร์ตะวันออกแล้วเรื่องยุ่งๆ ที่เกิดขึ้นคือ อะไร”

            ในปี พ.ศ.๒๕๑๗ ผู้เผด็จการขวาจัดในกรุงลิสบอนถูกโค่นอำนาจ เป็นหนทางให้ติมอร์ตะวันออกซึ่งเป็นอาณานิคมได้ปลดแอกตนเอง แต่ติมอร์ตะวันออกก็เกิดการแตกแยกออกเป็น ๓ กลุ่ม หนึ่งคือกลุ่ม ASDT หรือกลุ่มที่อยากปลดแอกตนเองเป็นเอกราช ( the Social-Democratic Associa-tion of East timor) สองคือ UDT หรือ กลุ่มที่ยังยึดติดอยู่กับการปกครองของโปรตุเกส(the Timorese Democratic Union )สามคือกลุ่มApodeti หรือ กลุ่มที่สนับสนุนให้รวมกับอินโดนีเซีย(the Popular Democratic Union  Association of Timorese)

            กลุ่มที่สามนี้มีกำลังอ่อนลงไปเรื่อยๆ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กัฟ วิธท์ลัม (Gough Whitlam)กล่าวในตอนกลางปี พ.ศ.๒๕๑๗ ว่าจะคัดค้านการรวมติมอร์ตะวันออก ฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯดูเหมือนจะรู้ว่า อินโดนีเซียจะเข้าแทรกแซงติมอร์ตะวันออก  นิวซ่อม เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ กล่าวว่า”อเมริกาหวังว่า อินโดนีเซียจะไม่ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์” ขณะเดียวกันกลุ่ม ยูดีทีก็เปลี่ยนท่าทีไปมีความเห็นเช่นเดียวกับกลุ่มแรกที่อยากจะเป็นเอกราชจากโปรตุเกส  ส่วนกลุ่ม เอเอสดีที ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เฟรติลิน (Fratilin) หรือกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติเพื่อเอกราชของชาวติมอร์ตะวันออก

            ปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ความหวาดกลัวว่าอินโดนีเซียจะรุกรานทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกรุงจาการ์ตา เปิดเผยเรื่องเสียหาย”ยุคแห่งความหวาดกลัวในกรุงดิลี” แต่นักหนังสือพิมพ์ไม่สามารถจะหาหลักฐานมาสนับสนุนได้  ในวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๗ กลุ่มยูดีทีที่เปลี่ยนท่าทีสนับสนุนให้แยกตัวเป็นเอกราชยึดอำนาจในกรุงดิลีทำให้เกิดการสู้รบระหว่างกลุ่มยูดีทีและกลุ่มเฟรติลินชาวติมอร์ตะวันออกนับพันคนลี้ภัยไปอยู่ในติมอร์ตะวันตก       กลุ่มเฟรติลินได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมือง ทำให้มีผู้คนล้มตายไป ๑,๕๐๐-๓,๐๐๐ คน ผู้นำกลุ่มยูดีทีหนีไปอยู่ในอินโดนีเซีย จึงเป็นเหตุทำให้กลุ่มชูบูรณภาพแห่งดินแดน (Pro-integrationist) ในรัฐอินโดนีเซียอ้างเหตุผลที่จะรวมติมอร์ตะวันออกเข้ากับอินโดนีเซีย    

            ในวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๘ กำลังทหารอินโดนีเซียได้บุกเข้าไปยังกรุงดิลี  แต่พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอินโดนีเซียกลับมีความเห็นว่า ทหารได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าไป   นักหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ที่เห็นเหตุการณ์ต่างเสนอข่าวไปคนละแนว    ทหารอินโดนีเซียเข้าควบคุมเมืองหลวงไว้ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้ออกมติยืนยันสิทธิของชาวติมอร์ตะวันออกในการตัดสินใจตนเองเมื่อเดือนเมษายน ปีเดียวกัน  แต่ในเวลานั้น ประเทศตะวันตก กำลังถูกอเมริกาครอบงำด้วยเรื่องการถอนทหารออกจากเวียตนาม สหรัฐฯ ญี่ปุ่นและประเทศในยุโรปตะวันตก  จึงละเว้นไม่ยอมลงมติด้วย เวียตนามใต้ตกอยู่กับคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกับกัมพูชา  อเมริกาพบว่ากลุ่มเฟรติลินใช้การเมืองซึ่งอาศัยภูมิศาสตร์เป็นหลัก    ขณะเดียวกันอินโดนีเซียก็ค่อยๆ ชูตะวันตกขึ้น โปรตุเกสไม่ยอมให้การสนับสนุนอาณานิคมเก่าอีกต่อไป  รัฐบาลอินโดนีเซียออกมาอ้างว่า ตนเองไม่สามารถจะอยู่ได้หากมีรัฐที่เกิดการปฏิวัติอยู่ใกล้ๆ โดยอ้างว่า ๑๐ ปีก่อนหน้านี้ ติมอร์ตะวันออกก็มีการช่วงชิงกันทำรัฐประหาร โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคอมมิวนิสต์

            ติมอร์ตะวันออกระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๘- ๒๕๓๓

            จาก พ.ศ.๒๕๑๗ เป็นต้นมา โลกภายนอกก็ไม่ทราบความเป็นไปในติมอร์ตะวันออก ในขณะที่ภัยคุกคามของทหารอินโดนีเซียเป็นผู้สนับสนุนการแยกดินแดนยังอยู่  กลุ่มเฟรติลินก็ยังดำรงการก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง   ตั้งแต่มีความพยายามผนวกดินแดนแห่งนี้ตลอดมา ชาวติมอร์ตะวันออกล้มตายไปแล้วประมาณ ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ คนจากประชากร ๗๕๐,๐๐๐ คน ไม่ด้วยความรุนแรงก็ด้วยการถูกทอดทิ้ง สถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้  เกือบครึ่งของประชากรถูกฆ่าตายซึ่งก็ไม่แตกต่างอะไรกับชาวกัมพูชา ในห้วงของการยึดครองของนายพลพต  ทหาร ตำรวจ และทหารบ้าน (กองทัพประชาชน) ราว ๖๐,๐๐๐ คนพยายามที่จะรักษาความสงบในสัดส่วนทหาร ๑ คน ต่อชาวติมอร์ตะวันออก๑๐ คน ซึ่งนับว่าเป็นกำลังทหารที่มีจำนวนไม่น้อยที่เข้าไปในติมอร์ตะวันออก แต่จำนวนมากอย่างนี้ก็มิได้ทำให้ชาวติมอร์ตะวันออกรอดพ้นจากการถูกฆ่าตาย

            เศรษฐกิจในอดีต

            ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๙ อินโดนีเซียได้เข้าไปลงทุนในติมอร์ตะวันออก โดยหวังว่าการเอาอกเอาใจเช่นนี้ จะทำให้ชาวติมอร์ตะวันออกมีความจงรักภักดีต่อตน นอกจากนั้นอินโดนีเซียก็ยังส่งเงินเข้าไปสนับสนุน  แต่ติมอร์ตะวันออกก็ยังด้อยพัฒนาอยู่มาก อัตราการเจริญทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับกิจกรรมของรัฐ   โรงงานอุตสาหกรรมมีเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์  ส่วน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนอยู่ในภาคการเกษตร  โดยมีกาแฟเป็นสินค้าออกที่สำคัญ

            ในตอนที่ ๓ จะเป็นเรื่อง ความเป็นอยู่ของชาวติมอร์ตะวันออก

            กรุณาติดตาม นะครับ.

-------------------------