"แล้วพบกันเมื่อชาติต้องการ"
ก่อนจะรบร่วมกัน ท่านคิดอย่างไร&xoxox

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

............. “ แล้วพบกันเมื่อชาติต้องการ ” ประโยคนี้เป็นประโยคยอดฮิตติดปากของ นักเรียนเตรียมทหาร ยามกล่าวคำร่ำลาจากกันในวันสำเร็จการศึกษา ผู้เขียนเองยังจำได้ดีถึงบรรยากาศการแยกย้ายไป ขึ้นเหล่าของเพื่อนนักเรียนเตรียมทหาร สมัยนั้นนักเรียนนายร้อยแยกไปที่ถนนราชดำเนิน นายเรือไปปากน้ำ นายร้อยตำรวจบ่ายหน้าไปสามพราน พวกเราทหารอากาศขึ้นเหนือมาดอนเมือง โรงเรียนเตรียมทหารสอนให้พวกเราทั้งสี่เหล่าไว้เนื้อเชื่อใจกัน จนอาจตายแทนกันได้ เมื่อวันเวลาผ่านไป พวกเราต่างมีหน้าที่การงาน ยศฐาบรรดาศักดิ์สูงขึ้น นานๆ ครั้งจะกลับมารวมรุ่นสักครั้ง และเมื่องานเลี้ยงจบพวกเราก็ยังร่ำลากันด้วยประโยคเดิมอีก ความหมายของประโยคดังกล่าวขยายความได้ว่า หากประเทศชาติถูกรุกราน เหล่าทหารและตำรวจทั้งสี่เหล่าจะกลับมารวมกัน ร่วมกันรบเคียงบ่าเคียงไหล่ เพื่อขับไล่อริราชศัตรู ผู้เขียนมีความยินดีเสมอที่เจอะเจอเพื่อนเก่า แต่หากบ้านเมืองถูกรุกรานจริง แล้วพวกเรากลับมารวมกัน ผู้เขียนกลับหวั่นใจอยู่ว่า เราจะ “ ร่วมรบ ”ด้วยกันได้จริงหรือ มิใช่เพราะความห่างเหินที่จากกัน แต่เพราะต่างคน ต่างเหล่า ต่างได้รับการอบรมและเพาะบ่มความเชื่อในหลักนิยมการรบที่ต่างกัน และหากไม่เข้าใจธรรมชาติของกันอย่างลึกซึ้ง โอกาสชนะศึกนั้นมีน้อย การรบการสงครามนั้นไม่ง่าย ไม่สนุกเหมือนงานเลี้ยงรุ่น นักการทหารกล่าวว่า การสงครามคือความโกลาหล และการรบร่วมมิใช่สูตรคณิตศาสตร์พื้นฐาน เมื่อนำ “ 1”มาบวกกันสามครั้งแล้วจะได้ “ 3 ” คำตอบของสมการอาจจะเพิ่มเป็น “ 5 ” ก็ได้ หากเราทำได้ตามหลักการประสานพลัง(SYNERGY)ตรงกันข้ามหากเราทำผิดสูตรค่าที่ได้ อาจจะน้อยกว่าสามหรือกลายเป็นศูนย์ไปเลยก็ได้ มีสิ่งบอกเหตุหลายประการที่ได้จากการปฏิบัติการในอดีตและจากการฝึกร่วมผสม แสดงให้เห็นว่า การรบสามประสาน ที่เรานำแบบอย่างมาจากต่างชาติ และมาใช้แบบไทย ๆนั้น น่าจะเป็นแนวทางที่ทุกเหล่าทัพ ทุกระดับ ได้หันมาสนใจในรายละเอียดกันมากขึ้น ว่าเราจะรบร่วมกันได้จริงหรือ หากเรายังคงใช้แนวทางการปฏิบัติเช่นเดิม นักรบ....ย่อมไม่ว่ากัน

............. เลข 11 บางหน่วยอ่าน’’สิบเอ็ด’’ บางหน่วยอ่านว่า’’สิบหนึ่ง’’ เลข2บางหน่วยอ่าน”สอง“บางหน่วยอ่านว่า’’โท’’ และ ระเบียบปฏิบัติประจำ ทบ.ย่อว่า “รปจ.” ส่วน ทอ.ย่อว่า “รปป.” ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นปัญหาแต่ประการใด เพราะนักรบ..ย่อมไม่ว่ากัน ส่วนในเรื่องสำคัญ เช่น การอ่านแผนที่ ทบ.คุ้นเคยกับการวัดระยะเป็นเมตรหรือกิโลเมตร ส่วนนักบิน ทอ. คุ้นเคยกับระยะที่เป็นฟุต-ไมล์ ปัญหาแบบนี้แก้ได้ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ แต่ปัญหาข้อบกพร่องเล็กๆน้อยๆที่เรามองไม่เห็น นำมาซึ่งความเสียหายอันใหญ่หลวงเสมอ ในอดีตนั้นมีบันทึกจากทหารเรือว่า“เรือหลวงของกองทัพเรือถูกเครื่องบินไม่ทราบสัญชาติทิ้งระเบิดใส่ จนได้รับความเสียหายอย่างมาก” และในบันทึกของทหารอากาศเขียนไว้ในวันเวลา และสถานที่เดียวกันว่า “ ได้ทิ้งระเบิดลงบนเรือรบไม่ทราบฝ่าย จนได้รับความเสียหายอย่างมาก ” ผลจากยุทธการบ้านร่มเกล้าในปีพ.ศ.2531 เป็นบทเรียนที่ดีที่ทหารบกใช้เป็นตำราเรียนในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก แต่ทหารอากาศ..ไม่ ปัญหาเช่นนี้ใครจะเป็นผู้แก้ไข

............. เมื่อปีก่อนผู้เขียนได้เป็นตัวแทนร่วมประชุมในส่วนของการประเมินผลการฝึกร่วมสามเหล่าทัพ(กฝร.)ครั้งแรกของไทย (แต่เดิมมีการฝึกรบร่วมมีเฉพาะ ทอ.+ทบ. และ เฉพาะ ทอ.+ทร.) ก่อนถึงเวลาเปิดประชุมเล็กน้อย หลังจากเห็นหน้าค่าตากันแล้ว เหล่ารั้วของชาติทุกเหล่า ซึ่งรวมทั้งตำรวจด้วยที่เข้าร่วมเป็นครั้งแรก ก็เข้าไปนั่งในห้องประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่จะแยกย้ายกันนั่งรวมกันตามเหล่าของตนโดยมิได้นัดหมาย ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า ในช่วงเริ่มต้นของพิธีเปิดการฝึก เมื่อประธานฯ เดินเข้ามาถึง ท่านได้ตรงไปที่แท่นบูชาพระ ในทันทีที่ท่านจุดเทียน จุดธูป ผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วนก็ยกมือขึ้นพนม บางคนจรดมือที่หน้าผากก่อน แล้วจึงมาพักไว้ที่หว่างอก บางคนรวบมือมาที่หว่างอกเลย บางส่วนยังยืนเฉยๆ ไม่ทำอะไร จนเมื่อท่านประธานฯ ก้มลงกราบ บางคนจึงเริ่มยกมือขึ้นพนม ผู้เขียนแอบชายตามองไปรอบๆ เห็นความแตกต่างในการปฏิบัติ จึงตัดสินใจทำตามคนส่วนใหญ่ เมื่อประธานฯกลับมานั่ง ผู้เขียนจึงแอบกระซิบถามเพื่อนที่นั่งข้างๆว่า “ ทำไมนายจึงไม่ยกมือ ขึ้นไหว้พระล่ะ ? เพื่อนชาวพุทธตอบกลับว่า “ การบูชาพระในพิธีเปิดเป็นเรื่องเฉพาะของประธานฯ พวกเราไม่เกี่ยว ” ผู้เขียนได้ฟังคำตอบ ก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นคำตอบที่ถูกหรือผิด เพราะการปฏิบัติที่ไม่พร้อมเพรียงกันของคนทั้งห้องประชุม ทำให้ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำตอบของเพื่อนคนดังกล่าวเพียงส่วนหนึ่ง แต่อีกใจหนึ่งกลับคิดว่า “ นี่เราจะรบร่วมกันได้อย่างไร ” ขนาดว่า การไหว้บูชาพระอันเป็นธรรมเนียมการปฏิบัติของชาวพุทธที่เราคุ้นเคย พวกเรายังปฏิบัติไม่เหมือนกัน และหากจะต้องออกไปรบร่วมกันจริงๆ มิใยที่ชัยชนะจะตกเป็นของศัตรูดอกหรือ เพราะต่างเหล่าทัพ ต่างมีหลักนิยมและความเชื่อที่ต่างกัน …

............. ประโยชน์ของการปฏิบัติการร่วมกันนั้นมีมากมาย ทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ข้อเสียของมันก็ใหญ่หลวง หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ด้วยความจำเป็นด้านงบประมาณและจากบทเรียนของสงครามหลายครั้ง แสดงให้เห็นว่า ในอนาคตการปฏิบัติการร่วมเป็นสิ่งจำเป็น คำถามสำคัญจึงขึ้นอยู่กับว่า เราจะกลับมารวมกันและร่วมกันรบได้อย่างไร? ในอดีตนั้นกองทัพอากาศแยกตัวออกมาจากกองทัพบก ขณะที่กองทัพเรือมีแบบธรรมเนียมของตนเองมาอย่างยาวนานไม่แพ้กัน แต่ในวันนี้ทุกเหล่าทัพ ต่างมีธรรมเนียมปฏิบัติ ต่างมีศักดิ์ศรีที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เหล่านี้ควรจะเป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อน ในการนำมาซึ่งแนวทางการปฏิบัติที่สอดคล้องกัน
  • ด้านยุทธการ ด้านธุรการ และด้านสวัสดิการ

    ............. ในกิจการทางทหารนั้นเรามักจะจัดลำดับความสำคัญของงานออกเป็น ด้านยุทธการ ด้านธุรการ และด้าน สวัสดิการ เรียงตามลำดับ เมื่อใดก็ตามที่ต้องเร่งรีบ งานยุทธการจะถูกให้ความสำคัญก่อน เมื่อใดก็ตามที่มีทรัพยากรจำกัด คนที่อยู่ในฝ่ายยุทธการจะได้รับสนองความต้องการก่อนส่วนอื่นๆเสมอ เราถือปฏิบัติเช่นนี้จนกลายเป็นความเคยชินทั้งสามเหล่าทัพ และยังได้นำความเคยชินดังกล่าว มาถือปฏิบัติในการรบร่วม

    ............. ที่ผ่านมาเราได้พยายามนำ “งานยุทธการ ”มาร่วมกันปฏิบัติเพื่อการ“รบร่วม” ผู้เข้าร่วมการฝึกคงจะทราบดีแก่ใจว่า ผลของการฝึกรบร่วมเป็นอย่างไร แต่ละเหล่าทัพ ต่างมีศักดิ์ศรี ต่างมีเกียรติ ต่างมีหลักนิยมในการปฏิบัติเฉพาะ ยากที่จะผสมกลมกลืนเข้ากับอีกฝ่ายหนึ่งได้ ทหารบกบางคนเข้าใจไม่ลึกซึ้งเกี่ยวกับคุณลักษณะด้านความรวดเร็ว (SPEED) ของกำลังทหารอากาศ ต่างคน............ต่างมิติ

    ............. การที่ทหารต่างเหล่าในแนวหน้าจะปฏิบัติสอดคล้องกันได้ ย่อมเกิดจากความเชื่อและการคิดที่เหมือนกันของเหล่านายทหารที่นั่งวางแผนอยู่ในแนวหลัง ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อและหลักนิยมทางการรบนั่นเอง แต่เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่จะทำให้ทหารต่างเหล่าเกิดความศรัทธาในความเชื่อของอีกเหล่าหนึ่งในเวลาจำกัด ดังนั้นเพื่อให้ทหารต่างเหล่าสามารถปรับความเชื่อเข้าหากันได้ แนวทางปฏิบัติเพื่อการรบร่วม จึงควรจะถูกจัดลำดับความสำคัญเสียใหม่ โดยเริ่มจาก งานด้านสวัสดิการก่อน แล้วตามด้วยงานธุรการ และสุดท้ายคืองานยุทธการ” เพราะงานด้านสวัสดิการและธุรการมีข้อจำกัดน้อยกว่า จึงมีความอ่อนตัวสูงกว่าในการเปลี่ยนแปลง การสลับทิศทางเท่านั้นอาจจะยังไม่เพียงพอ เรายังควรได้คำนึงถึงมิติอื่นๆ อีกด้วย อาทิ ไม่เพียงแต่การนำงานยุทธการของ ทอ. มาร่วมกับงานยุทธการของ ทบ. เท่านั้น แต่ยังมีทางเลือกทางอื่นอีก ด้วยการนำงานธุรการของทอ.มาสนับสนุนงานยุทธการของ ทบ.ด้วยอีกทางหนึ่งดังแสดงในตาราง
    ............................... ทบ.
    ............. ยุทธการ.....ธุรการ....... สวัสดิการ
    ...... ทอ.. ยุทธการ... 1........... 2............. 3
    ............. ธุรการ..... 4............ 5............. 6
    ............. สวัสดิการ. 7............ 8............. 9

    ............. ตารางที่1 ทางแนวนอนคือ ทอ. และทางแนวตั้งคือ ทบ. แต่ละเหล่าทัพมีงาน 3 ลักษณะดังแสดง เมื่อนำงานทั้งหมดมาประสานกันจะได้ 9 ลักษณะงาน (9ช่อง) ในช่องที่1 หมายถึงการนำงานยุทธการของสองเหล่ามาร่วมกัน ซึ่งถือเป็นงานหลักของการรบร่วม ในช่องที่๙คือการนำงานสวัสดิการมารวมกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการรบร่วม แต่ที่สำคัญ คือ การสนับสนุนซึ่งกันและกันจะต้องเกิดขึ้นอย่างเป็นประจำทุกวัน จนเคยชินเป็นปกติวิสัย มิใช่มาเจอกันในวันที่ชาติต้องการ

    ............. ผู้เขียนเป็นนักบินลำเลียง C-130 มีโอกาสได้สัมผัสกับเหล่าทหารบกอยู่ประจำ โดยเฉพาะนักรบหมวกแบเร่ต์แดง และเหล่าทหารราบส่งทางอากาศ ทำให้พอจะคุ้นเคยกับการทำงานของเหล่ารบของ ทบ.อยู่บ้าง บางช่วงของการทำงานยังได้สัมผัสกับทหารบก และทหารอากาศต่างชาติทั้งหัวแดงและหัวดำ ทำให้เห็นว่า สองเหล่าของเขาทำงานเข้ากันได้ด้วยดี ด้วยมาตรฐาน และศัพท์เทคนิคอันเดียวกัน โดยที่แต่ละคนไม่ต้องรู้จักกันมาก่อน จนมีคำกล่าวว่า นักบินลำเลียงของกองทัพอากาศ (Blue)สามารถเข้าใจภาษาทหารบก(Green language)ได้ดีที่สุด มีข้อสังเกตอยู่ประการหนึ่งว่าการที่ทหารต่างเหล่าปฏิบัติงานเข้ากันได้ดี ก็เพราะว่าเขามี การสวัสดิการ และการธุรการที่คล้ายคลึงกันมาก จนทำให้งานด้านยุทธการผสมกลมกลืนเข้ากันด้วยดี

    ............. BX....PX และ Billeting
    ............. ทหารอากาศเรียกร้านค้าในฐานบินว่า BX (Base exchange) ส่วนทหารบกและทหารเรือเรียกว่า PX (Port Exchange) ระหว่างที่ได้ไปฝึกบินกับ ทอ.สหรัฐฯ ในช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ.1996 ผู้เขียนได้พาครอบครัวขับรถเที่ยวทางตะวันตกของอเมริกา เพื่อความประหยัด เมื่อใดก็ตามที่บ้านพักรับรอง (Billeting) ในค่ายทหารว่าง ผู้เขียนก็จะขอเข้าพัก โดยไม่ต้องพะวงว่าเป็นค่ายของเหล่าใด บางครั้งไปพบสินค้าที่ถูกใจใน BX/PX ก็จะซื้อติดมือมาด้วย ครั้นเมื่อกลับมาบ้านที่ Texas เกิดเปลี่ยนใจไม่ชอบสินค้า ก็สามารถนำไปคืนได้ ทั้งในPXและBXที่ใดก็ได้ โดยไม่ต้องอาศัยความสนิทสนมส่วนตัวในการปฏิบัติดังกล่าว หากกองทัพอากาศไทยจะปรับปรุงการรบร่วมให้เกิดผลสำเร็จดังความมุ่งหมาย เราจึงควรเริ่มจาก ด้านสวัสดิการ ด้านธุรการ และด้านยุทธการ ตามลำดับ

    ............. 1.ด้านสวัสดิการ กิจการด้านสวัสดิการหมายความถึง กิจการสโมสร การสันทนาการ การกีฬา การพักอาศัย โรงพยาบาล ผู้เขียนขอยกตัวอย่างกีฬากอฟล์ เป็นปฐมบท แต่ละเหล่าทัพล้วนมี สนามกอฟล์อยู่ในสังกัดหลายสิบแห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่เป็นการไม่ง่ายนัก ที่ทหารนายหนึ่งจะมีสิทธิ์เข้าไปใช้บริการได้ หากขาดซึ่งการเป็นสมาชิก แต่เป็นที่ทราบกันอยู่ว่า เราต้องรู้จักบุคคลวงในจึงจะพอเล่นได้ ผู้เขียนจึงคิดว่า ก็ใยเล่าเราเป็นข้าราชการกลาโหม รายได้ไม่มากนัก แต่หลงรักกีฬาประเภทนี้ ไม่ว่าจะเดินทางไปราชการที่ใด เพียงแสดงบัตรข้าราชการกลาโหม ก็น่าจะเพียงพอแล้วต่อการเป็นสมาชิก ด้วยหลักเกณฑ์ดังกล่าวการใช้ “ บัตรประจำตัวข้าราชการกลาโหม” ย่อมเพียงพอต่อการขอใช้บ้านพักตากอากาศ สระว่ายน้ำ และการใช้สโมสรต่างเหล่าทัพ อีกสักตัวอย่างหนึ่ง คือการใช้โรงพยาบาล ทอ.เรามีโรงพยาบาลประจำอยู่ทุกกองบิน แต่เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก จะขอกล่าวถึง บน.๒ จ.ลพบุรี เป็นสำคัญ ไม่จำเป็นต้องขยายโรงพยาบาลฯให้ใหญ่ขึ้น เพราะว่าใกล้ๆกันก็มีโรงพยาบาลอานันท์ ซึ่งอยู่ในความดูแลของทหารบก เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่อยู่แล้ว สำคัญอยู่ว่า เราจะทำอย่างไร เพื่อให้ไม่รู้สึกว่ากลายเป็นคนแปลกหน้า เมื่อต้องเข้าไปใช้โรงพยาบาลทหารบก.........มีเสียงค่อนแคะมาจากดอนเมืองว่า แม้แต่โรงพยาบาลภูมิพลฯของเราเอง ทหารอากาศชั้นยศน้อยๆ ยังเป็นคนแปลกหน้า
    ............. ก่อนข้ามไปเรื่องธุรการ ผู้เขียนข้อตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า หากเราไม่สามารถประสานการใช้ร่วมกันในด้านสวัสดิการ ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตและปากท้อง ตลอดจนขวัญและกำลังใจได้แล้ว ก็อย่าไปหวังว่า“เราจะรบร่วมกันได้”

    ............. 2. ด้านธุรการ ผู้เขียนขอจำกัดขอบเขตงานธุรการให้อยู่ในเฉพาะเรื่องแคบๆคือ การศึกษา การส่งกำลังบำรุง การติดต่อสื่อสาร ในเบื้องต้นเท่านี้ก่อน
  • 2.2 การศึกษา ขอเริ่มในระดับเบื้องต้นก่อน นับเป็นวิสัยทัศน์อันยาวไกลของผู้ก่อตั้งโรงเรียนเตรียมทหาร เพราะสถาบันแห่งนี้ ที่ทำให้พวกเรา ต่างเหล่าทัพ ต่างสังกัด ต่างพรรค พอจะพูดกันรู้เรื่อง ในคราวที่วาระการประชุมมาถึงทางตัน และหากเงยหน้ามองระดับสูงขึ้นไป ก็ยังมี วิทยาลัยเสธฯทหาร และ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) อยู่อีก ยิ่งเป็นนิมิตอันดีว่า การปฏิบัติการร่วมน่าจะสัมฤทธิ์ผล แต่หากมองในระดับกลาง ที่ผู้เขียนสัมผัสอยู่โดยตรง ยังมีสาระสำคัญอีกหลายประการ ที่ต้องปรับปรุง อาทิ การฝึกศึกษาแลกเปลี่ยน ลำพังการแลกเปลี่ยนนักเรียนนายทหารในวงรอบ 1ปียังไม่เพียงพอ การแลกเปลี่ยนตัวอาจารย์ในคราวละ 3 ปี เป็นทางเลือกที่น่าคิด และผู้ที่อยู่ในฐานะที่จะปรับปรุง ระบบการศึกษาของทหารให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และสอดคล้องกับการปฏิบัติระบบการศึกษาแห่งชาติ คือ กองบัญชาการทหารสูงสุด (บก.สส.) นั่นเอง
  • 2.2 การติดต่อสื่อสาร คราวที่ได้ไปฝึกรบร่วมโรงเรียนเสธฯสามเหล่าเมื่อหลายปีก่อน ทำให้พอจะมีความหวังอยู่บ้างว่าเราจะรบร่วมกันได้ดี คือมีการใช้”กระดาษเขียนข่าวร่วม” นั้นพอแสดงให้เห็นว่า เราได้เดินมาถูกทางแล้ว แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสและใช้งานอยู่บ่อยๆ คือ ระบบโทรศัพท์ ที่ติดต่อข้ามเหล่าทัพกระทำได้ไม่สะดวกนัก ถึงแม้ว่าเราจะมี ระบบโทรศัพท์ของสื่อสารทหาร(บก.สส.) แจกจ่ายไปตามหน่วยต่างๆ ทุกเหล่าทัพ แต่วิธีการใช้ก็ยุ่งยาก เสียหายขึ้นมา ก็ซ่อมแซมลำบาก มีใช้ไม่ทั่วถึงทุกหน่วยงาน การเชื่อมต่อกับระบบเดิมของเหล่าทัพที่มีอยู่ต้องผ่านการเชื่อมต่ออันยุ่งยาก

    ............. ในทุกวันนี้เทคโนโลยีทางการสื่อสารกว้างไกล ภาคเอกชนสามารถรวมข่ายกันได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ในส่วนของทหารเอง โดยการนำของ บก.สส. น่าจะปรับปรุงให้ระบบโทรศัพท์ที่หลากหลายอยู่ในกองทัพเชื่อมต่อกันด้วยวิธีการใช้ที่สะดวกและเชื่อถือได้ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างที่เคยเห็นคราวไปร่วมฝึกบินกับต่างชาติมา ผู้เขียนได้บินไปลงยังสนามบินเล็กๆอันห่างไกลของทหารบก แต่เครื่องบินมีปัญหาเล็กน้อย ก็ยังสามารถใช้โทรศัพท์ของทหารบกโทรกลับมายังฝูงบินเพื่อขออะไหล่ได้โดยตรง โดยผ่านข่าย DSN ด้วยเลข 7ตัวเท่านั้น และหากจะบินต่อไปยังสนามบินของทหารเรือ ก็สามารถโทรขอทราบสภาพอากาศได้โดยตรงอย่างไม่ยากเย็น เมื่อหันมามองระบบโทรศัพท์ภายใน ทอ. เอง จะก้าวหน้าไปอย่างไร เพราะบางคนเกษียณแล้วยังไม่ยอมคืน
  • 2.3 การส่งกำลังบำรุง อาวุธยุทโธปกรณ์ และ สป. เป็นเพียงรูปธรรมของ ระบบกำลังบำรุง แต่การจัดหาและแจกจ่าย กลับเป็นสาระสำคัญของการส่งกำลังบำรุง เราต่างอยู่ในระบบทุนนิยม ราคาสินค้าขึ้นอยู่กับปริมาณการซื้อ(volumn) แต่การที่กองทัพเราเป็นกองทัพเล็กๆ และแต่ละกองทัพต่างแยกและแบ่งกันซื้อ ย่อมทำให้ได้ของแพง แต่หากรวมกันจัดซื้อมีอำนาจต่อรอง ย่อมจะได้ของถูกกว่า

    .............ข้อเสนอในเรื่องสวัสดิการและธุรการ นั้นมิใช่ของใหม่ ในอดีตมีคนเคยคิดไว้แล้ว แต่ยังไม่ทันลงมือ ผู้เกี่ยวข้องก็ย้ายเสียก่อน และหน่วยงานที่น่าจะมีบทบาทเป็นตัวกลางประสานการปฏิบัติคือ บก.สส.ในการรวมการ เพราะการร่วมกันบริหารทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด เป็นนโยบายจาก กห. ที่ต้องเร่งกระทำ ข้อเสนอเช่นนี้มิได้มีเจตนาจะไปทุบหม้อข้าวหน่วยใดหรือทำให้เค้กของใครชิ้นเล็กลง เพียงแต่ต้องการสนองพระราชประสงค์ในเรื่องรู้รักสามัคคี ตั้งแต่ผู้เขียนยังอยู่ในวัยยังเยาว์

    ............. 3.การร่วมกันทางยุทธการ หากการปฏิบัติร่วมกันของสามเหล่าในเรื่องทางสวัสดิการและธุรการประสานเข้ากันด้วยดีแล้ว การปฏิบัติร่วมกันทางยุทธการ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ยังคงเป็นงานที่ท้าทายอยู่ดี ถ้าจะให้ง่ายขึ้น ควรเริ่มจากการปฏิบัติร่วมกันของกองกำลังทางอากาศ ก่อนกำลังในมิติอื่น เพราะในทุกเหล่าทัพล้วนมีกำลังทางอากาศอยู่ในสังกัด ซึ่งกำลังทางอากาศ มีความเป็นสากล และมีความอ่อนตัวสูง จึงมีข้อจำกัดในการปฏิบัติร่วมกันไม่มากนัก
  • 3.1 การลำเลียงทางอากาศร่วม เราต่างทราบกันดีว่าภารกิจการสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด(Closed Air Support ;CAS ) คือสุดยอดของการปฏิบัติการรบร่วม หากทำสำเร็จลงได้ด้วยดี แต่หากยังไม่มีดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ภารกิจที่ควรจะนำมาปฏิบัติร่วมกันก่อน คือ การลำเลียงทางอากาศ เพราะอากาศยาน(เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์)ที่มีใช้ในเหล่าทัพส่วนใหญ่มีลักษณะที่เหมือนกันอยู่ประการหนึ่งคือ ความสามารถในการขนส่ง การปฏิบัติงานบางภารกิจ บางครั้งคาบเกี่ยวกันอยู่ เช่น การบินรับ-ส่งบุคคลสำคัญ ในอดีตเคยมีความสูญเสียเกิดขึ้นแล้ว แต่ในปัจจุบันคือความสูญเสียทางเศรษฐกิจในด้านการฝึกและซ่อมบำรุง เพราะทุกเหล่าทัพต่างมีล้วนมีอากาศยานสำหรับบุคคลสำคัญ แต่ยังขาดการร่วมกันในการปฏิบัติภารกิจและซ่อมบำรุง ซึ่งย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ความปลอดภัย และความประหยัด ในที่สุด
  • 3.2 การกำหนดชื่อเรียกอากาศยานร่วมให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน อาทิเช่น ฮ. UH-1H ที่มีใช้กันอยู่ทุกเหล่าทัพ แต่กลับมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการต่างกัน ทอ.กำหนดให้เรียกว่า ฮ.๖ ทบ.เรียกว่า ฮ.ท.๑ เครื่องบิน Nomad มีใช้ใน ทอ.เรียกว่า บ.ล.๙ และยังมีใช้ใน ทร.ด้วย ซึ่งแทนว่า บลล.๑๒๐๓ ขณะที่ทุกเหล่าทัพมีอากาศยานแบบใหม่ๆเข้าประจำการอยู่เสมอ เช่น A-7, Harrier และล่าสุดคือ ฮ.Black Hawk จะตั้งชื่อมันว่าอย่างไร? และเมื่อต้องรบร่วมกันจะออกคำสั่ง ATO อย่างไร?
  • 3.3 การฝึกร่วม....อย่างเป็นประจำ ผู้เขียนเคยมีส่วนร่วมในการฝึกร่วมและร่วมผสม ทั้งในฐานะผู้เข้ารับการฝึก(CTX,CPX และ FTX) ผู้สนับสนุนการฝึก และผู้วางแผนการฝึก ทำให้พอทราบว่าการฝึกขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเพียงปีละครั้ง ทำให้ผู้รับการฝึกระดับปฏิบัติไม่เกิดความคุ้นเคย และไม่ซึมซับวัฒนธรรมการรบร่วม เพราะการฝึกกองกำลังขนาดใหญ่มีจุดประสงค์ในเชิงแสดงพลัง(Exercise)มากกว่าการฝึกฝน(Training) การฝึกภาคสนามของทบ.ที่มีความจำเป็นต้องออกไปรอนแรมในภูมิประเทศหลายวัน จำเป็นต้องนำเสบียง(สป.)หรืออาวุธยุทโธปกรณ์ประจำหน่วยไปด้วยทางรถยนต์หรือทางเท้า ซึ่งทำให้ถูกจำกัดในด้านปริมาณและคุณภาพ แต่หากเราได้ใช้แนวทางการรบร่วมเข้าช่วย จะทำให้ ทบ.มีความคล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการใช้ บ.ลำเลียงของ ทอ.เพื่อสนับสนุนการส่ง สป.ทางอากาศ ให้แก่ ทบ.ในการฝึกภาคทุกระดับการฝึก เราทำเช่นนี้อย่างเป็นปกติวิสัย ประจำวัน ประจำสัปดาห์ ประจำเดือน จนกลายเป็นวัฒนธรรมรบร่วม ดีกว่าต้องรอวงรอบที่นานถึงหนึ่งปี

    ............. การปฏิบัติการร่วมกันและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดร่วมกัน จะส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่เหล่าทัพและประเทศชาติโดยรวม ทั้งในเชิงประสิทธิภาพและการประหยัดงบประมาณ แต่หากประสานการปฏิบัติไม่ดี ผลเสียหายอันใหญ่หลวงย่อมอาจเกิดขึ้นได้ แนวทางการรบร่วมให้ประสบความสำเร็จจำเป็นจะต้องอาศัยทั้งหลักการและความสามารถส่วนตัวเป็นปัจจัยสำคัญ โดยควรริเริ่มจากด้านสวัสดิการและด้านธุรการ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จด้านยุทธการ ในที่สุด โดยหาแนวทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นเป็นประจำในวงรอบระยะสั้น …
    สงครามเป็นเพียงแค่กิจกรรมหนึ่งของมนุษย์ที่ยุ่งยากซับซ้อน และยากเย็นมหาศาลในความยากเย็นมหาศาลนั้นมีสิ่งยากเย็นแสนเข็ญอยู่อย่างหนึ่งคือ การทำให้ทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ คิดเหมือนกัน ทำร่วมกัน และพูดภาษาเดียวกัน
    น.อ.ธนวัธน์ เกษรราช
    อดีตอาจารย์โรงเรียนเสธฯ ทอ.
    ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


    กลับสู่หน้าหลัก

  • กลับสู่หน้าหลัก

    CounterSee who's visiting this page.

    เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

    ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
    บทความนี้เขียนโดย น.ท.ธีระพงษ์ คงสมฤทธิ์ จัดทำขึ้นเมื่อ 12 เม.ย. 48
    ถ้าท่านติดตั้งโปรแกรม ICQ ท่านสามารถส่งเวบนี้ไปยังเพื่อนของท่านที่อยู่ใน Contact list ใน ICQ ด้วยการคลิกที่ชื่อเพื่อนท่านใน Contact list แล้วเลือก Web Page address (URL) หน้าต่างใหม่จะเปิดขึ้นมา ดูว่าตรงกับชื่อ address ในเบราเซอร์ แล้วกด Send ได้เลย

    ท่านสามารถส่งข้อความหาผมโดยตรงได้การพิมพ์ลงในช่องด้านล่างเรียบร้อย แล้วกด Send ได้เลยครับ

    ICQ PeopleSpace Directory
    View My Page

    Page an ICQ User