"ผู้มีฤทธิ์ ย่อมไปได้ในอากาศ"
ผลกระทบต่อการนำการบริหารภาคธุรกิจมาใช้ในกองทัพ ท่านคิดอย่างไร&xoxox

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
skypig

 

 

 


The Impact of Using
Civilian Management Techniques in the Military

         Skypig

          หลายปีก่อนในระหว่างที่ผู้เขียนท่องเน็ทเพื่อที่ต้องการจะหาคำตอบว่าโครงสร้างกองทัพอากาศไทย ควรจะมีรูปร่างอย่างไร เผอิญไปพบบทความ เรื่อง The Impact of Using Civilian Management Techniques in the Military (ผลกระทบต่อการนำการบริหารภาคธุรกิจมาใช้ในกองทัพ) ซึ่งเขียนโดย David B. Kent จึงได้เซฟเก็บไว้ ตั้งใจว่าวันหนึ่งคงมีเวลาแปลและแปรให้แฟนข่าวทหารอากาศได้อ่านกัน เรื่องของการแปลผู้เขียนคงมิอาจทำได้ดีเท่ากับผู้เชี่ยวชาญทางภาษา แต่เรื่องการแปรแล้วผู้เขียนก็อยากลองดูเหมือนกัน

            การนำความรู้ทั้งทางด้านวิทยาการและการจัดการจากประเทศตะวันตกเข้ามาใช้ในบ้านเรา ได้เริ่มกระทำกันมานานแล้ว ผู้ที่เคยผ่านเมืองนอกมาก่อนคงไม่ประสบปัญหาในการแปลสักเท่าใด แต่การทำงานในทุกวันนี้เราทุกคนล้วนประสบกับปัญหาในการแปร(ประยุกต์)จากต้นความรู้ที่มาจากแดนไกลให้เข้ากับวิถีการทำงานแบบไทยๆ และใช่ว่าเราผู้เดียวที่เผชิญปัญหานั้น บทความที่ผู้เขียนนำมาแปรนี้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า แม้แต่ประเทศต้นตำรับเองยังประสบปัญหาในการประยุกต์นำความรู้ไปใช้งาน เช่นกัน ผู้เขียนขอนำประโยคแรกมาแปลให้ทราบในเบื้องต้นก่อน

"The most essential element of combat power is competent and confident leadership. Leadership provides purpose, direction, and motivation in combat."

แปล     ปัจจัยอันสำคัญยิ่งของอำนาจกำลังรบ คือ ความสามารถและความเชื่อมั่นของผู้นำเหล่าทหาร เพราะความเป็นผู้นำยังมาซึ่ง เป้าประสงค์ ทิศทางสู่เป้าประสงค์ และแรงจูงใจ ในยามที่เหล่าทหารอยู่ในระหว่างการรบ ความหมายมีเพียงเท่านี้หากแปลคำต่อคำ แต่หากแปรจากแปลจะได้นัยเพิ่มอีกว่า

แปร๑ ความว่าในยามที่นอกเหนือจากการสู้รบ ผู้นำทางทหาร ไม่จำเป็นต้องกำหนดทิศทางและสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้เกิดขึ้นในกองทัพก็ได้ จะหมายความว่า ในยามที่นอกเหนือจากการรบ การแต่งตั้งผู้นำหน่วยทหาร ไม่ต้องการผู้มีภาวะผู้นำ  ไม่ต้องการผู้มีความสามารถมาดำรงตำแหน่ง ก็ได้....อย่างนั้นหรือ

แปร๒  หมายความว่า ทั้งยามสงบและยามศึก ผู้นำทางทหารควรเป็นผู้มีความสามารถและได้รับความศรัทธาความเชื่อมั่นจากลูกน้องและบุคคลทั่วไป เป็นผู้คอยชี้นำและดำรงภารกิจหลักของกองทัพไว้อย่างมั่นคง

แปร๓ หรือจะหมายความว่า ผู้นำทางพลเรือนและภาคธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องมีภาวะผู้นำ   ไม่ต้องใช้คนมีฝีมือเข้าไปบริหารทำงาน ....อย่างนั้นหรือ

            ผู้เขียนขอหยุดการแปลและแปรประโยคแรกไว้แค่นี้ก่อน ก่อนที่จะถูกแปไปติดข้างฝา แต่ไม่ว่าความเข้าใจของเพื่อนทหารอากาศจะเป็น การแปล  แปร๑  แปร๒หรือแปร๓ ก็ตาม ผู้เขียนกล้าฟันธงว่ากองทัพอากาศของเราดำรงอยู่ได้จนทุกวันนี้ เพราะมีผู้ตามที่ดีโดยไม่เกี่ยงว่าโครงสร้างกองทัพจะเป็นเช่นไรและใครจะเป็นผู้นำ แต่กว่านั้นปัญหาที่พวกเราประสบอยู่คือ การประยุกต์ความรู้จากทางภาคธุรกิจมาใช้งานในกองทัพ  หลายคนบ่นว่า ลำพังงานประจำก็แทบจะแย่อยู่แล้ว การนำเทคนิคการบริหารงานใหม่ๆ(ที่อ้างว่าประสบผลสำเร็จในภาคธุรกิจ)มาใช้ ยิ่งทำให้พวกเราเหนื่อยเข้าไปอีก คำถามในใจเกิดตามขึ้นมาว่ามันจะเข้ากันกับระบบทหารที่เคยเป็นมาและเป็นอยู่ได้อย่างไร ?

            กองทัพอากาศของเรามีความไวต่อการตอบสนองสิ่งนี้มาก ในอดีตกว่ายี่สิบปีก่อนเรารับเอาระบบQC เข้ามาใช้แม้ไม่ตายแต่ก็ไม่โต ต่อมามี ๕ส. ผู้เขียนเองได้สัมผัสกับตัวเองและเห็นว่าเป็นหลักการที่ดี เพราะเทคนิคดังกล่าวเข้าใจง่ายและมีผลอยู่เฉพาะในผู้ปฏิบัติระดับล่างเท่านั้น แต่ไม่นานมานี้คำว่า Re-engineering ได้คืบคลานเข้ามา สิ่งที่ ทอ.ได้กระทำตอบสนองลงไปคือ การปรับโครงสร้างในปี ๒๕๓๙ แม้จะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ผลในทางปฏิบัติเกิดขึ้นไม่มากนัก เพราะเราไม่ได้ปรับเปลี่ยนระบบอื่นตามไปด้วย  และช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มาตรฐาน ISO และ HAได้เข้ามาบางหน่วยงานของเรา  ตามต่อด้วย BALANCE SCORE CARD อย่างติดๆ และยังแว่วมาห่างๆด้วย  six SIGMA

            ผู้เขียนไม่ใช่มองสิ่งเหล่านั้นในแง่ลบ ตรงกันข้ามผู้เขียนกลับได้เห็นผลสำเร็จของมัน อย่างเป็นรูปธรรมในขณะที่ได้มีโอกาสไปทำงานใน กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF) และ บ.การบินไทย   สิ่งที่เป็นห่วงก็คือ การนำมาได้แต่เปลือกนอก การรณรงค์แบบไฟไหม้ฟางในช่วงต้น การละทิ้งเมื่อมีการเปลี่ยนนโยบายผู้นำ และที่แน่ๆคือการประยุกต์ใช้และการปรับตัวของผู้เกี่ยวข้อง

            ความแตกต่างระหว่างทหารและธุรกิจพลเรือนมีอยู่มาก ผู้นำภาคธุรกิจมุ่งเน้นการประสานงาน (corporation)กับผู้อื่นในทางข้างระดับเดียวกัน แบบอิงผลประโยชน์ร่วม แต่ผู้นำทางทหารคือการจูงใจ(leading)เหล่าทหารในระดับต่ำกว่า เพื่อนำพาพวกเขากระทำในสิ่งที่ไม่ใช้ผลประโยชน์เงินทอง พาพวกเขาไปสู่เกียรติยศ ดังนั้นเมื่อเป้าหมายและผู้ปฏิบัติต่างกัน เทคนิควิถีการไปสู่เป้าหมายย่อมมีแนวทางที่ต่างกัน (หรืออาจจะเหมือนกันก็ได้)

ผู้เขียนขอแทรกตรงนี้ก่อนว่า ระบบการจ้างงานในอเมริกาต่างจากบ้านเรามากมาย การถ่ายเทบุคลากรจากกองทัพสู่ภาคธุรกิจ และภาคธุรกิจสู่กองทัพ มีสัดส่วนที่ต่างจากบ้านเรามากหลายเท่า นับเริ่มจาก รมต.กลาโหมมาจากพลเรือน ในเหล่าทัพมีลูกจ้างประจำและชั่วคราว เข้ามาทำงานหลากหลายระดับ บางคนมีค่าจ้างสูงกว่านายพลเสียอีก การถ่ายเทบุคลากรนี่เองที่ทำให้ เทคนิคการทำงานของทั้งกองทัพและภาคธุรกิจถูกเชื่อมโยงถึงกันอย่างไม่รู้ตัว แต่เส้นแบ่งระหว่างทหาร-พลเรือนใน ทอ.สหรัฐฯถูกขีดไว้ชัดเจนมาก ไม่ก้าวก่ายกัน ฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือนและฝั่งธุรกิจ ต่างฝ่ายต่างรู้จักบทบาทของตัวเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่กองทัพของเราต้องระมัดระวัง ผลกระทบจากการนำเทคนิคการบริหารงานจากภาคธุรกิจเข้ามาใช้อย่างเป็นพิเศษ

            มองจากอดีตจะเห็นว่าผู้นำทางทหารแต่ละคนมักจะมีรูปแบบการบัญชาการแตกต่างกันตามบุคลิกลักษณะประจำตัวของแต่ละคน เช่นนายพลแมคอาเธอร์  นายพลแพตตัน หรือแม้แต่ พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ของเราก็ตาม ท่านเหล่านั้นมีอำนาจสิทธิขาดในการนำทัพที่อยู่ในบังคับบัญชาได้อย่างอิสระตามกรอบประเพณีของหน่วย  และก็ไม่ผิดที่เขาได้นำข้อดีของการบริหารงานแบบพลเรือนมาใช้ควบคู่กันไปสายการบังคับบัญชา

            ภารกิจสำคัญสูงสุดของกองทัพคือการป้องกันประเทศ ซึ่งแตกต่างจากภาคธุรกิจอันมุ่งเน้นผลกำไรเป็นที่ตั้ง ดังนั้นผลกระทบแรกที่ได้รับคือจิตวิญญาณและการฝึกคน อันเป็นความแตกต่างที่สำคัญของการเป็นผู้นำและผู้บริหาร ธรรมชาติของกำลังทางอากาศทำให้กองทัพอากาศสหรัฐฯ ต้องรับเอาเทคนิคการบริหารงานจากพลเรือนเข้ามาใช้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานทุกอย่างต้องรวดเร็วและแม่นยำทอ.สหรัฐฯ จึงเป็นกองทัพที่ก้าวตามภาคธุรกิจพลเรือนได้เร็วมากเมื่อเทียบกับเหล่าทัพอื่น แต่ถึงอย่างไรกองทัพก็ยังเป็นกองทัพ และทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า เราจะนำการบริหารงานแบบธุรกิจเข้ามาแทนที่ทั้งหมด หรือเราจะเลือกเอาเพียงบางส่วน ให้เป็นเพียงเครื่องมือชิ้นเล็กๆและจำกัดมันไว้ในระดับยุทธวิธีเท่านั้น มิให้มันส่งผลต่อการทำงานในระดับยุทธศาสตร์

การบริหารจัดการ

            การบริหารจัดการเป็นเพียงศาตราวุธชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่งของผู้นำหน่วยทหาร ซึ่งไม่อาจนำมาเปรียบเทียบได้เลยกับภาวะผู้นำ ที่หัวหน้าหน่วยพึ่งมีพึ่งเป็น แต่จะเป็นการเสียโอกาสอย่างมากที่ผู้นำหน่วยทหารละเลยหรือปฏิเสธที่จะใช้มัน การทำความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างการบังคับบัญชา/การบริหาร  และการเป็นผู้บัญชาการ/ผู้จัดการ น่าจะทำให้เราเข้าใจบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝั่งได้เป็นอย่างดี

มีข้อแตกต่างมากมายระหว่างการบังคับบัญชาและการบริหาร สิ่งที่ผู้เขียนขอยกมาเป็นลำดับแรกคือ คำจำกัดความเฉพาะ  ( Terminology) เราต่างรู้จักว่า ATM คืออะไร และเข้าใจวิธีการใช้เป็นอย่างดี รู้ด้วยว่าควรจะใช้มันเวลาใด แต่กับศัพท์คำว่า CRM ผู้อ่านบางท่านอาจเข้าใจว่ามันคือ Customer Relation Management เป็นวิธีการทางธุรกิจที่จะทำให้ลูกค้าพึ่งพอใจ แต่ในแวดวงการบิน CRM หมายถึงCrew Resource Management เป็นหลักการที่จะดึงเอาความสามารถของลูกเรือออกมาใช้ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในการบิน แล้วคำว่า Credit ละเป็นศัพท์ของพลเรือนหรือทหาร จะเห็นว่าศัพท์การทำงานในแต่ละฝั่งมีข้อปลีกย่อยซ้อนเร้นอยู่ การทำความเข้าใจธรรมชาติการทำงานของแต่ละฝั่งจึงต้องใช้เวลา

ย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้งกับคำจำกัดความ คำว่า" Mission/ภารกิจ" ในทางทหารหมายถึง (๑)งานที่กอปรด้วยจุดมุ่งหมาย ที่ซึ่งกระจ่างด้วยวิธีปฏิบัติและเหตุผล โดยทั่วไปมุ่งใช้กับหน่วยทหารระดับล่าง และ(๒)อาจรวมถึงหน้าที่ ที่มอบหมายไปยังบุคคลใดหรือหน่วยทหารขนาดเล็กหน่วยหนึ่งก็ได้ คำว่าภารกิจในที่นี้จะมีผลบังคับในกรอบแคบๆเฉพาะเรื่อง และมีผลในช่วงเวลาอันสั้น เท่านั้น

"Mission / ภารกิจ" ในทางภาคธุรกิจหมายถึง คำอธิบายเหตุผล (ต้นฉบับเขียนไว้สั้นๆแค่นี้จริงๆ describes its reason) โดยทั่วไปจะมีผลบังคับใช้อย่างกว้างๆและคงอยู่ต่อไปในระยะยาว บริษัทเองจะเป็นผู้กำหนดภารกิจของตัวเองโดยใช้หน่วยย่อยภายในเป็นผู้วางกรอบ ผิดกับหน่วยทหาร ที่ภารกิจจะถูกกำหนดโดยหน่วยเหนือขึ้นไปหนึ่งระดับ ข้อให้สังเกตว่าหนึ่งระดับเท่านั้นไม่มีการข้ามหัวกัน

ว่ากันว่างานประจำซ้ำซากจำเจในบริษัทจะให้อำนาจการตัดสินใจไว้ที่พนักงานเลยที่เดียว และผู้จัดการระดับกลางมีหน้าที่ตรวจตรากวดขันพนักงาน และงานเอกสาร ย้ำอีกครั้งว่าการตัดสินใจแก้ปัญหาในโรงงานจะถูกยัดเยียดให้คนงานระดับล่าง แต่หากแก้ไม่ได้จะใช้วิธีดำเนินการเป็นกลุ่ม multi-voting ซึ่งวิธีการดังกล่าวเข้ากันไม่ได้เลยกับระบบทหารของเรา เพราะในยามสงบหากเราอนุญาตให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตัดสินใจเองในงานด้านยุทธการ ความคุ้นเคยก็จะเกิดขึ้น ลูกน้องคนไหนใครจะเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาเมื่อต้องออกรบจริง ความโกลาหนวุ่นวายคงเกิดขึ้น แต่ก็ยังมีข้อแม้อยู่นิดหนึ่งว่า ระบบทหารอเมริกันในยามสงบสามารถปล่อยให้อำนาจการตัดสินใจในงานธุรการลงไปยังผู้บังคับบัญชาระดับล่างได้ ผิดกับบางประเทศไม่ว่ายามศึกหรือยามสงบ งานธุรการหรือยุทธการ งานลอยกระทงหรือฝึกรบร่วม ยังคงเก็บอำนาจการตัดสินใจการลงนามไว้เพียงตำแหน่งสูงสุดเพียงตำแหน่งเดียว จึงเป็นคำคุ้นหูติดปากที่พวกเรามักได้ยินว่าขออนุญาต....ครับ!” ก่อนที่จะลงมือทำการใดไม่ว่าหนักหรือเบา

เรื่องของการกระจายอำนาจนั้น คุณจุมพล ณ ลำเลียง อัจฉริยะบุคคลของ บ.ปูนซิเมนต์ไทย ผู้มีเงินเดือนๆละ๑,๕๐๐,๐๐๐บาท(หนึ่งล้านห้าแสนถ้วน) ด้วยวัยเพียง๔๕ปี ได้ปรับโครงสร้างอันเทอะทะขององค์กร มอบอำนาจการตัดสินใจให้แต่ละบริษัทในเครือ ในส่วนกลางจะสั่งการน้อยลง เพียงแต่ให้นโยบายหรือไกด์ไลน์ นอกเหนือจากประโยชน์ที่องค์กรได้รับแล้วยังได้ช่วยแก้ปัญหา มันสมองไหลและการเมืองภายในองค์กรอีกด้วย

ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในการกระจายอำนาจการตัดสินใจของภาคธุรกิจและพลเรือน แต่ใช่ว่าจะเห็นด้วยกับระบบทหารที่รวบอำนาจการตัดสินใจไว้กับผู้นำหน่วยระดับสูงในเรื่องธุรการยามที่บ้านเมืองสงบ เพราะหากผู้นำหน่วยทหารคนใดนำเอาการบริหารจัดการจากทางภาคธุรกิจมาใช้ทั้งหมดโดยปราศจากการประยุกต์ ย่อมทำให้ความเชื่อถือ ความไว้วางใจของลูกน้องที่มีต่อนายเสื่อมคลายลง แต่จะดันทุรังแบบข้ามาคนเดียว รังแต่จะทำให้หน่วยทหารอ่อนแอลง และเป็นที่ดูแคลนจากสังคมภายนอก

สัญชาตญาณดิบของผู้นำ

                ผู้เขียนมิได้ระบุว่าเป็นของใครแต่ต้นฉบับเน้นว่าภาวะผู้นำและการจัดการไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ผู้บัญชาการและผู้จัดการก็เป็นสิ่งที่เปรียบกันไม่ได้ แม้จะมีสิ่งที่คาบเกี่ยวกันอยู่บ้างก็ตาม สิ่งแรกที่สัมผัสได้เมื่อเราพบปะผู้คนคือภาพลักษณ์ ภาพของทหารในเครื่องแบบและนักธุรกิจสวมสูทผูกไท เมื่อมองดูห่างๆใครจะดูดีกว่ากัน  ขอย้ำว่านั่นเป็นเพียงแรกสัมผัส แต่หากเราได้เข้ามาใกล้และพิสูจน์ด้วยเหตุผลจึงจะทราบถึงความตื้นลึก หนาบาง

ใจทหาร

                ผู้เขียนสังเกตว่า การโฆษณารถยนต์และบ้านราคาแพงมักจะใช้นักธุรกิจเป็น Presenter เพื่อสะท้อนถึงความสำเร็จ ไม่เคยเห็นโฆษณาชิ้นใดที่ใช้ทหารเพื่อความมั่งคั่งหรูเลิศ เพราะสังคมมองภาพทหารผูกไว้กับเกียรติยศ อดีตนายทหารยศพลอากาศเอก ท่านเคยเป็นถึงปลัดกระทรวง และ ผบ.รร.นอ. ที่ผู้เขียนรักและเคารพเสมอ เคยพาผู้เขียนนั่งรถญี่ปุ่นไปดูบ้านทาวเฮ้าส์หลังเล็กๆและเตาแกสเก่าๆที่ท่านมี ท่านบอกกับผู้เขียนว่ามันก็แค่นี้แหละสำหรับอาชีพทหารอย่างเรา

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ความที่ฐานบินของทหารอากาศตั้งอยู่รวมกับเขตพักอาศัยของประชาชน ห่างไกลจากเขตสู้รบ ลักษณะการทำงานของทหารอากาศมีความคล้ายกับพลเรือนอย่างมาก จนทำให้ Winston Churchill อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษบันทึกไว้ว่า ทหารอากาศไม่ใช่พลเรือนในเครื่องแบบ (แสบไหมล่ะ)  คนในเครื่องแบบทหารอากาศ ควรจะรู้จักการฝึกกับอาวุธปืนประจำกายบ้าง จะเป็นหอกหรือเป็นกระบองก็ได้ หัดคืบหัดคลาน อย่างน้อยวันละชั่วโมง โดยไม่มีข้อยกเว้นให้ใคร ทุกชั้นยศต้องเข้าใจตรงกันว่าเราอยู่ในภาวะสงคราม ต้องพร้อมที่จะต่อสู้และตายเพื่อปกป้องฐานบิน กองบิน-ฐานบินมิใช่ที่พักของพลเรือนในเครื่องแบบ  ทหารเหล่าสนับสนุนตั้งมากมายทำอะไรกันอยู่ หลังจากที่นักบินซึ่งมีจำนวนน้อยนิด นำเครื่องขึ้นบินอยู่ลำพัง ทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวท่ามกลางดงข้าศึก

สิ่งที่ Winston Churchill กล่าวไว้ได้เกิดขึ้นซ้ำอีก ในปีค.ศ.๑๙๙๖ ค่ายทหารอเมริกันในประเทศซาอุดิอาระเบียถูกผู้ก่อการร้ายโจมตี มีทหารตายสิบเก้านายบาดเจ็บหลายร้อย เป้าหมายหลักมิใช่ทหารบก แต่เป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษของ ทอ.สหรัฐฯ กองทัพอากาศบกพร่องอีกครั้งในการเตรียมตัวป้องกันบ้านของตัวเอง ไม่มีการซักซ้อมแผนการหลบหนี ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติ เป็นดังที่ Winston Churchill เปรยไว้เมื่อ ๕๐ ปีก่อนไม่ผิดเพี้ยน แล้วกองทัพอากาศไทยของเราเล่าเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า...โชคยังดีที่มีจ่าแก่ๆคนหนึ่ง ด้วยประสบการณ์ไหวพริบ เห็นสิ่งผิดปกติ จึงได้ร้องตะโกนให้เพื่อนทหารรีบหนีออกจากตัวตึก มิเช่นนั้นแล้ว คืนนั้นจำนวนตัวเลขของทหารที่ตายกับบาดเจ็บคงสลับกัน

จ่า...ที่มีสัญชาตญาณก็เป็นผู้นำได้ ด้วยดุลยพินิจและลงมือทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถูกเวลา (The sergeant's good judgment and prompt action unquestionably saved lives the night of the bombing.)"

น.อ.Dadridge Maloneได้ศึกษารวบรวมเอกสารวิจัยหลายสิบฉบับของกองทัพต่างๆจากประเทศสหรัฐฯ แคนาดา ฝรั่งเศส และอังกฤษ เห็นพ้องตรงกันว่าสัญชาติญาณของผู้นำคือการใช้ดุลยนิจ(judgment) และการริเริ่ม (initiative)

Judgment คือความสามารถที่จะเชื่อมโยงข้อมูล ข้อสงสัยต่างๆเข้ากับสัมผัสสังหรณ์ที่มี แล้วแปรผลออกมาเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องทันเหตุการณ์

Initiative(in accomplishing the mission) คือ การวิเคราะห์สถานการณ์และตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

ผู้นำหน่วยทหารยังต้องรู้อีกด้วยใช่ไหมว่าสัญชาติญาณดิบของเหล่าทหารของตน คือ รักที่จะสละชีวิตของตนเพื่อหน่วย เพื่อความภักดี เพื่อศรัทธา และความซื่อสัตย์ ซึ่งการหล่อหลอมความรู้สึกเช่นนั้น จะกระทำไม่ได้แม้จะถูกฉีดด้วยการจัดการเข้าสู่เส้นเลือดโดยตรงก็ตาม แต่สิ่งที่ผู้นำหน่วยทหารควรลงทุนกับเพื่อนทหารคือ การเข้าไปนั่งในดวงใจของพวกเขา ทำตนให้เป็นผู้นำแบบอย่างที่ดี ให้เป็นทหารอาชีพ ผู้นำหน่วยที่นำทัพไปเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง การค้า ความเชื่อมั่นความเชื่อถือในตัวผู้นำย่อมจางลง

แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี๒๕๔๐ได้กำหนดให้พวกเราทำหน้าที่พัฒนาประเทศอีกทางหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่า ให้พวกเราละทิ้งหน้าที่การปกป้องประเทศและเกียรติภูมิ ที่ผ่านมาเราได้สร้างจิตวิญญาณทหารของเรามาได้ไม่เลวนัก เขาถูกฝึกมาให้เป็นผู้ตามที่ดี ต่อหน้าเขายังคงแสดงความเคารพยศบนเครื่องแต่งกายของนายอย่างขึงขังดึ๋งดั๋ง แม้จะทราบว่านายของเขาคลายใจจากการเป็นทหารอาชีพ แต่ลับหลังไปแล้วผู้เขียนไม่รับประกัน

ผู้จัดการ เปลี๊ยน..ไป๋

Hart and Bogan กล่าวไว้ในหนังสือ The Baldridge ว่า เป็นการยากที่จะให้คำจำกัดความว่าผู้จัดการมีบุคลิก ลักษณะนิสัยอย่างไร? จะว่า ประธานกรรมการบริษัทเป็นผู้นำ ก็ไม่ใช่! แล้วให้พนักงานระดับล่างรับมือกับลูกค้า ก็ไม่เชิง!   แล้วพนักงานระดับกลางซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้จัดการจ้างไว้ทำอะไร? ความล้มเหลวของโครงการพัฒนาคุณภาพเกิดจากบทบาทหน้าที่ที่กำกวมของคนในระดับผู้จัดการ แต่ฝั่งนักธุรกิจยังเชื่อว่า

ผู้จัดการไม่ใช่ผู้นำ
ความเป็นผู้นำเป็นเพียงงานกระจอก(JOB)ของผู้จัดการ
ความเป็นผู้นำอยู่รองจากการจัดการ

ดังนั้นการเป็นผู้นำเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นเล็กๆของการจัดการ

สามสี่ประโยคข้างต้นได้ท้าทายความเป็นทหารอย่างมีสาระ

สมาคมธุรกิจอเมริกันให้จำกัดความการจัดการของตนเองว่า เป็นกระบวนการทำงานให้สำเร็จโดยผ่านกำลังคน  " the process of getting things done through people."โดยข้องเกี่ยวกับปัจจัยอื่นๆอาทิ ความเป็นผู้นำ ความสามารถในการติดต่อประสาน ค้นหาเป้าหมายและหนทางสู่ความสำเร็จ

แต่น่าแปลกที่กองทัพกลับให้คำจำกัดความการจัดการว่า "consists of those continuing actions of planning, organizing, directing, coordinating, controlling, and evaluating the use of men, money, materials, and facilities to accomplish missions and tasks. ผู้เขียนไม่ขอแปลเพื่อคงความหมายเดิมไว้และเพื่อไม่ให้ผู้อ่านง่วงเสียก่อน แต่ความหมายเหมือนกับบางหมวดวิชาที่เคยร่ำเรียนในโรงเรียนเสธฯ ทอ.อย่างไม่มีผิดเพี้ยน จากข้อเขียนดังกล่าวพอสรุปนิสัยผู้จัดการแบบเป็นกลางๆได้คือว่า เขาเป็นนักวางแผนและนักสับหลีก (planner and organizer) ที่มีประสิทธิภาพ และยังมีความสามารถทางการบัญชี  การเข้าถึงแหล่งทรัพยากร และเชี่ยวชาญในกฎหมายที่ตนเกี่ยวข้อง

ผู้เขียนได้ตามต่อเพื่อค้นหาคุณสมบัติของนักธุรกิจ พบข้อเขียนของคุณเทียม โชควัฒนา   อดีตประธานบริษัทในเครือสหพัฒน์ฯธุรกิจแสนล้าน กล่าวไว้ว่าวิสัยของนักธุรกิจทั่วไปทุกคนมุ่งหวังแต่จะรวยกันทั้งนั้น คนเรานั้นหากเอาถังสักใบจ้วงลงไปในสายน้ำก็เต็มที่ถังจะจุได้ กอบโกยน้ำเข้าไปเพียงใดน้ำก็จะหกล้นไหลออกไป หากเทน้ำออกจากถังเสียก็ได้น้ำใหม่ไหลเข้ามาแทนที่ เมื่อเราทำการค้าก็ต้องใจกว้างในทางที่ถูกต้อง มีจรรยา ได้กำไรมาก็ต้องเสียภาษีเพื่อที่รัฐจะได้เอาไปทำนุบำรุงบ้านเมือง ต้องแบ่งผลกำไรให้ลูกค้า บริจาคเพื่อการกุศล ฯลฯ คือทำการค้าเพื่อช่วยสังคมที่เราอยู่ด้วย มิใช่จะเอาตัวรอดแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นช่วงฟองสบู่แตก มีบางคนหมดตัว มีบางคนยังคงยืนอยู่ได้ ในส่วนที่ยืนอยู่ได้นั้น คือบริษัทในเครือสหพัฒน์ฯ ส่วนพวกล้มบนฟูกนั้นไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง

ความสำคัญของการบริหารภาคธุรกิจต่อแบบธรรมเนียมทหาร

เทคนิคการทำงานในภาคธุรกิจอาจทำให้กองทัพแตกพ่ายเมื่อนำมาใช้ในสนามรบ และเช่นกันยุทธวิธีในการรบอาจทำให้การค้าขาดทุนได้ในตลาดหุ้น ดูจากราคาหุ้นของธนาคารที่กองทัพดูแลอยู่ จะรู้ว่าทหารเราไม่ถนัดทางการค้า แต่หากเปรียบเทียบการขาดทุนกับการพ่ายศึกผลลัพธ์กลับต่างกันมาก การค้าขาดทุนอย่างหนักก็เจ๊งหมดตัวแล้วแยกย้ายกันไปตั้งบริษัทใหม่ แต่การพ่ายศึกอาจเสียทั้งชีวิตและไม่มีแผ่นดินให้ฟูกวาง  ผลลัพธ์จึงไม่อาจเทียบเคียงกันได้เลย

                ดังนั้นแม้จะเป็นถึงผู้จัดการที่ดีได้ แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำหน่วยทหาร การเป็นผู้นำหน่วยทหารต้องการยิ่งกว่าการวางแผนและการจัดการ ผู้นำหน่วยทหารต้องมีความสามารถที่จะชักนำผู้อื่น สามารถเลือกหนทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อหน่วยของตนต่างหาก ทั้งยังต้องไม่ลืมว่าภารกิจหลักของกองทัพคือการต่อสู้ปกป้องประเทศ และการต่อสู้อย่างมีประสิทธิภาพมักจะเกิดขึ้นได้จากการมีผู้นำที่ดี ผู้นำที่ดีก็มิควรจำกัดตัวเองอยู่ในแบบธรรมเนียมทหารดั้งเดิมจนเกินไป ควรได้เปิดใจกว้างเรียนรู้การบริหารจัดการภาคธุรกิจพลเรือนและนำเทคนิควิธีมาประยุกต์ใช้ให้เป็นศาสตราวุธอีกชิ้นหนึ่ง พร้อมตระหนักว่า Leaders must have the opportunity to lead, not manage.

            บทสรุปของ ผลกระทบต่อการนำการบริหารภาคธุรกิจมาใช้ในกองทัพ คงพอสรุปได้จากย่อหน้าข้างต้น แต่สำหรับผู้เขียนเองแล้วพอจะได้เค้าลาง โครงสร้างกองทัพอากาศใหม่ของเรา ควรเป็นกองทัพที่ เปิดโอกาสให้ทหารระดับล่างได้ใช้จิตวิญญาณที่ได้รับการฝึกฝนมาเพื่อการทำงาน  ผู้นำหน่วยทหารระดับกลางได้มีส่วนตัดสินใจในงานที่รับมอบ  และภาพผู้บังคับบัญชาระดับสูงผูกติดกับเกียรติยศ จนตัวตาย

 

เราคิดถึง ตำแหน่ง มากกว่า หน้าที่ หรือเปล่า?

ดั๊กลาส  แมคอาเธอร์


ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


กลับสู่หน้าหลัก

กลับสู่หน้าหลัก

CounterSee who's visiting this page.

เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
บทความนี้เขียนโดย Skypig จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 10 ก.พ.48
ถ้าท่านติดตั้งโปรแกรม ICQ ท่านสามารถส่งเวบนี้ไปยังเพื่อนของท่านที่อยู่ใน Contact list ใน ICQ ด้วยการคลิกที่ชื่อเพื่อนท่านใน Contact list แล้วเลือก Web Page address (URL) หน้าต่างใหม่จะเปิดขึ้นมา ดูว่าตรงกับชื่อ address ในเบราเซอร์ แล้วกด Send ได้เลย

ท่านสามารถส่งข้อความหาผมโดยตรงได้การพิมพ์ลงในช่องด้านล่างเรียบร้อย แล้วกด Send ได้เลยครับ

ICQ PeopleSpace Directory
View My Page

Page an ICQ User