"ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การยืนหยัดต่อสู้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่มีอะไรเหลือจะนำไปสู้"
รักของทหารดอทคอม ท่านคิดอย่างไร&xoxox

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

…......... “น้องเมฆ พ่อไปไหน วันนี้วันสำคัญทำไมพ่อไม่มาล่ะ” ประโยคนี้มักจะเป็นคำถามของคนที่ไม่คุ้นเคยหรือเพื่อน ๆ ของลูกชายตัวดีอายุสี่ขวบของผมที่มักจะเอ่ยปากถามเสมอเมื่อถึงวันสำคัญ ๆ เช่น วันปีใหม่ หรือวันเกิดของเขาเอง ที่แทบที่จะไม่เคยมีผมปรากฏตัวอยู่ร่วมด้วยสักครั้งเดียว “พ่อไปปราบผู้ร้ายที่ใต้” ก็จะเป็นประโยคที่ตอบโดยอัตโนมัติจากปากของเขาที่มักทำให้คนที่ถามหรือคนรอบข้างนิ่งไปสักพัก และไม่ทันที่จะถามอะไรต่อก่อนที่ลูกผมจะวิ่งเล่นต่อไป

…......... ผมเองตั้งแต่เป็นนักเรียนทหารมาเมื่อปี ๒๕๒๑ มักไม่ให้ความสำคัญต่อวันไหน ๆ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิดของตัวเอง วันหยุดที่สำคัญ จนผมแต่งงานก็ไม่เคยที่จะทำอะไรเป็นพิเศษในวันรอบรอบวันเกิดของภรรยา ของลูก ๆ หรือแต่งงาน รวมทั้งวันสำคัญหวานแหวของคนทั่วไป เช่น วันแห่งความรักที่ฝรั่งเขากำหนดขึ้นมา ซึ่งภรรยาผมทราบดีตั้งแต่รู้จักกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ เพราะกว่ายี่สิบปีที่รักกันมาเขาไม่เคยได้รับ ดอกไม้สักดอกจากผมในวันนี้ เพราะภรรยาผมรู้ดีว่าเมื่อประเทศชาติต้องการตัวผมไม่ว่าความรักระหว่างเราและรักที่เรามีต่อลูกทั้งสามคนจะมากมายเพียงใด เขาจะรู้โดยทันทีว่าเขาจะเป็นคนที่สองที่จะรู้หลังจากที่ผมตัดสินใจและตกปากรับคำในการไปรับใช้ชาติเสมอ ดังนั้น เมื่อถึงวันพิเศษใด ๆ ก็จะเป็นดังเช่นวันธรรมดาที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นให้แปลกใจเพราะในปีต่อไปจะได้ไม่มีใครมาตั้งตาคอยแล้วผิดหวังเป็นสองเท่าเมื่อไม่มีอะไรมาดังที่หวัง และเหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความหวังนั้นจะกดดันผมจนทำให้ผมไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบให้ดีที่สุดได้

…......... ผมจำได้ดีว่าลูกสาวคนแรกของผมเกิดเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๑ เขาเกิดได้สามวันก็ออกจากโรงพยาบาลมาพักที่บ้านเพื่อให้แม่ยายช่วยดูแลภรรยาผมและลูกอ่อน เพราะผมต้องก็เก็บของเดินทางไปร่วมการฝึกคอบบร้าโกลด์ ๙๘ ที่กองพลทหารราบที่ ๙ เมืองกาญจนบุรี ผมทำหน้าที่ฝึกโดยเป็นเจ้าหน้าที่หลักของส่วนการข่าวซึ่งเป็นการทำงานและการฝึกแบบต่อเนื่อง คืนหนึ่งหลังจากฝึกได้สามสี่วันก็ออกไปหาอาหารมื้อดึกในเมืองกาญจน์กับเพื่อนที่เป็นผู้ช่วยฝ่ายกิจการพลเรือนของกองพลทหารราบที่ ๙ ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการฝึก ระหว่างรออาหารก็โทรไปหาภรรยาเพื่อสอบถามถึงลูก เธอรับสายแล้วก็ร้องให้แล้วก็บอกว่าเมื่อเช้าลูกร้องไห้มากและตลอดเวลาและไม่กินอะไรเลยจนต้องนำกลับมาโรงพยาบาลอีก และหมอบอกว่าตัวและตาลูกเหลืองมากจากอาการของ จีซิกส์พีดี ทำให้กินอะไรไม่ได้ และหมอบอกลูกกลับมานอนที่โรงพยาบาลเพื่อให้อาหารทางสายน้ำเกลือและให้อยู่ในกระโจมอบแสง ตอนนี้นั่งเฝ้าลูกที่นอนหลับอยู่ในกระโจมอบแสงที่โรงพยาบาล และเธอยิ่งร้องไห้หนักมากขึ้นเมื่อบอกว่าตอนนี้ข้อมือและแขนของลูกพรุนไปหมดแล้วเพราะเจ้าหน้าที่เจาะหาเส้นเลือดเพื่อจะให้น้ำเกลือไม่เจอเพราะลูกยังเล็กมากและทำให้เส้นเลือดแตกจนแขนเขียวคล้ำไปหมด ต้องเจาะหาเส้นเลือดบริเวณหลังมือและที่ข้อเท้าแทน

….........ความรู้สึกผมตอนนั้นเหมือนโลกหยุดหมุน ทำไมภรรยาผมไม่ยอมบอกผมตั้งแต่ตอนเช้า เธอคงรู้ดีว่าผมมีความมุ่งมั่นในการฝึก ผมพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะแต่มันเหมือนเป็นเวลาที่นานแสนนาน แต่ยังที่ผมไม่ทันจะพูดอะไร ภรรยาผมที่รู้จักและรู้ใจผมมากว่าสิบสามปีก็พูดผ่านมาว่า พี่ไม่ต้องห่วงหรอกทำหน้าที่ฝึกให้เต็มที่ แหม่มอยู่ทางนี้จะเฝ้าลูกไม่ให้เป็นอันตราย น้ำตาของลูกผู้ชายล้นเอ่อดวงตา นี่ผมกำลังทำอะไรกับภรรยาที่แสนดีและลูกคนแรกอายุเจ็ดวันของผม งานการฝึกที่ผมสมัครมาเองมันสำคัญกว่าชีวิตครอบครัวผมขนาดนั้นหรือ ใจผมลังเลและว้าวุ่นและบอกภรรยาผมกลับไปว่า รอหน่อยพี่จะกลับไปหาคืนนี้เลยขับรถจากเมืองกาญจน์ไปกรุงเทพ ฯ คงไม่เกินสองชั่วโมง แต่ทว่าเธอได้ตอบกลับมาว่า "แหม่มดูลูกได้ไม่ต้องห่วง" และเน้นย้ำว่าอย่ากลับมาเพราะกลางคืนขับรถมันอันตราย ให้รอพรุ่งนี้ถ้าลูกไม่ดีขึ้นจะโทรไปบอกให้กลับมา แต่ผมก็ไม่ได้กลับจนวันสุดท้ายของการฝึกเพราะอาการของลูกผมค่อย ๆ ดีขึ้นจนกลับบ้านได้ก่อนผมฝึกจบ

….........เหตุการณ์นั้นผมเองไม่ได้บอกหัวหน้า สรผ.๒ (ข่าวกรอง) ที่ผมทำงานหรือคนอื่น ๆ ที่รับการฝึกด้วยกัน ผมยังก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ช่วยเหลืองานของหัวหน้าจนครบสิบสองวันและวันสุดท้ายที่ปิดการฝึกผมก็ขอตัวกลับมาก่อนที่จะมีงานเลี้ยง แล้วก็เป็นเรื่องแปลกที่ผมขอเล่าเพิ่มหน่อยก็คือ หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวผมเองก็ไม่เคยเจอหัวหน้า สรผ.๒ ผมอีกเลยจนเวลาผ่านไปห้าปี (ปี ๒๐๐๓) ผมเองก็ระหกระเหินไปหลายที่และมาลงอยู่ที่ สหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก ซึ่งกำลังจะต่อสัญญาปีที่สอง ตอนนั้นผมทราบว่าผมเองคงมีโอกาสน้อยที่จะได้ทำงานที่สหประชาชาติต่อเพราะทางหน่วยงานปกติของผมที่ไทยไม่ต้องการให้มีการต่ออายุ แต่แล้วก็เหมือนฟ้าบันดาลที่อดีตหัวหน้า สรผ.๒ ที่ผมทำงานให้กับท่านในช่วงการฝึกคอบบร้าโกลด์ปี ๑๙๙๘ ได้รับการแต่งตั้งให้มาเป็นหัวหน้าหน่วยงานของผมและสั่งอนุญาตให้ผมทำงานต่อที่สหประชาชาติ ซึ่งผมบอกกับแฟนผมว่าความเสียสละของแฟนผมเมื่อห้าปีก่อนมันตามมาตอบแทนครอบครัวเราแล้ว

….........เหตุการณ์ในทำนองเดียวกันมาเกิดกับครอบครัวผมอีกสองสามครั้งก็คือ หลังจากนั้นมาเดือน กันยายน ๒๕๔๒ เกิดเหตุการณ์การก่อความไม่สงบที่ติมอร์ตะวันออก ตอนนั้นลูกสาวคนที่สองของผมอายุได้หกเดือน และลูกสาวคนแรกผมอายุได้ขวบกว่า กองทัพบกได้รับมอบภารกิจส่งกำลังทหารเข้าไปร่วมปฏิบัติการที่ติมอร์ตะวันออกในฐานะเป็นตัวแทนของชาติที่เป็นประธานอาเซียนในตอนนั้น โดยกำลังที่ว่านั้นต้องการคนที่มีประสบการณ์เรื่องการข่าวและมีความรู้ด้านภาษา และสมัครใจที่จะทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายข่าวของกองกำลังทหารบกไทย/ติมอร์ ซึ่งตอนนั้นภาพข่าวที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์มีความรุนแรงมากจึงไม่มีใครสมัครใจไปมากนัก ซึ่งแน่นอนว่าผมเป็นคนกลุ่มเล็กกลุ่มนั้น หลังจากที่ผมได้รับการคัดเลือกให้ไปทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายข่าวกรองของกองกำลังแล้วก็กลับมาบอกภรรยาผมก่อนการเดินทางไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ซึ่งเธอก็แต่นิ่งอึ้งแล้วบอกว่า “พี่ไปทำหน้าที่ของทหารและทำเพื่อประเทศชาติ และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พี่ต้องการด้วย พี่ต้องโชคดี พระต้องคุ้มครอง แหม่มจะดูแลตัวเองและลูก ๆให้ดีที่สุด แล้วจะรอวันที่พี่กลับมา” แล้วผมก็จากภรรยาและลูก ๆ ผมไปสิบเดือนเพื่อไปทำหน้าที่ตามที่ประเทศชาติต้องการ การไปของผมทำให้ผมต้องย้ายที่ทำงานเดิมอย่างถาวร ซึ่งทำให้ภรรยาของผมและลูก ๆ ต้องย้ายออกจากบ้านพักหน่วยกลับไปอยู่บ้านพ่อตาแม่ยาย แต่วันผมกลับภรรยาและลูก ๆ มารับที่สนามบิน เธอไม่เคยปริปากบ่นถึงความลำบากที่ต้องดูแลลูกในช่วงที่ผมไม่ให้ผมได้ยินสักครั้งเดียว เธอและลูกสาวสองคนมายืนรับผมที่ริมสนามบินท่าอากาศยานทหาร มันช่างเป็นภาพที่ผมไม่อาจลืมได้จริง ๆ ภรรยาและลูก ๆ ผมที่มารับช่างสวยงามเหลือเกิน ภรรยาผมและลูกสาวคนแรกเดินเข้ามากอดผม ผมหัวเราะอย่างอารมย์ดีที่ลูกสาวคนที่สองซึ่งอายุได้ขวบกว่าไม่ยอมเข้ามาใกล้และร้องไห้จ้าเมื่อผมเข้าไปอุ้ม เธอคงไม่รู้ว่าหรอกว่าผมคือใคร ( อ่านเรื่องราวของทหารดอทคอมเดินทางไปติมอร์ตะวันออกแบบละเอียด ซึ่งเขียนไว้เมื่อ 20 พ.ย.42 คลิกที่นี่)

…......... เหตุการณ์ท้ายสุดที่เกิดซ้ำก็คือหลังจากที่ผมกลับมาจากนิวยอร์กเมื่อปลาย กรกฎาคม ปีที่ผ่านมา ก็กลับมาทำงานที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกได้สองเดือน ประมาณต้นปลายเดือนกันยายน ๒๕๔๘ ผมจำภาพได้ดีว่าวันนั้นหลังจากที่มีการประชุมบรรยายสรุปสถานการณ์ประจำวันตามปกติเสร็จเรียบร้อย ซึ่งห้องประชุมอยู่ติดกับโต๊ะที่ผมนั่งทำงาน ซึ่งผมมาทราบภายหลังว่าในการประชุมวันนั้น ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพบกมีนโยบายให้รองเจ้ากรมฝ่ายเสนาธิการเป็นหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการของกองบัญชาการกองทัพบกอีกฝ่ายละ ๔ – ๖ คนไปทำหน้าที่ช่วยเหลือ กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนั้นเวลา ประมาณเก้าโมงเช้า รองเจ้ากรมยุทธการทหารบก ที่เมื่อหกปีก่อนเป็นตอนที่เป็นผู้อำนวยการกองและทำหน้าที่หัวหน้าทีมจากกองทัพบกในการตรวจภูมิประเทศที่ติมอร์ตะวันออกที่ผมติดคณะไปด้วย ได้เดินออกมาด้วยใบหน้าจริงจังแล้วมานั่งอยู่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของผมแล้วพูดเบา ๆ กับผมว่า “เบน ไปทำงานที่ใต้กับพี่ไหม” ผมเองไม่รอช้ารีบตอบสวนไปทันทีว่า “ไปครับ” แล้วก็คิดในใจว่า “แหมพี่นึกว่าจะไม่ชวนผมเสียแล้ว” ผมคิดว่ารองเจ้ากรมท่านคงตกใจที่ได้รับคำตอบจากผมเร็วปานนั้นก็เลยพูดอะไรไม่ออก

….........หลังจากนั้นผมเองก็เริ่มกลุ้มใจว่าจะบอกกับแฟนผมยังไงดีเพราะพึ่งกลับมาจากอเมริกาที่ไปอยู่มาสามปีได้ไม่ถึงสามเดือน บ้านก็ไม่มีจะอยู่ต้องมาอัดยัดทะนานอยู่กับบ้านพ่อตาแม่ยายกันทั้งครอบครัวซึ่งตอนนี้มีเจ้าเมฆ ลูกชายอายุสามขวบกว่าเพิ่มมาอีกคน ข้าวของที่ส่งกลับมาก็ยังแกะออกจากกล่องไม่หมด ก็ต้องมาเก็บของใส่กระเป๋าแยกย้ายกันอยู่อีกแล้ว ผมเองก็ยังไม่ได้บอกอะไรทันทีทันใดกับแฟนผมเพราะยังไม่แน่ใจว่าพี่ ๆ จะให้ผมไปจริงหรือไม่ เพราะผมเองไปอยู่นิวยอร์กมาสามปีอย่างที่บอก ความรู้เรื่องภาคใต้ก็เหมือนกับชาวบ้านทั่วไปที่อ่านหนังสือพิมพ์ ซึ่งพี่ ๆ น้อง ๆ ฝ่ายเสธ ที่ทำงานติดตามเรื่องราวมาโดยตลอดน่าจะมีความเหมาะสมกว่าผมอีกมาก จนต้นเดือนตุลาคม หลังจากที่มีการเตรียมการกันมาโดยลำดับก็ค่อนข้างชัดเจนว่างานนี้ลงใต้แน่ ๆ โดยตกลงกันไว้ว่าไปทำหกเดือนกลับ ประมาณวันที่ ๑ ตุลาคม ที่ทางหน่วยกำหนดตัวบุคคลและวันเดินทางแน่นอนแล้ว ก่อนเข้านอนก็บอกแฟนว่า “สงสัยที่ทำงานจะส่งให้ไปใต้นะ” แฟนผมทำหน้าตกใจแล้วก็นิ่งไปสักพัก จากนั้นก็ถามว่า “นี่สงสัยสมัครไปอีกแล้วละซิ” ผมเองรีบตอบว่า “เปล่า ๆ ไม่ได้สมัคร พี่เขามาชวนก็เลยไปน่ะ” แล้วก็ทำไก๋ ติดตลกว่า “แล้วนี่จะห้ามพี่ไหมเนี่ย แล้วก็สำทับว่านี่ถ้าพี่ไปสักหกเดือนลูกสามคนเลี้ยงไหวไม่เนี่ย” แฟนผมก็ยิ้ม ๆ บอกว่า “ตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยห้ามได้อยู่แล้ว พี่อยากไปก็ตามใจ แต่ระวังตัวด้วย เพราะถ้าเป็นอะไรขึ้นมา แหม่มคงไม่รู้จะอยู่กับใคร”

….........วันวาเลนไทน์ที่จะถึงในวันพรุ่งนี้ ที่ตัวผมเองยังคงปักหลักอยู่ที่ปัตตานี ภรรยาผมคงไม่ได้รับของขวัญหรือดอกไม้ หรือบัตรอวยพรจากผมเหมือนกับที่ไม่เคยได้รับจากผมตั้งแต่รู้จักกันมาเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แต่จากความรักที่บริสุทธิ์ ความจริงใจที่ไม่เสื่อมคลาย และความเสียสละของเธอเพื่อให้ผมทำในสิ่งที่จิตวิญญาณของผมต้องการตลอดมาที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว สิ่งที่ผมอยากบอกให้เธอรู้ ณ วันนี้ ก็คือ เธอจะได้รับจากผมแน่นอนตลอดไปก็คือ ความรักที่ผมจะมอบให้เธอเพียงคนเดียวและจะไม่แบ่งปันให้คนอื่นอีกตลอดไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


กลับสู่หน้าหลัก

กลับสู่หน้าหลัก

CounterSee who's visiting this page.

เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 13 ก.พ. 49
ถ้าท่านติดตั้งโปรแกรม ICQ ท่านสามารถส่งเวบนี้ไปยังเพื่อนของท่านที่อยู่ใน Contact list ใน ICQ ด้วยการคลิกที่ชื่อเพื่อนท่านใน Contact list แล้วเลือก Web Page address (URL) หน้าต่างใหม่จะเปิดขึ้นมา ดูว่าตรงกับชื่อ address ในเบราเซอร์ แล้วกด Send ได้เลย

ท่านสามารถส่งข้อความหาผมโดยตรงได้การพิมพ์ลงในช่องด้านล่างเรียบร้อย แล้วกด Send ได้เลยครับ

ICQ PeopleSpace Directory
View My Page

Page an ICQ User