ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
......
. วิถีชีวิตหนึ่งของมนุษย์หญิงชายแต่ละคนที่ยังมีลมหายใจ ย่อมมีสิ่งมากมายหลายหลากที่ผ่านเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน บางครั้งทำให้เราหัวเราะ บางครั้งทำให้เราร้องไห้ บางครั้งทำให้เรามีกำลังใจ และบางครั้งทำให้เราไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ในแต่ละเรื่องราวเหล่านั้น เรื่องราวบางเรื่องผ่านเข้ามาแล้วก็จากไปโดยไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้ เรื่องบางเรื่องไม่เคยสูญหายไปจากความทรงจำจวบจนชีวิตจะสูญสิ้น และบางเรื่องทำให้ชีวิตของคน ๆ นั้น เปลี่ยนแปลงไปอย่างสุดขั้ว ในหลายสิ่งหลายอย่างนั้นย่อมมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า ความรัก แทรกอยู่ด้วยเสมอ ไม่ว่าคน ๆ นั้น จะเป็นเกิดอยู่บนกองฟางหรือบนท้องฟ้านภากาศ ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะยากดีมีจน และไม่ว่าคน ๆ นั้น จะมียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตหรือต่ำต้อยเพียงใด เรื่องราวของความรักมีมากมายหลายพันล้านเรื่องเทียบเคียงกับแต่ละชีวิตของมนุษย์ที่มีอยู่บนโลก หลายเรื่องที่เหมือนความฝัน หลายเรื่องที่เหลือเชื่อ โดยเฉพาะเรื่องที่กลายเป็นตำนานกล่าวขานให้คนได้จดจำไปนิรันดร มักจะเป็นเรื่องความแตกต่างของคู่รักชายหญิงนั้น ที่ในโลกของมนุษย์เดินดินแล้วแทบจะไม่เคยเจอะเจอด้วยตนเอง เช่น ความรักในนิยายปรัมปราระหว่างโรมิโอและจูเลียตที่ต้องจบชีวิตลงเพราะพ่อแม่กีดกัน ที่มีฉบับไทยในเรื่องแผลเก่า หรือความรักระหว่างโกโบริ ต่ออังศุมาลิน รวมทั้งเรื่องราวแบบผู้กองยอดรัก และเรื่องราวที่มีหลักฐานปรากฎอยู่ไม่ว่าจะเป็นความรักของนโปเลียน จอมทัพของฝรั่งเศส ที่ได้แม่หม่ายเป็นภรรยา เจ้าฟ้าชายแห่งอังกฤษที่สลัดรักจากเจ้าหญิงที่แสนสวยเพื่อกลับไปรักกับแฟนเก่าที่เป็นสามัญชนและมีครอบครัวอยู่แล้ว เจ้าชายแห่งโมนาโคต่อดาราสาวฮอลีวูด รวมทั้งเรื่องราวความรักระหว่างผู้สูงศักดิ์กับคนเดินดิน แต่เรื่องราวดังกล่าวทุกคนทราบอยู่เต็มอกว่าสิ่งนั้นเหมือนการซื้อหวยที่หวังรางวัลที่ 1 ซึ่งจะมีสักกี่คนที่จะถูกรางวัลใหญ่เช่นนั้นได้ดังใจหวัง
......
. แต่ถ้ากลับมาในโลกแห่งความจริงที่พอเป็นไปได้ดังเช่น กระทู้บนกระดานเสวนาหัวข้อ อยากเป็นเมียทหารหาญ โดยน้องหมิว และ อยากบ้าง โดย นางฟ้าตาหวาน ที่ผมได้อ่านเมื่อหลายเดือนก่อน ที่ต้องการหาคู่รักและคู่ชีวิตเป็นนายทหารหลัก ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายของหญิงสาวที่มีความเป็นไปได้ ผมเองแม้ว่าจะไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องความรักมากนักแต่ก็มีพอจะมีประสบการณ์อยู่บ้างทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงขอสรุปในแง่คิดของผมเป็นข้อ ๆ ที่อาจเรียกว่าเป็นปัจจัยได้
......
.สำหรับปัจจัยของการบ่มเพาะความรักนั้นผมจะพยายามตอบให้ตรงคำถามของน้องหมิว ซึ่งท่านอ่านแล้วอาจจะเห็นว่าค่อนข้างเข้าข้างผู้ชายด้วยกันเองก็ขอให้เข้าใจว่านี่คือ คำตอบที่ต้องการให้ตรงกับคำถามมากที่สุดนะครับ อีกประการหนึ่งปัจจัยที่ผมนำมาเขียนนั้น เหมาะสำหรับนักสู้ที่กำหนดวิถีความรักด้วยตนเอง โดยที่ผมยกออกไปสิ่งหนึ่งในความพยายามของการสร้างความรักจนถึงขั้นแต่งงานก็คือ บุพเพสันนิวาส ที่ผมเชื่อว่ามีอยู่จริงและอยู่เหนือการควบคุมของทุกคนที่เป็นมนุษย์ ประเภทคู่แล้วไม่แคล้วกัน เพราะถ้าท่านมีบุพเพสันนิวาสต่อกันแล้วปัจจัยที่ผมว่าทั้งหมดนั้น ท่านผู้อ่านก็ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด สำหรับปัจจัยที่บอกต่อไปนั้นเป็นแนวทางที่เกิดจากการสร้างและการพัฒนาด้วยตนเองสำหรับท่านที่สนใจและต้องการแสวงหาสิ่งคู่ที่ตนเองต้องการโดยไม่ต้องรอฟ้าดินบันดาลนำไปพิจารณาดัดแปลงแก้ไขตามความเหมาะสมของแต่ละคนและแต่ละสถานการณ์ ดังต่อไปนี้
1. กำหนดเป้าประสงค์ที่ชัดเจนให้แก่ตนเองเสียก่อนว่า จะต้องมีสามีเป็นนายทหารที่จบจากโรงเรียนนายทหาร เพื่อไม่ให้จิตใจตนเองว่อกแว่กไปเสียก่อนในช่วงที่ยังหาไม่ได้หรือในช่วงที่มีปัญหาความกดดันต่าง ๆ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการผูกมัดและปิดใจตนเองมากนัก ก็ควรกำหนดเงื่อนไขว่าตัวเองจะดำเนินทุกไปจนถึงอายุเท่าไรหรือจนถึง พ.ศ. อะไร ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นแล้วยังท่าทีว่าจะมีการแต่งงานกับนายทหารหลักเกิดขึ้นก็จะได้ปลดตัวเองออกจากข้อผูกมัดดังกล่าวได้สะดวกใจ ถ้านึกไม่ออกผมก็มีตัวตั้งไว้เพื่อพิจารณาสองแบบคือ ถ้านายทหารที่เป็นโสดมาก่อน ก็ควรจะรอจนตัวเองอายุ ประมาณ 30 35 ปี สำหรับ นายทหารที่เป็นพ่อหม้ายและตัวเราเองเคยมีสามีมาก่อนก็อาจจะยืดเวลาอายุของเราเองอีกสักประมาณ 5 - 10 ปี ที่จะรอการตัดสินใจของเขา
2. สำรวจตัวเอง ว่ามีจุดเด่นหรือด้อยอย่างไร ในเรื่องอันเป็นที่ทราบดีอยู่แล้ว แต่นั่นมิได้หมายความว่าเราขาดหรือต่ำกว่ามาตรฐานเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะทำให้หมดสิทธิ เพียงแต่เราต้องรู้ตัวเอง เพื่อ ชูจุดเด่น และลบจุดด้อยที่มีอยู่ในตนเอง รวมทั้งแก้ไขจุดด้วยถ้าทำได้ โดยที่ข้อพิจารณาที่เราทราบกันดีอยู่ไม่จำกัดแต่นายทหารหลัก ได้แก่ รูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ คำพูดจา สัมมาคารวะ การควบคุมอารมย์ ท่วงท่ากิริยา การวางตัวในแต่ละสถานการณ์ ความรู้ ความสามารถ หน้าที่การงาน พ่อแม่ญาติพี่น้อง ระดับของสังคม ทรัพย์สินเงินทอง การรักนวลสงวนตัว การแสดงออกถึงความสามารถเป็นภรรยาและแม่ที่ดี ความแข็งแรงและร่างกายที่สมบูรณ์
3. ศึกษามาตรฐานทั่วไปของนายทหารหลัก ได้แก่ ความรู้อย่างน้อยปริญญาตรี ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ รูปร่างหน้าตาดีพอประมาณ (อาจจะมีบ้างที่ขี้เหร่) รักพวกพ้อง ถูกอบรมให้มีความอดทน อดกลั้น ไม่เอาเปรียบหรือทำร้ายคนที่อ่อนแอกว่า มีความรับผิดชอบในหน้าที่ เป็นผู้นำ เข้าสังคมได้ดี รายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ มีอำนาจ บารมี คนให้ความเคารพยำเกรง และเป็นที่หมายปองของสตรีทั่วไป เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ว่าความรู้สึกนึกคิดของนายทหารหลัก ซึ่งพออนุมานได้ว่านายทหารหลักก็คงเหมือนคนทั่วไปที่ถ้าจะมีคู่ก็คงไม่เลือกคู่ที่มีสิ่งแตกต่างจากตนเองอย่างสุดขั้ว ยกเว้นถ้าความแตกต่างนั้นจะเขามาเสริมในส่วนที่ตนเองขาดไป
4. เข้าใจชีวิตเฉพาะตัวของนายทหารหลัก ถ้าเราพบนายทหารหลักครั้งแรก ๆ อาจจะไม่สามารถแยกแยะได้ง่ายนักเพราะดูแล้วคล้าย ๆ กัน จนกว่าจะได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติซึ่งกันและกัน ซึ่งเมื่อเรารู้แล้วก็จะเข้าใจได้ว่านายทหารก็มีพื้นฐานที่มีความหลากหลายจากแหล่งที่มาและมีการแบ่งรสนิยม เช่น เดียวกับกลุ่มมนุษย์ทั่วไปในสังคมอาชีพอื่น เช่น บางกลุ่มชอบความหรูหราที่เรียกว่าวงศ์อสัญแดหวา บางคนชอบสบาย บางคนก็จู้จี้ บางคนมีอุดมการณ์ บางคนก็สุดจะเจ้าชู้ บางคนไม่รู้เรื่องหรือไม่เคยมีแฟนเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อน บางคนมีเงินมาก สังคมสูง แฟนเยอะ บางคนก็ขยับตัวมากไม่ได้เพราะเงินมีจำกัด แล้วแต่ว่าเราจะได้ศึกษาเขาลึกเท่าไร และคิดว่าจะไปกับรอดหรือไม่ก่อนที่จะทุ่มตัวลงไป และจะได้เตรียมตัวให้ถูกกับแต่ละประเภทที่รู้จัก
5. แสวงหาโอกาส เปิดโอกาสตนเองให้ได้พบเจอกับนายทหารหลัก โดยเริ่มตั้งแต่เขายังเป็นนักเรียนก็ได้ เช่น การติดต่อผ่านทางเพื่อนที่เขารู้จักนายทหารหลัก เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยหน่วยทหาร เช่น การแข่งขันกีฬา โครงการความร่วมมือ ร่วมงานเลี้ยงในโอกาสต่าง ๆ ร่วมเรียนในสถาบันต่าง ๆ ตอนนี้ที่เปิดอยู่มากมายก็คือ ปริญญาโท การสมัครเข้าทำงานในหน่วยทหาร ถ้าจะให้ดีก็ต้องเป็นนายทหาร อาจจะเป็นพยาบาลทหาร แพทย์ทหาร หรือนายทหารหญิงตามหน่วยงานที่รับสมัครภายหลังจากจบปริญญาแล้วเช่น โรงเรียนหรือระดับกองบัญชาการต่าง ๆ หรือทางอินเตอร์เนทที่ตอนนี้กลายเป็นสื่ออีกสื่อหนึ่งที่ทำให้สามารถรู้จักได้ง่ายขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นการอีเมลหรือการสนทนาที่เรียกว่าแชท
6. สร้างความประทับใจ การพบกันครั้งแรกรวมทั้งการพบแบบไม่เห็นตัวทางอินเตอร์เนทย่อมมีความสำคัญอย่างสูง การที่เราเป็นอย่างไรก็แสดงออกมาแบบนั้นอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีนัก ถ้าเราคิดจะผูกมัดใจของนายทหารหลัก การสร้างภาพจนเกินจนเป็นการหลอกลวงก็คงไม่ใช่คำตอบที่ดีเช่นกัน คำตอบที่ดีที่สุดก็คือ การเตรียมตัวที่พิเศษกว่าปกติที่เราเป็นน่าจะเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว การพูดจา การแสดงออกและการแสดงออกถึงความรู้สึกที่รับรู้ได้แต่ไม่มากจนเกินไป
7. การถ่ายทอดความรู้สึกห่วงใยและประชาสัมพันธ์จุดแข็งของเราให้นายทหารหลักได้เห็น หลังจากที่รู้จักกันแล้วการเชื่อมต่อความสัมพันธ์จะต้องดำเนินการโดยต่อเนื่อง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราแคร์เขาอยู่ด้วยการหาโอกาสดี ๆ ชวนไปในที่ที่เขาชอบ ร่วมเยี่ยมเยียนคนที่เขาให้ความเคารพรัก รับฟังเรื่องราวความทุกข์ของเขาบ้าง ถ้าช่วยได้ก็ช่วยตามกำลัง ส่วนใดที่มีค่าใช้จ่ายก็แสดงน้ำใจด้วยการหาโอกาสออกให้บ้างเป็นครั้งคราวเช่น ค่าอาหารมื้อเย็น ในกรณีที่ไปทานกันบ่อย ๆ หรือถ้าเขาไม่รับก็หาซื้อของฝากเขาในวันสำคัญบ้าง ดูแลเอาใจใส่ยามเจ็บป่วยทั้งของเขาและญาติพี่น้องโดยเฉพาะพ่อแม่ของเขาจะทำให้ผูกใจได้เป็นอย่างดียิ่ง
8. ใช้ขีดความสามารถที่มีอยู่ช่วยเหลือเกื้อกูลและดำรงความสัมพันธ์ การโทรหาหรือการไปพบปะอาจจะช่วยให้มีความสัมพันธ์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าการติดต่อสื่อสารของเราสามารถทำให้เขาเห็นความสำคัญของตัวเราน่าจะทำให้ความสัมพันธ์แนบแน่นได้ดีกว่า เราอาจจะมีความรู้ในเรื่องบางเรื่องมากกว่านายทหารหลัก ก็เสนอตัวหรือให้ความช่วยเหลือในยามที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงาน เช่น ช่วยแนะนำการศึกษาถ้าเราเป็นครูหรืออาจารย์ การรักษาพยาบาลในกรณีการเจ็บป่วยถ้าเราเป็นแพทย์หรือพยาบาล การวิจัยถ้าเรามีความรู้ปริญญาโท เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยเก็บคะแนนให้เขามั่นใจได้ว่าเมื่อแต่งงานกันแล้วก็น่าจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ต่อไป
9. หากองเชียร์ กองเชียร์ที่ว่าก็คือเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ รุ่นพี่รุ่นน้องของเรา และของนายทหารหลัก รวมทั้งที่สำคัญก็คือ พ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งถ้าเขาไม่เห็นด้วยละก้อเรื่องใหญ่แน่นอน กองเชียร์ที่ดีจะช่วยเน้นย้ำความคิดและสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจการแต่งงานของนายทหารหลักที่เราหมายปองกับเราได้ทั้งต่อหน้าและลับหลัง อย่างไรก็ตาม อาจจะมีบางคนในกลุ่มที่ว่าอาจจะเป็นตัวขวางกั้นความสัมพันธ์ได้ เราเองก็ต้องหาวิธีป้องกันเอาไว้ก่อน อย่างน้อยก็จำกัดการรับรู้ไว้
10. อย่าหูเบา อันที่จริงอาจจะเรียกว่าศักดิ์ศรีก็ได้ เพราะโดยทั่วไปคนเรามักยอมไม่ได้ ถ้าคนอื่นมาตราหน้าเราว่าเราโง่ ดังเช่น กรณีที่มีพวกผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้ายมากระซิบบอกข้างหูเราดัง ๆ เพื่อให้คนรอบข้างทั้งใกล้และไกลได้ยินทั่วกันว่า นายทหารหลักที่เราหมายปองนั้นไปกับคนนั้นคนนี้ ซึ่งถ้าเขาทำให้รู้สึกเช่นนั้นแล้ว คนทั่วไปโดยเฉพาะหญิงที่มีความมั่นใจและมีความเชื่อในยุคนี้มักจะประกาศสวนเลยว่า แบบนี้ต้องเลิก ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ละก้อรับรองว่าเป็นที่ถูกใจของคนรอบข้างที่คอยลุ้นให้ความต้องการของเราพังอย่างใจจดใจจ่อ ดังนั้นอย่าให้กลอุบายตื้น ๆ แบบนี้มาทำลายเป้าหมายในข้อ 1 ของเราได้แม้ว่าจะเป็นความจริงก็ตาม
11. การรักนวลสงวนตัว จุดนี้คงบอกยากว่าแต่ละคนจะมีขีดจำกัดได้ขนาดไหน แต่สิ่งที่จะบอกซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็คือ นายทหารหลักที่ยังไม่เคยแต่งงานมาก่อนมักมีความอ่อนไหวได้ง่ายถ้ารู้ว่าแฟนที่เขาคบอยู่นั้นเคยมีคู่เป็นเรื่องเป็นราวมาก่อน ดังนั้นข้อแนะนำตรงนี้ก็คือ ถ้าวันหนึ่งวันใดที่เผลอไผลตกอยู่ในบรรยากาศที่ชวนให้ล่องลอยไปตามธรรมชาติของมนุษย์ไม่ว่าจะหนุ่มคนใดจนเลยขีดเส้นที่สังคมกำหนดไว้ก็ขอให้ไตร่ตรองให้จงหนัก แต่ถ้ามันเลยไปแล้วจนแก้ไขไม่ได้และหนุ่มคนนั้นมิใช่นายทหารหลักที่เราหมายปอง การที่จะบอกเรื่องราวความจริงดังกล่าวในอดีตให้แก่นายทหารหลักก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องใคร่ครวญให้จงหนักไม่แพ้กัน อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวอาจจะไม่ถึงกับคอขาดบาดตายมากนักและยอมรับได้ถ้านายทหารหลักคนนั้นอายุมากพอสมควร (35 ปีขึ้นไป) หรือผ่านการแต่งงานที่ล้มเหลามาแล้ว
12. ความเจ้าชู้ การที่คนหนึ่งคบกับเพศตรงข้ามหลาย ๆ คนในเวลาเดียวกันมักจะถูกมองว่าเป็นคนเจ้าชู้ได้ง่าย แต่ถ้าคนคนนั้นมีเส้นแบ่งชัดเจนเช่น ไม่มีการล่วงเกินทางชู้สาว หรือให้ความหวังต่อฝ่ายตรงข้าม ก็น่าจะไม่เข้าข่ายเจ้าชู้ที่ว่า และไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดอะไรเพราะผมคิดว่าคนเราเกิดมาครั้งเดียวถ้าจะเลือกคนมาอยู่ด้วยจนตายกันไปข้างก็ควรได้มีโอกาสเลือกคนที่ตนเองคิดว่าเหมาะสมที่สุด สำหรับบางกรณีที่เห็นก็คือ หญิงสาวบางคนที่ได้รู้จักกับนายทหารหลักคนแรกแล้วต่อมาก็ขยายไปรู้จักนายทหารหลักคนอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันด้วยแล้วเกิดปัญหาขึ้นมาเพราะเกิดความลังเลไม่รู้จะเลือกใครดี ตรงจุดนี้ต้องพยายามแก้ปัญหาอย่าให้ลุกลามเด็ดขาดและห้ามใจให้ได้ว่าจะต้องไม่มีการล่วงเกินทางชู้สาวในห้วงเวลาเดียวกันเพราะเท่าที่พบประสบมาพังแทบทุกราย
13. จุดตัดสินใจเรื่องการแต่งงานหรือจุดจบของความหวัง การอดทนย่อมมีการสิ้นสุด การรอคอยคำขอแต่งงานจากนายทหารหลักก็คงจะอยู่ในแนวความคิดนี้ด้วย ตามที่กล่าวไว้แต่ต้นว่า สถานะสุดท้ายที่ต้องการคือ การได้อยู่กินฉันสามีภรรยาระหว่างเรากับนายทหารหลัก ซึ่งจะเกิดสถานะนั้นได้ก็ต้องผ่านจุดสำคัญที่สุดก็คือ จุดที่ทำให้นายทหารหลักตัดสินใจว่าจะแต่งงานกับเรา ซึ่งถ้าไม่เอาเรื่องบุพเพสันนิวาสหรือดวงคู่กันมาเกี่ยวข้องแล้ว ผมคิดว่าแนวทางที่ผมคิดมานั้นน่าจะมีผลอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตามถ้าทำแล้วมันไม่ได้ผลให้เขาตัดสินใจสักที ก็มีวิธีการอย่างอื่นอีก แบบที่เรียกว่าไพ่ตายก็ว่าได้ เท่าที่คิดได้ก็มีสามแบบ แบบแรก็คือ บอกยื่นคำขาดกับเขาเลยว่าต้องการคำตอบว่าจะแต่งงานหรือไม่โดยให้เวลาเขาระยะหนึ่งในการปรึกษากับครอบครัว วิธีการนี้ถ้าเขาไม่มีใครอื่นที่สำคัญเท่ากับเราก็มีโอกาสสำเร็จสูง วิธีที่สองคือ นำเรื่องไปร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของนายทหารหลักคนนั้นแต่กรณีนี้จะมีน้ำหนักถ้าได้อยู่กินกันมาแล้วเพียงแต่ยังไม่แต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี เท่าที่เห็นมาวิธีนี้จะสำเร็จต้องมีผู้ใหญ่หนุนพอสมควร สำหรับวิธีสุดท้ายแบบที่เรียกว่า คามิกาเซ่ ก็คือ การปล่อยให้มีครรถ์ วิธีการนี้เป็นวิธีที่เอาชีวิตที่เหลือเข้าเสี่ยงเลย ซึ่งมักจะได้ผล เพราะกรณีเช่นนี้ หน่วยงานมักมีหลักเกณฑ์เอาโทษนายทหารหลักคนนั้นเพราะถือว่าเป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรงอาจจะถึงออกจากราชการเรียกว่าหมดอนาคตไปเลย ถ้าไม่สามารถรอมชอมกันได้ และโอกาสจะมีสูงมากขึ้นถ้านายทหารหลักคนนั้นเชื่อว่าเด็กในครรภ์เป็นลูกที่เกิดจากเขาจริง อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ในทางตรงข้ามแบบสุดโต่งถึงขั้นฆ่าแกงกันก็มีปรากฏให้เห็นทางหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง ถ้านายทหารหลักนั้นไม่ยอมตามที่เราต้องการ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะตัดสินใจไม้เด็ดนี้ก็แนะนำให้ประกันชีวิตไว้ด้วย และเตรียมใจรับสภาพจุดจบของความหวังไว้ด้วย
......
. ผมขอจบบทความนี้แบบภาพยนตร์บางเรื่องที่มักจะจบลงตรงที่พระเอกกับนางเอกได้แต่งงานกัน (หรือบางทีก็มีแบบต่างคนต่างไป) โดยไม่กล่าวต่อถึง ชีวิตการต่อสู้เพื่อการประคองคู่หลังจากการแต่งงาน ซึ่งคงจะต้องเป็นเป้าหมายต่อไปของชีวิตคู่ของแต่ละคนที่ไม่ใช่เรื่องง่ายไปกว่าการแสวงหาคู่ครองที่เป็นนายทหารหลักอย่างแน่นนอน และขอลงท้ายดวยการบอกกล่าวถึงจุดประสงค์ของบทความนี้ ก็เพื่อความมุ่งหมายทางยุทธศาสตร์ที่มุ่งหวังให้คู่ของนายทหารหลักที่เป็นพี่น้องร่วมสถาบันเดียวกับผมมีความเหมาะสมหรือส่งเสริมซึ่งกันและกันอันที่จะนำไปสู่การมีคู่ที่ยั่งยืน แบบที่ผมและภรรยาของผมบอกต่อกันเสมอหลังจากการแต่งงานว่าสิ่งที่จะแยกเราได้คงจะมีแต่เพียงความตายเท่านั้น เฉกเช่นเดียวกับชีวิตคู่ของพ่อแม่ของเราทั้งสอง
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

กลับสู่หน้าหลัก
|

กลับสู่หน้าหลัก

เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน
ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า
Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
|