" หยุดได้ ถอยได้ แต่อย่ายอมแพ้ "
วิถีข้า ฯ จากคนเดินดิน สู่ ทหารดอทคอม ท่านคิดอย่างไร&xoxox

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


…………........มีนาคม 2545 ผมได้มีโอกาสใกล้ชิดกับพ่อ เป็นพิเศษ ซึ่งในช่วงชีวิตที่ผ่านมาไม่ค่อยจะมีเวลาแบบนี้เท่าไรนัก เหตุการณ์ก็เกิดจากที่หมอที่โรงพยาบาลให้ยาแก่พ่อผิดหลังจากที่พ่อไปหาหมอ เพราะไม่ค่อยสบาย ซึ่งเป็นไปตามวัยของคนอายุ 75 แต่หมอให้ยาลดน้ำตาลมาให้ เพราะเข้าใจว่าเป็นแม่ผมที่กำลังควบคุมน้ำตาลอยู่ หลังจากพ่อกินยาลดน้ำตาลเข้าไปได้สองวันด้วยความที่คิดว่าเป็นยาแก้ไข้ ก็ทำให้พ่อช็อกหมดสติเนื่องจากน้ำตาลลดลงจนเกือบเหลือศูนย์ต้องหามส่งโรงพยาบาลเอกชน นอนอยู่สองวันเพื่อฉีดน้ำตาลเข้าร่างกาย ผมก็เลยลาที่ทำงานมานอนเฝ้าพ่อ ซึ่งทำให้ผมได้มีโอกาสรับฟังเรื่องราวเก่า ๆ ของพ่อที่ผมไม่เคยได้รับรู้มาก่อน ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ทางอา ๆ ของผมมาบอกตอนหลังว่า เวลาพ่อกลับมาเยี่ยมบ้านที่อำเภอเขาย้อย ลูก ๆ หลาน ๆ ทางด้านอามักจะมาหาพ่อเพื่อให้พ่อเล่าเรื่องราวสมัยเมื่อ 60 - 70 ปีที่แล้วให้ฟังอยู่เสมอ แล้วก็บอกด้วยว่าพ่อเป็นคนที่เล่าเรื่องได้เก่ง คนฟังจะสนุกไปด้วยทุกครั้ง แม้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะเป็นเรื่องราวที่เล่าซ้ำแล้ว ซ้ำอีก และหลังจากที่พ่อออกจากโรงพยาบาลกลับมาอยู่บ้าน ผมเองได้ติดต่อให้ญาติทางแม่ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับผมมาช่วยดูแล เพราะพี่น้องทางผมนั้นไม่มีใครอยู่ที่ บ้านกับพ่อแม่เลย หลังจากที่มาอยู่ด้วยกันสักพัก แม่ก็บอกผมว่าเวลาว่าง จากงานลูกพี่ลูกน้องผม ก็มักคะยั้นคะยอ ให้แม่ผมเล่าเรื่อง อำเภอท่ายางในอดีตให้ฟัง เพราะเขาอยากรู้ว่าคนสมัยเมื่อ 50 ปี ก่อนเขาอยู่กันอย่างไร ต่างกับสมัยปัจจุบันมากไหม ซึ่งเรื่องราวทั้งสองนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องเล่าที่ไม่มีใครจดบันทึกเอาไว้เพราะ เห็นว่าไม่มีความสำคัญอะไร แล้วก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของใครมากนัก แต่ผมก็เองเชื่อว่า เรื่องเล่าเหล่านี้ก็เหมือนรูปภาพของพ่อแม่ของเราที่ไม่มีราคาต่อคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่มีคุณค่ามหาศาล ต่อคนที่เป็นลูก จึงทำให้ผมเองอยากจะเขียนบันทึกเรื่องราวของผมเอง ที่ตอนนี้ยังไม่มีลูกหลานที่อายุมากพอมาสนใจถาม แล้วก็เรื่องราวของผมก็ไม่ได้มีอะไรเป็นคุณค่าน่าจดจำ หรือเอาเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิตของใครได้นัก แต่ก็หวังว่าสักวันหนึ่งในอนาคต ลูกหลานของผมที่อยากจะฟังเรื่องราวเก่า ๆ ของผม จะได้อ่านเอาเอง ในกรณีที่ผมไม่มีลมหายใจที่จะเล่าฟังด้วยตนเอง เรื่องราวการบันทึกของผมจึงมาปรากฏเอาไว้ เผื่อแผ่ให้ท่านที่อยากอ่านได้รับทราบไปด้วยครับ

ท่ายาง บ้านเกิดเมืองนอน และบิดามารดาผู้ให้กำเนิด
…………........ตลาดท่ายาง บ้านเกิดของผม เป็นอำเภอที่อยู่ห่างลงมาทางใต้ของเพชรบุรีประมาณ 17 กิโลเมตร คนท่ายางมักจะบอกว่า แม้ท่ายางจะไม่เด่นดังเหมือนชะอำ หรืออำเภอเมืองเพชรบุรี หรือแม้แต่แก่งกระจาน อำเภอที่ตั้งมาได้ไม่กี่ปี ซึ่งคนทั่วไปรู้จัก แต่คนท่ายางก็ภาคภูมิใจที่จะบอกแก่ทุกคนที่ถามว่าเป็นคนท่ายางแม้ว่าคนฟังอาจจะนึกไม่ออกว่าอยู่ส่วนไหนของเพชรบุรี เพราะเราเชื่อว่าคนท่ายางเป็นคนจริงใจ ปากกับใจตรงกัน รักจริงและที่สำคัญคือรวยจริง ซึ่งประการหลังดูได้ครั้งที่เศรษฐกิจฟองสบู่ของไทยแตกเมื่อปี 2540 คนอำเภออื่นหรือจังหวัดอื่นได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าแต่คนท่ายางยังมีเงินเต็มธนาคารเช่นเดิมไม่ได้รับความเดือดร้อนแต่อย่างไร บ้านผมเองเป็นบ้านที่อยู่มาดั้งเดิมของท่ายางโดยอยู่สุดซอย 1 เป็นร้านขายของเครื่องบวชและงานพิธีทางศาสนาพุทธรวมทั้งของจิปะทะทั่ว ๆ ไป ชื่อร้านว่า เฉลียวพานิชย์ ตามชื่อแม่ของผม บ้านผมใกล้กับนัดล่าง และติดท่าน้ำ แม่น้ำเพชรบุรี สมัยแม่ยังสาว แม่เล่าว่า แม่น้ำเพชรจะมีน้ำมากกว่าปัจจุบัน และท่าน้ำข้างบ้านเป็นท่าน้ำที่มีคนพลุกพล่านมากที่สุดเพราะคนท่ายางใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อกับอำเภออื่น ๆ เช่น บ้านลาด เมือง และ บ้านแหลม จนกระทั่งมีการสร้างแก่งกระจานเพื่อการจัดระบบชลประทาน และมีการตัดถนนเพชรเกษมเข้ามาทางด้านทิศใต้ซึ่งแต่ก่อนเป็นป่า การเดินทางและการค้าขายของคนท่ายางก็เปลี่ยนไปใช้ทางถนนแทนทำให้ความเจริญของอำเภอเคลื่อนย้ายตามไปด้วยแต่บ้านผมก็ไม่ได้ย้ายไปไหนคงอยู่ที่แห่งเดิมมาตั้งแต่สมัยยายจนถึงปัจจุบันนี้ แม่มักจะเล่าให้ฟังเสมอว่าบ้านหลังแรกที่สร้างอยู่ตรงนี้นั้น มีมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองโดยเช่าที่เขาอยู่แต่ปลูกบ้านด้วยเงินตัวเอง เมื่อครั้งไฟไหม้ท่ายางครั้งใหญ่ก่อนแม่แต่งงานก่อนปี 2500 บ้านหลังเก่าก็ถูกไฟไหม้ไปด้วย ในวันที่ไฟไหม้นั้นแม่ในขณะนั้นอยู่กับตาและยายเพราะยังไม่ได้แต่งงานออกเรือนเหมือนพี่น้องคนอื่นต้องขนตู้โชว์และของมีค่าหนีไปไว้ที่ท่าน้ำที่อยู่หลังบ้านโดยยายเป็นคนเฝ้าของเพราะกลัวคนมาขโมยต่อ แม่ต้องยืนดูบ้านค่อย ๆ ถูกไฟไหม้ไปกับสายตาโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้ แม่บอกว่าวันนั้นขนของหนีไฟไม่รู้สึกเหนื่อยเลยคิดอย่างเดียวว่าต้องขนให้มากที่สุดและขนทุกอย่างที่ขวางหน้า วันรุ่งขึ้นแม่จึงได้ทราบว่าตามแขนของแม่เต็มไปด้วยห้อเลือดที่เกิดจากการเสียดสีของของที่ขนหนีไฟอย่างไม่คิดชีวิตในวันก่อน
…………........หลังจากไฟไหม้บ้านได้ไม่นานแม่ก็คิดสร้างบ้านบนที่แห่งเดิมโดยที่ที่ดินยังคงต้องเช่าต่อไปเพราะต้องเอาเงินมาปลูกบ้านก่อนและด้วยเคยอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เกิดจึงไม่คิดย้ายไปไหน ตอนที่แม่สร้างบ้านนั้นแม่ยังมีเงินไม่พอสิ่งที่แม่ทำก็คือ การไปรับจ้างขัดล้างไม้ฝาบ้านของคนที่รู้จักกันโดยเขาสงสารที่บ้านโดนไฟไหม้จึงบอกว่าจะแบ่งไม้ฝาบ้านเป็นค่าแรงมาสร้างบ้านใหม่ แม่ต้องการสร้างบ้านจึงรับปากจะทำให้ แม่ต้องแบกไม้จากบ้านลงไปล้างที่ท่าน้ำซึ่งตอนนั้นทางขึ้นลงเป็นตลิ่งสูงมากกว่าปัจจุบัน แม่ล้างและขัดฝาไม้นำไป ตากให้แห้งแล้วก็แบบกลับมาเก็บที่บ้านผู้จ้าง แม่บอกว่าหลังจากล้างและขัดให้จนเสร็จหมดแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับไม้ฝาเป็นค่าจ้างที่ตกลงกันไว้แต่อย่างไร อย่างไรก็ดีในที่สุดแม่ก็หาเงินมาสร้างบ้านจนสำเร็จ แต่อยู่มาได้ไม่นานเจ้าของที่ดินที่แม่เช่าอยู่ก็มาบอกแม่ว่าเขาต้องการขายที่ดินโดยให้โอกาสแก่แม่เป็นคนแรกที่จะซื้อ แม่พึ่งลงทุนสร้างบ้านไปได้ไม่นานจึงมีเงินไม่พอ แต่ในที่สุดแม่ก็ไปต่อรองกับคนเจ้าของที่และรวบรวมเงินจากพี่ ๆ น้อง ๆ จนได้สามหมื่นบาท แล้วก็ซื้อที่ที่เป็นที่บ้านเนื้อที่ประมาณสามคูหามาเป็นสมบัติส่วนตัวได้เป็นชิ้นแรก ซึ่งแม่ดีใจและภูมิใจมาก และสอนลูก ๆ ตลอดเวลาว่าคนเราจะยากจนข้นแค้น แสนลำบากอย่างไร หรือจะขาดอะไรก็ขาดได้ในชีวิต แต่ขอให้มีที่คุ้มหัวนอนที่เป็นของเรา โดยที่ไม่มีคนมาไล่ก็มีความสุขพอแล้ว

…………........ หลังจากที่แม่ได้เจอกับพ่อซึ่งเป็นคนอำเภอเขาย้อยและแต่งงานกัน พ่อได้ย้ายมาอยู่ท่ายางกับแม่เพราะเป็นเงื่อนไขที่แม่บอกกับพ่อว่าต้องมาอยู่ที่ท่ายางอยู่กับตากับยายเพราะแม่เป็นลูกสาวคนเล็กซึ่งต้องดูแลตากับยายจึงทำให้ย้ายไปไหนไม่ได้ ซึ่งพ่อก็ยอมตามนั้นแม้ว่าพ่อจะกลัวชาวบ้านจะว่าว่ามาอยู่กับภรรยา ไม่พาภรรยาไปอยู่ที่บ้านตามธรรมเนียม พ่อจึงทุ่มเททำมาหากินอย่างหนักเพื่อไม่ให้ชาวบ้านข้องเคียงคิดเช่นนั้น ด้วยการทำมาหากินอย่างซื่อสัตย์ สุจริต เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ต่อคนข้างเคียง พ่อทำงานอย่างหนักโดยไม่ปริปากบ่นให้ใครได้ยิน แม้แต่แม่ตลอดการอยู่ด้วยกันมาจะ 45 ปี แม่มักเปรยกับลูก ๆ ว่า เกิดมาไม่เคยเห็นใครอดทนเท่าพ่อ พ่อต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ตีห้าเพื่อเตรียมตัวไปทำไร่ หรือจัดของพวกหม้อชามรามไหให้พร้อมเพื่อรอรถมารับไปขายของเร่ตามตลาดนัดทั่วจังหวัดโดยไม่มีวันหยุดตลอดทั้งปีหลังจากว่างเว้นจากการทำไร่ พ่อมักจะกลับมาบ้านหลังมืดค่ำพร้อมผลผลิตจากไร่เต็มกระพ่องที่พ่วงมาหลังรถเครื่องหรือไม่ก็แบ็งค์เป็นขยุ้ม ๆ ที่อัดมาในหม้ออลูมิเนียถ้าพ่อไปขายกลับมา สำหรับแม่ผมก็คงขายของที่เรียกว่าของโชวห่วยผสมกับของที่เกี่ยวข้องกับสังฆภัณฑ์ที่บ้านเช่นเดิม ซึ่งตั้งแต่ผมเกิดมาจนปัจจุบันผมอายุ 42 ปี พ่ออายุ 76 ปีกว่า ผมกลับไปที่บ้านเยี่ยมพ่อแม่ครั้งใดก็ยังเห็นพ่อขยันทำมากินโดยไม่หยุดหย่อน เดินทางมาซื้อของที่กรุงเทพด้วยตนเอง ยกของแบกของ ไปส่งของให้กับผู้ซื้อ เหมือนกับตอนที่ผมอายุ 10 ขวบที่เฝ้ามองพ่อตอนหนุ่ม ๆ ยังไงยังงั้น

ยังมีต่อ.............

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


กลับสู่หน้าหลัก

กลับสู่หน้าหลัก

CounterSee who's visiting this page.

เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 9 มี.ค. 47
ถ้าท่านติดตั้งโปรแกรม ICQ ท่านสามารถส่งเวบนี้ไปยังเพื่อนของท่านที่อยู่ใน Contact list ใน ICQ ด้วยการคลิกที่ชื่อเพื่อนท่านใน Contact list แล้วเลือก Web Page address (URL) หน้าต่างใหม่จะเปิดขึ้นมา ดูว่าตรงกับชื่อ address ในเบราเซอร์ แล้วกด Send ได้เลย

ท่านสามารถส่งข้อความหาผมโดยตรงได้การพิมพ์ลงในช่องด้านล่างเรียบร้อย แล้วกด Send ได้เลยครับ

ICQ PeopleSpace Directory
View My Page

Page an ICQ User