“ผู้ที่เรียนรู้อย่างลึกซึ้งในเรื่องสงคราม ย่อมเห็นคุณประโยชน์ของสงคราม
ประเทศไทยส่งคณะผู้สังเกตุการณ์ไปอาเจะห์ ท่านคิดอย่างไร

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

…...... เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2548 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่กระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับการที่ไทยส่งผู้แทนเข้าร่วมคณะผู้สังเกตการณ์อาเจห์ (Aceh Monitoring Mission: AMM) สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
  • 1. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2548 เห็นชอบให้ส่งเจ้าหน้าที่จำนวน 20 นาย เข้าร่วมใน AMM ตามคำเชิญของรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่ไทยชุดดังกล่าวจะปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และบรูไนฯ (ประเทศละ 20 คน) และสหภาพยุโรป (120 คน) รวมจำนวนเจ้าหน้าที่ทั้งสิ้น 220 คน
  • 2. การปฏิบัติหน้าที่ของคณะเจ้าหน้าที่ของไทยในช่วง 6 เดือนแรก แบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงแรกจำนวน 4 นาย ซึ่งเดินทางถึงอาเจห์แล้วเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2548 และช่วงที่ 2 จำนวน 16นาย กำหนดเดินทางถึงอาเจห์ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ทั้งนี้ คาดว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ AMM จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี
  • 3. ไทยได้เสนอ พลโทนิพัทธ์ ทองเล็ก รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกระทรวงกลาโหม เข้ารับตำแหน่ง Principal Deputy Head of Mission ของ AMM ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายอินโดนีเซียแล้ว ขณะที่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้า AMM คือนาย Pieter Feith เจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการสภาสหภาพยุโรป การที่ผู้แทนจากประเทศไทยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญนี้แสดงให้เห็นถึงการที่บทบาทของไทยในการรักษาสันติภาพได้รับการยอมรับใน เวทีระหว่างประเทศ
  • 4. ภารกิจหลักของ AMM ประกอบด้วย 1) ตรวจสอบและติดตามการปลดอาวุธสมาชิกขบวนการอาเจห์เสรี (GAM) 2) ตรวจสอบและติดตามการเคลื่อนย้ายที่ตั้งของกองกำลังติดอาวุธ 3) ตรวจสอบและติดตามการกลับคืนสู่สังคมของสมาชิก GAM 4) ตรวจสอบและติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน กระบวนการนิติบัญญัติ การนิรโทษกรรม และข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียและ GAM ที่จัดทำขึ้นที่กรุงเฮลซิงกิเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2548 5. รัฐบาลอินโดนีเซียจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในประเทศ (local cost) ของเจ้าหน้าที่จากประเทศอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยค่าที่พักและค่าเดินทางภายในประเทศ ส่วนที่เหลือขอให้แต่ละประเทศรับผิดชอบเอง

    …...... ๒.ข้อมูล อาเจะห์
    …...... ขบวนการอาเจะห์เสรี (GAM) เป็นกลุ่มนักรบที่ต่อสู้เพื่อให้จังหวัดอาเจะห์ได้รับอิสรภาพจากอินโดนีเซียมาตลอด 26 ปี กลุ่มนักรบที่รัฐบาลขนานนามว่ากบฏอาเจะห์ถูกก่อตั้งขึ้นโดย ฮาซาน ดิ ติโร ผู้สืบเชื้อสายจากสุลต่านองค์สุดท้ายของอาเจะห์ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 1976
    …...... ในช่วงแรกกลุ่มกบฏมีสมาชิกเพียง 150 คน แต่ภายหลังขยายตัวจนกลายเป็นกองกำลังทหารสองถึงสามพันคนเช่นทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามกำลังทหารของฝ่ายอาเจะห์ก็ยังนับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับทหาร 20,000 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8,000 คน ที่ทางการอินโดนีเซียส่งมาประจำในพื้นที่
    …...... กบฏอาเจะห์ยืนยันมาโดยตลอดว่า อาเจะห์ไม่ควรถูกรวมเข้ากับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งถูกก่อตั้งเป็นประเทศหลังได้รับเอกราชจากชาวดัชต์ในปี 1945 เนื่องจากอาเจะห์ไม่เคยเป็นอาณานิคมของดัชต์อย่างเป็นทางการ ฉะนั้นชาวอาเจะห์จึงต้องต่อสู้เต็มที่เพื่ออธิปไตยของตน

    …...... การต่อสู้ดังกล่าวได้รับแรงกระตุ้นจากความรู้สึกที่ฝังรากลึกในหมู่กลุ่มกบฏอาเจะห์คือ ความไม่พอใจที่จาการ์ตาใช้ประโยชน์จากความมั่งคั่งทางน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอาเจะห์ ขณะที่สร้างบาดแผลทางประวัติศาสตร์ด้วยการใช้กำลังทหารละเมิดสิทธิมนุษยชนอาทิ ทารุณกรรม ข่มขืน และสำเร็จโทษ รวมทั้งไม่เคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรมของอาเจะห์
    …...... อย่างไรก็ตามข้อมูลจากกลุ่มอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป (ICG) องค์กรอิสระข้ามชาติซึ่งรณรงค์เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้ง เปิดเผยข้อมูลว่าทางกลุ่มกบฏเองก็เคยใช้ความรุนแรง บังคับขู่เข็ญและลงโทษประชาชนที่ต้องสงสัยว่าให้ความช่วยเหลือกองกำลังความมั่นคงอินโดนีเซียอย่างหนัก จนบางรายถึงขั้นเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ICG กล่าวว่าสถานการณ์ในอาเจะห์นั้นซับซ้อน จึงอาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มคนที่ลงมือก่อเหตุรุนแรง อาจเป็นฝ่ายตรงข้ามที่ปลอมตัวเป็นสมาชิกกบฏอาเจะห์เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจผิด
    …...... วันที่ 15 สิงหาคม 2005 ทางการอินโดนีเซียและขบวนการอาเจะห์เสรี ร่วมลงนามสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งในข้อตกลงดังกล่าว กลุ่มกบฎอาเจะห์ยอมยกเลิกข้อเรียกร้องขอแย่งตัวเป็นรัฐอิสระ และตกลงจะปลดอาวุธรวมถึงยุติความเคลื่อนไหวของทหาร 3,000 คนของทางกลุ่ม ขณะที่ทางการอินโดนีเซียตกลงจะถอนกำลังทหารอิเหนาที่ไม่ใช่กองกำลังความมั่นคงในพื้นที่ออกจากอาเจะห์ภายในสิ้นปีนี้ และให้มีการนิรโทษกรรมสมาชิกกลุ่มแกมและนักโทษการเมืองภายใน 2 สัปดาห์หลังการลงนามข้อตกลง

    …...... นอกจากนี้รัฐบาลอินโดนีเซียจะต้องผ่านกฎหมายเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมืองของอาเจะห์ภายใน วันที่ 31 มีนาคม 2006 และอนุญาตให้กลุ่มกบฎกลับเข้าสู่สังคม และระบบการเมืองอีกครั้ง โดยสมาชิกแกมจะได้รับอนุญาตให้จัดตั้งพรรคการเมืองระดับประเทศที่มีฐานอยู่ในอาเจะห์ได้ ส่วนการพรรคการเมืองท้องถิ่นแท้ๆ นั้นอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยต้องได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาด้วย
    …...... อาเจะห์ยังมีสิทธิในรายได้ 70% จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ ขณะที่งบประมาณด้านต่างประเทศ กลาโหม การเงินและการคลัง จะถูกจัดสรรจากจาการ์ตา อย่างไรก็ตาม อาเจะห์ก็มีสิทธิจะขึ้นภาษีรวมถึงกำหนดอัตราดอกเบี้ยในจังหวัดเองได้
    …...... ทั้งนี้ ข้อตกลงสันติภาพระบุด้วยว่า จะต้องมีการจัดตั้งศาลสิทธิมนุษยชนและคณะกรรมาธิการเพื่อข้อเท็จจริงและความสมานฉันท์ขึ้นในอาเจะห์ และให้สหภาพยุโรป (อียู) และ 5 ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ร่วมกันก่อตั้งคณะผู้แทนสังเกตการณ์อาเจะห์

    …...... อนาคตของอาเจะห์
    …...... หลังจากเจรจากันมาหลายรอบที่ฟินแลนด์ซึ่งรับเป็นเจ้าภาพ ในที่สุดรัฐบาลอินโดนีเซียและตัวแทนกลุ่มกบฏอาเจะห์ก็ได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2548 โดยหวังกันว่าข้อขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายที่ดำเนินการเกือบ 30 ปีจะสิ้นสุดลงเสียที โดยที่รัฐบาลอินโดนีเซียจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มกบฏ ในขณะที่กลุ่มกบฏประมาณ 3,000 คน ต้องวางอาวุธภายใน 3 เดือน และรัฐบาลจะคงทหารไว้ในอาเจะห์เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้ กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2548 เป็นต้นไป
    …...... นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คู่กรณีสองฝ่ายตกลงหยุดยิง เพราะเมื่อปี 2545 รัฐบาลอินโดนีเซียและกลุ่มกบฏอาเจะห์เคยตกลงยุติการหยุดยิงแล้ว แต่มีผลเพียง 6 เดือนเท่านั้นก็พังเรียบร้อย เมื่อต้นปี 2546 กองกำลังทั้งสองฝ่ายหันมาห้ำหั่นกันอีกครั้ง แต่คราวนี้ดูท่าจะดีกว่าคราวที่แล้ว เพราะจะมีคณะผู้สังเกตการณ์ที่ไม่ติดอาวุธ 250 นาย จากสหภาพยุโรปและอาเซียน อาทิ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ (นายเก่า) บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย มาคอยกำกับดูแลไม่ให้มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
    …...... อินโดนีเซียมีปัญหาหลักด้านความมั่นคงอยู่ 3 จุดด้วยกัน คือ ติมอร์ตะวันออก อาเจะห์ และอีเรียนตะวันตก ขณะนี้ปัญหาติมอร์ตะวันออกและอาเจะห์ได้รับการแก้ไขไปแล้ว โดยติมอร์ตะวันออกเป็นรัฐเอกราช ส่วนอาเจะห์ได้รับอำนาจปกครองตนเองในระดับหนึ่ง ยังเหลือแต่อีเรียนตะวันตกเท่านั้น ข้อขัดแย้งระหว่างอาเจะห์กับรัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มในปี 2519 โดยกลุ่มกบฏอาเจะห์ซึ่งเรียกตัวเองว่า "ขบวนการอาเจะห์เสรี" หรือ GAM เรียกร้องขอแยกตัวเองเป็นเอกราช ซึ่งอย่างไรเสียรัฐบาลอินโดนีเซียไม่ยอมแน่ๆ เพราะกรณีอาเจะห์ไม่เหมือนกับติมอร์ตะวันออกที่อินโดนีเซียไปแย่งยึดมา แต่อาเจะห์เป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียก่อนที่อินโดนีเซียได้รับเอกราชจากดัตช์ในปี 2492 เสียอีก

    …...... อาเจะห์เป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของเกาะสุมาตรา ไม่ไกลจากจังหวัดสตูลของไทย และเปอร์ลิสเคดาห์ ของอินโดนีเซีย ใช้เวลาเดินทาง ทางเรือเพียง 2-3 ชั่วโมงจากสตูลไปอาเจะห์ ประชากรอาเจะห์ซึ่งมีประมาณ 4.1 ล้านคน (สำรวจเมื่อปี 2543) หรือคิดเป็นร้อยละ 2 ของประชากรอินโดนีเซียทั้งประเทศค่อนข้างเคร่งศาสนา เพราะศาสนาอิสลามมายังเมืองอาเจะห์ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญเป็นแห่งแรก จากนั้นจึงไปที่มะละกา แล้วข้ามมาที่ปัตตานี แม้จะนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกับส่วนที่เหลือของอินโดนีเซีย แต่อาเจะห์ประกอบด้วยชนหลายเผ่า หลายภาษา ประชาชนจำนวนไม่น้อยสืบเชื้อสายมาจากอาหรับ บางคนมีเชื้อยุโรป ผมสีทอง ผิวขาว ตาสีฟ้า แต่มีอยู่น้อย ชาวอาเจะห์มีขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษีพูดของตนเอง ที่สำคัญคือ อาเจะห์มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย โดยเฉพาะน้ำมัน ป่าไม้ อย่างไรเสียรัฐบาลกลางจาการ์ตาก็ไม่ยอมปล่อยอาเจะห์ ชาวอาเจะห์มองว่ารัฐบาลกลางอินโดนีเซียที่ชวาได้ประโยชน์จากน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติมากมาย เช่นเดียวกับบริษัทต่างชาติที่ได้รับสัมปทานขุดเจาะ ในขณะที่อาเจะห์ควรได้ส่วนแบ่งมากกว่านี้ เลยคิดแยกตนเองออกมาเป็นอิสระ ภายใต้การนำของขบวนการอาเจะห์เสรีที่ตัวหัวหน้าต้องหนีการจับกุมไปอยู่ที่สวีเดน และมีกำลังติดอาวุธในอินโดนีเซียประมาณ 3,000 คน กลุ่มกบฏอาเจะห์ต่อสู้กับรัฐบาลกลางอินโดนีเซีย ซึ่งส่งทหารมากมายมาประจำอยู่ในอาเจะห์ ทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตรวมกันแล้วกว่า 16,000 คน ตลอดระยะเวลา 29 ปีที่ผ่านมา
    …...... ถ้าพูดถึงการสู้รบแล้วกองกำลังอาเจะห์ไม่มีทางสู้ทหารอินโดนีเซียได้เลย แต่พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและจากต่างประเทศ การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงกันครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเพราะทหารอินโดนีเซียเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ตรงกันข้ามกลุ่มกบฏอาเจะห์อยู่ในฐานะที่ตกเป็นฝ่ายรับมากกว่า โดยกลุ่มกบฏยอมละทิ้งข้อเรียกร้องเดิมที่ขอเป็นเอกราช และรัฐบาลอินโดนีเซียยอมให้ชาวอาเจะห์มีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่นมากขึ้น
    …...... การที่สองฝ่ายยอมตกลงกันเพราะถูกกดดันจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เพราะหวังเงินช่วยเหลือจำนวน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อฟื้นฟูอาเจะห์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิที่มีคนอาเจะห์ตายและสูญหายไม่น้อยกว่า 170,000 คน และไร้ที่อยู่อีกมากมาย ช่วงหลังคลื่นยักษ์สึนามิสองฝ่ายประกาศหยุดยิงกันก่อนแล้ว เพราะอาเจะห์เสียหายจากคลื่นยักษ์มาก มัวแต่มายิงกันอยู่คงไม่ไหว หลังจากประกาศหยุดยิงก็เริ่มเจรจากัน และนำไปสู่การเจรจาลงนามในข้อตกลงหยุดยิงถาวรได้ในที่สุด

    …...... สันติสุขคืนสู่ 'อาเจะห์' สันติภาพจะหวนคืนยังจังหวัดอาเจะห์ของอินโดนีเซียหรือไม่ ข้อตกลงหยุดยิงจะล่มเหมือนเมื่อครั้งที่แล้วหรือเปล่า เป็นประเด็นความมั่นคงในภูมิภาคที่น่าจับตายิ่ง
    …...... เมื่อวันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม 2005 รัฐมนตรียุติธรรมของอินโดนีเซีย ฮามิด อาวาลุดดิน กับ มาลิก มะห์มูด หัวหน้าขบวนการอาเจะห์เสรี หรือกัม (GAM-Gerakan Aceh Merdeka) ได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพที่กรุงเฮลซิงกิของฟินแลนด์ เป็นการยุติการสู้รบนาน 30 ปี
    …...... เหตุที่ยังมีคำถามถึงความยืนยาวของข้อตกลงฉบับนี้ ซึ่งเรียกเป็นทางการว่า "บันทึกความเข้าใจ" ก็เพราะเมื่อเดือนธันวาคม 2002 เคยมีการลงนามใน "ข้อตกลงยุติความเป็นปฏิปักษ์" (Cessation of Hostilities Agreement-CoHA) กันมาแล้ว แต่เพียง 5 เดือนให้หลัง ทั้งสองฝ่ายก็กลับมาสู้รบกันอีก
    …...... สำหรับความล้มเหลวในครั้งนั้น ฝ่ายรัฐบาลโทษว่าเป็นเพราะฝ่ายกบฏไม่ยอมวางอาวุธ ฝ่ายกบฏก็กล่าวหาว่าทหารไม่ยอมเลิกปราบปราม แล้วคณะผู้สังเกตการณ์ก็ถอนตัวออกจากพื้นที่ แล้วจาการ์ตาก็ประกาศภาวะฉุกเฉินในอาเจะห์ในเดือนพฤษภาคม 2003 จากนั้นกองทัพอินโดนีเซียก็กลับมาปราบปรามอย่างหนัก
    …...... ความสูญเสียใหญ่หลวงจากคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อเดือนธันวาคม 2004 ได้โน้มนำให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้ากลับมาเจรจากันอีกครั้ง ฝ่ายกบฏก็อ่อนล้าเต็มทีกับสงครามที่ไม่เห็นอนาคต ฝ่ายรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี สุสีโล บัมบัง ยุทโธโยโน ก็มีนโยบายชัดเจนที่จะสร้างสันติภาพในอาเจะห์ การเจรจาจึงเกิดขึ้นได้โดยมีอดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ช่วยอำนวยความสะดวก

    …...... ข้อตกลงฉบับล่าสุดนี้มีเนื้อหาโดดเด่นน่าสนใจหลายประการ เช่น การนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง การจำกัดการเคลื่อนกำลังของฝ่ายรัฐบาล การกำหนดให้ฝ่ายกบฏวางอาวุธ การถอนกำลังพลของกองทัพออกจากพื้นที่ ฯลฯ นับเป็นตัวอย่างของการยุติการก่อความไม่สงบภายในประเทศที่ควรค่าแก่การศึกษาทีเดียวสำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเจอปัญหาในลักษณะคล้ายๆ กันนี้ในกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
    …...... ข้อใหญ่ใจความของข้อตกลงนั้นครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สิทธิมนุษยชน และความมั่นคง การเมือง : ปกครองตนเอง
    …...... กัมจะเลิกต่อสู้เรียกร้องเอกราชของอาเจะห์ พลพรรคฝ่ายกบฏจะหันมาเป็น "ผู้ร่วมพัฒนาชาติอินโดนีเซีย" คือกลับคืนสู่สังคม ใช้ชีวิตทำมาหากินเยี่ยงพลเมืองทั่วไป ขณะที่ทางการก็จะมอบสิทธิอันพึงมีพึงได้ต่างๆ ให้แก่พวกอดีตโจรแบ่งแยกดินแดน เช่นเดียวกับที่ชาวอินโดนีเซียทุกหนแห่งได้รับ อินโดนีเซียจะแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการปกครองตนเองของอาเจะห์ในปีหน้า เพื่อเปิดทางให้สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองระดับท้องถิ่นได้ เป็นการตระเตรียมรับการเลือกตั้งของจังหวัดซึ่งจะมีขึ้นในเดือนเมษายน 2006 ภายใต้กรอบการปกครองตนเองของ อาเจะห์นี้ รัฐบาลยังคงถือสิทธิ์ในการกำหนดกิจการด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ กิจการด้านการเงินและการคลัง การยุติธรรม งานตำรวจ และการต่างประเทศ ส่วนอาเจะห์นั้นมีสิทธิ์ออกกฎหมายในกิจการด้านอื่นๆ และสามารถมีธงและเพลงที่สื่อสัญลักษณ์ความเป็นอาเจะห์ได้ แต่ไม่ถือเป็นธงชาติและเพลงชาติ
    …...... ในเรื่องระบบกฎหมายนั้น ขณะนี้อินโดนีเซียก็ยอมให้จังหวัดอาเจะห์เป็นเขตอำนาจศาลเพียงแห่งเดียว ที่บังคับใช้ศาสนบัญญัติอิสลามหรือชะรีอะห์ได้อยู่แล้ว เศรษฐกิจ : เพิ่มส่วนแบ่งในทรัพยากร

    …...... อาเจะห์มีสิทธิ์ขอกู้เงินและรับเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ตราบเท่าที่เป็นไปตามกรอบกติกาของธนาคารชาติของอินโดนีเซีย และมีอำนาจในการกำหนดนโยบายการจัดเก็บภาษีของตนเอง
    …...... นอกจากนี้ อาเจะห์ยังสามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นด้วย และจะได้รับส่วนแบ่งรายได้จากแหล่งน้ำมันและก๊าซของตนในสัดส่วนสูงถึง 70%
    …...... ทุกวันนี้ อาเจะห์ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากน้ำมันในสัดส่วน 55% และจากก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 40% ซึ่งสัดส่วนนี้จะคงไว้ต่อไปจนถึงปี 2009 จากนั้นก็จะเพิ่มสัดส่วนการแบ่งสรรรายได้ดังกล่าว สิทธิมนุษยชน : สมานฉันท์และเยียวยา
    …...... ข้อตกลงกำหนดให้มีการจัดตั้งศาลสิทธิมนุษยชน กับคณะกรรมการสมานฉันท์และตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นในอาเจะห์ เพื่อสอบสวนกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ และหาทางเยียวยาบาดแผลของสังคมอินโดนีเซียจะเริ่มนิรโทษกรรมแก่บรรดาสมาชิกของกัมในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2005 และปล่อยตัวบรรดากบฏแบ่งแยกดินแดน แต่คนที่ต้องคดีอาญาจะไม่ได้รับการยกเว้นโทษสมาชิกของกัมจะได้รับที่ดินทำกินและปัจจัยยังชีพต่างๆ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่จะไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธในครอบครอง หลังจากเริ่มการหยุดยิงนี้แล้วพลเรือนที่ถืออาวุธจะถูกดำเนินคดี ความมั่นคง : กบฏวางอาวุธ กองทัพกลับที่ตั้ง

    …...... กัมต้องส่งมอบอาวุธให้แก่คณะผู้สังเกตการณ์อาเจะห์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ติดอาวุธจำนวน 250 คนจากสหภาพยุโรป และ 5 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย อาวุธเหล่านี้จะถูกทำลายในอาเจะห์ กระบวนการวางอาวุธเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน สิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2005
    …...... อินโดนีเซียจะถอนทหาร 2 กองพัน หรือ 1,300 นายออกจากอาเจะห์ในวันที่ 18 สิงหาคม 2005 และจะทยอยถอนทหารต่อไปตามสัดส่วนที่สอดคล้องกับการวางอาวุธของกัม
    …...... หากรัฐบาลจะเคลื่อนกำลังมากกว่า 1 หมวดขึ้นไป จะต้องแจ้งให้หัวหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ทราบก่อน
    …...... ที่ผ่านมา อินโดนีเซียมีทหารในอาเจะห์กว่า 30,000 นาย และตำรวจตระเวนชายแดนอีกจำนวนมาก การถอนทหารจะทำให้อาเจะห์มีกองกำลังฝ่ายรัฐบาลในระดับปกติ คือประมาณ 5,000 นาย และอาจเสริมเป็น 9,000 นายได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้
    …...... ทั้งหมดข้างต้นคือข้อตกลงหลัก ซึ่งปัญหาท้าทายก็คือการปฏิบัติให้เป็นไปตามกรอบนี้ หัวใจของความสำเร็จนั้นอยู่ที่การทำตามข้อตกลงโดยเคร่งครัดของทั้งสองฝ่าย หากกัมไม่ยอมวางอาวุธ หรือหากฝ่ายกองทัพเล่นตุกติกในเรื่องจำนวนทหาร นั่นย่อมสร้างความหวาดระแวง ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ แล้วข้อตกลงก็จะล่มกลางคันอีก คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือ ชาวอาเจะห์ นั่นเอง
    …...... การที่ผู้แทนจากประเทศไทยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในกระบวนการสันติภาพอาเจะห์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของไทยในการรักษาสันติภาพได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศครับ
    ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

    กลับสู่หน้าหลัก

  • กลับสู่หน้าหลัก

    CounterSee who's visiting this page.

    เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

    ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
    บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ /ภ ส.ค. 48
    จาก ข่าวสารนิเทศ ส่งมาโดยพ.อ.วิศิษฐ โชตะมังสะ