"กยิรา เจ กยิรา เถนํ ทำสิ่งใดทำให้จริง" Motto ของเสด็จเตี่ย
การใช้ระบบฉากขัดขวางในการรักษาความปลอดภัยหน่วย กรณีศึกษาการป้องกันหน่วยทหารจากคาร์บอมบ์ (Barrier System on Force protection: A Case Study on Threat from Carbomb) ท่านคิดอย่างไร

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

1. กล่าวนำ : หน่วยทหารเป็นเป้าหมายทางสัญลักษณ์ของผู้ก่อการร้าย (Overview : A Symbolic Target)
.................. ในสภาวะภัยคุกคามจากการก่อการร้าย หน่วยทหารถือเป็นเป้าหมายทางสัญลักษณ์ของผู้ก่อการร้าย แน่นอนว่ารูปแบบการต่อสู้ของฝ่ายผู้ก่อการร้าย มิได้มุ่งหวังชัยชนะจาการรบหรือการทำลายล้างโดยตรง อันเป็นลักษณะของสงครามอสมมาตร (Asymmetry) ซึ่งอำนาจกำลังรบโดยเฉพาะด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของฝ่ายผู้ก่อการร้ายมิอาจเปรียบเทียบได้กับฝ่ายรัฐ หน่วยทหารเป็นสัญลักษณ์หนึ่งซึ่งแสดงถึงอำนาจรัฐ ในขณะเดียวกันเป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่งของขวัญและกำลังใจของทหาร จึงนับเป็นเป้าหมายทางสัญลักษณ์ ของฝ่ายผู้ก่อการร้ายในการเข้าโจมตีด้วยวิธีการใดๆ
.................. คำถามคือหน่วยทหารในกองทัพบกพร้อมรับมือต่อภัยคุกคามดังกล่าวหรือไม่?

2. ภัยคุกคามและยุทธวิธี (Threat and Tactics)
.................. ในภาพกว้างซึ่งรวมเอาสภาพแวดล้อมทางสังคมการเมือง ซึ่งรายล้อมหน่วยทหาร อาจกำหนดภัยคุกคามได้หลายรูปแบบและหลายระดับ เช่น
  • - ภัยคุกคามจากอาชญากรรม การมุ่งลักขโมยเอายุทโธปกรณ์หรือทรัพย์สินอันมีค่าในหน่วยทหาร ซึ่งอาจเกี่ยวพันถึงการค้าอาวุธสงครามก็เป็นได้
  • - ภัยคุกคามจากกลุ่มผู้ประท้วง กรณีชาวบ้านปิดล้อมฐาน ตชด. ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นตัวอย่างที่ดี
  • - การบ่อนทำลายหรือจารกรรม เพื่อทำลายระบบข่าวสาร การควบคุม บังคับบัญชาของหน่วย ตลอดจนการหาข้อมูลสำคัญเพื่อปฏิบัติการในอนาคตสำหรับฝ่ายตน
  • - ผู้ก่อการร้าย ด้วยความมุ่งหมายด้านอุดมการณ์ การเมือง หรือเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ก็ตาม
    .................. ยุทธวิธีสำหรับภัยคุกคามทั้งสามประการแรกเชื่อว่าผู้อ่านสามารถคาดเดาและทำความเข้าใจได้ ในขณะที่ผู้ก่อการร้ายมียุทธวิธีที่หลากหลาย อันเป็นลักษณะของสงครามอสมมาตรนั่นเอง ซึ่งพอจะสรุปยุทธวิธีที่มักใช้บ่อยๆ ได้แก่ คาร์บอมบ์ เมล์บอมบ์ หรือแม้กระทั่งแตงโมบอมบ์* นอกเหนือจากการโจมตีด้วยอาวุธโดยตรงนั่นเอง ……………………………………………………………
    ..................* เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบนรถโดยสารในอิสราเอล โดยที่หญิงชาวปาเลสไตน์ถือแตงโมซึ่งข้างในบรรจุระเบิดไว้แล้วพลีชีพ

    .................. ยุทธวิธีของผู้ก่อการร้ายที่จะกระทำต่อหน่วยทหารจึงมีความหลากหลาย หน่วยทหารจะมีมาตรการป้องกันอย่างไร จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด?

    3. การป้องกัน :ประสิทธิภาพเป็นเรื่องของระบบ (Protective Measures and Systematic Technique)
    .................. คำว่าประสิทธิภาพในความหมายของผู้เขียน คือให้ผลผลิตสูงกว่า (ป้องกัน/หยุดยั้งได้) โดยมีต้นทุนต่ำกว่า (ค่าใช้จ่าย) ดังนั้นคำว่าระบบ (system) จึงเข้ามาเกี่ยวข้อง การป้องกันโดยคำนึงถึงการสร้างเครื่องป้องกัน เครื่องเตือนภัย หรือเครื่องกีดขวางเป็นจุดหรือเป็นชิ้น จึงเป็นเพียงงานทางเทคนิคที่ยังไม่อาจใช้ป้องกันภัยคุกคามดังกล่าวให้เกิดประสิทธิภาพขึ้นได้
    .................. ต่อภัยคุกคามสามประเภทแรกผู้เขียนเชื่อว่าระบบต่างๆ ที่หน่วยทหารมีอยู่ยังคงสามารถใช้ได้ดี เช่น ระบบการักษาความปลอดภัยการเข้าออกหน่วย, ต่อเอกสาร สถานที่ หรือบุคคล, ระบบการข่าว หรืองานกิจการพลเรือนด้านมวลชน เป็นต้น
    .................. แต่การมุ่งป้องกันภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายโดยเฉพาะคาร์บอมบ์ ซึ่งเป็นการมุ่งกระทำให้เกิดความเสียหายทางกายภาพทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว เป็นเรื่องที่หน่วยทหารจะต้องถูกฝึกให้พร้อมรับมือต่อเหตุการณ์ดังกล่าว งานเขียนชิ้นนี้จึงมุ่งสู่การป้องกันหน่วยทหารจากคาร์บอมบ์
    .................. เหตุการณ์คาร์บอมบ์ในค่ายลิมา อิรัค อันเป็นผลให้ทหารไทยเสียชิวิต 2 นายนั้น ได้ถูกนำมาเป็นบทเรียนหรือไม่? อย่างไร?
  • 3.1 อันตรายจากคาร์บอมบ์ (Momentum Before Bomb) แน่นอนว่าอันตรายจากคาร์บอมบ์ คือการระเบิดของวัตถุระเบิดพร้อมกับยานพาหนะ (สะเก็ดระเบิด)แต่อันตรายจากสิ่งเหล่านี้จะต้องใช้ยุทธวิธีในการเข้าสู่เป้าหมายและโมเมนตัม (momentum) ในการชน ยุทธวิธีที่พบเห็นบ่อยคือ การใช้รถพุ่งเข้าชนด้วยความเร็วสูง บางครั้งอาจใช้สองคันหรือมากกว่า โดยที่คันแรกมุ่งเปิดช่องทาง หรืออาจมุ่งกระทำผ่านช่องทางอื่นนอกเหนือจากทางเข้าออก เช่น ผ่านรั้ว หรือกำแพง เป็นต้น แม้กระทั่งอาจเป็นเพียงการจอดรถทิ้งไว้ใกล้เป้าหมายแล้วกดระเบิดก็เป็นได้ ในส่วนของโมเมนตัมก็คือผลคูณของมวลและความเร็ว ซึ่งมวลในที่นี่หมายถึงตัวรถและวัตถุระเบิดบนรถ ส่วนความเร็วก็คือความเร็วของรถ ดังนั้นอันตรายสูงสุดจากโมเมนตัมก็คือ มวลที่สามารถบรรทุกได้สูงสุด และความเร็วที่สามารถใช้ได้สูงสุดย่อมก่อให้เกิดกำลังอันนำมาซึ่งความสูญเสียของเป้าหมายสูงสุด จะหยุดคาร์บอมบ์ จึงต้องหยุดหรือลดโมเมนตัม!
  • 3.2 ระบบการป้องกันหน่วยทหารจากคาร์บอมบ์ (System to Efficiency) ในที่นี้ผู้เขียนเห็นว่าระบบฉากขัดขวางยังสามารถนำมาใช้เพื่อหยุดหรือลดโมเมนตัมดังกล่าวได้ โดยมีหลักการที่สำคัญ ดังนี้
    ..................1) ระบบฉากขัดขวาง ต้องมีการตรวจการณ์ และการคุ้มครองด้วยการยิง การตรวจการณ์และการยิงนอกเหนือจากเป็นการป้องกันเครื่องกีดขวางมิให้ถูกทำลายหรือเจาะเข้ามาแล้ว ยังเป็นมาตรการเชิงป้องปรามในอีกทางหนึ่ง รวมถึงการหยุดยั้งการเข้ามาของภัยคุกคามด้วยการยิง ถือเป็นมาตรฐานการปฏิบัติของทหาร
    .................. 2) มีความลึก เพื่อเป็นปัจจัยเวลาให้ฝ่ายผู้ก่อการร้ายต้องสูญเสียไปก่อนถึงที่หมาย รวมถึงการลดความเร็วลง อนึ่งเราพึงเข้าใจว่าในการป้องกันคาร์บอมบ์ ฝ่ายผู้ก่อการร้ายเป็นผู้ริเริ่ม ในการมุ่งลดโมเมนตัม ฝ่ายเราต้องมุ่งลดความเร็วของยานพาหนะ เนื่องจากผู้ก่อการร้ายเป็นผู้กำหนดมวล
    .................. 3) ใช้เครื่องกีดขวางตามวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ของเครื่องกีดขวางแต่ละชนิดมีในตัวของมันเอง เช่น หยุด รั้งหน่วง แยกคนเดินเท้าจากยานพาหนะ หรือบังคับทิศทาง เป็นต้น หลักการนี้นอกจากจะช่วยลดความเร็วของยานพาหนะลงแล้วอาจนำมาสู่ประโยชน์ด้านอื่น เช่น การแยกคน หรือการเปลี่ยนทิศทาง ตลอดจนลดค่าใช้จ่ายในการสร้างเครื่องกีดขวางเกินความจำเป็น
    ..................4) แยกคนเดินเท้าจากยานพาหนะ หลักการข้อนี้หากเป็นการปฏิบัติในพื้นที่ หมายถึง การแยกอำนาจกำลังรบระหว่างพลเดินเท้า ( ทหารราบ ) ออกจากป้อมยิง ( เช่นรถถังเป็นต้น ) แต่สำหรับการปฏิบัติเพื่อป้องกันหน่วยทหารอาจหมายถึง การแยกเพื่อการแยกแยะตรวจค้น หรือลดการสูญเสียต่อคนเดินเท้าหากเกิดการระเบิดก่อนเข้าสู่เป้าหมาย เป็นต้น ทั้งนี้ระบบพื้นฐานเดิมซึ่งหน่วยคงมีอยู่ เช่นระบบข่าวกรอง มวลชนในพื้นที่ ถือเป็นระบบเชิงป้อมปรามที่ยังคงจำเป็นและประเสริฐสุดหากสามารถป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นได้

    4.ข้อมูลทางเทคนิค : งานของทหารช่าง (Engineering Technique on Barriers)
  • 4.1 ตัวอย่างเครื่องกีดขวางและขีดความสามารถในการต้านทานแต่ละระดับแบบเชิงรับ(Passive Barriers)
    .................. 1) ยางรถยนต์ขนาดใหญ่ ฝังดิน ( รูปภาพ 1 ) สามารถหยุดยั้งรถขนาด 3,350 ปอนด์ (ปิกอัพ)ความเร็ว 50 ไมล์/ชั่วโมง
    .................. 2) แท่นคอนกรีตแบบ Jersey(Jersey barrier) (2) หยุดรถขนาด 4,000 ปอนด์(หกล้อ) ความเร็ว 50 ไมล์/ชั่วโมง
    .................. 3) แท่นคอนกรีตแบบเขื่อนกันดิน(concrete retaining wall) (3) หยุดรถขนาด 15,000 ปอนด์(สิบล้อ) ความเร็ว 30 ไมล์/ชั่วโมง
    .................. 4) แท่นคอนกรีตแบบเขื่อนกันดินตัว U(reinforced concrete planter) (4) หยุดรถขนาด 15,000 ปอนด์ ความเร็ว 50 ไมล์/ชั่วโมง
    .................. 5) แท่งเหล็กหุ้มรอบคอนกรีต(concrete-filled steel bollards) (5) หยุดรถขนาด 4,500 ปอนด์ ความเร็ว 30 ไมล์/ชั่วโมง
    .................. 6) คูแบบสามเหลี่ยม(triangular ditch) (6)
    .................. 7) คูแบบสี่เหลี่ยมคางหมู (trapizoidal ditch)(6)
    .................. 8) เนินดิน(berm) (7)
  • 4.2 ตางรางแสดงความสามารถรับแรงกระทำของเครื่องกีดขวางตามข้อ 4.1 (ตาราง 1)
  • 4.3 ตัวอย่างเครื่องกีดขวางเชิงรุก(Active) ซึ่งต้องใช้การควบคุมบังคับโดยคนหรือโดยระบบตรวจจับ และขีดความสามารถ
    .................. 1) แบบ Drum-type สามารถหยุดยั้งรถขนาด 15,000 ปอนด์ ความเร็ว 50 ไมล์/ชั่วโมง (รูป 8)
    .................. 2) แบบ Portable สามารถหยุดยั้งรถขนาด 15,000 ปอนด์ ความเร็ว 40 ไมล์/ชั่วโมง (รูป 9)
    .................. 3) แบบประตูเลื่อน(sliding gate)สามารถหยุดยั้งรถขนาด 15,000 ปอนด์ ความเร็ว 50 ไมล์/ชั่วโมง (รูป 10)
    .................. 4) แบบเคเบิล(cable-beam barrier) สามารถหยุดยั้งรถขนาด 10,000 ปอนด์ ความเร็ว 15 ไมล์/ชั่วโมง (รูป 11)
    .................. 5) แบบ Retractable bollards(เสาเหล็กฝังดิน เคลื่อนที่ขึ้นลงตามการบังคับ) สามารถหยุดยั้งรถขนาด 15,000 ปอนด์ ความเร็ว 30 ไมล์/ชั่วโมง (รูป 12)
  • 4.4 ตารางแสดงขีดความสามารถตามข้อ 4.3 (ตาราง2)
  • 4.5 การบังคับ/ลดความเร็วของยานพาหนะ บริเวณทางเข้าออกด้วยระบบโครงสร้างถนน
    .................. 1) โค้งรูปตัว S
    .................. 2) โค้งหักศอก
    .................. 3) วงเวียน
    .................. 4) Speed Bumps (บางท่านอาจเรียกลูกระนาด)
    .................. 5) แท่นคอนกรีต
  • 4.6 ตารางแสดงระยะห่างระหว่างเครื่องกีดขวาง เพื่อบังคับความเร็วยานพาหนะ (ตาราง 3) และรูปภาพ13

    5. สรุป : มองอย่างเป็นระบบ (Conclusion: Systematic Perspective)
    .................. การวางแผนเพื่อป้องกันหน่วย เป็นงานระบบที่ต้องบูรณาการด้านการข่าว กิจการพลเรือน และการรักษาความปลอดภัยด้านยุทธการเข้าด้วยกัน การออกแบบทางเทคนิคสำหรับเครื่องกีดขวางอย่างเดียว (ซึ่งเป็นงานทางการช่าง)ไม่อาจประสบความสำเร็จในการป้องกันหน่วยได้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงประสิทธิภาพซึ่งรวมเอาต้นทุนค่าใช้จ่ายด้วย การป้องกันหน่วยทหารนอกจากเป็นงานด้านยุทธวิธีแล้ว ประการสำคัญที่จะลืมไม่ได้คือภาพพจน์โดยเฉพาะเมื่อภัยคุกคามมาในรูปแบบการก่อการ้าย ความสามารถในการป้องกันหน่วย ย่อมแสดงถึงความเชื่อมั่นของสังคมต่อสถาบันทหาร แต่หากการป้องกันนั้นออกมาในลักษณะการตั้งรับเต็มรูปแบบด้วยเครื่องกีดขวางใหญ่โตอันน่าเกรงขาม ก็อาจนำมาซึ่งการขาดความเชื่อมั่นจากสังคมได้ในทางกลับกัน
    .................. งานทางเทคนิคทางการช่าง จึงเป็นไปเพื่อสนับสนุนระบบป้องกันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

    อ้างอิง
  • 1. พ.ท.เบญจพล รังสีภานุรัตน์, “ยานยนต์จุดระเบิดภัยคุกคามที่ใกล้ตัวท่านจนคาดไม่ถึง รู้จักและป้องกันก่อนจะสาย เราเตือนคุณอีกครั้งหนึ่งแล้ว!” ใน http://www.taharn.net/war/47a.html
  • 2. DOA, FM5-114, Engineer Operations Short of War, 1992.
  • 3. Global Guerrillas, “4GW-Fourth Generatin Warfare”, in http://globalguerillas. Typepad.com/globalguerillas/

    ………….. 4.สังเคราะห์

    ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


    กลับสู่หน้าหลัก

  • กลับสู่หน้าหลัก

    CounterSee who's visiting this page.

    เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

    ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
    บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 1 ธ.ค. 49
    โดย พันเอก เกรียงไกร แข็งแรง Email: kangrangk@yahoo.com