|
|||
|---|---|---|---|
| "กยิรา เจ กยิรา เถนํ ทำสิ่งใดทำให้จริง" Motto ของเสด็จเตี่ย | |||
| ทหารอาชีพ : ความท้าทายบนทางเเพร่งเเห่งการปฏิรูป | ท่านคิดอย่างไร | |
|---|---|---|
![]() .. หากอ้างอิงตามทฏษฎีเเนวคิดทางรัฐศาสตร์โดยเฉพาะในห้วข้อทหารกับการเเทรกเเซงทางการเมืองในประเทศกำลังพัฒนา1 อาจกล่าวได้ว่าการสิ้นสุดบทบาทของ รสช. ในห้วง พ.ศ. 2535 ถือเป็นการสิ้นสุดบทบาทของกองทัพในฐานะ ผู้พิทักษ์ (the guardian) มาสู่กลไกของรัฐ (state apparatus) อย่างเต็มตัวสำหรับสังคมไทย เป็นที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่าทหารมีความเป็นมืออาชีพ (Professional) มากขึ้น เป็นมืออาชีพอย่างไร? หากพิจารณาตามเเบบจำลองของประเทศที่พัฒนาเเล้ว เช่นกองทัพบกสหรัฐอเมริกา คือทหารที่มีรายได้ตอบเเทนสูงขึ้นจนมีความมั่นคงในระดับหนึ่งสำหรับปัจเจกบุคคล ? หรือมีระดับผู้บริหารที่มาจากพลเรือน( civilian supremacy) ? มีนโยบายด้านการต่างประเทศเป็นกรอบสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ทหาร2? มีคณะกรรมาธิการทหารเเห่งรัฐสภาที่มีบทบาทสูงในการพิจารณางบประมาณของกองทัพ ? ฯลฯ นี่คงเป็นคำถามที่น่าถกเถียงต่อไป .. ในบริบทของสังคมไทย ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา (พ.ค.48) ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของกองทัพ ทั้งในเรื่องของโครงสร้างการจัด ระบบการบริหารงาน อำนาจหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายเเละการลดขนาดของกองทัพลง เป็นไปตามเเนวทางการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (good governance) อันเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลปัจจุบัน หากร่าง พรบ. ดังกล่าวผ่านสภาเเล้ว รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ระบุว่าจะเป็นการจัดระเบียบโครงสร้างกองทัพครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศ .. การเเก้ปัญหาในสามจังหวัดชายเเดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องของรัฐบาลจนนำสู่การจัดตั้งคณะกรรมการเยียวยาความไม่สงบในภาคใต้หรือคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์เเห่งชาติ (National Reconciliation Committee) ก็เป็นประเด็นที่ชี้ให้เห็นเช่นกันว่า นอกเหนือจากทหาร ตำรวจซึ่งเป็นกลไกลของรัฐด้านการปราบปราม (repressive state apparatus : rsa) แล้ว รัฐยังให้ความสำคัญต่อกลไกลด้านอุดมการณ์ (ideological state apparatus: isa ) ด้วยการจัดตั้งองค์กรดังกล่าว เพื่อมุ่งเอาชนะทางความคิดหรือประชาสังคม ( civil society) อาจสรุปได้โดยรวมว่า กองทัพมิใช่เพียงเครื่องมือหรือกลไกเดียวในมิติความมั่นคงของชาติสำหรับรัฐบาลในการบริหารบ้านเมืองอีกต่อไป .. นักวิชาการด้านการทหารของไทยบางท่าน เช่น สรุชาติ บำรุงสุข เสนอให้รัฐปฏิรูประบบงานความมั่นคงในลักษณะที่มีทิศทางชัดเจน ไม่อาศัยข้าราชการในองค์กรเป็นผู้ริเริ่ม พร้อมทั้งยืนยันว่าจะต้องกระทำจากบนลงล่าง เนื่องจาก กระบวนการปฏิรูปจากล่างขึ้นสู่บนที่นำโดยระบบราชการภายในไม่มีอะไรมากไปกว่า การเเสวงหาผลประโยชน์จากการปฏิรูปบนความไม่รู้เเละไม่เข้าใจของรัฐบาลเอง ทั้งนี้ยังรวมความถึง การปฏิรูปกระทรวงกลาโหมในลักษณะเช่นเดียวกันอีกด้วย ข้อสังเกตของสุรชาติ เห็นว่าการปฏิรูปกระทรวงกลาโหมก็ไม่อาจเกิดขึ้นในลักษณะจากล่างสู่บน (กลาโหม รัฐบาล : ผู้เขียน) เพราะกระบวนการนี้จำเป็นต้องมีกระบวนการปฏิรูป อยู่ในกองทัพ เช่น มีกลุ่มนายทหารประกาศตัวว่าเป็นนักปฏิรูปในลักษณะ ของ reform officers movement ทั้งยังจะต้องเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในกองทัพอีกด้วย เเต่ลักษณะเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นในกองทัพ / กลาโหมไทย เขาเห็นว่าหากรัฐบาลยังใช้เเนวทางเดิม นอกจากจะไม่เสร็จสิ้นเเล้ว ยังอาจกลายเป็นกระบวนการที่ไม่มีสาระในตัวเอง คือปฏิรูปเพื่อไม่ปฏิรูป ท้ายสุดเขาเสนอให้รัฐบาลดึงการปฏิรูปออกมาจากกลาโหม/กองทัพ สร้างการขับเคลื่อนจากภายนอกในรูปเเบบคณะกรรมการระดับชาติ (the nation commission for defense reform) ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นวาระสำคัญของชาติรวมถึงการให้เกียรติเเก่สถาบันทหารว่าเป็นเรื่องระดับชาติ ตลอดจนเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลเอาจริงในเรื่องนี้4 ในขณะที่ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการอีกท่านหนึ่งตั้งคำถามในเรื่องบทบาทของกองทัพไทยภายหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นไว้ว่า ภารกิจหลักของทหารในวันนี้คืออะไร ? ยุทธศาสตร์ความมั่นคงคืออะไร ? ต่อคำถามเเรกเขาให้ความเห็นว่า ภารกิจหลักในการเตรียมความพร้อมรบสับสนกับภารกิจรองในการพัฒนาประเทศ เเละการปรับเพิ่มกำลังพลเพื่อภารกิจรองมิใช่การเเก้ปัญหาโครงสร้างกำลังพลที่เเท้จริง นอกจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทั้งหมดใหม่ ต่อคำถามที่สองเขาเห็นว่าความมั่นคงตามเเนวคิดใหม่นี้มีลักษณะของ comprehensive security ซึ่ง จะรวมเอามิติทั้งทาง เศรษฐกิจ การเมือง สังคม การทหาร วัฒนธรรมเเละอื่น ๆ ความมั่นคงเเนวใหม่จึงมิใช่เพียงความมั่นคงในเเนวทหาร ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติจึงต้องมีความชัดเจนรวมเอามิติดังกล่าวเข้าไว้ด้วย5 .. ความเปลี่ยนเเปลงดังกล่าวพอจะอนุมานได้ว่า กองทัพไทยกำลังเข้าสู่ยุคเเห่งการเปลี่ยนผ่านสู่การปฏิรูปทั้งโครงสร้าง ระบบเเละค่านิยม กองทัพมิใช่สถาบันผูกขาดความมั่นคงอีกต่อไป ประชาสังคม (civil society) เริ่มมีบทบาทเเละเรียกร้องความชอบธรรม จากการมีส่วนร่วมในความมั่นคงของประเทศ ความซับซ้อน (Complexity) ของสังคม กระเเสโลกาภิวัฒน์ (globalization) จะเป็นสิ่งท้าท้ายกองทัพซึ่งถือเป็นสถาบันหลักที่เก่าเเก่คู่กับประเทศชาติตลอดมา ให้ขบคิดเเละรับมือ รวมถึงตอบสนองต่อภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพเเละที่สำคัญที่สุด คือมีเกียรติเเละศักดิ์ศรี .. 3.ทฤษฎี เเนวคิด เเละวิเคราะห์ (Theories , Concept and Analysis) .. ผู้เขียนเห็นว่าการวิเคราะห์บทบาทของกองทัพไทยโดยอาศัยทฤษฎีเเละเเนวคิดทาง รัฐศาสตร์ในเรื่องทหารกับการเเทรกเเซงทางการเมืองนั้น น่าจะสามารถอธิบายเหตุการณ์ได้เพียง ยุค พ.ศ.2535 ย้อนกลับไปจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือกรณีการเปลี่ยนเเปลงการปกครองพ.ศ.2575 เป็นต้นมาซึ่งสอดคล้องกับกระเเสโลกาภิวัฒน์ เเละการสิ้นสุดของยุคสงครามเย็นด้วยเช่นกัน หากเป็นเช่นนั้นเเล้วเราจะใช้ทฤษฎีหรือเเนวคิดใดมาอธิบายหรือวิเคราะห์บทบาทของกองทัพไทยในสังคมไทยยุคปัจจุบันได้ ? .. หากจะนำเอากรณีการเเต่งตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ มาเทียบเคียงการผลักดันให้เกิดคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 (ในการมุ่งเอาชนะ พคท.ในอดีต)ก็จะพบความเเตกต่างบางประการทั้งที่ต่างมีเป้าหมายในการเอาชนะทางความคิดหรืออุดมการณ์กล่าวคือ คำสั่งที่ 66/23เกิดจากเเรงผลักดันของกองทัพผ่านรัฐบาล ในณะที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เกิดจากความคิดของนักวิชาการพลเรือนในการพบปะกับนายกรัฐมนตรีซึ่งถือเป็นบทบาทของภาคประชาสังคมหรือ isa เเนวคิดนี้ทำให้ผู้เขียนย้อนนึกถึงเเนวคิดของพวกมาร์กซิสม์ใหม่ (Neo Marxism) หรือบางพวกอาจเรียกว่า มาร์กซิสม์ เชิงโครงสร้าง (Structuralist Marxism) อันได้เเก่ อันโตนิโอ กรัมซี (Antonio Gramsci) หลุยส์ อัลธุสเซอร์( Louis Althusser) เเละนิคอส ปูลันซาส์ (Nicos Poulantzas) ซึ่งต่างวิพากษ์ลัทธิมาร์กซ์ กระเเสหลัก ( traditional Marxism ) ที่เห็นว่าโครงสร้างส่วนล่างของสังคมซึ่งเกี่ยวกับโครงสร้างทางการผลิต (เศรษฐกิจ) เป็นตัวกำหนดโครงสร้างส่วนบนซึ่งเกี่ยวพันกับกฎหมาย ประเพณีวัฒนธรรม หรืออุดมการณ์ การปฏิวัติในทรรศนะของมาร์กซิสม์ กระเเสหลักเพื่อเปลี่ยนทุนนิยมเข้าสู่ระบบคอมมิวนิสม์จะต้องเกิดจากการเปลี่ยนเเปลงโครงสร้างส่วนล่าง6 ในขณะที่กรัมซีเห็นว่าการปฏิวัติทางสังคมสามารถกระทำจากโครงสร้างส่วนบนผ่านทางอุดมการณ์เเละการครองความเป็นเจ้าทางอุดมการณ์ (ideological hegemony) ซึ่งเป็นการปฏิวัติจากส่วนบน ( revolution from above / passive revolution)โดยมีปัญญาชนปฏิวัติ ( organic intellectual) เป็นเเกนนำในการสร้างกลุ่มประวัติศาสตร์ร่วม (historical bloc) ให้เกิดขึ้นในประชาสังคม (civil society)7 อัลธุสเซอร์เเละปูลันซาส์ได้พัฒนาเเนวคิดของกรัมชีโดยเเบ่งโครงสร้างของประชาสังคมออกเป็นสองส่วน คือ rsa ซึ่งเป็นกลไกด้านการปราบปรามบังคับใช้กฏหมายได้เเก่ ทหาร ตำรวจ ศาล เป็นต้น ส่วน isa เป็นกลไกด้านอุดมการณ์ผ่านกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม ( socialization) ได้เเก่ ครอบครัว โรงเรียน ศาสนา ประเพณีเป็นต้น8 เพื่อไห้เกิดเอกลักษณ์ (identity ) หรือบรูณาการ (integration) ขึ้นมาในสังคม เเนวคิดหรือศัพท์เเสงในลักษณะดังกล่าวนี้มีนักวิชาการไทยหลายท่านนำมาใช้วิเคราะห์วิพากษ์สังคมมาก่อนหน้าเเล้ว เช่น ประเวศ วะสี หรือ ธีรยุทธ บุญมี9 ผ่านคำว่า สังคมเข้มเเข็ง หรือ ประชาสังคม ซึ่งจัดอยู่ในโครงสร้างส่วนบนตามเเนวคิดที่ได้กล่าวไว้เเล้ว ประเด็นปัญหาในหัวข้อนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับกองทัพก็คือเราจะกำหนดบทบาทของตนในฐานะ rsa อย่างไร ? เราให้ความสำคัญกับ isa เพียงใด? จริงจังเเละเป็นรูปธรรมหรือไม่ ? เรามีหรือสร้างนักคิดในเรื่องดังกล่าว หรือไม่ ? เเละเราพร้อมที่จะรับมือกับเเนวคิดดังกล่าวหรือ ไม่ ? อย่างไร ? โดยเฉพาะเมื่อรัฐให้ความสำคัญกับ isa มากขึ้น ![]() .. ภาคพลเรือน (private sector) ในความหมายทางเศรษฐศาสตร์ หรือ ภาคประชาสังคม( civil Society ) ความหมายในทางรัฐศาสตร์ จะเข้ามีส่วนร่วมเรียกร้องความชอบธรรมมากขึ้นในเรื่องความมั่นคง การทหารจึงเป็นเพียงมิติหนึ่งในหลายมิติสำหรับความมั่นคงของชาติเเนวใหม่ เราจึงต้องตอบคำถามกับสังคมว่าเหตุใดสิงค์โปร์จึงต้องมาใช้สนามบินของไทยในการฝึกบิน F-16 ประเทศไทยได้อะไร ? ทำไมไทยจึงต้องส่งกองกำลังเข้าร่วมกับสหรัฐฯ ปฏิบัติการในอิรัก ? เเน่นอนว่ายุทธศาสตร์ทางทหารจะถูกกำหนดโดยยุทธศาสตร์ชาติซึ่งจะเป็นงานที่ภาคอื่นๆ เข้ามามีบทบาทเป็นตัวกำหนด เช่นนโยบายการต่าง ประเทศ10 ![]() .. ประเด็นนี้ล้วนเป็นที่ยอมรับในสังคมอย่างต่อเนื่องเเละกว้างขวาง เเต่นัยสำคัญที่มีต่อกองทัพ คือการทบทวนบทบาทภารกิจของตน การเสนอขอหรือชี้เเจงด้านการงบประมาณ การใช้หลักกฏหมาย (rule of law ) ในการปฏิบัติภารกิจ สิ่งเหล่านี้กองทัพจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับภาคพลเรือน ซึ่งจะรวมถึงโครงสร้างการจัดของกองทัพนั้นก็จะเป็นไปตาม เจตนารมณ์ ของชาติ( national collective will) .. กองทัพไม่อาจใช้ปัจจัยทางทหารแต่เพียงอย่างเดียวในการพิจารณาปฏิบัติการของตนอีกต่อไป ความซับซ้อนของสภาพแวดล้อม จะบีบคั้นให้กองทัพต้องบูรณาการเอาความรู้ เทคโนโลยี หรือ มิติของสภาพแวดล้อม เช่น เศรษฐกิจ เทคนิคการบริหาร สังคมวิทยา วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม เป็นต้น เหล่านี้เข้ามาหล่อหลอมให้สอดคล้องกับระบบของกองทัพ ซึ่งจะส่งผลในเรื่อง การเสนอของบประมาณ การสนองตอบภาครัฐ และภาพพจน์ในสังคม รวมถึงการมุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์ (effectiveness) และประสิทธิภาพ (efficiency) ตามเป้าหมายที่รัฐบาลมุ่งเน้น กระบวนการในลักษณะ CEO (บูรณาการแบบมีเจ้าภาพ) ในอีกด้านหนึ่งมีลักษณะที่ขัดแย้งหรือลดทอนสายการบังคับบัญชาด้ายเช่นกัน กองทัพจะใช้การบูรณาการของสหสาขาวิทยาการอย่างไรโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสายการบังคับบัญชาและเอกภาพในการบังคับบัญชา ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของหน่วยทหาร ![]() ![]() .. ยุคโลกาภิวัตน์ สังคมที่ซับซ้อน เศรษฐกิจซึ่งมุ่งกำไรจากผลประกอบการ มีบทบาทสำคัญสู่การพัฒนาเทคนิคการบริหารโดยเฉพาะด้านธุรกิจ ( 5ส , ISO , BSC , PPBS ....... : ผู้เขียน) กองทัพก็ตกอยู่ในกระแสดังกล่าว มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และหลากหลายมากขึ้น งานเขียนของ David B.Kent 13 ชี้ให้เห็นว่า ปรัชญาองค์กรทหารต่างจากองค์กรพลเรือน โดยเฉพาะภาวะผู้นำ (leadership) ที่มีความสำคัญมากกว่าการเป็นผู้จัดการ (manager) เทคนิคการบริหาร เป็นเพียงเครื่องมือของผู้จัดการที่ผู้นำสามารถนำไปใช้งาน แต่ผู้นำหน่วยทหารนั้นจะต้องนำ (lead) และจัดการ(manage) หน่วยของตนซึ่งจะเกี่ยวพันกับ ขวัญ (morale) วินัย (discipline) มากกว่าเพียงแค่ตัวเลขของผลประกอบการ .. ในขณะที่ พล.ร.อ.ประเสริฐ บุญทรง เห็นว่าการใช้เทคนิคหรือข้อความทางพลเรือนอย่างสับสน เช่น กรณีของการใช้คำว่า ยุทธศาสตร์ (strategy) ทางการทหารที่นำไปใช้กันอย่างกว้างขวางจนแทบจะไม่ทราบความหมายที่แท้จริง เพราะมีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ได้แทบทุกวันยิ่งกว่ายุทธวิธีทางการทหารเสียอีก 14 เทคนิคการบริหารของพลเรือนดังกล่าวสมควรถูกใช้ในลักษณะของเครื่องมือในการทำงานควบคู่ไปกับเทคนิคการบริหารทางทหาร เช่น การวางแผนย้อนหลัง การนำหน่วย กระบวนการตกลงใจของผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการ เป็นต้น มีบ่อยครั้งที่การใช้เทคนิคของพลเรือนเหล่านี้ในองค์กรทหารโดยขาดความรู้ ความเข้าใจ อย่างเหมาะสม จนทำให้เทคนิคเหล่านั้นกลายเป็นของเล่นสำหรับผู้บังคับบัญชา หรือฝ่ายอำนวยการไว้สำหรับ การกล่าวอ้างหรือการรับตรวจจากหน่วยเหนือ ฯ ล ฯ .. 5. ข้อเสนอ : ปฏิรูปจากภายใน (The Proposal : Inside out Reformation) .. กองทัพสมควรเป็นผู้นำในการผลักดัน เรื่องความมั่นคงของชาติ แสดงบทบาทผู้นำต่อภาคประชาสังคม โดยพร้อมที่จะบูรณาการเอามิติ อื่น ๆ เข้ามา เช่น เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การต่างประเทศ เป็นต้น กองทัพจะทำให้สังคมเชื่อ (convince) ว่ากองทัพสมควรจะมีโครงสร้างหรือภารกิจเช่นไรในสังคม ? สังคมจะมีการยอมรับความเสี่ยงในโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งทางทหาร (willingness to the accept the risk of military conflict) เพียงใด ? ระดับใด ? 15 นี่เป็นสิ่งที่กองทัพสมควรนำเสนอต่อสังคม ![]() .. แม้กองทัพจะอยู่ในฐานะกลไกของรัฐในด้านการปราบปราม (rsa) ก็มิได้หมายความว่าจะละทิ้งบทบาทผู้นำในประชาสังคม บทบาทผู้นำในที่นี้ คือผู้นำทางความคิด และอุดมการณ์ในฐานะกองทัพเป็นสถาบันหลักคู่บ้านคู่เมืองมาโดยตลอด มีปฏิสัมพันธ์กับทุกองค์กรในสังคม บทบาทผู้นำด้านนี้ กองทัพจำเป็นต้องผลิตนักคิด (think tank) ของกองทัพ อาจอยู่ในรูปแบบของสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (TDRI) หรือ สภาพัฒน์ ฯ ของชาติก็เป็นได้สร้างยุทธศาสตร์ของกองทัพ (ทางทหาร) อย่างมีแบบแผนต่อเนื่องในระยะยาวให้ความสำคัญกับงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R & D) และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD) ประเด็นนี้จะเกี่ยวพันกับการนำเสนองบประมาณของกองทัพต่อสภาอีกด้วย .. การทบทวนภารกิจของกองทัพให้ชัดเจน เป็นรูปธรรม (concrete) และปฏิบัติได้จริง(practical) เป็นสิ่งจำเป็น ภารกิจรองสมควรกำหนดนิยาม(definition) ให้มีกรอบการปฏิบัติ (frame work) ที่แน่นอน มีขอบเขตของอำนาจหน้าที่ (authority) งบประมาณ (budget) และภาพพจน์ (image) ตามความจำเป็น ซึ่งจะรวมถึงการนำเสนอโครงสร้าง บทบาท หน้าที่ของกองทัพในแบบที่เราต้องการเป็นภายใต้การยอมรับของสังคมส่วนรวม (general will) .. ทั้งนี้ภายใต้การปฏิรูปจากภายในกองทัพ กองทัพยังคงเป็นสถาบันหลักที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และเป็นความภาคภูมิใจของประเทศที่มีพวกเรา ทหารอาชีพ คอยขับเคลื่อนองค์กร ............................................................ อ้างอิง ![]() กลับสู่หน้าหลัก |
![]() กลับสู่หน้าหลัก ![]() เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ |
|
|
บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 31 พ.ค. 48 โดย พันเอก เกรียงไกร แข็งแรง Email: kangrangk@yahoo.com | ||