|
|||
|---|---|---|---|
| " ถ้าสามารถเอาชนะข้าศึกด้วยการวิงวอนขอร้องได้ แล้วแผ่นดินนี้จะมีทหารไว้เพื่อสิ่งใด " | |||
| แนวคิดภาวะผู้นำภาคปฏิบัติ | ท่านคิดอย่างไร&xoxox | |
|---|---|---|
|
(A Concrete Framework of a Practical Leadership : Conspiracy Theory) สยํ ชญฺญา กตากตํ ผู้ปกครองพึงทราบกิจที่ตนได้กระทำแล้วและยังมิได้กระทำ .........1. ทูเรปาตี ยิงไกล เทียบด้วยภิกษุผู้พิจารณาเห็นขันธ์ 5 ตามเป็นจริงแล้วไม่ยึดถือ .........2. อกฺขณเวธี ยิงไว ยิ่งแม่น เทียบด้วยภิกษุผู้รู้อริยสัจ 4 ตามเป็นจริง .........3. มหโต กายสฺส ปทาเลตา ทำลายกายใหญ่ได้เทียบด้วยภิกษุผู้ทำลายกองอวิชชา ใหญ่ได้[3] .. ....... คำถามคือผู้นำทางทหาร จะนำหน่วยอย่างไรให้มีวิสัยทัศน์ (ยิงไกล) มีผลสัมฤทธิ์ (ยิงไว ยิงแม่น) และมีประสิทธิภาพ (ทำลายกายใหญ่) ภายใต้บริบทของยุคแห่งผู้นำรัฐจาก พลเรือน (civilian supremacy) ซึ่งมุ่งสู่กลยุทธ (strategy)[4] ทางการบริหาร, การประเมินผลที่เป็นตัวเลข, MBO ฯลฯ ![]() .. ....... กรอบหนึ่งทางความคิดรัฐศาสตร์ซึ่งมีความสำคัญในฐานะกระแสหลักโดยเฉพาะการเมืองยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศกำลังพัฒนา คือ การแทรกแซงทางการเมืองโดยทหาร (military intervention) มีการกล่าวอ้างเป็นทฤษฎีและแนวคิดโดยนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ เพื่อพยายามหาสาเหตุแห่งการแทรกแซงรวมถึงบทบาทตลอดจนแนวโน้ม ซึ่ง Finer[5] พบว่าปัจจัยหนึ่งที่ทหารสามารถเข้าแทรกแซงการเมืองได้เกิดจากความเข้มแข็งขององค์กร อันได้แก่ เอกภาพการบังคับบัญชา, สายการบังคับบัญชาและช่วงการควบคุม, การสื่อสารภายในองค์กร และความรักหมู่คณะ ขณะที่บางฝ่ายมองถึงความเป็นสมัยใหม่ (modernist) ของทหารอันเป็นบ่อเกิดแห่งความต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม .. ....... เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป ความเป็นโลกาภิวัตน์และยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร รวมถึงกระแสความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งนำสู่แนวคิดที่เปลี่ยนไปจากบทบาทของผู้พิทักษ์ (guardian) หรือผู้ปกครอง (ruler) ในบางคราวมาสู่ฐานะกลไกหนึ่งของรัฐ (state apparatus) ซึ่งถือเอาอำนาจสูงสุดจากฝ่ายพลเรือน (civilian supremacy) เป็นกรอบในการกำหนดนโยบายการปฏิบัติ .. ....... ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมมีสาเหตุ ซึ่ง Morris Janowitz นักรัฐศาสตร์ด้านการทหารศึกษาหาแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของสถาบันทหารในห้วงที่ผ่านมา[6] ได้แก่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างในแง่อำนาจหน้าที่จากลักษณะขององค์กรที่มีการแบ่งลำดับชั้น (rigidly stratified) และอำนาจนิยม (authoritarian) มาสู่การใช้เหตุผลและการจูงใจมากขึ้น สอดคล้องกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป Janowitz ยังพบว่าความแตกต่างทางทักษะระหว่างผู้นำทางทหารและผู้นำทางพลเรือนมีช่องว่างลดลง โดยที่มีแนวโน้มว่าทหารจะเป็นผู้ตาม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมือง ในแง่กระบวนการคัดสรรผู้นำทางทหาร เขาพบว่าชนชั้นกลางและชนชั้นต่ำมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางทหารมากขึ้น เป็นผลสำคัญต่อแนวคิดที่นำสู่การเปลี่ยนแปลง ประการสุดท้ายนัยสำคัญของแบบแผนวิชาชีพทางทหารสำหรับทหารอาชีพในยุคสมัยจะมุ่งสู่ความเป็นวิชาชีพมากขึ้น ผู้นำต้องมีความรู้และทักษะรอบด้านมากขึ้น .. ....... เมื่อ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีพบปะและให้นโยบายกับผู้บังคับหน่วยระดับกรมขึ้นไป มีประเด็นที่นายกรัฐมนตรีหยิบยกขึ้นมากล่าวอย่างน่าสนใจ[7] .. ....... - คนในกระทรวงกลาโหมเป็นบุคคลที่ฉลาดและเก่งกว่าองค์กรอื่น ๆ ทำอย่างไรจึงจะใช้คนเก่งเหล่านี้ได้เต็มที่ เป็นเพราะระบบหรือระเบียบวินัยมากเกินไปหรือไม่ จึงไม่มีใคร กล้าคิด กล้าทำ ? .. ....... - กระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงสุดท้ายที่จะปฎิรูป อยากให้ทำแบบเลิกกรอบเก่าแล้วทำใหม่เลย ! .. ....... - การพัฒนาตนเองจะใช้มิติเดียวคือดูตนเองไม่ได้ ทำอย่างไรจึงจะปลดปล่อยพลังสมองของคนฉลาด ๆ ในกองทัพได้ การวางโครงสร้างใหม่ต้องไม่คิดถึงกรอบเก่า วัฒนธรรมเก่า ดูให้ทุกมิติ .. ....... - การระดมสมอง โดยไม่คำนึงถึงชั้นยศ ตำแหน่ง ซึ่งนายกมั่นใจว่าจะได้สิ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและดีที่สุด .. ....... - คนไทยปัจจุบันมีความเป็นชาตินิยมน้อยเกินไป .. ....... - เราไปฝึก cobra gold กับ สหรัฐฯ แต่เราไม่เคยซ้อมรบร่วมกันเอง สิ่งนี้ต้องทำ นายกพร้อมสนับสนุนงบประมาณ .. ....... - อยากให้มีการส่งเสริมการวิจัยอย่างจริงจังและร่วมกับพลเรือน .. ....... - อยากให้ทหารช่วยฝึกอบรมเยาวชนให้มากขึ้น .. ....... - ความไม่มั่นคง นั้นเป็นภาระที่ทหารต้องดำเนินการทั้งการป้องกัน (prevention) และเตรียมการ (preparation) ต้องคิดและจินตนาการให้ได้ในเรื่องดังกล่าว เป็นต้น .. ....... รวมความแล้วพอจะสรุปได้ว่า องค์กรของทหารสมควรที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองต่อพลวัตรของสังคมซึ่งมุ่งเน้นผลงานที่เป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ มีความสามารถทางการแข่งขันและตรวจสอบได้ ฯลฯ ในระดับ ทบ. แน่นอนว่าหน่วยหลักที่รองรับสิ่งที่กล่าวอ้าง ดังกล่าวคือหน่วยในระดับกองพัน ผู้บังคับหน่วยเหล่านั้นจะปรับตัวอย่างไร มีเสรีหรืออำนาจหน้าที่ต่อการตอบสนองนโยบายนั้นหรือไม่ .. ....... มีคำถามที่น่าสนใจคือ ภายใต้อำนาจอันชอบธรรมสูงสุดของฝ่ายพลเรือนที่มีเหนือองค์กรทหารนั้น มันมีความปนเประหว่าง สิ่งที่เกิดขึ้นจริง (what it be) และสิ่งที่ผู้นำ ฝ่ายพลเรือนปรารถนาให้เป็น (what it should be) ประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนจะโยงเอาสองสิ่งมาเกี่ยวพันกันนั้น คือ องค์กรทหารจะทำอย่างไร (how to) ให้ ฝ่ายพลเรือน/รัฐ หรือประชาชนได้มองเห็นและเข้าใจว่า ความเกี่ยวพันของสองเงื่อนไขนั้น มีปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องและเป็นตัวกำหนด เช่น งบประมาณ, ขนบธรรมเนียม หรือคุณลักษณะขององค์กร, สินค้าที่กองทัพผลิต[8] กฎหมาย ฯลฯ .. ....... การปรับเปลี่ยนภาวะผู้นำทางทหารจะเป็นเงื่อนไขในการตอบคำถามเหล่านี้หรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่น่าคิด .. ....... เมื่อไม่นานมานัก รัฐมนตรีท่านหนึ่งซึ่งรับผิดชอบด้านการค้าขายชายแดนได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว กรณีจัดให้มีการค้าขายตามแนวชายแดนด้านตะวันตก ว่า ดีไหมล่ะที่ ทำให้เกิดมูลค่าจากการค้าเดือนละกว่า 200 ล้าน ดีกว่าเอากำลังถือปืนไปยันกันไว้ไหม.... .. ....... ในยุคของกระแสผู้บริหารแบบบูรณาการ (CEO : chief executive officer) ย่อมบีบบังคับให้ผู้นำหน่วยตื่นตัว ตื่นตระหนก รวมถึงทบทวนเพื่อปรับบทบาทของตนให้สอดรับกับกระแสนั้น หน่วยในระดับกองพันมีผู้นำอยู่สองตำแหน่งซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปกครองบังคับบัญชาและบริหารหน่วย ได้แก่ ผู้บังคับกองพัน (BN CO : battalion commander officer) และรองผู้บังคับกองพัน (XO : executive officer) บางทีในเชิงการบริหารผู้เขียนพบว่าศัพท์แสงภาษาอังกฤษค่อนข้างจะให้ความหมายที่แบ่งแยกได้อย่างชัดเจนระหว่างการปกครองบังคับบัญชา (C2 : command and control)[9] กับงานด้านการบริหาร (executive) ซึ่งมุ่งเน้น ด้านธุรการ (administration) เพื่อสนับสนุนงานหลัก .. ....... อย่างไรก็ดีการบริหารเชิงบูรณาการ (integration) ยังคงมีความสำคัญและจำเป็นทั้งในแง่ของสหสาขาวิทยา (interdisciplinary integration) และบูรณาการแห่งองค์กร (integrated units) สำหรับหน่วยทหาร เพื่อการตอบคำถามให้กับรัฐต่อคำถามดังกล่าว ในแง่ของสหสาขาวิทยาเราอาจจำเป็นต้องใช้หลักนิติศาสตร์ เพื่อกำหนดบทบาทและกรอบการปฏิบัติภารกิจของตนนับแต่รัฐธรรมนูญลงมาจนถึงระเบียบของกองพลหรือกรม เราอาจต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ผ่านโครงสร้างส่วนบนด้านอุดมการณ์ในการกล่อมเกลา (socialization) ทั้งกระบวนการที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการให้กำลังพลหรือแม้กระทั่งเยาวชนมีความเป็นชาตินิยมนอกเหนือจากเพียงแค่การประดับธงชาติเท่านั้น เราจำเป็นต้องคิดคำนึงถึงต้นทุนของกองทัพโดยเฉพาะต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ในภารกิจบางประการ เช่น การจัดกำลังพลร่วมเดินขบวนฉลองพัดยศ, การสนับสนุนกำลังพลนับรถทางด่วน เป็นต้น ซึ่งนี่เป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ บางคราวเราจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมืออันเป็นเทคนิคในการบริหารตามหลักการบริหารรัฐกิจหรือบริหารธุรกิจ เช่น MBO (management by objective), BSC (balanced scorecard), PPBS (planning programming and budgeting system) ฯลฯ แน่นอนเราต้องรวมถึงหลักการทางทหาร (ซึ่งหลายคราวเราลืมเลือนไป) เข้าไว้ด้วย เช่น เอกภาพทางการบังคับบัญชา, สายการบังคับบัญชาและช่วงการควบคุม, ข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการ เป็นต้น .. ....... ในแง่ของบูรณาการแห่งองค์กรนั้น หน่วยทหารมีผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการที่จะร่วมกันทำการแสวงข้อตกลงใจ แผนการปฏิบัตินั้นจำเป็นต้องบูรณาการจากฝ่ายกำลังพล, ฝ่ายข่าวกรอง, ฝ่ายส่งกำลังบำรุง และฝ่ายกิจการพลเรือน รวมถึงฝ่ายกิจการพิเศษอื่น ๆ เช่น ปืนใหญ่, ช่าง, สื่อสาร เป็นต้น ให้สอดคล้องกับฝ่ายยุทธการ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องเคียงคู่กันไปมิใช่การตัดแปะหรือการต่อภาพ jigsaw กระบวนการบูรณาการเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ภายในเวลาอันรวดเร็วหรือเพียงแค่การสั่งการของผู้บังคับบัญชา มีความจำเป็นที่จะต้องฝึกหาทักษะอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ปัจจัยเวลาและงบประมาณที่พอเพียง นี่จึงเป็นความแตกต่างจากการแสดงลิเก .. ....... คราวนี้เราลองมาหาคำตอบให้กับรัฐต่อคำถามในหัวข้อข้างต้น หากกองทัพใช้กระบวนการวิจัยและศึกษาปัญหาจนได้คำตอบว่า ณ จุดหนึ่งของช่องทางด้านตะวันตก เราสามารถประเมินความสูญเสียจากการค้าเถื่อนหรือตัวเลขของความสูญเสียจากการตกงานเนื่องจากนายจ้างใช้แรงงานเถื่อน, ตัวเลขสาธารณสุขที่รัฐต้องแบกรับภาระจากผู้อพยพหรือแรงงานเถื่อน เช่น การรักษาโรคเท้าช้างซึ่งสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยนานแล้ว เป็นต้น รวมถึงตัวเลขความสูญเสียจากอาชญากรรมอันเกิดจากแรงงานเถื่อน ฯลฯ ตัวเลขเหล่านี้สามารถประเมินได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า มูลค่าของความเสียโอกาสที่เกิดขึ้นนี้อาจถูกกำจัดหรือป้องกันโดยกองกำลังหนึ่งหน่วย กล่าวในทางกลับกันคือ กองกำลังหนึ่งหน่วยนี้สามารถผลิตสินค้าสาธารณะอันเป็นสินค้าด้านความมั่นคงซึ่งมีมูลค่าจำนวนดังกล่าวนั่นเอง .. ....... ประเด็นสำคัญที่ชวนให้ขบคิดคือ เราจะสร้างกระบวนการทางความคิดแบบบูรณาการดังกล่าวนี้ขึ้นมาได้อย่างไรภายใต้บริบทของสังคมปัจจุบัน ? .. ....... ในหัวข้อนี้อาจไม่สามารถตอบ how to ได้อย่างชัดเจน แต่อาจเป็นประเด็นนำสู่การถกเถียงต่อไป .. ....... - ภาวะผู้นำทางทหารเป็นทั้งศาสตร์ (science) ที่ต้องเรียนรู้ในหลักการ และเป็นศิลปะ (art) ที่จำเป็นต้องใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเป็นกรณี ๆ ไป .. ....... - กระบวนการวางแผนทางทหารจำเป็นต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง assumption (ข้อสมมติ) และ hypothesis (สมมติฐาน) เนื่องจากข้อสมมตินั้นเป็นข้อจำกัดในอีกทางหนึ่ง การวางแผนโดยมีข้อสมมติว่ากองทัพบกมีงบประมาณสนับสนุน, ฝ่ายเราครองความเป็น จ้าวอากาศ หรือการส่งกำลังบำรุงของฝ่ายเราเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นผลให้มองปฏิบัติการในคราวนั้นเป็นแบบมองโลกในแง่ดีเกินไปหรือไม่ .. ....... - กำลังทหารเป็นทรัพยากรมนุษย์ (human resources) มิใช่เครื่องมือ (mean) ในการบริหาร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (hrd : human resources development) จึงเป็นภารกิจสำคัญประการหนึ่ง ความสำคัญนี้ประเมินได้จากงบประมาณด้าน hrd องค์กรทหารมิใช่องค์กรซึ่งมุ่งใช้แรงงานเป็นหลัก (labor intensive organize) อีกต่อไป ทุกอย่างมีต้นทุนโดยเฉพาะต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) .. ....... - การยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี ในวันที่ 2 มิ.ย. 1944 มีการเตรียมการล่วงหน้ามากกว่า 2 ปี มีการจัดตั้งกองพลที่ 101 ขึ้นมากเพื่อปฏิบัติการนี้โดยเฉพาะ กำลังพลผ่านการฝึกหนัก แม้กระทั่งมีการให้ฝ่ายเดียวกันแต่งกายเป็นทหารเยอรมันพร้อมยุทโธปกรณ์เดินผ่านไปมาให้กำลังพลเกิดความคุ้นเคย[10] นับเป็นรายละเอียดการปฏิบัติทางทหารที่ไม่ถูกมองข้าม .. ....... - ภายใต้ร่มเงาแห่งอำนาจสูงสุดโดยพลเรือน (civilian supremacy) องค์กรของกองทัพจักต้องมุ่งเน้นประสิทธิภาพ (ต้นทุนต่ำ ผลผลิตสูง) นอกเหนือจากประสิทธิผล (ผลสัมฤทธิ์ในภารกิจ) สามารถนำเสนอสินค้าซึ่งตนผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม (concrete) ประเมินค่าได้และตรวจสอบได้ ผู้นำหน่วยทหารจะต้องบริหาร (administrate) นอกเหนือจากการปกครองบังคับบัญชา (command and control) ฯ ล ฯ .. ....... ภาพที่ 2 ในการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีนับเป็นแผนบูรณาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ เป็นจุดเริ่มต้นของการรุกกลับสู่ยุโรปของฝ่ายพันธมิตร จนได้ชัยชนะในที่สุด ภาพจาก Stephen E,Ambrose,Band of Brothers,(London:Pocket Books,2001),p.147. .. ....... ภาพที่ 3 ร.อ.เฮอร์เบิร์ต โซเบล ผบ.ร้อย.อีซีคนแรก (ซ้าย)และ ร.ท.ริชาร์ด วินเทอร์ (ขวา ) ผบ.มว.ผู้หล่อหลอมกองร้อยอีซีให้ปรากฏเป็นรูปร่างในเคมป์ทอร์โด มลรัฐจอร์เจีย ในปี 1942 ก่อนการยกพลที่นอร์มังดีในอีก 2 ปีต่อมา ผู้สนใจโปรดดู Stephen E. Ambrose,Band of Brothers. -------------------------------------------------------------------------------- ![]() กลับสู่หน้าหลัก |
![]() กลับสู่หน้าหลัก ![]() เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ |
|
|
บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 29 พ.ย. 47 โดย พ.ท.เกรียงไกร แข็งแรง | ||