" หยาดเหงื่อเพื่อชีวิต หยาดโลหิตเพื่อชาติ"
"สูงเสียดฟ้า ข้าก็จะโดด" ท่านคิดอย่างไร

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

………….. หลังจากผมใช้ชีวิตนักเรียนทหารมาเป็นเวลา 5 ปีกว่าๆ ผ่านชีวิตเตรียมทหารมา 2 ปี และชีวิตนักเรียนเหล่าอีก 3 ปี กว่าๆ ผ่านการฝึกร่วมกับเพื่อนๆจปร.53มาก็ไม่น้อย มีประสบการณ์การฝึกที่ประทับใจก็มาก ผมจึงอยากจะนำความรู้สึกนั้นมาถ่ายทอดทางตัวหนังสือในเว็บนี้ เพื่อให้เพื่อนๆจปร.53ที่เข้ามาอ่านได้รู้สึกและคิดถึงเวลาที่พวกเราได้เคยอยู่ด้วยกัน กิน นอน อาบน้ำ ง่วง เหนื่อย หิว สุขและทุกข์มาด้วยกัน และถ้าเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาอ่านก็จะได้รู้ว่าในช่วงเวลา 2 เดือนเศษๆตั้งแต่ ปลายมกราคมจนถึงปลายมีนาคมของทุกปีนั้นพวกเราเหล่านักเรียนนายร้อยนั้นได้ทำอะไรกันบ้าง ซึ่งผมจะเริ่มทยอยนำมาลงให้ได้อ่านกันเป็นตอนๆไปครับ(อาจจะไม่เรียงกันครับ) สำหรับตอนแรกที่จะนำมาเสนอนี้เป็นเรื่องราวที่ประทับใจผมมากที่สุด(ในขณะนี้)นับตั้งแต่ผมได้ฝึกภาคสนามมา ซึ่งมันพึ่งจะผ่านมาไม่นานนี้เอง ซึ่งทุกครั้งที่ผมนึกถึงมัน ก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ทุกครั้งไป มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ กระโดดออกมาที่ความสูง 1250 ฟุตเหนือพื้นดิน มาถึงตรงจุดนี้เพื่อนๆก็คงจะรู้กันแล้วละครับว่าผมจะเขียนถึงอะไร มันก็คือ การกระโดดร่มครั้งแรกในชีวิต ในการเรียนหลักสูตรส่งทางอากาศเมื่อต้นปีนี้ที่ผ่านมาไม่นานนี้เอง สำหรับในตอนนี้เรามาเริ่มกันในหัวข้อเรื่องที่ว่า”สูงเสียดฟ้า ข้าก็จะโดด” ( อืม ฟังชื่อแล้วมันคุ้นๆว่าเคยได้ยินที่ไหนหว่า )
………….. ในการฝึกภาคสนามที่ผ่านมาเมื่อต้นปี พวกเราหลังจากจบภาควิชามารเอ๊ยการมา 2 เทอม แต่ยังไม่พอ ชีวิตของ นนร.ชั้น3ยังไม่จบ เรายังขาดอีก 1 เทอมซึ่งถ้าผ่านเราก็จะได้เลื่อนชั้นเปลี่ยนเลขเป็นเลข 4 กันต่อไป(แต่บางคนก็คงต้องมาลุ้นกันตัวโก่งหลังฝึกภาคว่าจะได้เปลี่ยนเลขกันหรือเปล่าเพราะยังคงเป็นนักบินเอฟกันอยู่ ส่วนใครจะ เอฟ 1 เอฟ 2 ก็ว่ากันไปตามเรื่องตามราวตามบุญตามกรรมกันละครับ สำหรับตัวกระผมนายFW 190 เทอมนี้รอดครับ หุหุ) นั้นก็คือ เทอมของการฝึกภาคสนาม ซึ่งปีนี้ก็คงเป็นปีที่หลายๆคนเฝ้ารอกันมานาน(รวมถึงตัวกระผมนายFW 190ด้วย) เพราะปีนี้มีพิเศษที่เราจะได้เป็นนักเรียนร่มกัน หลังจากทุกคนเตะเท้าสวนสนามในพิธีสวนสนามถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าธงชัยเฉลิมผลหรือชื่อย่อๆว่าสวนสนามสาบานธงในวันกองทัพไทย(25 มกราคมของทุกปี)ซึ่งถือเป็นพิธีสำคัญอีกพิธีของบรรดาเหล่าทหารหาญชายชาตินักรบของสยามประเทศทุกคนเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เตรียมเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวไปฝึกภาคสนามกัน ส่วนชั้นไหนจะไปที่ไหนนั้นก็ว่ากันไปตามเรื่องตามราว ส่วนพวกเราเหล่าชั้น 3 ปีนี้จะไปที่ สระบุรี(ฝึกทหารม้า) กันเป็นอันดับแรกเพื่อไปแปลงกายเป็นชายชาติอาชาไนยกันที่นั้น(แล้วจะนำมาเล่ากันในภายหลัง) เสร็จกิจก็ไปต่อกันที่ลพบุรี ที่ ศป.(ศูนย์การทหารปืนใหญ่) เพื่อเรียนรู้ในเรื่องของวีธีการเด็ดปีกปักษาวายุเหล่าข้าศึกกัน งานนี้ได้ยิง ปตอ. 40 กระทิงแดง กันเมาแป๋ เอ๊ย 40 แอล 70 กันมันส์มือมันส์ TEEN กันพอหอมปากหอมคอ กันแล้ว เราก็ไปต่อกันที่ เดอะ แบงค์ เอ๊ย ไม่ใช่ๆ(อันนั้นไปต่อกันทุกคืนอยู่แล้ว หุหุ) ไปต่อกันที่ ร. 31 พัน. 2 รอ. กัน ซึ่งก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันเท่าไหร่ วิชาที่ว่ากันที่นี่ก็คือวิชา คทอ.(การยุทธเคลื่อนที่ทางอากาศ) ซึ่งมันก็คือ ทหารราบดีๆนี่เองครับ แต่พิเศษหน่อยตรงที่เรานั่ง ฮ. เข้าที่หมายกันครับ(ได้รู้กันว่านั่ง ฮ. โดยเฉพาะใครที่นั่งตรงข้างๆประตูนั้นมันเสียวกันขนาดไหน ผมคนหนึ่งละครับ ที่นั่งตรงนั้น บรื้อ! ไม่มีอะไรยึด มีเพียงห่วงเล็กๆขนาดนิ้วก้อยสอดได้พอดี ให้ไว้เกี่ยวก้อยกันร่วงเท่านั้น แล้วมันจะอยู่ไหมเนี่ย) มีอีกอย่างที่มันส์ครับก็คือการได้เรียนการส่งลงแบบเร่งด่วนจากฮ.หรือ Fastlope( Fastlope common!) ซึ่งก็ได้มันส์กันถ้วนหน้า..............
………….. หลังจากเสร็จกิจจาก ร. 31 พัน. 2 รอ. แล้ว ต่อไปก็คือ ช็อตเด็ด กันแล้วละครับ ก็คือ การเข้ารายงานตัวเป็น นักเรียนร่ม กันที่ รร.สคศ.ศสพ.(โรงเรียนสงครามพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ) ณ ค่ายเอราวัณกันแล้วละครับ หลังรายงานตัวเสร็จพวกเรา จปร. 53 ก็ได้เป็นนักเรียนส่งทางอากาศรุ่นที่ 241 กันถ้วนหน้า สำหรับนักเรียนส่งทางอากาศรุ่น 241 นั้น นอกจากพวกเรา จปร. 53 แล้ว ก็ยังมี เพื่อน นักเรียนแพทย์พระมงกุฎ และนายทหารจากรร.จปร.และจากหน่วยใช้ร่มของรบพิเศษมาร่วมเรียนกับเราด้วย พวกเราคงจะจำกันได้ทุกคนน่ะครับ หลังจากรายงานตัวเสร็จพวกเราก็แปลงกายจากชุดปกติเขียวคอพับแขนยาว(ชุด ค )เป็นชุดปกติเขียวคอแบะแขนยาวลายพรางสวยงาม(ก็ ชุดฝึกพรางนั้นแหละครับ) แต่ที่นี่จะพิเศษหน่อยตรงที่ชุดพรางนั้นปกติเวลาเราสวมเราจะเอากางเกงไว้ในเสื้อ(ก็ปล่อยชายเสื้อนั้นแหละครับ)และใช้หัวเข็มขัดร่มดำ แต่ที่นี่เราจะเอาเสื้อไว้ในกางเกงและใช้หัวเข็มขัดชนิดขัดสีทองเหลืองอร่าม(แต่ถ้าไม่ขัดมันจะกลายเป็นสีทองหม่นๆแถมมีคราบเขียวๆจับเต็มไปหมด ) หลังเปลี่ยนองทรงเครื่องกันเรียบร้อยเราก็เข้าประจำหมวดใครหมวดมัน อ้อ! ผมลืมบอกครับ ที่นี่ เราแบ่งเป็น 2 กองร้อยครับคือร้อย เอ และ ร้อย บี กองร้อยละ 3 หมวด รวม 6 หมวด (ร้อย เอ มี มว. 1 มว. 2 และ มว. 3 ส่วนร้อย บี จะมี มว. 4 มว. 5และ มว. 6)แต่ละคนก็จะถูกตีตรารหัสไว้ที่หน้าหมวกและผ้าพันคอตามกองร้อยและหมวดครับ เอบี 1 จะเป็น หัวหน้านักเรียนร่ม เอบี 2 คือ รองฯ แต่รุ่นนี้มีพิเศษครับ คือ เอบี 3 ซึ่งก็คือเพื่อนจากแพทย์พระมงกุฎ หัวหน้า ร้อย เอ คือ เอ 1 หัวหน้า ร้อย บี ก็คือ บี 1 หัวหน้า มว. 1 มว. 2 และมว. 3 ก็คือ เอ 11 เอ 21 และ เอ 31 ตามลำดับ ส่วน หัวหน้า มว. 4 มว. 5และมว. 6 ก็คือ บี 11 บี 21 และ บี 31 ตามลำดับ ส่วนลูกแถวในมว. ก็จะเป็น เลข 3 หลักไล่ไปตามลำดับ สำหรับผมนั้น ได้รหัส บี 209 ครับ คือ อยู่ ร้อย บี มว. 5 คนที่ 9 ครับ สำหรับการเรียนร่มนั้น เราจะมีการจับบัดดี้ครับ สำหรับบัดดี้นั้นเวลาไปไหนจะต้องไปด้วยกันตลอดครับ ไม่ว่าจะ กิน ขี้ ... นอน ถ้าถูกจับได้ว่าไปไหนไม่มีบัดดี้ไปด้วยก็จะถูกทำโทษครับ และเราก็จะมั่วบัดดี้ไม่ได้ครับ เพราะรหัสมันฟ้องอยู่ครับ(บัดดี้รหัสมันจะติดกันครับ) บัดดี้ผมก็คือ บี 208 (เก้ตีนขี้) ครับ เข้าแถวเสร็จเรียบร้อยเราก็เข้าสู่พิธีการสำคัญครับก็คือการรับน้อง ซึ่งเราก็จะขึ้นไปบนยอดเขาเอราวัณเพื่อนำธงประจำรุ่นไปเปลี่ยนครับ เสร็จแล้วก็ลงจากยอดเขาและก็เป็นรายการชมสถานที่ครับ การเคลื่อนที่ก็ใช้วิธีวิ่งครับ(อยู่ที่นี่ไปไหนต้องเคลื่อนที่ด้วยวิธีวิ่งครับ) ก็ตามทำเนียมชมเสร็จก็ต้องจ่ายค่าดูครับแต่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินหรอกนะครับ จ่ายเป็นเหงื่อแทน จะทำอะไรกี่ยกกี่ครั้งก็ตามเรื่องตามราวครับ

………….. เราจะมีธงประจำรุ่นไว้สำหรับถือนำหน้าแถวเวลาวิ่งไปไหนครับ และแต่ละหมวดก็จะมีธงประจำหมวดครับ สำหรับธงประจำรุ่นนั้นก็ต้องจัดเวรเฝ้ากันอย่างดีละครับ เพราะถ้าธงหายละก็เป็นเรื่องครับ สำหรับหลักสูตรส่งทางอากาศนั้นจะมีระยะเวลาเรียนทั้งหมด 4 สัปดาห์ โดยจะแบ่งเป็น ภาคพื้นดิน 3 สัปดาห์ และโดดจริง 1 สัปดาห์ สำหรับการฝึกภาคพื้นดินนั้นเราจะแบ่งเป็นสถานี โดยมีทั้งหมด 6 สถานี เรามี 6 หมวด ก็เข้ากันหมวดละสถานีสถานีละ 1 ชั่วโมงแล้วก็จะหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆจนครับทั้ง 6 สถานี เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆทุกวันจนครบ 3 สัปดาห์ ก็จะมีการทดสอบ 3 สถานี หลักๆ ครับ (คือ หอโดด 34 ฟุต ลงพื้น 2 ฟุต 4 ฟุต และรอกวิ่งครับ)ถ้าผ่านก็จะมีสิทธิ์โดดจากเครื่องบินจริงครับ ใครไม่ผ่านก็ต้องตกไปไม่จบหลักสูตรครับ ทั้ง6สถานีนั้นจะมี ดังนี้ครับ
………….. สถานีที่ 1 เครื่องบินจำลอง สถานีนี้เราจะฝึกกันด้วยเรื่องของการปฏิบัติบนเครื่องบินครับ ทั้งการขึ้นบรรทุกบนเครื่องและขั้นตอนการโดด 8 ข้อครับ คือ
  • .............. 1 เตรียม
  • .............. 2 ลุก
  • .............. 3 สับขอ
  • .............. 4 ตรวจสาย
  • .............. 5 ตรวจร่างกาย ซึ่งจะแบ่งย่อยอีกเป็น -หมวกเหล็ก สายรัดคาง -ชุดปลดปล่อยเพดานร่ม ซ้าย ขวา -ขอเกาะปลดเร็ว 1 2 3(จะมีขอเกาะปลดเร็ว3ตัวคือ ที่หน้าอกและขาทั้ง2ข้าง) -ร่มช่วย -สายดึงประจำที่(ตรวจให้เพื่อนข้างหน้า)
  • .............. 6 รายงาน(จะรายงานจากข้างหลังมาข้างหน้า)
  • .............. 7 ยืนประตู
  • .............. 8 โดด
    ………….. สถานีที่ 2 หอโดด 34 ฟุต สถานีเป็นการฝึกท่าทางการโดดออกจากเครื่อง โดยจะโดดออกจากหอโดดสูง 34 ฟุต สถานีนี้เราจะเน้นกันที่ท่าทางเมื่อหลุดออกมาจากเครื่อง หลังจากเตะเท้าออกมาจากประตูแล้ว จะต้องทำหลายอย่างพร้อมๆกันคือ เก็บคอ ข้อศอกกระชับแนบลำตัว มือกุมร่มช่วย บีบ 3 จุด คือ หัวเข่า ส้นเท้าและปลายเท้า ตาลืม ปากนับ “หนึ่งพันหนึ่ง หนึ่งพันสอง หนึ่งพันสาม หนึ่งพันสี่ ตรวจร่ม” ท่าทางการโดดนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าท่าทางไม่ดีไม่ถูกต้อง ตัวเราจะหมุนและจะทำให้ร่มตีเกลียวซึ่งอาจจะนำพาไปสู่อันตรายได้(ร่มตีเกลียว ก็คือ สายร่มจะหมุนเป็นเกลียว จะทำให้เราบังคับร่มไม่ได้ ซึ่งอาจจะทำให้ร่มลอยมาพันกันได้ ดังนั้นถ้าร่มตีเกลียวเราก็จะต้องรีบทำการแก้เกลียวเสียก่อน จึงจะบังคับร่มได้ พวกร่มตีเกลียว จะมีฉายาว่า “อันธพาลเวหา” เพราะมันจะลอยไปอย่างไม่มีทิศทางและอาจจะไปทำความเดือดร้อนให้คนอื่นได้) ในสถานีนี้ในสัปดาห์หลังๆจะฝึกการแก้ไขเมื่อร่มไม่กางหรือร่มติดขัดด้วย โดยครูจะผูกผ้าไว้กับสายร่ม(จริงๆมันต่อกับรอก)ถ้าผ้าสีแดงก็คือร่มไม่กาง สีขาวคือร่มติดขัด สถานีนี้เมื่อโดดเสร็จก็ต้องวิ่งไปรายงานตัวกับครูประจำหอซึ่งท่านจะคอยดูว่าเราทำท่าทางการโดดถูกต้องหรือไม่ ก็จะมีรายการผิดกัน 1 บ้าง 2 บ้าง 3 บ้างตามเรื่องตามราวไป ซึ่งก็ต้องแก้ไขกันไปเรื่อยๆจนไม่มีข้อผิดพลาด
    ………….. สถานีที่ 3 บังคับร่ม(ไก่ย่าง) สถานีนี้เราจะฝึกกันถึงวิธีการบังคับร่ม และการดูกรวยลม เพื่อที่จะได้บังคับร่มให้ทวนลมได้ถูกต้อง(จะต้องดึงร่มให้ทวนลมเสมอ เพราะถ้าตามลมจะทำให้เราลงพื้นแรงอาจจะเป็นอันตรายได้) สถานีนี้เราจะต้องแต่งร่มและขึ้นไปห้อยกันต่องแต่ง และก็จะฝึกดึงบังคับร่มกัน(สายบังคับร่มจะมีไม้ก๊อกอยู่ที่ปลาย เมื่อโดดเสร็จร่มกาง เมื่อเราแหงนหน้าขึ้นไปตรวจร่มเสร็จเรียบร้อย ถ้าร่มกางปกติ เราก็จะเอื้อมมือขึ้นไปคว้าเจ้าจุกไม้ก๊อกที่ว่านี้เพื่อเตรียมบังคับร่มครับ) การบังคับก็ไม่ยากครับ หมุนขวาก็ดึงสายด้านขวาลงมาให้สุด ถ้าจะหมุนซ้ายก็ดึงสายด้านซ้ายลงมาให้สุด สถานีนี้เมื่อเราแต่งร่มแล้วจัดระเบียบสายรัดขาไม่ดี เมื่อขึ้นไปห้อยแล้วจะเห็นผลเลยครับ คือใครที่จัดไม่ดีก็จะมีอาการหน้าเขียวไปตามๆกัน อู๊ย! ซี้ด! นึกถึงแล้วยังเสียวไม่หาย นึกว่าจะสูญพันธุ์ซะแล้วงานนี้ สถานนี้ในสัปดาห์หลังๆจะสอนขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อร่มไม่กางและร่มติดขัดด้วย ร่มไม่กางนั้นก็คือ การที่ผืนผ้าร่มไม่ถูกดึงออกมาจากถุงหอร่ม คือเราแต่งร่มยังไงก่อนโดดเมื่อโดดออกมามันก็ยังอยู่ดีเรียบร้อยที่หลังของเรา ซึ่งอาจจะเกิดจากไม่ได้สับขอ หรือสายดึงประจำที่ขาดตอนโดดออกมา ซึ่งในกรณีนี้เกิดยากมาก สำหรับขั้นตอนก็มีดังนี้ง่ายๆ 2 พยางค์ครับคือ “จับ” “ดึง” ......... “จับ”ก็คือ นำมือซ้ายมาจับที่หูหิ้วด้านซ้ายของร่มช่วย(ร่มช่วยจะติดอยู่ด้านหน้าตรงท้องเรานั้นแหละครับ) มือขวากำที่ห่วงดึงร่มช่วยเพื่อเตรียมดึง “ดึง” ก็คือ ออกแรงมือขวาดึงห่วงดึงร่มช่วยออกไปด้านข้างให้สุดแขนและสุดแรงเกิดพร้อมทั้งหันหน้าไปทางขวาดูที่ห่วงดึงร่มช่วยว่าเราดึงออกมาเรียบร้อยแล้วหรือยัง และกันร่มนำของร่มช่วยพุ่งโดนหน้าด้วย ส่วนร่มติดขัดนั่นคือ ร่มถูกดึงออกมาแล้วแต่ร่มกางผิดปกติไม่กินลม ทำให้เราร่วงหลนด้วยความรวดเร็ว ซึ่งจะรวมถึงกรณีร่มพันกันด้วย ร่มติดขัดจะมี 3 พยางค์คือ “ตบ” “ดึง” “โรย” .........”ตบ” คือ มือซ้ายตบลงไปตรงฝาปิดด้านหน้าร่มช่วยมือขวากำห่วงดึงร่มช่วย “ดึง”คือ ออกแรงมือขวาดึงร่มช่วยไปด้านข้างให้สุดแขน สลักร่มช่วยก็จะหลุดและร่มนำจะดีดออกมา เราก็จะใช้มือซ้ายที่ตบอยู่นั้นขว้าจับร่มนำเอาไว้ “โรย” คือ หลังเราคว้าร่มนำไว้ เราก็จะโรยร่มนำไปด้านข้าง ส่วนจะข้างไหนนั้นเราจะต้องดูทิศทางลม โดยเราจะต้องโรยตามลม ไม่เช่นนั้นล่มนำอาจจะปลิวเข้าหน้าแล้วพันกับสายร่มหลักก็ได้ครับ ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมร่มติดขัดถึงไม่ดึงอย่างเดียวเหมือนร่มไม่กางทำไมต้องโรย เหตุผลก็คือ ร่มติดขัดหมายถึงร่มหลักถูกดึงออกมาแล้วแต่ร่มทำงานไม่ปกติ มันยังคงปลิวกระพือตามแรงลมอยู่บนหัวเรา(แต่ไม่กินลม) ร่มที่ใช้โดดแบบสายดึงประจำที่นั้นเวลาดึงร่มช่วยไม่ต้องคัตร่มหลักทิ้ง(ถ้าเป็นร่มกระตุกเองเช่น เอ็มซี โฟร์ ที่ใช่โดดฟรีฟอล ถ้าร่มหลักทำงานไม่ปกติจะดึงร่มช่วย เราต้องคัตร่มหลักทิ้งก่อนครับ) ดังนั้นถ้าเราดึงร่มช่วยออกมาตรงๆเลยร่มนำอาจลอยขึ้นไปพันกับร่มหลักก็ได้ครับ ดังนั้นจึงต้องโรยออกด้านข้าง ส่วนกรณีร่มไม่กางนั้นร่มหลักยังไม่ถูกดึงออกมาเราจึงดึงร่มช่วยออกมาได้ตรงๆ ทั้ง 2 ขั้นตอนจะต้องตบท้ายด้วย”ตรวจร่ม”เสมอครับ ถ้าตรวจแล้วร่มช่วยยังไม่ทำงานอีกก็คงต้องกลับบ้านเก่าละครับ พอจังหวะกระแทกพื้นก็จิกหญ้าเอาไว้แน่นๆจะได้ไม่กระเด้งกระดอนไปหลายตลบ……...นอกจากนี้แล้วสถานีนี้ก็ยังสอนขั้นตอนการลงสู่พื้นที่ไม่ใช่สนามเช่น ลงต้นไม้ ลงน้ำ หรือลงสายไฟให้อีกด้วยครับ
    ………….. สถานีที่ 4 ลงพื้น2ฟุต4ฟุต สถานีนี้จะฝึกในขั้นตอนการลงสู่พื้นครับ หัวใจหลักๆของการลงพื้นก็คือการบีบ3จุดให้แน่นๆ 3 จุดที่ว่าก็คือ หัวเข่า ส้นเท้าและปลายเท้าครับ ก็จะมีทั้งล้มหน้าล้มหลังและล้มข้างครับ ก็ลงกันไปอึ่กอั่กกันตามเรื่องตามราว หลังๆก็จะเป็นการวิ่งลงครับ
    ………….. สถานีที่ 5 สถานีพิเศษ สถานีก็จะว่ากันด้วยเรื่อง แต่งร่ม แต่งร่มประกอบเครื่องสนาม การแก้ไขเวลาร่มลาก การวิ่งตัดทางลม การเก็บร่ม การสบัดร่ม และเบ็ดเตล็ดครับ
    ………….. สถานีที่ 6 รอกวิ่ง สถานีก็ฝึกการลงพื้นครับ เช่นเดียวกับสถานีที่ 4 แต่พิเศษตรงที่สถานีนี้ลงโดยเกาะมากับรอกครับ เป็นการฝึกให้เคยชินกับความเร็วที่ใกล้เคียงของจริงครับ
    ………….. ทั้งหมดก็เป็น 6 สถานีที่เราตองฝึกหมุนกันทุกวันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ครับ หลังครบก็มีการตรวจสอบ เสร็จแล้วก็เป็นการไปเบิกร่มแล้วโดดจริงกันละครับ

    ………….. การโดดร่มทางทหารใหญ่ๆมี 2 แบบครับคือ
  • 1.โดดสายดึงประจำที่
  • 2. โดดฟรีฟอล

    …………..-โดดสายดึงประจำที่นั้นเป็นขั้นพื้นฐานของการโดดร่มครับ(อย่างที่พวกเราจะโดดกันนี่แหละครับ) ทหารส่งทางอากาศทุกคนจะต้องเรียนหลักสูตรนี้ก่อนครับ การโดดชนิดนี้มาตรฐานจะโดดที่ระยะ 1250 ฟุตครับ การโดดแบบนี้เพื่อส่งลงของหน่วยขนาดใหญ่ๆ(เช่นกองร้อย กองพัน)และลดเวลาการอยู่ในอากาศ(40 กว่าวิก็ถึงพื้นแล้ว)....ร่มจะมี 2 ชุดคือ ร่มหลัก(อยู่ด้านหลัง)และร่มช่วย(จะมีขนาดเล็กกว่าร่มหลัก และจะติดอยู่ด้านหน้า) เวลากางจะมีลักษณะเป็นรูปค่อนวงกลม เมื่อก่อนเราใช้แบบไม่มีช่องผ่าแบบ ที เท็น(T 10) หรือฉายาไอ้ตื้อ นักโดดจะต้องมีแรงแขนมากพอสมควรเพราะจะต้องดึงสายร่มด้านที่ลมพัดเข้าหาเพื่อสู้ลมเวลาลงพื้นจะได้ไม่ลงแรงมากครับ แต่ในปัจจุบันเราใช้ร่มแบบมีช่องผ่าด้านหลัง(ที่เห็นเป็นช่องผ่านั่นคือเขาจงใจทำครับไม่ใช่ร่มชำรุดครับ)แบบ ทีเอ็มซี วัน เพื่อหลักอากาศพลศาสตร์ ร่มแบบนี้จะมีสายบังคับร่มเพื่อให้นักโดดดึงร่มให้หมุนทวนลมเข้าไว้ครับจะได้ไม่ลงพื้นแรง......การทำงานของร่มก็ง่ายๆครับ ที่ตัวร่มหลักจะมีสายชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่มาของชื่อนั้นก็คือสายดึงประจำที่ ด้านหนึ่งจะมีขอสำหรับสับกับสายสลิงบนเครื่อง ส่วนอีกด้านจะต่อกับยอดร่มซึ่งพับเรียบร้อยอยู่ในถุงห่อร่ม.....
    ………….. และแล้ววันที่พวกเรารอคอยกันมานานก็มาถึงเสียที คือการได้โดดร่มจากเครื่องบินจริงๆ จัมป์แรกก็แน่นอนครับต้องมีการตื่นเต้นกันเป็นธรรมดา เช้าวันนั้นเริ่มต้นด้วยการซ้อมพิธีเพื่อรอรับเสด็จทูลกระหม่อมอาจารย์ครับ ซ้อมเสร็จช่วงบ่ายหลังทานข้างกลางวันเสร็จเราก็ไปเบิกร่มกันที่กองพลาธิการส่งกำลังทางอากาศซึ่งก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลอยู่ด้านหน้ารร.ร่มนั่นแหละครับ เบิกเสร็จก็นำร่มขึ้นรถแล้วนั่งรถไปยังตำบลบรรทุกซึ่งก็คือหน้ากองพันจู่โจมครับ จัมป์แรกของผมนั้นผมโดดเที่ยวที่ 6 ครับก็ต้องนั่งมองดูเพื่อนๆแต่งร่มแล้วขึ้นเครื่องกันไปเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า อ้า และแล้วก็ถึงคิวของผมซะที พวกเราบรรดาเที่ยวที่ 6 ต่างเดินตรงไปยังร่มของตนเองซึ่งไลด์ไว้อย่างสวยงาม ฮุฮุ และเราก็เริ่มลงมือแต่งร่ม(ก็คือนำร่มมาสวมใส่นั้นแหละครับ)กันครับ ต้องทำตามขั้นตอนที่ร่ำเรียนมา เสร็จแล้วก็รอริกเกอร์(เป็นคนคอยตรวจเช็คว่าเราแต่งร่มถูกต้องหรือไม่ก่อนขึ้นเครื่องครับ)มาตรวจสอบอีกครั้ง พอริกเกอร์ตรวจเสร็จก็จะตบตูดเรา(เพราะท่าสุดท้ายจะแอ่นตูดให้ตรวจ)เพื่อเป็นการบอกว่าเรียบร้อยแล้ว(โว๊ย) พอริกเกอร์ตรวจนักโดดเที่ยวนั้นเรียบร้อย นักโดดก็จะมานั่งต่อแถวตามสติ๊กใครสติ๊กมันเพื่อรอเครื่องมารับ(สติ๊ก คือ ชุดโดดหรือ แถวโดด ที่จะโดดออกจากเครื่องไปในแต่ละรอบที่บ.บินทับดีซี(DZ) สติ๊กหนึ่งจะมีกี่คนก็แล้วแต่แบบเครื่องและความยาวสนามโดด)....ตอนนั่งรอทุกคนก็ยังมีหน้าตายิ้มแย้มพูดจาหยอกล้อกันดีอยู่ครับ แต่พอเครื่องมาถึงเมื่อไหร่ หน้าตาทุกคนเหมือนกันหมดคือ ซีดดดด! จนเห็นเลือดฝาด(เอ! ใช่ป่าวหว่า) ยิ่งจัมป์แรกนี่ไม่ต้องพูดถึง... พอได้รับคำสั่งขึ้นเครื่องปุ๊บ ทีนี้แหละครับต่างคนต่างเริ่มหาที่ยึดเหนี่ยวทางใจ สูตรใครก็สูตรมันละครับ เพื่อนผมบางคนนิมนต์พระเครื่องขึ้นไปด้วย 1 หมู่ ปืนเล็กครับ....ส่วนผมนั้นฮึๆ..จ้างให้ก็ไม่บอก(มีของเด็ดอยู่ 1 อย่าง) ในขณะเดินไปขึ้นเครื่อง เพื่อนชุดที่โดดหลังๆก็จะโบกมือหย่อยๆและเริ่มส่งเสียงเชียร์ ประมาณว่า "โชคดี(โว๊ย) อยากกินอะไรก็อย่าลืมมา(เข้าฝัน)บอกน๊ะ" มันเชียร์ดีจริงๆเลย ฮึ่ม! ทีใครทีมัน....พอขึ้นเครื่องเสร็จปุ๊บ(ที่ผมโดดเป็น ฮ.ชินุก จัด 3 สติ๊ก)ผมก็ตรงไปยังตำแหน่งด้านซ้ายของเครื่องเมื่อมองไปทางหัวเครื่อง(สติ๊กที่ 2)แล้วก็นั่งหันหน้าไปทางท้ายเครื่อง ส่วนสติ๊กที่ 3 จะอยู่ทางขวาและนั่งเหมือนกัน ส่วนสติ๊กแรกจะอยู่ตรงกลางโดยพอขึ้นเสร็จปุ๊บก็หันหลังแล้ว สับขอสแตติกไลด์กับสลึงเอ๊ย!สลิงบนเครื่องพร้อมโดด เพราะจุดขึ้นเครื่องกับสนามโดดนั้นใกล้กันมาก เครื่องขึ้นแค่ 1 นาทีก็ถึงแล้วครับ.....ทุกอย่างพร้อมช่างเครื่องขึ้นเครื่องเรียบร้อยท้ายแรมป์ปิด(ฮ.ชินุกแรมป์ท้ายจะปิดไม่สนิดคือจะมีช่องอยู่ใหญ่พอสมควร)ที่ท้ายแรมป์จะมีครูอยู่ 4 คนคือ 1.จัมป์มาสเตอร์ คอยควบคุมการโดด จะยืนอยู่ด้านขวาของเครื่อง(เมื่อหันหน้าไปทางท้ายแรมป์) 2.เจ้าหน้าที่ปัดสาย จะยืนอยู่ทางซ้ายของเครื่อง(หันหน้าไปท้ายแรมป์) ซึ่งจะคอยรับสายสแตติก ที่เวลานักโดดจะโดดออกจากท้ายแรมป์ก่อนออกจะต้องส่งสายสแตติก(สับอยู่กับสลิง ส่งก็คือ รูดส่งไปข้างหน้าให้เจ้าหน้าที่ปัดสายรูดไปให้สุด)ให้และเจ้าหน้าที่ปัดสายก็จะรับแล้วรูดไปให้สุดพร้อมทั้งเช็คด้วยว่าสายสแตติกไปพันกับอะไรหรือเปล่า เวลาโดดจริงจะเร็วมาก(ระยะเวลาห่างระหว่างบุคคลคือ 1 1/2 วินาที) เวลาโดดออกในแต่ละสติ๊ก เจ้าหน้าที่ปัดสายจะต้องทำงานแข็งกับเวลา อาการจึงออกมาในลักษณะ "ฝ่ามือไร้เงา"(คู่แข็งบาทาไร้เงา) นักโดดส่งปุ๊บก็ปัดสายปั๊บพร้อมทั้งไล่สายให้ด้วยเก่งจริงๆ ข้าน้อยขอ คารวะ 1 จอก....3. เจ้าหน้าที่ไล่เหล่า(เขียนถูกปล่าว หว่า) จะยืนอยู่บริเวณตรงกลางของแรมป์โดยจะยืนเข้ามาในเครื่องเล็กน้อย หน้าที่คือ คอยควบคุมและไล่ลำดับของนักโดดให้เป็นไปตามจังหวะ และคอยเก็บสายสแตติกเมื่อโดดออกไปหมดแล้วในแต่ละสติ๊ก 4. พนักงานวิทยุ จะอยู่ด้านเดียวกับจัมป์มาสเตอร์โดยจะอยู่ถัดเข้ามาภายในเครื่อง........

    ………….. หลังจาก ทุกคนพร้อม แสตนด์ พร้อม เอ้า! รัวววววว หนึ่ง สอง หนึ่ง สอง สาม หนึ่ง สอง หนึ่ง สอง หนึ่ง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยด้วยหัวใจระทึกเพราะเป็นการโดดครั้งแรก โดยเฉพาะไอ้คนยืนประตูของสติ๊กแรกที่ยืนมือสั่นถือฮุกอยู่...แรมป์ท้ายปิดเรียบร้อย เสียงโรเตอร์แหวกอากาศเริ่มดัง แรง เร็ว ขึ้น เรื่อยๆ ผมยังจำบรรยากาศภายในเครื่องได้อยู่เลยครับ จะมีเสียงเครื่องดัง อี๊ๆๆๆๆๆ เสียงแหลมๆ แสบแก้วหูลึกไปถึงหัวใจ จมูกก็มีแต่กลิ่นน้ำมัน บวก กับ กลิ่นอับภายในเครื่อง(ยิ่งผสมกับการโยนของตัวเครื่องและตกหลุมอากาศบ้างเป็นครั้งคราว เล่นเอา เกือบเกิดอาการ อยากจะคายเอาของเก่าในท้องออกมา ดีน๊ะ บิน แป๊บเดียว ไม่งั้น อาจจะมีรายการ โอ๊ก อ๊าก กันบ้างละคราวนี้) เสียงโรเตอร์แหวกอากาศดัง ปั๊บๆๆๆ อยู่ภายนอก+เสียงภายในดังมากจนแทบจะคุยกันไม่รู้เรื่องแต่เชื่อหรือเปล่าว่าความรู้สึกผมผมว่าหัวใจผมเต้นดังกว่าเสียงเครื่องอีกครับและเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาภายนอก(แหม ก็คนมันไม่เคยนิ ครั้งแรกก็ยังงี้แหละ ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา ทนเจ็บนิดหน่อย เอ๊ะ! อันหลังชักไม่ใช่แล้ว) ผมนั่งอยู่มองไม่เห็นภายนอก แต่ จากอาการของเครื่องก็พอจะจับได้ว่ากำลังบินไปยังสนามโดด(เออ เนอะ แล้วถ้ามันไม่ไปสนามโดด แล้ว มันจะไปไหนละเนี่ย) บินไปสักแป๊บนึงแรมป์ท้ายก็เปิดออก โอ้ โห ทีนี้แหละครับ อย่างกับดูทีวีจอยักษ์ แถมสมจริง ทั้งรูป กลิ่น เสียง ซะด้วย สติ๊กแรกเริ่มได้รับคำสั่งให้เตรียม และตรวจร่างกายตามขั้นตอนที่เรียนมา พนักงานวิทยุให้สัญญาณมือบอกว่า ความเร็วลมที่สนามโดด 6-8 นอต ซึ่งจัดว่าแรงเอาเรื่อง อาจเกิดอาการร่มลากกันได้เมื่อลงถึงพื้น(ถ้าลมเกิน 13 น็อต จะไม่ปล่อยนักโดดเพราะอันตรายเกินไป) สติ๊กแรกพร้อม จัมป์สั่งคนแรก "ยืนประตู" คนแรกก็จัดการส่งสาย(สแตติก ไลด์) แล้วละมือซ้ายมากุมร่มช่วยพร้อมทั้งสืบเท้าเฉียงไปยังบริเวณท้ายแรมป์ด้านขวา(เมื่อหันไปทางท้ายแรมป์)บริเวณที่จัมป์มาสเตอร์ยืนอยู่พร้อมรอคำสั่งโดด เพื่อนๆที่เหลือในอีก 2 สติ๊กเริ่มให้กำลังใจเพื่อนสติ๊กแรกต่างมองหน้ากันพร้อมทั้งแสดงสีหน้าซีดๆใส่กัน ตาลุกโตเป็นประกายสวยงาม จับมือกัน ปากก็ตะโกนแข่งกับเสียงฮ.ไปต่างๆนานาว่า"โชคดีโย" "ลงพื้นนิ่มๆน๊ะ" "เจอกันบนพื้น"ฯลฯ......จัมป์มาสเตอร์มองหาสนามโดด พอถึงจุดก็สั่ง " โดด !" ทุกคนต่างก็ทำตามขั้นตอนที่ร่ำเรียนมาในภาคพื้นดินเป็นเวลาถึง 3 สัปดาห์เต็ม ในเวลาไม่ถึง 20 วินาที คน 14 คนในสติ๊กแรกต่างก็หลุดจากเครื่อง ลงไปลอยเท้งเต้งอยู่ในอากาศ เอาละว๊ะ ถึงตาเราแล้ว(ผมคิดในใจ)...อึดใจเจ้าหน้าที่ไล่เหล่าก็สั่ง"ลุก"(จริงๆมันเป็นสัญญาณมือ เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง) ผมและเพื่อนๆในสติ๊ก 2 ต่างลุกกันอย่างทุลักทุเล เพราะร่มที่แต่งอยู่มันเกะกะประกอบกับเป็นช่วงจังหวะที่เครื่องเริ่มตีวงเพื่อกลับไปเข้าวงจรในการเข้าหาสนามโดดในรอบต่อไป มันก็เลยเป็นภาพที่มันดูน่าสงสาร(ตัวเอง)ยังๆก็ไม่รู้....ทุกคนลุกยืนเรียบร้อย ในมือซ้ายจับขอสับหรือฮุก(อ้อ! ลืมบอกครับ ว่าจะต้องใช้มือถือฮุกในท่าที่เรียนมาตลอดตั้งแต่แต่งเสร็จ ขึ้นเครื่อง และเตรียมโดด เพราะถ้าไม่ถือในท่าที่ถูกต้องอาจเกิดอุบัติเหตุได้)ตาดูสัญญาณมือจากพนักงานวิทยุว่าความเร็วลมเท่าไหร่ ผลที่ออก 8-10 นอต แย่แล้ว โดดครั้งแรกก็เจอลมแรงเลยหรือนี่ โอ้ พระเจ้าช่วยกล้วยน้ำว้า มาถึงตอนนี้หัวใจเต้นแรงกว่าเดิมอีกหลายเท่า ไม่ใช่เพราะกลัวแต่มันตื่นเต้นที่ว่าเมื่อโดดไปแล้วมันจะรู้สึกยังไง จะทำขั้นตอนที่เรียนมาถูกหรือไม่ ในหัวคำสอนและคำบอกเล่าจากรุ่นพี่เริ่มผุดออกมายังกับดอกเห็ด มีอยู่อันเขาบอกว่าโดดจากชินุก จะเสียวกว่าโดดจากเครื่องบิน เพราะชินุกความเร็วปล่อยจะต่ำกว่าทำให้พอหลุดจากท้ายแรมป์แล้วจะตกวูบลงไปเป็นเวลานานพอสมควรกว่าร่มจะกางกินลมเต็มที่ คล้ายๆกับโดดจากหอน้ำ(โดดน้ำจากหอโดดสูง 10 เมตร)ที่รร.ประกอบกับโดดท้ายแรมป์ทัศนวิสัยการมองเห็นชนิดเต็มตาทั้ง 2 ข้าง ส่วนเครื่องบินความเร็วตอนปล่อยจะสูงและโดดจากประตูข้าง พอหลุดออกจากเครื่องลมจะตีไปข้างหลังมากกว่าตกวูบไปข้างล่างทำให้ระยะที่ตกลงมาในแนวดิ่งก่อนร่มจะกางกินลมเต็มที่น้อยกว่าชินุก เขาจึงบอกว่าโดดจากชินุกเสียวท้องน้อยกว่าเครื่องบิน แต่ยังไงก็ช่างคราวนี้แหละผมจะได้รู้ความจริงซักที....ครูสั่งต่อ(สัญญาณมือ)ว่า"สับขอ" ทุกคนต่างก็สับขอในมือซ้ายของตัวเองเข้ากับสลิงในเครื่องซึ่งในชินุกจะอยู่เยื้องไปทางด้านซ้าย สับเสร็จ ดัง คลิ๊ก แล้วก็นำสลักเสียบเข้าไปในช่องเสียบ เป็นอันว่าโอกาสที่ขอจะหลุดจากสลิงเป็นอันหมดไปนอกจากสายขาด แต่คงจะยาก เพราะเห็นครูบอกว่าสายสแตติกทนแรงดึงตั้งหลายพันปอนด์น้ำหนักผมพร้อมร่มไม่กี่ร้อยปอนด์เองคงไม่ขาดง่ายๆหรอกมั้ง....สับขอเสร็จคำสั่งต่อไปก็มา(ถ้าใครเคยดูเรื่อง แบรนด์ ออฟ บราเธอร์ ฉากที่โดดร่ม ขั้นตอนมันจะคล้ายๆยังงั้นเลยครับ ขาดแต่ไม่มีกระสุน ปตอ. เท่านั้น)....."ตรวจสาย" ทุกคนจับสายสแตติกแล้วดึงพร้อมๆกัน 3 ที ปากก็ว่า"หนึ่ง สอง สาม"....คำสั่งต่อไป"ตรวจร่างกาย" ทุกคนต่างตรวจร่างกายครั้งสุดท้ายก่อนโดดตามขั้นตอนพร้อมทั้งใช้มือคลำ ตาดูเพื่อความแน่ใจปากก็พูดว่า" หนึ่ง หมวกเหล็ก สายรัดคาง....สอง เครื่องปลดปล่อยเพดานร่ม ซ้าย ขวา(อันนี้สำคัญครับ รุ่นน้องผมที่ไปเรียนต่อกัน โดดไปแล้วปรากฏว่าเชือกผูกหมวกกันหมวกหล่นไปดึงเอาเครื่องปลดปล่อยเพดานร่มข้างหนึ่งหลุดเข้า ไอ้เจ้าเรื่องปลดปล่อยฯนี้มีไว้เวลาลงพื้นแล้วร่มลากจะได้ดึงปลดร่มออกไป สายร่มข้างหนึ่งจึงหลุด ร่มจึงไม่กินลม ร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว ยังดีที่ยังมีสติ ดึงร่มช่วยตามขั้นตอนที่เรียนมาทันจึงรอดชนิดที่ว่าหวุดหวิดเพราะร่มช่วยกาง ตึ้งขาก็แปะพื้นแล้ว เล่นเอาคนข้างล่างใจหายใจคว้ำ)....สาม ขอเกาะปลดเร็ว หนึ่ง สอง สาม...สี่ ร่มช่วย...ห้า สายดึงประจำที่(อันนี้ตรวจให้เพื่อนข้างหน้า ตรวจดูว่าสายบิดหรือไปร้อยผ่านชุดแต่งร่มที่อาจทำให้เกิดอันตรายหรือเปล่า ตรวจเสร็จก็ ตบตูดเพื่อน)........ตรวจเสร็จ คำสั่งต่อไปก็มา"รายงาน" คนสุดท้ายก็จะใช้มือขวาตบตูดพร้อมกระทืบเท้านำ(ทุกคนอยู่ในท่ายืนโดยมีเท้าซ้ายเป็นเท้านำ มือซ้ายถือสายสแตติก มือขวา กุมร่มช่วยตรงบริเวณ ห่วงดึงร่มช่วย)ปากก็จะรายงานเป็นลำดับจากท้ายมาหน้าว่า"สิบสี่ พร้อม...สิบสาม พร้อม....สิบสอง พร้อม......(มาถึงคนหน้าสุด) ทั้งหมดพร้อม"..........ไม่ถึงอึดใจคำสั่งต่อไปก็มา"ยืนประตู"...คนหน้าสุดก็ส่งสาย พร้อมสืบเท้าเยื้องไปยังด้ายขวาของท้ายแรมป์(ขวาเมื่อหันหน้าไปทางท้ายแรมป์)ตรงไปยังจัมป์มาสเตอร์คนต่อๆไปก็สืบเท้าตามกันไปเรื่อยๆตามลำดับ..รอคำสั่งโดด....ผมตื่นเต้นมากยิ่งไปอีก ผมโดดคนที่ 6 เริ่มตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น การให้กำลังใจกันภายในเครื่องเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง....พอถึงจุด ดีซี จัมป์มาสเตอร์ก็สั่งโดด คนแรกก็โดดลงไป คนที่สอง สาม ก็ตามไปเรื่อยๆ ผมเห็นแถวเริ่มขยับไปข้างหน้า ผมก็สืบเท้าตามคนข้างหน้าไปเรื่อยๆมือซ้ายก็ถือสายสแตติกรูดตามสายสลึง เอ๊ย สลิงไปเรื่อยๆจนมาถึงไล่เหล่า แล้วก็สืบเท้าต่อไปยังเจ้าหน้าที่ปัดสาย(ครูฝึก) มือซ้ายก็รูดส่งสายไป ครูก็รับแล้วปัดไปให้สุดพร้อมไล่สายให้ ส่วนผมก็ละมือซ้ายลงมากุมร่มช่วย พร้อมทั้งกระชับข้อศอก แล้วก็สืบเท้าตามคนข้างหน้าไป ทีนี้แหละภาพข้างหน้าเต็มจอเต็มตาทั้งสองข้างเลย ลมพัดปะทะใบหน้า ผมมองลงไปข้างล่าง โห! สูงใช้ได้เลย คนข้างหน้าโดดลงไปแล้ว และแล้วผมก็มายืนอยู่ตรงปลายท้ายแรมป์ ถึงเวลาแล้วสินะ โอ้พระเจ้าช่วยกล้วยทอด พระเจ้าจอร์ชมันทอดยากจริงๆ จัมป์ฯดึงผมไว้ยังไม่ให้โดดเพราะสายสแตติกของคนข้างหน้ายังไม่ถูกลมตีขึ้นไปข้างบนถ้าโดดลงไปอาจโดนสายคนข้างหน้าถึงขั้นไหม้เป็นรอยสายได้ง่ายๆ(เพื่อนผมคนหนึ่งโดนที่ข้อมือเป็นแผละเหวอะหวะ) สายคนข้างหน้าดึงร่มให้กางแล้วหลุด ออกมาจากร่ม พร้อมทั้งถูกลมตีขึ้นข้างบน ในจังหวะเดียวกันกับที่ จัมป์ฯตบตูดพร้อมกระซิบที่ข้างหูขวาว่า"โดด"

    .........ผมเตะเท้าโดดออกไปตามขั้นตอน เก็บคอ กระชับข้อศอก มือกุมร่มช่วย บีบเข่า เท้าชิด ตาลืม ปากนับ " หนึ่ง พัน หนึ่ง หนึ่ง พัน สอง หนึ่ง พัน สาม หนึ่ง พัน สี่ ตรวจร่ม" ในจังหวะที่นับอยู่นั้น สายตา(ถ้าลืม)จะเห็นเท้าเราที่บีบชิดกันแน่นอยู่นั้นลอยยกขึ้นมาจนถึงประมาณหน้าอกร่มก็จะกางเต็มที่แล้วตัวก็จะเริ่มตก ร่มกางเสียงดัง พรึ้บ! ฮะฮ่า ร่มกางรอดตามแล้วกู(ในหัวผมคิด) พอร่มกางเรียบร้อยแล้วรู้สึกดีมากเลยครับ อยากให้มาเห็นบรรยากาศข้างบนที่ตัวเราลอยอยู่ในอากาศบ้างจังครับ รู้สึกสุดยอดมาก อิสรเสรี ในหูมีแต่เสียงลม วิวจากข้างบนสวยมากๆครับ แต่พอกำลังจะเงยหน้าขึ้นไปตรวจร่มว่าตีเกลียวหรือเปล่า ปรากฏว่าเงยหัวไม่ดี สายตามองเห็น ร่มของเพื่อนคนข้างหน้าที่โดดลงมาก่อน ผมตกลงแซงอย่างรวดเร็ว แต่ เอ๊ะ! ผมลงมาทีหลังทำไมถึงตกลงไปข้างล่างก่อนหว่า มือกำลังจะเอือมคลำไปหาสายบังคับร่มด้านบน(จะมีจุกไม่ก็อกอยู่ที่ปลายสาย) แต่เอ๊ะ! ทำไมสายร่มมันแปลกๆ และแล้วก็เจอตัวการ คือ ร่ม ผมมันตีเกลียวครับ(ตีเกลียวก็คือ สายร่มหมุนพันกันเป็นเกลียว) ซึ่งถ้าไม่แก้จะไม่สามารถบังคับร่มให้ทวนลมได้และจะลงตามลมอาจจะบาดเจ็บตอนลงพื้นได้เพราะจะลงแรง แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ บังคับร่มไม่ได้อาจจะทำให้ลอยไปชนและพันกับร่มเพื่อนข้างๆได้ครับ ดังนั้นถ้าใครเจอเพื่อนที่ร่มตีเกลียวครูเขาบอกว่าให้รีบดึงร่มหนีไปให้ไกลๆเพราะมันคือ อันธพาลเวหา ดีๆนี้เอง ผมก็เลยจัดการแก้เกลียวอย่างที่เรียนมา แก้เสร็จก็จับสายบังคับดึงร่ม ตามองหากรวยลม ข้างล่าง เพื่อหาทิศทางลม ปรากฏมันอยู่ใต้ขาพอดี จัดแจงดึงร่มทวนลมตามตำราเรียบร้อย ต่อไปก็เตรียมลงพื้น เอาละครับ งานนี้จะหมู่หรือจ่า จะโดดในจัมป์ต่อไปได้หรือไม่ก็ตอนลงพื้นนี่แหละครับ พอได้ระยะปุ๊บก็จัดการทำท่าทางการลงพื้นตามที่ฝึกมา เก็บคอ งอเข่าเล็กน้อย บีบสามจุดให้แน่น(หัวเข่า ปลายเท้า และส้นเท้า) กระชับข้อศอกเข้าหากันส่วนมือก็กำแล้วกดไว้ที่ข้างๆหมวก ตอนนี้แหละครับ มือใหม่จะเกิดอาการแหยงดิน เพราะสายตาที่เก็บคออยู่นั้นจะมองเห็นพื้นดินพุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็วใครที่ตกใจอาจจะหดเท้าหนีและอาจเจ็บได้ เราต้องเหยียดขา บีบสามจุดให้แน่น แล้วเกร็งเตรียมรับแรงกระแทก ผมว่าไอ้ตอนลงพื้นนี่หน้ากลัวกว่าตอนโดดออกมาจากเครื่องอีกครับ และแล้ว ผมก็ลอยละลิ่วลงมา เท้าสัมผัสพื้น ตุ๊บ! เอ๊ะ! ทำไมมันไม่เห็นเหมือนกับท่าทางตอนที่ฝึกอยู่ที่สถานีที่พื้นดินเลย แหม กะว่าจะบิดตัวเตะ ขาให้สวยงามซะหน่อย ปรากฏมันคนละเรื่องกันเลย ที่รู้สึกคือ มีแรงกระแทกอย่างแรงที่เท้าทั้งสอง หลังจากนั้นก็ไปตามแรงเฉื่อยที่เหลือ รู้สึกตัวอีกทีก็ ลงมานอนอยู่กับพื้น ไวเท่าความคิด ผมรีบลุก จะวิ่งตัดทางลม เพื่อกันร่มลาก แต่ อ้าว ใครกันว่ามาช่วยจับร่มไม่ให้กินลมแถมสะบัดม้วนเก็บให้เรียบร้อย เขาคือ เด็กเก็บร่มนั้นเอง นพวกนี้ก็คือ ชาวบ้านในพื้นที่นั้นแหละครับ มาเก็บให้ทุกรุ่น เก็บเสร็จ เราก็จะให้ทิบไปซักสิบ ยี่สิบ คนพวกนี้ช่วยเซพการบาดเจ็บจากร่มลากได้เยอะครับ เรียบร้อยผมก็ปลดชุดแต่งร่มออกแล้วเก็บใส่ถุงร่มหรือ คิทแบ็ก แล้วควักตังค์ให้ไป 10 บาท เป็นค่า ทิบ ในคุณงามความดี ที่ช่วยไม่ให้ผมโดนร่มลาก(เพื่อนผมบางคนเป็นแผลเหวอะหวะเพราะร่มลากเนื่องจากไปลงพื้นไกลเกินไม่มีเด็กเก็บร่มช่วย ลมแรงวิ่งตัดทิศทางลมไม่ทัน ร่มลาก กว่าจะคลำหาเครื่องปลดปล่อยฯเจอแล้วดึงปลดลม มันก็ลากไปหลายสิบเมตรแล้ว ผลก็อย่างที่บอกครับ) เสร็จแล้วก็ไปยังจุดรางานตัว รวมเวลาหลังหลุดมาจากฮ.และเท้าสัมผัสพื้นได้ 53 วินาทีพอดี ฮ่า เรียบร้อยแล้วสำหรับจัมป์แรกในชีวิตของผม ยังเหลืออีก 4 จัมป์ที่ต้องฟันฝ่ากันต่อไป....สู้เขาต่อไปไอ้มดแดง เย้ๆ

    ………….. ....... ยังมีต่อ

    ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


    กลับสู่หน้าหลัก

  • กลับสู่หน้าหลัก

    CounterSee who's visiting this page.

    เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

    ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
    บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 24 พ.ค. 48
    โดย FW 190 Email: new_worrier@hotmail.com ซึ่งเป็นผู้เขียนบทความต้นฉบับ ท่านสามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่ http://www.crma53.com