ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
.......... แผนของสัมพันธมิตรที่จะยุติสงครามก่อนวันคริสต์มาสเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.๑๙๔๔ ด้วย การยุทธส่งทางอากาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ สอง เพื่อทำการยุทธบรรจบกับหน่วยภาคพื้นดิน คือ การยุทธที่ Arnhem นั้นได้ถูกกล่าวถึงน้อยมากในบันทึกทางประวัติศาสตร์ ทั้งนี้เพราะสัมพันธมิตรไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ตามแผนดังกล่าว และไม่สามารถยุติสงครามได้จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ.๑๙๔๕ ซึ่งเป็นระยะเวลาอีกถึงแปดเดือนต่อมา หลังจากการยุทธที่ Arnhem สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ได้มีผู้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์สงครามที่ยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่ง ซึ่งท่านผู้อ่านหลายท่านคงได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ หน่วยพลร่มชั้นยอด จากกองพลทหารพลร่มที่ ๑ ของอังกฤษได้เตรียมการที่จะโดดร่มลงปฏิบัติการหลังแนวข้าศึกถึง ๑๗ ครั้งในระหว่างฤดูร้อนปี ค.ศ.๑๙๔๔ แต่ไม่เคยได้ปฏิบัติการเลย เนื่องจากภารกิจถูกยกเลิกและดูเหมือนว่าจะไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติการอีกแล้ว จนกระทั่ง จอมพลเบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี่ ได้เสนอ แผนยุทธการ Market garden ในต้นเดือนกันยายน ปี ค.ศ.๑๙๔๔ เพื่อเอาชนะเยอรมันก่อนวัน คริสต์มาส จึงทำให้กองพลทหาร พลร่มที่ ๑ ของอังกฤษ มีโอกาสได้รับมอบให้ปฏิบัติภารกิจที่สำคัญนี้
.......... ในฤดูร้อน ปี ค.ศ. ๑๙๔๔ หลังจากสัมพันธมิตร ประสบผลสำเร็จในการยกพลขึ้นบก ที่ นอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส และสามารถยึดกรุงปารีสคืนได้จากฝ่ายอักษะ ในวันที่ ๒๔ ๒๕ สิงหาคม ปี ค.ศ. ๑๙๔๔ แล้วในเดือนกันยายนปีนั้นเอง กองทัพสัมพันธมิตรก็สามารถรุกเป็นแนวกว้างเข้าสู่แม่น้ำไรน์ ซึ่งเป็นพรมแดนของประเทศเยอรมัน โดยหมู่กองทัพที่ ๒๑ อันประกอบด้วยกองทัพที่ ๒ ของอังกฤษ และกองทัพที่ ๑ ของแคนาดา ภายใต้การบังคับบัญชาของจอมพล มอนต์โกเมอรี่ อยู่ห่างจากแคว้น Ruhr แหล่งอุตสาหกรรมของเยอรมัน ประมาณ ๑๖๐ กม. ขณะเดียวกันกับกองทัพที่ ๓ ของสหรัฐฯ ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพลแพตตัน อยู่ห่างจากแคว้น Saar แหล่งอุตสาหกรรมทางใต้ของเยอรมัน ประมาณ ๑๖๐ ก.ม. เพื่อเตรียมรุกต่อไปยังเมือง แฟรงเฟริต การรุกของกองทัพอังกฤษ และสหรัฐฯ ภายใต้การนำของสองนายพลผู้มีชื่อเสียงนั้นจำต้องหยุดลงเพราะ ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และการสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงที่เพียงพอ แม่ทัพทั้งสองจึงได้ร้องขอการสนับสนุนไปยัง นายพลไอเซน ฮาว ผู้บัญชาการยุทธบริเวณภาคพื้นยุโรป เพื่อได้รับการสนับสนุนก่อน เพราะนั่นหมายถึงการมีชื่อเสียงที่จะเป็นหน่วยแรก ที่รุกเข้าสู่ดินแดนเยอรมัน และในวันที่ ๑๐ กันยายน ค.ศ. ๑๙๔๔ จอมพลมอนต์โกเมอรี่ ได้เดินทางไปพบ นายพลไอเซน ฮาว พร้อมกับเสนอแผนการรบ เพื่อให้มีชัยชนะต่อเยอรมนี ด้วยการรุกเข้าทางด้านหลังผ่านฮอลแลนด์ โดยใช้หน่วยทหารพลร่มส่งกำลังทางอากาศเข้ายึดสะพานห้าแห่ง บนเส้นทางหลัก Eindhoven ถึง Arnhem ระยะทางประมาณ ๙๖ กม เพื่อเปิดเส้นทางให้หน่วยยานเกราะ ที่เป็นหัวหอกของกองทัพที่ ๒ ของอังกฤษ รุกผ่านพรมแดนระหว่างเบลเยี่ยมกับฮอลแลนด์เข้าสู่ Arnhem และจาก Arnhem มันเป็นการง่ายที่จะเข้าตีทางปีกของแนว Siegfried และรุกต่อไปอย่างรวดเร็วเข้าสู่แคว้น Ruhr
.......... นายพลไอเซน ฮาว ไม่ค่อยมั่นใจนักต่อแผนของ จอมพล มอนต์โกเมอรี่ แต่เขาก็ได้อนุมัติแผนดังกล่าวในขณะที่กองทัพสหรัฐ ฯของนายพลแพตตัน ยังคงหยุดอยู่ที่ Metz ทางตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส จอมพลมอนต์โกเมอรี่ ก็ได้วางแผนในรายละเอียดสำหรับการโจมตี ในวันที่ ๑๗ กันยายน ปี ค.ศ. ๑๙๔๔ โดยใช้รหัสลับสำหรับการปฏิบัติการในครั้งนี้ว่า Market garden (Market หมายถึง หน่วยส่งทางอากาศ และ Garden หมายถึง หน่วยภาคพื้นดิน)
.......... ที่ประเทศอังกฤษ ได้มีการระดมเครื่องบินลำเลียงชนิดต่างๆ รวม ๕,๐๐๐ เครื่อง สำหรับการปฏิบัติการในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นการยุทธส่งทางอากาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่สัมพันธมิตรเคยปฏิบัติมา หน่วยทหารพลร่ม ๓ กองพล ได้แก่ หน่วยทหารพลร่ม ที่ ๑๐๑ และ ๘๒ ของ สหรัฐฯ กองพลทหารพลร่มที่ ๑ ของอังกฤษ และกองพลน้อยทหารพลร่มที่ ๑ โปแลนด์ จะถูกส่งลงเข้าปฏิบัติการในห้วงเวลาสามวัน เนื่องจากไปมีเวลาเพียงพอที่จะส่งลงในวันเดียว เพราะต้องใช้ระยะทางถึง ๔๘๐ กม.ต่อหนึ่งเที่ยวบิน หน่วยทหารพลร่มที่ ๑๐๑ จะถูกส่งลงที่ Eindhoven ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ ในขณะเดียวกันหน่วยทหาร พลร่มที่ ๘๒ จะถูกส่งลงย่านกลางที่บริเวณ Nijmegen สำหรับที่หมายหลักของจอมพลมอนต์โกเมอรี่ คือ สะพานคอนกรีตขนาดใหญ่ข้ามแม่น้ำไรน์ที่เมือง Arnhem ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือนั้น ได้เตรียมไว้เป็นที่หมายของกองพลทหารพลร่มที่ ๑ ของอังกฤษที่มีสมญานามว่า Red Devis และหน่วยทหารพลร่มโปแลนด์ ซึ่งทั้งสองหน่วยนี้ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ พลตรีโรเบิร์ต เออกูฮาท ผู้รู้ดีว่าหน่วยของเขาจะต้องทำการยึดที่หมาย สุดท้ายไว้ให้นานที่สุดจนกว่าหน่วยกำลังภาคพื้นดินจะมาถึงเพื่อทำการยุทธบรรจบ และหากแผนครั้งนี้ผิดพลาด หน่วยของเขาจะปราศจากการสนับสนุนใด ๆ โดยสิ้นเชิง
.......... ความยุ่งยากเริ่มส่อเค้าให้เห็นตั้งแต่ตอนเริ่มต้น แต่ปราศจากการประเมินสถานการณ์ในแง่ดีเกินไปจึงไม่มีผู้ใดสนใจ ทั้งๆ ที่ได้มีรายงานจากหน่วยใต้ดินชาวดัชท์ก่อนหน้านี้ว่าได้พบเห็นหน่วยยานเกราะเยอรมันใกล้กับ Arnhem (ภาพถ่ายทางอากาศของ กองทัพอากาศอังกฤษก็ได้ยืนยันรายงานนี้เช่นกัน) กองพลทหารพลร่มที่ ๑ ของอังกฤษ ได้รับการบรรยายสรุปครั้งสุดท้ายก่อนปฏิบัติการว่า พวกเขาจะได้รับการต้านทานอย่างเบาบางจากหน่วยทหารชั้นสองของเยอรมัน ภายในห้วงระยะเวลาไม่เกิน ๔๘ ช.ม. ก่อนที่กำลังทางพื้นดิน คือหน่วยยานเกราะของกองทัพที่ ๒ จะมาถึง และเนื่องจากกองทัพอากาศอังกฤษเชื่อว่าสะพานซึ่งเป็นที่หมายหลักนั้น ได้วางอาวุธต่อสู้อากาศยานไว้จึงไม่สามารถบินเข้าใกล้เกินไปได้ทำให้ พลตรีโรเบิร์ต เออกูฮาท จำเป็นต้องเลือกพื้นที่ส่งลง ซึ่งเป็นที่โล่งห่างจากที่หมายไปทางตะวันตก ประมาณ ๙-๑๒ ก.ม.
.......... ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๗ กันยายน ปี ค.ศ.๑๙๔๔ ซึ่งเป็นวันแรกของการปฏิบัติการเครื่องบินลำเลียง และเครื่องร่อน ได้บินเข้าสู่ชายฝั่งทะเลประเทศฮอลแลนด์ การส่งลงกระทำในตอนบ่าย เป็นไปอย่างราบรื่น และสร้างความประหลาดใจให้กับทหารผ่านศึกเยอรมันสองกองพล ของหน่วย เอส เอส แพนเซอร์ และกองพันแพนเซอร์เกรนาเดียร์ ซึ่งมีอาวุธชนิดใหม่ คือ เครื่องยิงลูกระเบิดหลายลำกล้อง แต่ในไม่ช้าทหารเยอรมันก็เริ่มรู้ตัว และเข้าต่อต้านหน่วยที่ส่งลงในระลอกแรกได้ทำการสู้รบเพื่อป้องกันรักษาพื้นที่ส่งลง
ที่เตรียมไว้ให้กับหน่วยส่งทางอากาศระลอกที่ ๒ ที่จะเข้าปฏิบัติการในวันรุ่งขึ้น
.......... ทั้งสามกองพัน ของกองพลน้อยทหารพลร่มได้รุกคืบหน้าไปยังสะพานในเมือง Arnhem โดยทำการรุกคนละเส้นทางผ่านป่าโปร่ง และบริเวณสิ่งปลูกสร้างถาวร ในขณะนั้นเองวิทยุของหน่วยก็เริ่มขัดข้อง ทำให้ขาดการติดต่อและประสานกันระหว่างหน่วย นอกจากนั้น หน่วยยังขาดการประสานกับหน่วยข้างเคียงในสถานการณ์กำลังจะสับสนยุ่งยากขึ้นทุกที
.......... กองพันที่ ๑ และกองพันที่ ๓ ของกรมทหารพลร่มได้รุกคืบหน้าไปตามถนนไฮเวย์หลัก และในไม่ช้าก็ถูกตรวจพบ และถูกระดมยิงจากข้าศึก อย่างไรก็ตาม พันโทจอห์น ฟรอสต์ ผู้บังคับกองพันที่ ๒ ได้นำกองพันที่ ๒ รุกคืบหน้าไปบนถนนชั้นสองที่เลียบแม่น้ำไรน์ และพบว่าสะพานรถไฟได้ถูกทำลายก่อนที่พวกเขาจะป้องกันรักษาไว้ได้ และสะพานเครื่องหนุนลอยก็ใช้การไม่ได้ แต่ที่หมายหลัก คือสะพานถนนคอนกรีตขนาดใหญ่ ยังคงอยู่ และใช้การได้ดี เมื่อหน่วยทหารพลร่มมาถึงมันเป็นเวลาเริ่มมืดแล้ว หน่วยทหารพลร่มอังกฤษ จึงเข้ายึดบ้านในบริเวณนั้นเพื่อตรวจการณ์ทั้งสองฝั่งแม่น้ำไรน์
..........ความพยายามที่จะป้องกันรักษาหัวสะพานด้านทิศใต้ ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากถูกเข้าตีผลักดันโดยหน่วยทหารแพนเซอร์เกรนาเดียร์ของเยอรมัน แต่หน่วยทหารพลร่มก็สามารถรักษาหัวสะพานด้านทิศเหนือไว้ได้ และมีกำลังและอำนาจการยิงเพียงพอที่จะสร้างปัญหาให้กับ พลโท วิลเฮล์ม บริทิช ผู้บัญชาการกองทัพน้อย เอส เอส แพนเซอร์ ที่ ๒ ของเยอรมัน โดยที่เขาไม่สามารถเคลื่อนย้ายกองพลแพนเซอร์ของเขา จำนวน ๑ กองพล เข้าตีโต้ตอบขับไล่ฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ Nijmegen ตามที่ได้รับคำสั่ง ขณะเดียวกันเขาก็ได้พยายามเคลื่อนย้ายยานเกราะบางส่วนโดยใช้ท่าข้ามที่อยู่ห่างไปไม่กี่ไมล์ทางตะวันออกแต่ประสบผลสำเร็จไม่มากนัก ดังนั้นเขาจึงสั่งการให้หน่วยทหารเยอรมัน เข้าเคลียร์สะพาน และบุกข้ามฝั่งไปให้ได้ไม่ว่าจะสูญเสียเท่าใดก็ตาม กองพันทหารพลร่มอังกฤษของ ฟรอสต์ ได้ทำการรบอย่างดุเดือดเพื่อป้องกันตนเองจากการบุกโจมตีระลอกแล้วระลอกเล่าของหน่วยทหารเยอรมัน หน่วยทหารพลร่มของอังกฤษสามารถทำลายขบวนยานเกราะของเยอรมันจำนวน ๒๒ คัน ที่รุกไล่ติดตามมาจากทางด้านทิศใต้ บ้านเกือบทุกหลังในบริเวณนั้น ถูกระดมยิงหรือถูกเพลิงไหม้ ห้องใต้ดินเต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิต
.......... ไม่นานนักหลังจากส่งลงระลอกแรก พลตรี เออกูฮาท ก็ไม่สามารถติดต่อกับหน่วยรองของเขาได้เนื่องจากปัญหาด้านการติดต่อสื่อสาร ดังนั้นเขาจึงได้ขับรถจี๊ป ออกจากที่บังคับการกองพล เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ด้วยตนเอง ด้วยการบังเอิญเขาได้พบกับผู้บังคับหน่วยรอง คือ พลจัตวาเจอรันด์ ลาทเบอรี่ ผู้บัญชาการกองพลน้อยพลร่มที่ ๑ ซึ่งรุกไปข้างหน้าพร้อมกับกองพันที่ ๓ ซึ่งสถานการณ์ การสู้รบขณะนี้มีการต่อสู้เกิดขึ้นทั่วไปบนถนนในตัวเมือง พลจัตวา ลาทเบอรี่บาดเจ็บมาก และในที่สุดก็ถูทหารเยอรมันจับเป็นเชลย พลตรี เออกูฮาท ได้ซ่อนตัวอยู่บนห้องเพดานของบ้านหลังหนึ่ง และตัดสินใจขับรถฝ่าสระสูนปืนกลับมายังโรงแรม Harten stein ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งของที่บัญชาการกองพล โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๔.๘ กม. และในระหว่างที่เขาหายไปเกือบ ๔๐ ชั่วโมงนั้น ได้มีรายงานข่าวว่าเขาได้ถูกเยอรมันจับไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่ไม่อยู่ ก็คือ สถานการณ์ที่เลวลงทุกขณะ การส่งลงระลอกที่สองโดยนำกำลังที่เหลือของกองพลทหารพลร่มที่ ๑ มาสู่พื้นที่ปฏิบัติการนั้น ได้ถูกชะลอการปฏิบัติได้เนื่องจากสภาพอากาศ และในเช้าวันจันทร์ ที่ ๑๘ กันยายน ปี ค.ศ.๑๙๔๔ เมื่อทหารพลร่มระลอกสองมาถึงทหารเยอรมันได้พร้อมรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว โดยเยอรมันได้คนพบสำเนาแผน Market garden ทั้งหมดในซากเครื่องร่อน ทำให้เยอรมันรู้แผนการปฏิบัติของสัมพันธมิตรทั้งสิ้น การสู้รบอย่างดุเดือดเกิดขึ้นทั่วไป เป็นบริเวณกว้างหน่วยทหารพลร่มขาดการติดต่อระหว่างหน่วยโดยสิ้นเชิง ทหารพลร่มอังกฤษจำเป็นต้องสู้กับรถถังแพนเซอร์, รถถังไทเกอร์ และปีนใหญ่อัตตาจร ด้วยปีนไรเฟิล, ปืนกลมือและระเบิดขว้าง สถานการณ์ที่หน่วยภาคพื้นดินได้รับทราบในขณะนั้นคือ กองพันทหาร พลร่ม ที่ ๒ ยังคงยึดหัวสะพานด้านทิศเหนืออยู่ แต่ประสบความสูญเสียอย่างหนัก ตลอดวันอังคาร กองพันที่เหลือได้พยายามที่จะเข้าช่วยเหลือกองพันที่ ๒ ของพันโท ฟรอสต์ แต่ไม่สามารถกระทำได้สำเร็จเนื่องจากหน่วยทหารราบ และยานเกราะของเยอรมันได้เข้ามาเสริมกำลังเพิ่มเติมอีก โดยที่ เออกูฮาทไม่รู้ว่ากองพลน้อยพลร่มของโปแลนด์ ยังคงอยู่ที่อังกฤษ เนื่องจากสภาพอากาศทำให้ไม่สามารถส่งลงเข้าปฏิบัติการได้ในวันนั้น และได้มีบางส่วนของหน่วยเครื่องร่อนโปแลนด์ ที่อยู่ในสนามบินตอนใต้พยายามร่อนลงในพื้นที่ส่งลง ซึ่งเป็นย่านกลางของสนามรบ และได้ถูกระดมยิงจากทั้งสองฝ่ายทำให้สูญเสียอย่างหนัก ในวันนั้น กองพลทหารพลร่มอังกฤษได้รอการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ที่สำคัญเพิ่มเติม แต่พื้นที่ส่งลงได้ถูกข้าศึกยึดได้ ดังนั้นพลตรี เออกูฮาท จึงพยายามส่งวิทยุขอให้เครื่องบินลำเลียงสัมพันธมิตรทิ้งสิ่งอุปกรณ์ให้ใกล้กับโรงแรม Harten stein ซึ่งเป็นที่บัญชาการกองพล อย่างไรก็ดีวิทยุของเขาใช้การไม่ได้ และกองทัพอากาศอังกฤษ ก็ไม่เคยได้รับข่าวนี้เลย นักบินอังกฤษได้บินอย่างกล้าหาญฝ่าการระดมยิงของ ปตอ. ข้าศึกเข้ามาทิ้งสิ่งอุปการณ์ที่มีค่า โดยได้ทิ้งลงไปอยู่มือของฝ่ายเยอรมัน จากสิ่งอุปการณ์สำคัญได้แก่ กระสุน, เสบียง และยา จำนวน ๓๙๐ ตัน ที่ทิ้งลงมาทั้งหมด มีเพียงจำนวน ๓๑ ตันเท่านั้นที่ถึงมือหน่วยทหารของกองพลทหารพลร่มที่ ๑ และเนื่องจากหน่วยทหารพลร่มไม่สามารถรวมกำลังกันได้ และกอบกับได้ประสบความสูญเสียยอย่างหนัก พลตรี เออกูฮาท จึงตัดสินใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในคืนวันที่ ๑๙ กันยายน ปี ค.ศ.๑๙๔๔ โดยจำเป็นต้องทิ้งให้กองพันที่ ๒ ของ พันโท ฟอร์ต ทำการรบโดยลำพัง และนำกำลังส่วนที่เหลือของกองพลทหารพลร่มที่ ๑ มาสร้างแนวป้องกันรอบบริเวณโรงแรม Harten stein ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ที่ยังรอดชีวิตอยู่สามารถยึดรักษาที่มั่นสุดท้ายไว้ได้ จนกว่าหน่วยรถถึงของอังกฤษ จะมาถึง
..........ในวันที่ ๒๐ กันยายน ปี ค.ศ.๑๙๔๔ ภายหลังจากที่สามารถแก้ไขวิทยุได้ พลตรี เออกูฮาท ได้ร้องขอให้ย้ายพื้นที่ส่งลงของหน่วยทหารพลร่มโปแลนด์ จากทางด้านใต้ซึ่งยังคงถูกข้าศึกยึดครองไปยัง Driel ที่ห่างไปทางตะวันตก ประมาณ ๘ กม. และ ณ ที่นั้นจะมีท่าข้ามสามารถนำหน่วยทหารพลร่มโปแลนด์ ข้ามแม่น้ำเข้ามาช่วยกองพลทหารพลร่มที่ ๑ ป้องกันพื้นที่ตั้งรับไว้ได้ แต่สภาพอากาศก็ยังไม่ดีขึ้น และหน่วยทหารพลร่มโปแลนด์ยังคงรอปฏิบัติการอยู่ในประเทศอังกฤษสำหรับสถานการณ์ Arnhem หน่วย Red Devils ได้สู้รบอย่างกล้าหาญท่ามกลางการระดมยิงด้วยอาวุธทุกชนิดของฝ่ายเยอรมัน และที่บริเวณสะพาน กองพันที่ ๒ ของพันโท ฟรอสต์ได้ยืนหยัดต่อสู้มาสามวัน จนกระทั่งกระทั่งกระสุนใกล้หมดลง และในที่สุดที่มั่นของทหารพลร่มก็ถูกทหารเยอรมันเข้ายึด ฝ่ายเยอรมันสามารถข้ามแม่น้ำได้สำเร็จ และเตรียมเผชิญหน้ากับ กองทัพที่ ๒ ของอังกฤษ ที่กำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา
.......... ในวันพฤหัสบดี หน่วยทหารพลร่มโปแลนด์ที่เข้มแข็ง จำนวน ๑,๕๐๐ นาย ได้โดดลงที่ Driel และพบว่าท่าข้ามบริเวณนั้นใช้การไม่ได้ ขณะเดียวกันทหารเยอรมันได้รอพวกเขาอยู่แล้ว ดังนั้นทหารพลร่มโปแลนด์จึงได้ขุดหลุมป้องกันตนเอง และต่อสู้กับฝ่ายเยอรมัน มีเพียง ๒๐๐ นาย ที่พยายามเคลื่อนที่ต่อไปเพื่อเสริมกำลังให้กับ พลตรี เออกูฮาท
..........เช้าตรู่วันต่อมาซึ่งเป็นเวลา ๔ วัน ๑๘ ชั่วโมง หลังจากการส่งลงระลอกแรกที่ Arnhem ส่วนล่วงหน้าของหน่วยยานเกราะอังกฤษ(กองทัพที่ ๒)ก็มาถึง Driel และขณะที่กำลังของอังกฤษมาถึงฝั่งแม่น้ำด้านใต้ สถานการณ์ ของ พลตรี เออกูฮาท ยังคงเลวร้ายลงเรื่อย ๆ แม้หน่วยกองพันที่ ๔ (Doraet)ได้พยายามข้ามแม่น้ำไปเสริมกำลังให้ เออกูฮาทแต่ก็ไม่สามารถช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเสบียงอาหาร และกระสุนเกือบหมดลงแล้วตลอดจนความพยายามส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์เพิ่มเติมก็ล้มเหลว และในวันที่ ๒๕ กันยายน ปี ค.ศ. ๑๙๔๔ เวลาประมาณหกโมงเช้า เออกูฮาท ก็ได้รับคำสั่งให้นำกำลังถอนตัวได้โดยทำการถอนตัวในเวลากลางคืนข้ามแม่น้ำด้วยเรือแพที่มีอยู่ ไม่มีใครคิดว่าจะมีทหารพลร่มถอนตวกลับมาได้มากนัก และไม่มีการเตรียมยามพาหนะสำหรบเคลื่อนย้ายทหารที่เหนื่อยล้าจากการสู้รบมาตลอดแปดวันเต็ม จำต้องเดินด้วยเท้าต่อไปอีก ๑๗ กิโลเมตร เพื่อไปพบกับหน่วยยานเกราะของกองทัพที่ ๒ ซึ่งหยุดอยู่ที่ Nijmegen
..........จากจำนวนทหารพลร่ม ๑๐,๐๐๕ นาย ของกองพลทหารพลร่มที่ ๑ มีเพียง ๒,๑๖๓ นาย เดินทางไปถึง Driel พร้อมกับทหารโปแลนด์ ๑๖๐ นาย และทหารอังกฤษ จากกรม Derset shire อีก ๗๕ นาย ที่พยายามเข้าช่วยเหลือหน่วยทหารพลร่ม ที่ทิ้งไว้เบื้องหลังคือ ผู้เสียชีวิตจำนวน ๑,๒๐๐ นาย, บาดเจ็บ, สูญหายหรือถูกจับเป็นเชลย อีกจำนวน ๖,๖๔๒ นาย สำหรับฝ่ายเยอรมันสูญเสีย จำนวน ๓,๓๐๐ นาย ซึ่งหนึ่งในสามของจำนวนนี้เสียชีวิตในการรบ หลังความหายนะที่ Arnhem แผน Market garden ก็ได้ถูกยกเลิกและสงครามก็ไม่สามารถยุติลงได้ก่อนคริสต์มาสในบันทึกของ จอมพล มอนต์โกเมอรี่ เขาอ้างเหตุผล ๔ ประการที่ทำให้แผนของเขาไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนี้
ประการที่ ๑ หน่วยเหนือไม่ให้ความสนใจ และให้ความสำคัญต่อแผนการยุทธในครั้งนี้ว่าเป็นหัวหอกของสัมพันธมิตรที่พุ่งเข้าสู่แคว้น Ruhr แหล่งอุตสาหกรรมของเยอรมัน
ประการที่ ๒ หน่วยทหารพลร่มถูกส่งลงห่างจากสะพานมากเกินไป
ประการที่ ๓ สภาพอากาศในขณะนั้นไม่เอื้ออำนวย
ประการที่ ๔ กองทัพน้อย ที่ ๒ ของหน่วย เอส เอส แพนเซอร์ มีความเข้มแข็งเกินคาดหมาย และฟื้นตัวได้เร็วหลังจากประสบความพ่ายแพ้ในตอนแรก
.......... นอกจากนั้นเขายังได้บันทึกต่อไปว่า แผนการยุทธครั้งนี้ จะประสบผลสำเร็จทันทีหากได้รับการสนับสนุนกำลังพล และยุทโธปกรณ์ที่เพียงพอ แต่ความจริงที่ปรากฏก็คือสัมพันธมิตรได้สูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์จำนวนมาก สำหรับความพยายามที่จะข้ามแม่น้ำไรน์อันยิ่งใหญ่ เพราะหลังจากการยุทธ ที่ Arnhem แล้วสัมพันธมิตรยังต้องทำการรบอีกถึงแปดเดือน จนกระทั่งเดือน พฤษภาคม ๑๙๔๕ จึงจะได้รับชัยชนะเด็ดขาดและยุติสงครามในยุโรป ได้อย่างแท้จริง
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
บทความต่อไป
ยังมีต่อ -

กลับสู่หน้าหลัก
|
พันเอก อักษรา เกิดผล

กลับสู่หน้าหลัก

เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน
ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า
Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
|