บทความที่ผ่านมา สงครามภาคพื้น : ทฤษฎี และหลักนิยมในศตวรรษที่ 21*
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
............... ปัจจุบันประเทศไทยเรากำลังมีเหตุการณ์ไม่สงบในบางพื้นที่ของประเทศไทย เป็นเรื่องน่าฉงน น่าฉุกคิด ว่านับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สำคัญครั้งใหญ่ที่ท้าทายกำลังทหาร โดยการปล้นปืน จากหน่วยทหารระดับกองพันที่มีขีดความสามารถในการรบอย่างทหารราบได้ และจากนั้นจนบัดนี้ เหตุการณ์ไม่สงบ (เราพยายามเรียกกันเช่นนั้น) ก็ยังคงไม่สงบ และมีบางคราวที่ได้มีเหตุการณ์ที่ตอกย้ำความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา อย่างไม่สามารถคาดการณ์ได้ คำถามสำคัญคือ เกิดอะไรขึ้น? ปฏิบัติการทางจิตวิทยาที่ได้ผลด้วยวิธีการง่าย ๆ ลงมือไม่เลือกผู้คนที่ถูกกระทำ ไม่เลือกเวลา และสถานที่ ไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่าง เป็นรูปแบบวิธีรบที่หน่วยทหารต้องเร่งศึกษาในเชิงศาสตร์ทางสงครามหรือยุทธวิธี ข้อมูลจากห้องติดตามสถานการณ์ (War Room) ในหน่วยต่าง ๆ ที่ถูกทำให้มีขึ้น มีข้อมูลมากมาย แต่ถ้าไม่นำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์เพื่อสร้างความเข้าใจ ก็แทบไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย แต่ถ้าพิจารณาดูดี ๆ แล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่า เรากำลังเผชิญและอยู่ในสงครามยุคที่ 4 (Fourth Generation Ware) ถ้าไม่ใช่ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีความพยายามที่จะทำให้เข้าสู่สงครามยุคที่ 4 จึงเป็นประเด็นน่าสนใจที่กองทัพควรเร่งศึกษาทำความเข้าใจถึงรูปแบบของสงครามนี้ให้กระจ่างชัด เพื่อจะได้ปรับประยุกต์รูปแบบวิธีรบให้สอดคล้อง แต่เป็นเรื่องที่น่าคิดทีเดียว และน่ากังวลอย่างยิ่งต่อประโยค One key to success in Fourth Generation war might be lost to win ( Lind,2004:15) เราอาจจะไม่มีทางชนะโดยเด็ดขาดในสงครามยุคที่ 4 (ขอให้เป็นเพียงอาจจะเถอะ) เรื่องราวของสงครามยุคที่ 4 นี้เป็นเพียงการศึกษาและนำเสนอในขั้นต้น ที่อาจมีแง่คิดบางประการ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง (จริง ๆ แล้วก็คือทุกคน ทุกระดับในกองทัพ) ได้ศึกษาต่อไปให้เข้าใจมากขึ้น
สงครามยุคที่ 4? สงครามรูปแบบใหม่ (Modern Warfare)
............... William S. Lind (2004:12-16) ได้กล่าวถึงสงคราม 4 ยุค โดยเริ่มต่อจากสนธิสัญญาสงบศึกใน Westphalia ในปี 1648 ที่เป็นจุดสิ้นสุดของสงครามที่ดำเนินมาถึง 30 ปี
............... สงครามยุคที่ 1 (The First Generation) ในสงครามสมัยใหม่ที่มีลักษณะเป็นยุทธวิธีการรบเป็นเส้นและเป็นคอลัมน์ (ซึ่งเป็นรูปขบวนรบที่เราพบเห็นได้ในภาพยนตร์สงครามเก่า ๆ : ผู้เขียน) โดยอยู่ในห้วง 1648 1860 สงครามแบบนี้เกิดขึ้นโดยมีสนามรบที่เป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการปฏิบัติตามคำสั่ง (culture of order) มีความแตกต่างที่เกิดขึ้นมากที่สุดระหว่างทหารและพลเรือน ทั้งเครื่องแบบ การแสดงความเคารพ มีการแบ่งชั้นยศ เหล่านี้เป็นผลพวงจากสงครามยุคที่ 1 ต่อมาปัญหาได้เกิดขึ้นจากกำลังขนาดใหญ่ขึ้น มียุทธโธ-ปกรณ์ที่ทันสมัย เช่น ปืนกล (machine guns) เป็นต้น การรบแบบเส้นตรงและคอลัมน์ ถูกเลิกใช้ หรือหากใช้อยู่ก็จะเป็นการนำไปสู่การฆ่าตัวตาย (suicidal) ในขณะที่ Hammes (2004. cited in Echevarria, 2005:7) ได้กล่าวถึงสงครามยุคที่ 1 ว่า เป็นเรื่องของการใช้กำลังคนมาก (massed manpower) เป็นหลัก ที่เห็นได้ชัดก็คือ the Napoleonic Wars ส่วน Gould and spinney (2001:1) กล่าวว่า เป็นสงครามรัฐชาติที่คลาสสิค (Classic nation-state war) ดังนั้นเราจะเห็นว่า สงครามยุคที่ 1 เป็นระบบการรบที่เน้นกำลังคน มีการจัดรูปแบบการรบที่ทำให้ปรากฏพลังอำนาจทางการรบ โดยใช้ขบวนรบของกำลังพลจำนวนมาก เข้าทำลายขวัญ ทำลายกำลังข้าศึก ดังนั้นกำลังพลจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
............... สงครามยุคที่ 2 (The Second Generation) สงครามยุคนี้เป็นคำตอบหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวัฒนธรรมของการออกคำสั่งและสภาวะแวดล้อมทางการทหาร ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยกองทัพบกฝรั่งเศส ในห้วงระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในยุคที่ 2 เป็นเรื่องพลังอำนาจการยิงขนาดใหญ่ คือปืนใหญ่นั่นเอง ที่ทำให้เป้าหมายถูกระดมยิงและกลายมาเป็นหลักนิยม ที่ประเทศฝรั่งเศสเรียกว่า the artillery conquers the infantry occupies ปืนใหญ่เป็นผู้กำหนดชะตาการรบ ทหารราบเข้าบดขยี้ จุดสำคัญเป็นการควบคุมอำนาจการยิง (firepower) โดยต้องมีการกำหนดรายละเอียดของแผนอย่างระมัดระวัง รวมทั้งการออกคำสั่ง สำหรับทหารราบ, รถถังและปืนใหญ่ อันเป็นลักษณะของพฤติกรรมสงครามที่ผู้บังคับบัญชาเปรียบเสมือน the conductor of an orchestra สงครามยุคที่ 2 การเคารพเชื่อฟังของบรรดาทหารและรวมทั้งนายทหารทั้งหลายด้วย นับเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นเรื่องของวัฒนธรรมการปฏิบัติตามคำสั่ง ที่มุ่งเน้นที่ยึดมั่นคำสั่ง เคารพกฎ กระบวนการและแนวทางการปฏิบัติ การเชื่อฟังมีความสำคัญมากกว่าความคิดริเริ่มที่แท้จริง แล้วความคิดริเริ่มเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา เพราะจะเป็นอันตราย แผนรวมทั้งหมด วินัยคือจากบนลงล่าง และบังคับให้เป็นไปตามนั้น สงครามยุคที่ 2 ยังคงเกิดขึ้นในวิถีทางการสงครามแห่งอเมริกันชนในปัจจุบันที่เห็นได้เฉกเช่น ในอาฟกานิสถานและอิรักที่อเมริกันบอกว่า war means putting steel on target และยังคงเกิดขึ้นใน Armys Armor School ที่ Fort Know, Kentucky ที่ครูฝึกคนหนึ่งกล่าวในชั้นเรียนว่า I dont know why I have to teach you all this old French crap, but I do Hammes (2004) ให้ความเห็นว่า สงครามยุคที่ 2 เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของพลังอำนาจหลักของโลก ปรากฎในสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เน้นอำนาจการยิง (firepower) Gould and spinney (2001) กล่าวว่า เป็นสงครามที่เกิดจากอุตสาหกรรมจากการผลิตปืนใหญ่ที่มีอำนาจ การทำลายสูง เป็นยุคที่เกิดขึ้นระหว่าง สงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ จนกระทั่ง สงครามโลกครั้งที่ 1 นักทฤษฏีทางสงคราม เห็นว่าเป็นยุคที่เน้นพลังอำนาจการยิงเป็นสิ่งควบคุมวิถีการรบ ใครมีอำนาจการยิงก็จะได้เปรียบ การปฏิบัติตามคำสั่งยังมีความจำเป็น ซึ่งบางทีก็ดูเหมือนไม่ค่อยมีเหตุผลตามที่ Lind ได้กล่าวไว้
............... สงครามยุคที่ 3 (The Third Generation) เป็นผลที่เกิดจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ถูกพัฒนาโดยกองทัพบกของเยอรมัน ในนามของสงครามกลยุทธ์ (maneuver warfare) ไม่ใช่เรื่องของอำนาจการยิงและการทำลายให้ขีดความสามารถลดลง แต่เป็นเรื่องของความเร็ว และความประหลาดใจ (ไม่คาดฝัน) เป็นเรื่องราวของการเข้าไปในพื้นที่ส่วนหลังของข้าศึกและทำลายล้าง เป็นการพยายามทำให้ข้าศึกถูกโดดเดี่ยวและทำลาย สงครามยุคนี้ไม่เป็นเส้นตรง (nonlinear) ยุทธวิธีเปลี่ยนไปในสงครามยุคนี้ที่มุ่งไปที่ปฏิบัติตามสถานการณ์และ ข้าศึกผลลัพธ์ที่ต้องการคือ ชัยชนะ ไม่ใช่ยึดมั่นในเรื่องของกระบวนการและวิธีการ ในระหว่างการฝึกจำลองยุทธ์ (wargames) นายทหารชั้นต้นของเยอรมันได้รับบ่งการ/ปัญหาการรบและสามารถแก้ปัญหาได้โดยการไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง คำสั่งที่พวกเขากำหนดเพื่อพวกเขาเอง คือต้องบรรลุภารกิจ จะเห็นได้ว่า ความริเริ่มมีความสำคัญมากกว่าการเชื่อฟัง (ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ที่ไม่มากมายนักจากความคิดริเริ่มจะต้องทนยอมรับได้) ทั้งนี้อยู่ที่วินัยในตนเอง (self-discipline) ณ ตรงนี้เป็นจุดทำลายวัฒนธรรมของการปฏิบัติตามคำสั่ง Hammes (2004) ได้กล่าวถึงเช่นเดียวกันว่า กองทัพเยอรมันเป็นผู้มีอิทธิพลหลักในสงครามยุคนี้ โดยเป็นการดำเนินกลยุทธ์ รวมทั้ง Gould and spinney (2001) ก็ได้กล่าวทำนองเดียวกัน ถึงการใช้กลยุทธ์ทั้ง ยุทธวิธีการแทรกซึมลงในพื้นที่ส่วนหลังของข้าศึก สงครามสายฟ้าแลบ (Blitzkrig) การใช้วงรอบการตัดสินใจ (decision cycles) ซึ่งพัฒนามาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จนกระทั่งมีการรบแบบ Air Land Battle จะเห็นว่าเป็นสงครามที่เริ่มเน้นความริเริ่ม แต่มุ่งที่ผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ
............... สงครามยุคที่ 4 (The Fourth Generation) เป็นลักษณะของการกระจายอำนาจและส่งเสริมความคิดริเริ่ม เป็นการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดนับจากสันติภาพของ Westphalia ในสงครามยุคที่ 4 จะไม่ใช่สงครามขั้วเดียว จะไม่มีใครเป็นผู้ผูกขาดความเป็นขั้วเดียว ในการรบพวกเขาจะพบว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่รัฐ (nonstate actors) เช่น al-Qaeda, Hamas, Hezbollah and the Revolutionary Armed Forces of Colombia ทุก ๆ ที่ความเป็นรัฐจะไม่มี (the state is losing) สงครามในยุคที่ 4 จะกลับไปสู่โลกทางวัฒนธรรม ในปัจจุบันที่เห็นได้ชัดคือการเผชิญหน้าระหว่างชาวคริสต์ของโลกตะวันตกและอิสลาม กำลังทหารของรัฐ อาจจะไม่สามารถเข้ามาทำอะไรต่อข้าศึกในสงครามยุคที่ 4 Lind ยังให้ข้อสังเกตว่ากำลังพลประเภทใดที่เราต้องการในการกำลังรวมพิเศษ เขาคิดว่าจิตใจมีความสำคัญมากกว่ากล้ามเนื้อ (คือความแข็งแกร่ง ทรหดอดทนของร่างกาย) ซึ่งสิ่งนี้ยังไม่เกิดความชัดเจนต่อกำลังรบพิเศษของสหรัฐฯ ว่าเข้าใจหรือไม่ เขาต้องตระหนักว่าในสงครามยุคที่ 4 พวกเราจะกลายเป็นผู้อ่อนแอกว่า ไม่ใช่ส่วนที่แข็งแกร่งอีกต่อไป ทั้ง ๆ ที่พลังอำนาจการยิงและเทคโนโลยีอยู่ที่เราทั้งหมด เราคงตระหนักว่า ใคร(ข้าศึก)ที่สู้? และพวกเขาสู้เพื่ออะไร? มีความเกี่ยวโยงถึง การต่อต้านการปกครอง (insurgency) ได้ใช้การทำให้เกิดผลต่อทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยาและการทหาร(Hammes,2004) ในขณะที่ Gould and Spinney (2001) กล่าวว่า ในสงครามยุคนี้จะใช้มนุษย์เป็นเครื่องมือ อันเป็นลักษณะการรบนอกแบบ (querrilla warfare) การใช้ทฤษฎีของเลนินน์ ในการต่อต้านรัฐบาลอย่างเปิดเผย (the Leninst theory of insurrection) ใช้การก่อการร้ายแบบเก่า ด้วยการปฏิบัติการทางทหาร การคัดเลือกนักรบ (warriors) สร้างความเชื่อแบบฝังจิตฝังใจที่จะยอมสละชีวิตในลักษณะยอมฆ่าตัวตาย (suicide) ได้
............... จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นว่า โลกกำลังเผชิญรูปแบบใหม่ของการก่อการร้ายที่เป็นเรื่องของความเชื่อทางศาสนา การนับถือนิกาย ชาติพันธุ์ ขณะที่ผู้ก่อการร้าย จากที่มีสมาชิกหลัก 100 1,000 คน ในอดีตจะเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายแผนใหม่ที่มีสมาชิกเพียงเล็กน้อย (Abbott, 2004 : 54) การก่อการร้ายที่มากไปกว่าเรื่องของชาติพันธุ์ ความไม่มีเหตุผลและยากที่จะป้องกัน มีความยากมากต่อการแยกการก่อการร้าย จากสงครามนอกแบบ หรือจากอาชญากรรมและการก่อการร้ายในเมือง การก่อการร้ายในลักษณะของกลุ่ม al-Qaeda การใช้อาวุธทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction : WMD) และจากปฏิบัติการโจมตีตึก World trade Center and Pentagon เรื่องราวต่าง ๆ นี้ ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องของสงครามอสมาตร (Asymmetric Warfare) ที่ Joint Strategy Review (1999 : 2 Cited in Metz, 2001 : 24) ได้นิยาม วิธีการแบบอสมาตร ( Asymmetric Approaches) ว่าเป็นความพยายามเอาชนะโดยอุบายหรือวิธีการทำลายจุดแข็งของฝ่ายตรงข้าม ในขณะเดียวกัน ขยายจุดอ่อนโดยใช้วิธีการที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง จากความคาดหวังการปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม... โดยให้เกิดผลกระทบหลักทางด้านจิตวิทยา เช่น ทำให้ช็อค หรือเกิดความสับสน จากความริเริ่มของฝ่ายตรงข้ามที่มีเสรีภาพในการปฏิบัติ... วิธีการแบบอสมาตร เป็นในเชิงนวัตกรรม ยุทธวิธีที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิม ทั้งอาวุธหรือเทคโนโลยี สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับของสงคราม ยุทธศาสตร์, ยุทธการและยุทธวิธี และสามารถปฏิบัติได้อย่างกว้างขวางของปฏิบัติการทางทหาร Lieutenant General Frederic J. Brown (21002 : 31 91) ได้กล่าวถึง 6 สิ่งสำคัญที่สหรัฐ ฯ จะต้องให้ความสำคัญและทำให้เกิดความได้ดุลยภาพ เพื่อให้บรรลุภารกิจ คือ หลักนิยม (doctrine) การฝึก (training) การพัฒนาความรู้ (leader development) องค์การ (organization) วัสดุอุปกรณ์ (materiel) และทหาร (soldiers) หรือ DTLOMS และเข้าได้เพิ่มเวลา (time) เป็นสิ่งที่ 7 เข้าไปด้วย
............... จะเห็นได้ว่าสงครามยุคที่ 4 ที่เป็นลักษณะสงครามแบบใหม่ จะต้องสร้างให้กำลังพลทุกคน ทุกระดับมีความเข้าใจ สงครามที่ต้องใช้ความริเริ่มมากกว่าจะรอคำสั่ง สงครามที่อาจมีลักษณะเป็นแบบอสมาตร ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งสำคัญทั้ง 7 สิ่ง และเราอาจกล่าวได้ไม่ผิดนัก นี่คือ สงครามรูปแบบใหม่
อะไรที่เราควรทำ
............... จากความรู้ดังกล่าว คงจะย้อนกลับมาถามตัวเราเองว่า แล้วอะไรล่ะที่เราควรทำ สร้างให้เกิดความรู้ ถ้าเรายังเป็นกองทัพที่มีการฝึกโดยอิงหลักนิยม (Army doctrine based Training) ความรู้ที่เกิดจากการสอน (Teaching), การฝึก (Training) และการเรียนรู้ (Learning) การสอนเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่มักเป็นวิธีการเรียนในชั้นเรียน รวมทั้งการอ่านและการฟังบรรยาย (lecture) การฝึกเป็นการปรับปรุงการปฏิบัติให้เกิดทักษะ การเรียนรู้เป็นการสร้างให้เกิดความรู้ใหม่ ตามรูปแบบปัญหาการศึกษาให้แตกฉานและให้ได้ข้อค้นพบ การสอนและการฝึกเป็นการทำไปตามองค์ความรู้ที่มีอยู่จริง แต่การเรียนรู้ไม่ใช่เพราะเป็นการแสวงหาข้อค้นพบใหม่ (Worley, 2001 : 40) กองทัพสหรัฐ ฯ ได้สร้างระบบข้อมูลย้อนกลับการฝึก (Training Feedback System : TFS) ที่พยายามสร้างแนวคิดทางการศึกษา การเรียนรู้ในเรื่องราวของความรู้และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ชั้นสูง (Knowledge and Adventure Learning Environment : KALE) ทั้งในเรื่องของสถาบัน, ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง การฝึกเป็นหน่วยและการกำหนดการปฏิบัติแก่ทหาร (Gunzelman, 2001 : 30) เราจะพบว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เราได้เรียนรู้ คือ การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของทหาร การเรียนรู้โดยตัวพวกเขาเองที่ให้อยู่รอด การดำรงพิทักษ์รักษากำลังทหาร ให้พวกเขาได้รู้ ได้คิด ได้ศึกษา เขาให้ความสำคัญต่อการให้ได้ศึกษาเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ ๆ และขณะเดียวกันก็ได้พยายามศึกษาให้ลึกซึ้ง เพื่อให้ได้ข้อค้นพบในศาสตร์ทางการทหาร โดยเฉพาะบริบทที่เปลี่ยนไปของสงคราม... สงครามยุคที่ 4 เพื่อศึกษาให้รู้เท่าทัน อันเป็นหนทางในการปรับปรุงยุทธวิธีในการสู้รบ แม้จะยังไม่บรรลุผลเท่าที่ควร แต่ก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการคิด การพยายามศึกษาค้นคว้าเพื่อแก้ปัญหา เหมือนอย่างในกรณีที่ Captain Stepen C. Small (2000 : 36) ได้กล่าวถึงอาวุธปืนขนาดเล็ก (small arms) และ/หรือปืนพกในศตวรรษที่ 21 ควรมีลักษณะดังนี้
1. มีน้ำหนักเบาเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการป้องกันบุคคล
2. ลดขนาดลำกล้อง แรงสะท้อนถอยหลังและการส่งกำลัง
3. เพิ่มความจุของแมกกาซีนและเพิ่มอำนาจการยิง
4. ปรับปรุงพัฒนาขีดความสามารถของกระสุนให้เพิ่มขึ้น ทั้งการทะลุทะลวงและการระเบิด
5. มีระบบการควบคุมการยิงด้วยคอมพิวเตอร์ ที่วิเคราะห์วิถีกระสุน การยิงในเวลากลางคืน การ
อาศัยความร้อนและมีขีดความสามารถตลอด 24 ชม.
6. เป็นระบบ mix and match ทั้งเครื่องยิงลูกระเบิดและปืนสั้น มีระบบเล็ก red dot, ไฟฉาย
.............เราจะเห็นถึงตัวอย่างของความพยายามที่จะศึกษา พัฒนาทั้งคน ยุทโธปกรณ์ หรือกล่าวโดยรวมก็คือ
ทั้ง 7 องค์ประกอบดังกล่าว
............. สิ่งที่เราควรทำจากข้อความรู้ข้างต้น พึงเข้าใจว่า เราจะใช้รูปแบบวิธีรบหรือยุทธวิธีในสงครามยุคที่ 1 3 มาใช้ในการรบในสงครามยุคที่ 4 นั้น ไม่อาจบรรลุผลสำเร็จได้ และจะประสบกับความสูญเสียตลอดเวลา จนส่งผลทางจิตวิทยาต่อสังคม ถึงความไร้ประสิทธิภาพของกำลังรบลงเรื่อย ๆ นี่เรียกว่า การขยายจุดอ่อน ในสงครามอสมมาตร สิ่งที่เราได้พบเหตุการณ์จริงคือ การชิงตัวประกันจะไม่มี การจับตัวประกันเพื่อเจราจาต่อรองแทบไม่มี คือ ตัวประกันจะต้องถูกกระทำให้แบบที่เห็นทั้งกรณีทหารนาวิกโยธินและครู 2 ท่าน การรบจะไม่มีสมรภูมิ ทุกพื้นที่คือสนามรบ ที่น่ากลัวคือเงื่อนไขเวลาที่นานเข้า มีนักวิชาการทางความมั่นคงหลายท่าน ได้กล่าวถึงจุดที่ทำให้เกิด นักรบพลีชีพ สำหรับกำลังทหาร การฝึกการรบในแบบ คือ หมู่ ตอน หมวด กองร้อย กองพัน กรม... ยังคงมีความจำเป็น แต่เป็นไปเพื่อการฝึกเพื่อเรียนรู้ แต่จะต้องเป็นวิธีรบในสงครามยุคที่ 4 เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังสงครามอ่าว ยุทธการพายุทะเลทราย ไม่ค่อยปรากฏว่ามีการรบในแบบเกิดขึ้นส่วนใดของโลก แต่ที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป เป็นสงครามตอบโต้ที่ไม่ใช้กำลังทหาร การใช้กองกำลังทหารที่มีแสนยานุภาพ มีพลังอำนาจการยิง มีเทคโนโลยีสูง อาจไม่ได้รับชัยชนะสงครามยุคที่ 4 และอาจได้รับความสูญเสีย ความย่อยยับตามมาอย่างอเนกอนันต์
บทบาทกองทัพต่อสงครามยุคที่ 4
............. แม้เราไม่อาจจะเรียกได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่สงครามยุคที่ 4 แท้จริงเป็นหรือไม่ ผู้อ่านต้องตรองดู แต่สิ่งที่ผู้เขียนอยากเสนอแนะก็คือ
1. ต้องเร่งให้การศึกษา ฝึกอบรมให้กำลังพลทหารทุกระดับ มีความเข้าใจยุคของสงครามที่
เปลี่ยนไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะรูปแบบสงครามยุคที่ 4 สงครามในอนาคต
2. การพัฒนารูปแบบยุทธวิธี ที่อาจเรียกว่า นวัตกรรมทางยุทธวิธี ต้องเร่งสร้างสมรรถนะให้เกิด
ขึ้นกับกำลังพลแต่ละคน โดยมุ่งมองถึงกำลังพลแต่ละคน ควรจะรู้อะไร มีขีดความสามารถทางด้านใดที่ควรพัฒนาให้มากขึ้น รูปแบบยุทธวิธีที่ใช้คนให้น้อยลง ที่ขีดความสามารถหรือสมรรถนะสูงขึ้น การรบในแบบเป็นทีม 2 4คน มีความจำเป็นมากขึ้น เรื่องของความแข็งแกร่ง เดินไป 20 กิโลเมตรแล้วยิง คงไม่ใช้อีกต่อไปแล้ว แต่จะเป็นเรื่องของจิตใจ มากกว่ากล้ามเนื้อ
2. หาทางเพิ่มการฝึกในรูปแบบหน่วยขนาดเล็ก 2 4 คน การสร้างความกลมกลืนกับฝูงชนใน
ท้องถิ่น การปฏิบัติการทางยุทธวิธีที่รวดเร็วและมีอำนาจการยิงที่แม่น มีสมรรถนะในการตัดสินใจที่รวดเร็วและเป็นทีม ที่ถูกต้องเหมาะสม การมีเวลาที่จะเข้าปฏิบัติ จนการช่วยเหลือจากหน่วยเหนือมาถึง ความเฉลียวฉลาด การระมัดระวัง เป็นคู่หู เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ
3. กำลังพลพึงระมัดระวังรูปแบบยุทธวิธีที่ใช้การก่อการร้าย ในสงครามนอกแบบ เช่น ไม่เลือก
ยุทธภูมิ การจับเป็นตัวประกัน และทำร้ายจนเสียชีวิต โดยแทบจะไม่มีการเจรจาต่อรอง เป็นต้น เพราะฉะนั้นกำลังพลต้องระวังไม่ให้ถูกจับเป็นตัวประกัน
4. การพัฒนาอาวุธประจำกายให้มีสมรรถนะสูง (โดยไม่ต้องสั่งซื้อเพิ่มเติมอะไรจากต่างประเทศ)
เป็นสิ่งจำเป็น ไม่ควรใช้อาวุธที่มีขนาดเป็นปลย. แต่ควรมีในลักษณะชุดยิงสนับสนุน
5. ให้ทหารทุกคนศึกษาทำความเข้าใจในตำราพิชัยสงคราม ซุนวู เพราะปัญหาและคำตอบอยู่ใน
ตำราเล่มนี้หมดแล้ว รูปแบบนั้นเป็นไปตามความบางตอนของตำราพิชัยสงครามนี้
6. สภาวะที่แสดงโดยนัยยะทางยุทธศาสตร์ ซึ่งจะต้องมีการวิเคราะห์ วิจัยและพัฒนาในเรื่องของ
การฝึกและการพัฒนาผู้นำ ในสภาพที่เกิดขึ้นในกองทัพว่ามีวิวัฒนาการ จนกระทั่งปัจจุบันและอนาคตมีแนวโน้มอย่างไร เพราะการปรับรูปแบบวิธีคิด และวิธีรบ อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนองคาพยพ ที่ต้องอาศัยผู้นำเป็นผู้ขับเคลื่อน อันนับเป็นสิ่งจำเป็นและอาจจะหลีกเลี่ยง ดังรูปแบบที่ Lieutenant General William M. Steel and Lieutenant Colonel Robert P. Walters Jr.
สรุป
หากเราได้ทำการศึกษา เรียนรู้ถึงวิวัฒนาการของสงครามให้เข้าใจที่มาที่ไป ความเปลี่ยนแปลงไปของสงคราม ก็จะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ได้ถูกกล่าวถึงในตำราพิชัยสงคราม กงล้อแห่งสงครามยังคงดำเนินต่อไป ตรรกะของวัฏจักรการดำรงชีวิตของผู้คนบนโลก แม้จะเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาและวิธีคิด แต่ก็คงอยู่ในวัฎจักร การสร้างความเข้าใจ ความตระหนัก ให้เกิดขึ้นกับกำลังพลในกองทัพ เป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรหลีกเลี่ยง และควรพิจารณาให้เร็วขึ้น ให้ทันสมัย ไม่ยึดติดกับวิธีคิดเดิม ๆ เหมือนอย่างกรณีที่เราใช้รูปแบบของยุทธ์ในสงครามยุคที่ 1 3 มาใช้ในยุคที่ 4 ย่อมไม่ได้ผล ตามแนวคิดของ Lind ไม่ใช่ทหารจะไม่เชื่อฟังคำสั่ง แต่เมื่อพิจารณาดี ๆ แล้ว ผู้ที่ออกคำสั่งจะต้องเป็นลักษณะให้เปิดกว้างที่จะให้เกิดความคิดริเริ่มมากขึ้น บทสรุปสุดท้าย อะไรคือกองทัพ และกองทัพกำลังทำอะไร และกองทัพจะทำอะไรในอนาคต แต่ ณ ตอนนี้เรารู้หรือยังว่า เรายืนอยู่จุดไหนของสงครามทั้ง 4 ยุค และเราจะรับมืออย่างไร ?
บทความต่อไป .
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

กลับสู่หน้าหลัก
|
โดย พ.อ.ชรัติ อุ่มสัมฤทธิ์
charato_24@hotmail.com

กลับสู่หน้าหลัก

เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน
ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า
Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
|