หน้าที่หนึ่งเดียวของทหารคือ การป้องกันประเทศและปกป้องประชาชน
สงครามภาคพื้น : ทฤษฎี และหลักนิยมในศตวรรษที่ 21* By LTC.Richard D. Hooker. Jr., US Army ท่านคิดอย่างไร

บทความที่ผ่านมา วิสัยทัศน์และการบังคับบัญชากองพัน* By LTC Jack H.Cage, Us Army
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

กล่าวนำ

..................... คราหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสนำเสนอโครงการวิจัยต่อคณะกรรมการระดับ ทบ. ประธานในการประชุม ได้เกิดประเด็นคำถามในที่ประชุม ว่า หนักนิยมคืออะไร ซึ่งในที่นั้นมีหน่วยรับผิดชอบในการจัดทำหลักนิยมอยู่ด้วย แต่ไม่มีใครที่จะให้คำจำกัดความได้ ด้วยความเป็นผู้น้อยของผู้เขียน จึงได้แสดงทัศนะสั้น ๆ และเกิดความใคร่รู้ เพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักนิยม จึงศึกษาหาอ่าน จึงพบบทความนี้ใน Military Review ซึ่งในภาพกว้าง ๆ แล้ว ความหมายของหลักนิยม ก็ไม่ต่างจากที่ผู้เขียนเคยให้ทัศนะไว้ในที่ประชุมดังกล่าวข้างต้นเลย LTC. Richard D. Hooker Jr. ผู้เขียนบทความนี้ เป็น ผบ.พัน 2 กรมทหารราบส่งทางอากาศ ที่ 505 กองพลส่งทางอากาศที่ 82 เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากโรงเรียนนายร้อยทหารบกสหรัฐฯ ( เวสท์ปอยท์ ) สำเร็จระดับปริญญาโทและเอกจาก University of Verginia บทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อกองทัพบก เนื่องจากมีความพยายามปรับโครงสร้างกองทัพให้เล็กลง และทำให้เห็นถึงทฤษฎีและหลักนิยมว่ามีความเกี่ยวพันกันอย่างไรในระดับหนึ่ง อันอาจทำให้สร้างความกระจ่างได้ในระดับหนึ่ง ในเรื่องของหลักนิยม 5 ครั้งใน 20 ปีที่กองทัพบกสหรัฐฯ มีการปรับปรุงหลักนิยม FM 100-5, Operations ปัจจุบันกองทัพบกมีขนาดเล็กลง,ประหยัดงบประมาณ,มีความสามารถทางเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ก็มีความเปราะบางมากขึ้นเช่นกัน กับการที่เป็นกองทัพที่มีขนาดเล็กลง แต่มีเทคโนโลยีสูงจึงทำให้เกิดความท้าทายต่อกองทัพบก ยุคใหม่ คือ การบรรลุวัตถุประสงค์ ต่อยุทธศาสตร์ชาติอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด โดยไม่มีการยิงและใช้อำนาจกำลังรบขนาดใหญ่ กองทัพบกจึงต้องจัดทำหลักนิยมที่เหมาะสม สำหรับโลกอนาคตที่มีความแตกต่าง แต่ยังคงมีอันตราย มีความต้องการหลักนิยมใหม่ในการรบร่วม/ผสม ทั้งในอากาศและทางทะเล ซึ่งศัตรูแม้ไม่มีความสมบูรณ์เท่า แต่กำลังภาคพื้น ก็ยังมีภัยคุกคามหลักมากมาย เพราะความขัดแย้งของมนุษยชาติ ยังคงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเรื่องอาณาเขต ประชากรและทรัพยากร การทำให้หลักนิยมการรบภาคพื้นมีความเหมาะสม มีความสำคัญเท่าเทียมกับสิ่งอื่นที่กองทัพบกจะต้องทำให้มีขึ้นในยุคต่อไป
[*Land Warfare:21th – Century Theory and Doctrine เป็นบทความตีพิมพ์ใน Military Review ฉบับ March-April 2000 หน้า 85 – 87 . *วทบ. (ทบ.) , ศศ.ม. (พัฒนาสังคม) เกษตรศาสตร์ , ศศ.ม. (การทหาร) วิชารองเศรษฐศาสตร์ รร.สธ.ทบ.สบส , Ph.D.candidate (บริหารการศึกษา) จุฬาฯ (ทุน ยศ.ทบ.)]

ความท้าทายทางยุทธศาสตร์ (Strategic Challenge)

..................... ยุทธศาสตร์ของกองทัพบกในช่วงหลังที่มีความเกี่ยวเนื่อง หลังจากยุคสงครามเย็น ปัจจุบันกองทัพบกมีขนาดเล็ก,เทคโนโลยีสูง, กำลังป้องกันทางบกที่ถูกจำกัดขอบเขตในการเข้าร่วม เพื่อที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามพ่ายแพ้ กองทัพบกจะต้องมีโครงสร้างที่ทำให้มีการกระจายกำลังอย่างรวดเร็วทางยุทธศาสตร์ ที่มีผลต่อการปฏิบัติการร่วม/ผสม กับเหล่าทัพอื่น และกำลังพันธมิตร ยุทธศาสตร์ชาติของสหรัฐฯ ต้องการหลักนิยมร่วมและการฝึกที่ทำให้มี ความสามารถในการให้การสนับสนุนและความพร้อมรบในระดับสูง อันทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อผลสำเร็จ ในชัยชนะของสงครามและการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือสงคราม ดังการประกาศยุทธศาสตร์รวมของสหรัฐฯ ในการต่อสู้และได้ชัยชนะ ทั้ง 2 เขตการสงครามหลัก ในสงครามอ่าวฯ

..................... สหรัฐฯ จะไม่เผชิญหน้าอย่างยาวนานต่อศัตรูที่มีอำนาจกำลังรบที่ยิ่งใหญ่ เพื่อความดำรงอยู่ของชาติ แต่การล่มสลายของโซเวียต ทำให้เกิดความขัดแย้งทางอาณาเขต ความเชื่อแบบดั้งเดิม วัฒนธรรมและการกีดกัน ทางเชื้อชาติ ที่เกิดขึ้นในโซเวียต ทั้ง Balkans,sub-Saharan Africa,Middle East and Southwest Asia การล่มสลายของขั้วอำนาจ ทำให้เกิดความเป็นสากล ความขัดแย้งระหว่างรัฐ ทั้งในคาบสมุทรเกาหลีและอิหร่าน การดำเนินการทางการเมืองที่ทำให้เกิดความเกลียดชังชาติตะวันตก ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อพันธมิตรและผลประโยชน์ของเรา

..................... ในบางกรณี ปัจจุบันภารกิจของกองทัพบกมีมากกว่าเดิม ขณะที่การสนับสนุนมีน้อยลง กองทัพบกถูกลดลงอย่างไม่ได้สัดส่วน หลังจากการสิ้นสุดสงครามเย็น โครงสร้างกำลังรบหายไป 40% และปัจจุบันกำลังพลถูกลดลงจนอยู่ในระดับต่ำสุด นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 การลดลงครั้งใหญ่ ทั้งการสนับสนุน ถูกบังคับโดยการลดงบประมาณ ของกองทัพบกลง ปัจจุบันกองทัพบกมีขีดความสามารถน้อยลง ในการเผชิญหน้าพลังอำนาจ ด้านอาณาเขตต่อฝ่ายตรงข้าม กับวิธีการแบบดั้งเดิม

..................... ในห้วง 10 ปีที่ผ่านมา กองทัพบกปฏิบัติการรบโดยใช้อำนาจการยิงที่เหนือกว่ามากมายและการส่งกำลังบำรุงที่เพียงพอ มีการสนับสนุนกำลังทางอากาศและทางทะเล หลักนิยมของกองทัพบกจะพิจารณาว่าสงครามที่มีลักษณะเป็นเส้นตรง (Linear) กำลังรบทางภาคพื้นดิน ดำเนินกลยุทธ์โดยใช้อำนาจการยิงที่เหนือกว่าไปยังข้าศึก (กล่าวคือ ใช้การทุ่มเททรัพยากรอย่างมหาศาล ไม่ได้ปรับให้สอดคล้องตามสภาพ ถ้าเป็นเส้นกราฟก็จะไม่โค้ง งอ ซึ่งในมุมมองของสหรัฐฯ อาจจะถือว่าไม่มากมายเท่าใด แต่เมื่อเปรียบเทียบกับภาพการมองของประเทศระดับกลางและเล็กแล้ว ถือว่ามาก:ผู้แปล) วิธีการดังกล่าวนี้ การรบภาคพื้นดินจึงประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น โดยการทำลายกำลังข้าศึกในสนามรบ อย่างไรก็ตามกองทัพบกในทุกวันนี้มีขนาดเล็กลงมาก และทรัพยากรก็ถูกจำกัดลง ซึ่งส่งผลต่อการถ่วงเวลาสถานการณ์ทางการรบ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องกลับมามองว่า ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนวิธีการที่ประยุกต์ใช้พลังอำนาจทางทหาร อันจะยังคงทำให้ประสบชัยชนะทางภาคพื้นดินได้ต่อไป

บทบาทของหลักนิยมและทฤษฎี (Doctrine and Theory’s Role)

..................... หลักนิยม คืออะไร? นิยามสั้น ๆ โดยทั่วไปคือ จะรบอย่างไรหรือวิธีการที่จะรบ (How to flight) จุดที่มีความสำคัญที่อาจทำให้เกิดการผิดพลาดต่อการทำให้เป็นเหตุการณ์ในบริบทที่เราต้องการให้เป็น โดยยังคงใช้กฎแบบเดิม หรือความเป็นทางการ ก็อาจเป็นความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับฝ่ายเราอย่างแน่นอน สำหรับยุทธวิธี เทคนิคและขั้นตอน ต่าง ๆ จะบ่งบอกให้เห็นถึงวิธีการที่จะรบหรือจะรบอย่างไร ลักษณะเกี่ยวกับการรบนี้ นับเป็นขั้นตอนแรกที่จะทำให้เกิดความเข้าใจว่า หลักนิยมคืออะไร และทำไมหลักนิยมจึงเป็นศูนย์กลางของชัยชนะในสงคราม หลักนิยม คือกระบวนการที่จะใช้แก้ปัญหาในสงคราม พื้นฐานของหลักนิยมทั้งหมดทั้งสิ้น คือ ทฤษฎีเกี่ยวกับสงคราม

..................... ความเชื่อมโยงระหว่างทฤษฏีและหลักนิยม คือ หลักพื้นฐาน ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะว่าทฤษฏีจะทำ 2 สิ่งที่พวกเราต้องการเพื่อการตัดสินใจในสงคราม คือ 1. ภาพในความคิดของสนามรบ พร้อมเหตุผลในการอธิบายว่าทำไมและอย่างไร ต่อปฏิกิริยาของสนามรบ เหตุการณ์นี้อาจจะทำให้ดูเหมือนว่าเกิดความสับสน สนามรบจริงที่เป็นตรรกะ มีเหตุผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตามหลักการแล้ว ทำไมข้าศึกทำแบบนั้น ซึ่งต้องสามารถอธิบายถึงวิธีการ อย่างเที่ยงตรง 2. ทฤษฏีของสงคราม คือ ระบบของความคิดที่สามารถอธิบายความเป็นพลวัตของกองกำลังที่ขัดแย้งและเป็นแนวทางที่จะทำให้ผู้ที่ตัดสินใจ ประสบความสำเร็จในสงคราม ทฤษฏีเป็นความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจต่อสงคราม เพราะว่าจะกำหนดเป็นกรอบแนวความคิด ทำให้เกิดความเข้าใจในสนามรบและการแก้ปัญหาของสนามรบ ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับสังคม แนวโน้มหรือสัมพันธภาพกับปรากฏการณ์ในความเป็นจริง ที่ว่า ความขัดแย้งของมนุษย์ ที่จะยังคงกลับมาเกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นวัฎจักร อย่างที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ของเรา

..................... ทฤษฎีทำให้เข้าใจปรากฏการณ์ของสงครามที่เต็มไปด้วยความสับสน อลม่าน โดยการเชื่อมโยงของแนวความคิดที่ต่อเนื่อง อันจะทำให้เรื่องราวทั้งหมด จากการใช้ทฤษฎี หลักนิยม คือสิ่งที่เล็กน้อยกว่าหลักการความเป็นจริง เราใช้ทฤษฎีเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจธรรมชาติของสงครามความขัดแย้งของมนุษย์และโครงสร้าง วิธีการที่เราเสริมสร้างกำลังรบ กรอบในการปฏิบัติและพฤติกรรมในสนามรบ หลักนิยมทำให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ

..................... แน่นอนว่าไม่มีทฤษฎีใดที่สมบูรณ์ ลักษณะของบุคคลในการรบ ความชัดเจนและผลลัพธ์ที่เป็นเหตุเป็นผลที่สมบูรณ์ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมนักทฤษฎีจึงคาดการณ์ผลลัพธ์ ผิดพลาดบ่อยครั้ง ทฤษฎีไม่สามารถคาดการณ์ได้ทุกเรื่อง แต่สามารถทำให้ผู้ที่ต้องตัดสินใจ อธิบายเรื่องราวได้ทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้น และอะไรคือสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น อย่างคร่าว ๆ 80% ของการแก้ปัญหามีการประยุกต์ใช้หลักทฤษฎีต่อการทำความเข้าใจในสนามรบ ภาพที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า โดยการพิจารณาเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลง

..................... ความลุ่มลึกของหลักนิยมที่มีคุณค่า ที่นำมาถ่ายทอดจะเป็นจุดหลักของความสำเร็จในสงคราม นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญในบทบาทของทฤษฎี โดยความพยายามที่จะก่อรูป จัดพิมพ์ ผลิตออกมาและประยุกต์ใช้กับหลักนิยม แม้ว่ากองทัพบกจะมีเพียง 1 ทฤษฎีสงครามสำหรับหลาย ๆ เหตุผล ซึ่งอาจหลีกเลี่ยงต่อคำถามที่ว่า ทำไมสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่พวกเขาทำในการรบ การใช้ทรัพยากรที่มากมายมหาศาลของกองทัพบกแบบดั้งเดิม นำไปใช้ในสนามรบ โดยมุ่งถึงเรื่องยุทโธปกรณ์และเทคนิค ในการรบภาคพื้นดิน เพื่อให้ได้ชัยชนะในศตวรรษต่อไป วิธีการนี้ อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นอีก

ทฤษฎีสงคราม (Theory’s of War)

..................... มีการพูดคุยอย่างกว้างขวาง ว่ามี 2 ทฤษฎีหรือแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการที่กองทัพบกควรจะสู้รบ คือเน้นที่อำนาจการยิง ระดมไปยังจุดศูนย์กลางของการปฏิบัติการรบ และการดำเนินกลยุทธ์ขณะเคลื่อนกำลังเพื่อไปอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบต่อการเพิ่มกำลังยิง ดูเหมือนว่าการรบในสมรภูมิที่ดำเนินไปอย่างเป็นเส้นตรง (Linear) สภาพแวดล้อม ซึ่งสามารถถูกสั่งการและถูกควบคุมได้ ความสอดคล้องในรายละเอียดของแผน การประสาน คำสั่งจากศูนย์กลางของการควบคุม และการเน้นที่ขนาด รวมทั้ง การควบคุมลักษณะภูมิประเทศที่สร้างความได้เปรียบในการรบ หรือวิธีการ (Methodical) ทฤษฏีของสงคราม

..................... สถานะของทฤษฎีที่จะเน้นเทคโนโลยีและเทคนิคในการแก้ไขปัญหาในการรบในสถานะของสังคม ผู้บังคับบัญชาค้นหาความสำเร็จจากลำดับความเร่งด่วน ในการยิง และตำแหน่งที่ได้เปรียบข้าศึกและการทำลายกำลังข้าศึก การรบและการจัดการ คือคุณค่าของโอกาสที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามพ่ายแพ้ วิธีการนี้เหมาะสำหรับกำลังขนาดใหญ่ ชาติอุตสาหกรรมที่มั่งคั่งและกำลังพลที่พรักพร้อมในสนามรบ รวมทั้งกองทัพบกที่ใหญ่โตอย่างยั่งยืน นายพลของสหรัฐฯ Grant จอมพลของฝรั่งเศส Joseph Joffre และจอมพลของอังกฤษ Bernard Montgomery ได้ใช้วิธีการนี้ ในสงครามกับความสามารถของผู้ปฏิบัติ และทรัพยากรที่มากมาย สถานภาพในการรบมีผลต่อพื้นฐานของหลักนิยมและการปฏิบัติการ

..................... การเปลี่ยนแปลงทฤษฏีของสงครามเพื่อดูการต่อต้านของข้าศึก ไม่ใช่กองทัพบกของเขาหรือภูมิประเทศที่เขาดำรงอยู่ แต่เป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริง แนวคิดของการดำเนินกลยุทธ์ที่ใช้จุดแข็งต่อจุดอ่อนของข้าศึก การรบที่แตกหักอย่างรวดเร็ว ในสมรภูมิที่มีความฝืดเคือง ความสับสน อลม่าน ขณะที่ขนาดของกองกำลังคือสิ่งที่สำคัญเสมอ การเปลี่ยนแปลงทฤษฎีการสงคราม โดยไม่ต้องการจำนวนที่ใหญ่โตมากมาย หรือความเหนือกว่าทางเทคโนโลยี ที่สำคัญยิ่ง คือภาวะผู้นำ การยึด/ทำลายจุดศูนย์ดุลย์ โดยวิธีการใช้อำนาจการยิง เพื่อสร้างเงื่อนไขต่อความสำเร็จของการดำเนินกลยุทธ์ ไม่ใช่ความเหนือกว่าอย่างมากมายต่อข้าศึก ความเร็ว จังหวะการรบ การกระจายอำนาจการสั่งการ และควบคุมจุดแข็งของข้าศึก ไม่ใช่ภูมิประเทศที่จะเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะ

..................... บางครั้งถูกเรียกว่า ความไม่เป็นเส้นตรงหรือไม่คงที่ (nonlinear) ที่ยากที่จะคาดเดา ในการดำเนินกลยุทธ์ในการบ วิธีการนี้เน้นที่ความประหลาดใจ การลวง ความว่องไว และมนุษย์ในมิติของสงคราม มีรายละเอียดน้อย การวางแผนที่รอบคอบ ความสอดคล้องและการตัดสินใจที่รวดเร็วกว่าบนพื้นฐานของเจตนารมณ์ของผู้บังคับ บัญชา ความเป็นรองด้านจำนวนและเทคโนโลยีที่ด้อยกว่า จะใช้วิธีการนี้ นายพลของกองกำลังพันธมิตร Nathan B. Forrest,นายพลของเยอรมัน Heinz Guderian และนายพลสหรัฐฯ Geroge S.Patton ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ในการใช้รูปแบบการสงครามดังกล่าว เพราะว่าปัจจุบัน กองทัพสหรัฐฯ มีขนาดเล็กลง เน้นการประหยัดและทรัพยากรที่มีน้อย เพราะว่าชาวอเมริกัน ต่างคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มีต้นทุนต่ำ ในรูปแบบการสงครามนี้ มีความเหมาะสมกว่าต่อกองทัพบกในปัจจุบัน

..................... ประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ในภาวะสงครามที่ใช้ 2 แนวคิดหลัก ปรากฎว่าในบางสมรภูมิบางกองกำลังจะสู้รบโดยยึดตำแหน่งที่ได้เปรียบ หรือการรบที่เป็นเส้นตรง ขณะที่ในส่วนอื่น ๆ ใช้วิธีการ เคลื่อนที่ให้เกิดความได้เปรียบ อย่างไรก็ตาม ประเทศชาติทั้งมวลยังคงได้รับอิทธิพลและพื้นฐานจากหลักนิยมการรบภาคพื้นดินของตนเอง ในวิธีการใดวิธีการหนึ่ง หรือในแบบอื่น ๆ

..................... ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ฝรั่งเศส อังกฤษ รัสเซีย และอเมริกัน ยังคงใช้สถานะทางสังคมในการตัดสินใจ โดยการใช้พลังอำนาจที่เหนือกว่ามากมาย เป็นกุญแจหลักในการได้ชัยชนะ ส่วนเยอรมัน เวียดนามเหนือ จีน และอิสราเอล ที่มีอำนาจทางการยิงที่ด้อยกว่า เน้นที่สงครามที่คล่องตัว/ลื่นไหล การกระจายการตัดสินใจ และการดำเนินกลยุทธ์ ทั้ง 2 ทฤษฏี ได้อธิบายเรื่องราวได้อย่างละเอียด ในเรื่องของวิธีการที่จะดำเนินกลยุทธ์ การยิง ภาวะผู้นำ และความมากมายมหาศาล ควรจะสัมพันธ์ในแต่ละเรื่องในสนามรบ ซึ่งแต่ละชาติก็ยังใช้วิธีการที่แตกต่างและชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง ต่อวิธีการเอาชนะกำลังข้าศึก

..................... ลักษณะของกองทัพบกประการหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความเด็ดขาด โดยทฤษฏีทางการสงคราม กองทัพบกทั้งหลายไม่สามารถเปลี่ยนโอนไปตามความบังเอิญ จากทฤษฏีหนึ่ง หรือหลักนิยมหนึ่งไปยังอีกทฤษฏีหนึ่ง ขณะที่พวกเขาอาจจะสู้รบในสถานะหนึ่ง ที่เวลา สถานที่ และเน้นกลยุทธ์ในที่หนึ่ง พวกเขาไม่สามารถใช้ทั้งปรัชญาและหลักการในเวลาใกล้เคียงกัน จากพื้นฐานของหลักนิยม ไม่มีกองทัพบกใดสามารถใช้ทั้งการรวมศูนย์การบังคับบัญชา และกระจายการบังคับบัญชาและการควบคุม ไม่มีกองทัพบกใดที่มุ่งทำลายโดยการยิงแล้วให้หยุดเสียโดยพลัน และการดำเนินกลยุทธ์ไม่ใช่เพื่อการแบ่งแยก ขณะที่ผู้บังคับบัญชาแต่ละคน บางครั้งก็ยัดเยียดวิสัยทัศน์ให้กับกำลังพลในเชิงบังคับ ดังนั้นเพื่อให้มีการบังคับที่ตรงประเด็น จึงควรทำให้กองทัพบก มีความโน้มเอียงที่จะต่อสู้ให้สอดคล้องในรูปแบบของสงครามที่แท้จริง

..................... แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังคงรักษาพลังอำนาจเพียงหนึ่งเดียว โดยการบังคับวิถีการรบทางพื้นดิน บางครั้งอาจเป็นการขับเคลื่อนทางทรัพยากร ผลลัพธ์อื่นจากด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ดังนั้นหลักนิยมการรบของกองทัพบกสหรัฐฯ :
  • - ต้องเข้ากันได้อย่างกว้างขวางกับหลักนิยมร่วมและหลักนิยมหลักของพันธมิตร รวมทั้งผู้มีส่วนร่วมใน การผนึกกำลัง
  • - ต้องอยู่บนพื้นฐานของโครงสร้างกำลับรบและระดับทรัพยากรที่สามารถสนับสนุนได้ตลอดเวลา : นั่น คือไม่ใช่การเหนือกว่ามากมาย หรือการมีอำนาจการยิงที่ยิ่งใหญ่อาจจะไม่เหมาะสมเสมอไป
  • - ต้องมีการประยุกต์ใช้ในทุกระดับของความขัดแย้งและทุกสภาพภูมิประเทศในอาณาเขตที่กองทัพบก รับผิดชอบ
  • - จะต้องทำให้เกิดโอกาสอย่างสูงสุด และรวดเร็ว ผลลัพธ์ที่เด็ดขาด รุนแรงควรทำให้เกิดขึ้นโดยมี ต้นทุนที่ต่ำที่สุด และใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด (ความข้อนี้เป็นเรื่องประสิทธิภาพ:ผู้แปล)
  • - ไม่ควรหวังพึ่งพิงพลังอำนาจจากพันธมิตร ในขอบเขตของความมั่นคง
  • - ควรสร้างความเหนือกว่าของพลังอำนาจทางอากาศและทางทะเล
  • - ควรสร้างศักยภาพทางเทคโนโลยีให้เหนือกว่าข้าศึก
  • - ควรสร้างให้เกิดความร่วมมือ เพื่อให้เกิดความสมมาตรด้านภัยคุกคาม รวมทั้งการก่อการร้าย และ การลดกำลังอาวุธ ค่าพารามิเตอร์ กองทัพบกจะต้องทำให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้เกิดความพยายามในอนาคตต่อการจัดทำหลักนิยม

    หลักนิยมในการดำเนินกลยุทธ์ (Maneuver Doctrine)

    ..................... แม้ว่ากองทัพบกจะมีขนาดเล็กลงและเน้นการประหยัด แต่จะต้องทำให้มีจุดแข็งด้านความคล่องแคล่ว และประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก จะต้องทำให้เทคโนโลยีมีความสอดคล้องกันของกองทัพอากาศและพลังอำนาจทางทะเล เพื่อเป็นหลักประกันว่า การปฏิบัติทางภาคพื้นดิน จะได้รับการสนับสนุน ด้านยุทธศาสตร์การส่งกำลังบำรุงที่แข็งแกร่งพอ และอำนาจการยิงที่เหนือกว่าทั้งทางอากาศและทางทะเล คุณภาพของทหารสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และใน 15 ปีที่ผ่านมา กองทัพบกได้สร้างให้เกิดความสำเร็จที่รวดเร็วและชัยชนะที่เด็ดขาด

    ..................... ทั้ง ๆ ที่เป็นจุดแข็ง การลดขนาดของกองทัพลง เป็นการกระตุ้นให้เกิด 2 ประเด็นหลักของสงคราม นั่นคือ ยังคงประยุกต์อำนาจการยิงที่ไม่ยาวนานเท่าเดิม การไม่มีฐานทัพเรือในโพ้นทะเล ส่งผลให้ระยะเปลี่ยนไปในข้อจำกัดต่อขีดความสามารถของกองทัพบกที่เล็กลงกว่าเดิม ดังนั้นหลักนิยมของการรบ ต้องเน้นความรวดเร็ว ทำให้ข้าศึกอยู่ในภาวะชะงักงันอย่างฉับพลันและลวง หลีกเลี่ยงจุดแข็งของข้าศึก พยายามทำลายจุดอ่อนของข้าศึก

    ..................... บรรดาผู้นำและเหล่าทหารที่มีคุณภาพสูงมากขึ้นกว่าเดิม กองกำลังที่มีเทคโนโลยีและข่าวสารจากสนามรบที่เหนือกว่ามากมาย ทำให้มีขีดความสามารถและความริเริ่มที่สูงขึ้น โดยใช้กำลังน้อยลง โดยการใช้ความรุนแรงที่เป็นจุดแข็งนี้ เข้าทำลายจุดศูนย์ดุลย์ของข้าศึก จะทำให้เราสามารถทำลายความตั้งใจและขีดความสามารถที่จะต่อต้าน ส่งผลให้เกิดความพ่ายแพ้ต่อกำลังหลักของข้าศึก ในกรณีนี้กองทัพบกควรใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่ได้เปรียบข้าศึกกระทำต่อฝ่ายตรงข้าม โดยปราศจากการปะทะที่ขยายวงกว้าง อันจะทำให้สูญเสียกำลังทหารจำนวนมาก รวมทั้งยุทโธปกรณ์ เพื่อที่จะทำให้ข้าศึกพ่ายแพ้

    ..................... แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นถึงหลักนิยมที่เน้นกระบวนการ ที่จะกระทำต่อความตั้งใจของข้าศึก ไม่ใช่การทุ่มเททรัพยากรลงไปเพื่อที่จะต่อต้าน เป็นการใช้จุดแข็งต่อจุดอ่อน ไม่ใช่จุดแข็งต่อจุดแข็ง กระจายการบังคับบัญชา ไม่ใช่รวมการบังคับบัญชา ใช้การยิงสนับสนุนการดำเนินกลยุทธ์ที่รุนแรง ไม่ใช่ดำเนินกลยุทธ์ไปยังตำแหน่งที่ได้มีการยิงทำลายไปอย่างมากแล้ว หลักนิยมฐานกลยุทธ์ (Maneuver-base doctrine) จะทำให้มีการตัดสินใจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งไปที่เจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา นั่นคือ วัตถุประสงค์สุดท้าย ในฐานะหลักนิยม จะนำไปสู่การทำลายกำลังหลักของข้าศึก นั่นคือเป้าหมาย กับการสะสมอำนาจกำลังรบ การยึดลักษณะภูมิประเทศ และเน้นที่ภารกิจ คือ วัตถุประสงค์ขั้นสุดท้าย นับเป็นความขัดแย้งระหว่าง 2 เรื่องที่เด่นชัด และต่างก็มีเหตุผลที่ดี แต่ละอย่างมีหลักการที่เด่นชัด นั่นคือความแตกต่างของทฤษฏีของสงคราม

    ..................... หลักนิยมฐานกลยุทธ์ มีความยืดหยุ่น ความมีระเบียบวินัยและผู้บังคับบัญชาที่เด็ดขาดต่อการกระทำจุดอ่อนของข้าศึก ในปัจจุบันสภาพแวดล้อมของการปฏิบัติการ มุ่งไปที่วัตถุประสงค์สุดท้ายของการรบปะทะ นั่นคือ การทำให้บรรลุผลอย่างรวดเร็ว รุนแรง ทุกสิ่งของกองทัพบกจะต้องสนับสนุนไปสู่เป้าหมายศูนย์กลางนี้ ดังนั้นจึงมีความต้องการ ความริเริ่มสูงสุดในทุกระดับ การปฏิบัติการ ต้องอยู่ภายในกรอบของเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา

    ..................... การที่จะยกระดับหลักนิยมบนพื้นฐานของทฤษฏีที่มากมาย มุ่งไปสู่เพียงทฤษฏีของการดำเนินกลยุทธ์อย่างสอดประสาน ควรมีองค์ประกอบดังนี้
  • - การโจมตีส่วนสำคัญของข้าศึกที่เปราะบาง (อ่อนแอ) ทำลายที่ตั้งของข้าศึกและทำให้ ขีดความสามารถในการต่อต้านของข้าศึกล่มสลาย
  • - การมุ่งมั่นที่จะพยายามและรวมอำนาจการรบที่รุนแรงต่อจุดเปราะบางของข้าศึก
  • - ใช้จุดแข็งของการร่วมประสานทุกส่วนต่อจุดอ่อนของข้าศึก เพื่อทำลายความตั้งใจของข้าศึก
  • - หลีกเลี่ยงการใช้กำลังต่อกำลังปะทะ และการจัดการที่ใช้ต้นทุนด้านเวลา,การใช้ทรัพยากร และการ ลดความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่
  • - ขนาดกำลังรบและการออมกำลัง ต้องริเริ่มตามกรอบเวลา และพร้อมปฏิบัติอย่างรวดเร็ว
  • - ค้นหา และสำรวจข่าวสารการรบและลวงข้าศึก

    .....................การรุก โดยการดำเนินกลยุทธ์ ลำดับแรกค้นหาเป้าหมายที่เป็นจุดอ่อน ที่บังคับบัญชา ที่ตั้งปืนใหญ่

    .....................พื้นที่การส่งกำลัง เพื่อทำลายและทำให้การป้องกันของข้าศึกเสียหาย การโจมตีโดยตรงต่อจุดแข็งของข้าศึก พึงหลีกเลี่ยง ซึ่งอาจเป็นการทำให้การป้องกันภัยทางอากาศและระบบการยิงสนับสนุนของข้าศึกถูกหยุดยั้งรวมทั้งการยิงสนับสนุนโดยตรง การป้องกัน การดำเนินกลยุทธ์ ยึดหลักรักษาภูมิประเทศ โดยใช้กำลังที่คงที่ การจัดกระบวนทัพในทางลึกและ โจมตีต่อกำลังหนุนเคลื่อนที่เร็ว พร้อมทั้งตอบโต้เพื่อที่จะหยุดและทำลายกำลังข้าศึก

    .....................แนวคิดนี้ ทำให้เห็นกรอบงานในการจัดทำหลักนิยมการรบมากขึ้น ตั้งแต่ปี 1945 ความต้องการความ มั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ กองทัพบกต้องสามารถกระจายกำลังอย่างรวดเร็วและมีชัยชนะอย่างเด็ดขาด โดยปราศจากการขยายเวลาการรบให้ยืดยาวออกไป การใช้กำลังรบหลัก หรือการใช้ทรัพยากรอย่างมากมายมหาศาล สหรัฐฯ ต้องทำให้เกิดจุดแข็งหลาย ๆ ด้าน ต่อความท้าทายนี้ รวมทั้ง การสร้างให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง การสนับสนุนสังคมประชาธิปไตย การมุ่งสู่ชัยชนะและกำลังทหารที่ดีที่สุดในโลก หลักนิยมการรบของกองทัพบก จะต้องรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อที่จะทำให้เกิด เครื่องมือที่มีความรุนแรงเด็ดขาดของสงครามภาคพื้นดิน ในกองทัพบก ศตวรรษที่ 21

    สรุป

    ..................... เนื่องจากกองทัพบกไทยถอดแบบมาจากกองทัพบกสหรัฐฯ บทความนี้เป็นแนวคิดของผู้เขียนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นมุมมองที่มีหลักการแฝงอยู่กับเรื่องราวทางทหาร หากผู้อ่านได้ศึกษาวิธีคิด กระบวนการ ก็ย่อมมีมุมมองที่แตกต่างออกไป แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่ามุมมองนั้นน่าจะเป็นประโยชน์จากการต่อยอดทางความคิด ของการพัฒนาหลักนิยมภาคพื้นของไทย ด้วยวัฒนธรรมวิถีชีวิตทางทหารของไทย การศึกษา การมีมุมมองใหม่ ๆ ที่เป็นของตนเอง แต่มุ่งมั่นอยู่บนความจริงใจ จริงจัง และบริสุทธิ์ใจที่จะพัฒนากองทัพ ทำให้ความคิดดี ๆ เหล่านั้น นำไปสู่การปฏิบัติที่ดี ๆ ต่อกองทัพ และอาจนำไปสู่การถ่ายทอดสิ่งที่ดี ๆ ต่อผู้อ่าน รวมทั้งกองทัพและประเทศชาติในที่สุด

    ..................... ผู้เขียน : Lieutenant Colonel Richard D.Hooker Jr. เป็นผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบส่งทางอากาศที่ 505 กองพลส่งทางอากาศที่ 82,Fort Bragg เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากโรงเรียนนายร้อยทหารบกสหรัฐฯ (เวสท์ปอยท์) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จาก University of Verginia และเป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญต่อ Inter-University Seminar ในเรื่องของกองทัพและสังคม เขาเคยดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งทางการบังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการ ใน Continental United States , Italy , Grenada, Somalia , Rwanda and Bosnia เขาเป็นผู้เขียนหนังสือ “By their Deeds Alone” : Great Battle Against the Odds is forth coming.

    .....................เพราะที่เป็นเช่นนี้มาเองกระมังเราจึงพบเห็นผู้คนมากมายในสังคม และกำลังพลจำนวนมากที่เป็นนักฉวย โอกาสที่จะให้ตนเองได้ก้าวหน้าและเติบโต แทนที่น่าจะเป็นนักฉวยโอกาสที่จะสร้างให้สังคม ประเทศชาติและกองทัพมีความเจริญก้าวหน้า
    บทความต่อไป กองทัพกับสงครามยุคที่ 4 ?

    ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

    กลับสู่หน้าหลัก
  • โดย พ.อ.ชรัติ อุ่มสัมฤทธิ์
    charato_24@hotmail.com

    กลับสู่หน้าหลัก

    CounterSee who's visiting this page.

    เพื่อความง่ายในการอ่านท่านสามารถสั่งพิมพ์บทความนี้ออกมาทาง Printer ท่านโดยเพียงกด Icon printer ที่บาร์ด้านบน

    ถ้าตัวอักษรเล็ก ท่านสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไปที่ View บน Menu bar หาคำว่า Font หรือ Text size แล้วขยายขนาดให้พอดีอ่านนะครับ
    บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 22 ก.ค. 50
    โดย พ.อ.ชรัติ อุ่มสัมฤทธิ์ อาจารย์ประจำ วิทยาลัยการทัพบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง ต้องการติดต่อผู้เขียนบทความ charato_24@hotmail.com